กายในกายเป็นอย่างไร ?



กายในกายเป็นอย่างไร ?


ตอบ:

 
 

กายของคนแต่ละคน หรือกายของสัตว์แต่ละตัว ไม่ใช่มีกายเดียวนะ มีกายละเอียดซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ และสามารถเข้าถึงได้ตามระดับภูมิจิต จากสุดหยาบคือกายเนื้อที่เห็นได้ด้วยตาเปล่านี่ และละเอียดไปเป็นกายมนุษย์ละเอียด กลางดวงธรรมของกายมนุษย์ละเอียด มีกายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กลางดวงธรรมของกายทิพย์ละเอียด มีกายรูปพรหม รูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด สุดละเอียดของดวงธรรมที่ทำให้เป็นอรูปพรหมก็เป็นธรรมกาย สุดละเอียดของธรรมกายเป็นพระนิพพาน นี้กายในกายจากสุดหยาบไปสู่สุดละเอียดเป็นอย่างนี้ มีอยู่ในตัวเรา จึงเรียกว่า “กายในกาย”

พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ให้มีสติพิจารณา เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็น จิตในจิต และเห็นธรรมในธรรม เห็นจิตในจิต คือ “ใจ” ซึ่งควบเอาเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณเข้าด้วย เพราะอะไร ? เพราะกายเราก็มีใจ แล้วก็ตรงกลางกำเนิดธาตุเดิมเป็นที่ตั้งของใจด้วย เป็นที่ตั้งของธาตุธรรม “ธาตุ” คือธาตุละเอียดของน้ำ-ดิน-ไฟ-ลม และอากาศว่าง เป็นที่ตั้งของธรรมฝ่ายดี (กุสลาธัมมา), ฝ่ายชั่ว (อกุสลาธัมมา) และฝ่ายกลางๆ (อัพยากตาธัมมา) นี้เป็น “ธรรมในธรรม” คือแปลว่ามนุษย์เราที่จะได้ความเป็นมนุษย์นี้ เราต้องทำความดีในขั้นมนุษยธรรม แล้วปรากฏเป็นธาตุธรรมที่ละเอียด ใสบริสุทธิ์ อยู่ในท่ามกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ประมาณเท่าฟองไข่แดงของไก่ นั่นธรรมในธรรม อยู่ตรงนั้น จิตในจิต ก็อยู่ตรงนั้น เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ธาตุซึ่งเป็นที่ตั้งของธรรมฝ่ายบุญกุศล เป็นชนกกรรมนำให้มาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าในระดับมนุษยธรรมก็มาเป็นมนุษย์ ในระดับทิพยธรรม ก็ไปเกิดเป็นทิพย์เป็นเทวดาอยู่ในเทวโลก ในระดับพรหมธรรมก็ไปเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก ในระดับพุทธธรรม ถ้าว่าหมดกิเลสโดยสิ้นเชิงก็พระนิพพาน คือธรรมกาย ที่บรรลุอรหัตตผลที่สุดละเอียด ไปปรากฏอยู่ในนิพพาน นี่พระพุทธองค์จึงทรงสั่งสอนให้มีสติพิจารณาเห็นกายในกาย ซึ่งมีจิตในจิตคือ “ใจ” แล้วก็มี “ธรรมในธรรม” อยู่ตรงกลางกายนั้น

ตัวหนังสือบอกให้พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ซึ่งในระดับโลกิยะนั้นประกอบด้วยปัจจัย ปรุงแต่งอย่างไร ให้เห็นสภาวะที่แท้จริงของกาย เวทนา จิต ธรรมนั้นๆ จากสุดหยาบไปสุดละเอียด หรือเรียกว่าให้มีสติพิจารณา เห็นกายในกาย เวทนา ในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็น ณ ภายใน แล้วก็เป็น ณ ภายนอก ส่วนหยาบเป็น ณ ภายนอก ส่วนละเอียดเข้าไปเป็น ณ ภายใน ถ้าใครเข้าอย่างนี้ไม่ถูกก็ให้พิจารณาส่วนภายนอกของตัวเป็น ณ ภายใน พิจารณาของคนอื่นเป็น ณ ภายนอก แต่ถ้าทำเป็นมันก็เข้าไปรู้-เห็น อย่างนี้แหละ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ทั้งให้พิจารณาเห็นด้วย และ ทั้งให้ชำระธาตุธรรมสะอาดยิ่งกว่ากันไปตามลำดับด้วย โดยอาศัยกาย เวทนา จิต ธรรม ส่วน หยาบเป็นบาทฐานให้เข้าถึงกาย เวทนา จิต ธรรม ส่วนละเอียดที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็น ณ ภายใน ยิ่งกว่ากันไปตามลำดับจนสุดละเอียด สะอาดบริสุทธิ์แล้วจึงถึงธรรมกายซึ่งเป็นธาตุล้วนธรรมล้วนบริสุทธิ์

กายในกายส่วนหยาบนั้นเป็น “อัตตาสมมติ” ส่วนที่สุดละเอียดของธรรมกายมรรค ธรรมกายผล เป็นธาตุล้วนธรรมล้วนนั้น เป็น “อัตตาวิมุตติ"

ที่พระองค์ทรงสั่งสอน สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” นั้น ก็หมายเอาสังขารธรรมทั้งปวงมีขันธ์ 5 หรืออัตตาสมมติอย่างเช่น กาย เวทนา จิต ธรรมของ มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา มิใช่ตัวตนให้ยึดถือได้ ของสมมติยึดถือไม่ได้ตลอดไป เพราะมันเป็นอนิจจังไม่เที่ยง ต้องเปลี่ยนแปลงแปรผันไปตามเหตุตามปัจจัย ได้แก่ กรรม เวลา อาหาร หรือปัจจัยอื่น เป็นต้น ถ้าใครเข้าไปยึดมั่นถือมั่นด้วย ตัณหาและทิฏฐิ คือความหลงผิดว่าเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา ของเรา ของเขา ว่าเที่ยงแท้ ถาวรแล้วเป็นทุกข์ ยึดมากทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อย ไม่ยึดเลยอย่างพระอรหันต์ก็ไม่ทุกข์เลย ให้เห็นสภาวะอันนี้ เพราะว่าอัตตาสมมตินี้มันไม่คงที่หรอก เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป สุดท้ายต้องแตกสลายหมดสภาพเดิมของมันไปทั้งหมด เรียกว่า “อนัตตา” อัตตาสมมตินี้ลงท้ายก็เป็น อนัตตาไม่ใช่ตัวตนให้ยึดถือได้ตลอดไป

เพราะฉะนั้น ในพระบาลีพระพุทธองค์ทรงแสดงว่า “สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา” สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง “สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา” สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์นะ และ “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” ธรรมชาติทั้งหลายที่เป็นสังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา ก็คือว่าอัตตาสมมตินี้ เอาไว้เป็นเพียงบาทฐานใช้ประพฤติปฏิบัติธรรม ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ เพื่อ เข้าถึงกาย เวทนา จิต ธรรม หรือธาตุธรรมที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นกว่ากันไปตามลำดับ จนบริสุทธิ์ที่สุด ที่สุดละเอียดแล้วจะถึงธรรมกายซึ่งไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ต้องตกอยู่ในอาณัติแห่ง พระไตรลักษณ์ คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่กลับเป็น “นิจจัง สุขัง อัตตา” แต่ “อัตตา” นี้ หมายเอาธรรมกายมรรคธรรมกายผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระนิพพานคือธรรมกายที่บรรลุอรหัตตผลแล้ว ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งใดๆ แน่นอนโดยเด็ดขาดถาวรแล้ว ก็ไม่เป็นอนิจจัง ไม่เป็นทุกขัง และไม่เป็นอนัตตา กลับเป็น “นิจจัง” คือ เที่ยง กลับเป็น “สุขัง” เพราะปราศจากทุกข์ มีแต่ความสุขที่ละเอียดเรียกว่า “ปรมัง สุขัง” เป็นบรมสุข สันติสุข สุขอย่างสันติที่ปราศจากทุกข์ และเป็นอัตตาวิมุตติ คือ เป็นตัวตนให้ยึดถือได้ตลอดไป ที่พระพุทธองค์ตรัส เรียกว่า “อตฺตสรณา” “อตฺตทีปา”

พระพุทธองค์จึงทรงแสดงว่าให้ภิกษุทั้งหลายหรือเวไนยสรรพสัตว์ พึงหาหรือพึงประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อหาหรือกระทำที่พึ่ง (อตฺตสรณา) เกาะที่พึ่ง (อตฺตทีปา) ที่เกาะที่พึ่ง ซึ่ง เป็น “อัตตา” คือ “ตัวตน” เป็นที่พึ่งได้ตลอดไป แต่ตัวตนที่ให้หาที่เกาะที่พึ่งนั่น ก็ต้องอาศัยตัวตนซึ่งเป็นที่เกาะที่พึ่งในระดับโลกิยะที่ยังเป็นสมมติอยู่ ได้แก่ กายมนุษย์หยาบ-กายมนุษย์ละเอียด ทิพย์หยาบ-ทิพย์ละเอียด พรหมหยาบ- พรหมละเอียด อรูปพรหมหยาบ-อรูปพรหมละเอียด ไปตามลำดับจนสุดละเอียด นี่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งแต่ที่พึ่งได้ชั่วคราวเป็น “อัตตาสมมติ” เพื่อเข้าถึงเกาะหรือที่พึ่งได้ถาวรคือ “ธรรมกาย" ซึ่งเป็นธาตุล้วนธรรมล้วน ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งไม่ตกอยู่ในอาณัติแห่งพระไตรลักษณ์ เป็นธาตุธรรมที่บริสุทธิ์ล้วนๆ เรียกว่า “ธรรมภูต” หรือ “ธรรมกาย” เป็นกายประเสริฐ เป็นธรรมชาติที่ประเสริฐ เรียกว่า “พรหมภูต” หรือ “พรหมกาย" เพราะเมื่อไม่ต้องตกอยู่ในอาณัติแห่งพระไตรลักษณ์แล้วกลับ เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา คือเป็นที่เกาะที่พึ่งได้อย่างถาวร นี้ชื่อว่า “อัตตาวิมุตติ"

ธรรมนี้ก็มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงว่าอัตตานั้น พระอรรถกถาจารย์ได้อรรถาธิบายว่า มีทั้งอัตตาที่ยังเป็นโลกิยธรรมก็ได้แก่ “สังขตะ” หรือ สังขารธรรม คือธาตุธรรมที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง และทั้งอัตตาที่เป็นโลกุตตรธรรม ก็ได้แก่ “อสังขตะ” หรือวิสังขารธรรม คือพระนิพพาน ธาตุธรรมที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งนั้นเอง

เมื่อปฏิบัติถึงพระนิพพานคือธรรมกายที่บรรลุอรหัตตผลแล้ว ธรรมกายพระนิพพานก็เข้าสอุปาทิเสสนิพพาน สถิตอยู่ท่ามกลางอายตนะนิพพาน นั่นแหละคือตัวตน เอาเป็นเกาะเป็นที่พึ่งได้แท้จริง เป็นธรรมชาติที่พ้นโลก เป็นโลกุตตรธรรม หลวงพ่อท่านเรียกว่า “อัตตาวิมุตติ" ในทางปฏิบัติก็จะเข้าไปรู้ไปเห็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ใครสงสัยว่ากายในกายมีอะไร ? ก็มีกายในกาย ซึ่งเป็นที่ตั้งของใจและธาตุธรรม ธรรมในธรรม มีตั้งแต่สุดหยาบคือกายมนุษย์ละเอียดเข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียด กลางธาตุธรรมของกายมนุษย์ละเอียด ก็จะมีกายและธาตุธรรมของทิพย์หยาบ ทิพย์ละเอียด กลางธาตุธรรมทิพย์ละเอียดก็จะมีกายและธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ คือ “ใจ" ของรูปพรหม อรูปพรหม มีต่อๆ ไปอย่างนี้ถึงอรูปพรหมสุดละเอียดไป สะอาดบริสุทธิ์ถึงธรรมกาย สุดละเอียด จากกายธรรมถึงนิพพาน นี่แหละกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

แต่ส่วนที่เรียกว่า “กาย” แล้ว “จิต” ซึ่งรวมทั้งเวทนาและสัญญา (นามขันธ์ 4) และทั้งธรรมด้วยมี 2 ระดับ คือ ระดับโลกิยะ ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้หาที่เกาะที่พึ่ง ตั้งแต่ระดับโลกิยะจากหยาบไปสุดละเอียด เป็นบาทฐานซึ่งกันและกัน ละเอียดบริสุทธิ์เข้าไปถึง ที่พึ่งสูงสุด ชื่อว่าพระนิพพาน คือ ธรรมกายที่บรรลุอรหัตตผลแล้ว ซึ่งเป็นสภาวะที่ว่างจากกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน (ความเข้าไปยึดมั่นถือมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิในสังขารที่เป็นอัตตาสมมติ) และก็ตั้งอยู่ในท่ามกลางอายตนะนิพพาน นั่นเป็นอัตตาวิมุตติ นี่แหละกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

แต่ว่ากลางระหว่างวิมุตติกับสมมติมีอยู่ ท่านเรียกว่า “โคตรภูญาณ” หรือ “โคตรภูบุคคล” ผู้มีโคตรภูญาณหรือโคตรภูบุคคล โคตรภูบุคคล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติถึงธรรมกายที่ยังไม่บรรลุมรรคผล นั่นคือผู้ที่มีโคตรภูญาณ เป็นโคตรภูบุคคล นี่หลวงพ่อท่านสอนไว้อย่างนี้นะ ปฏิบัติเอาแล้วจะรู้เอง เข้าใจเอง