จะบริกรรมภาวนาอย่างเดียว จะได้ผลหรือไม่ ?



เกี่ยวกับบริกรรมนิมิต เมื่อใดจะได้นิมิตสักที เพราะกำหนดบริกรรมนิมิตไม่ได้ จะบริกรรมภาวนาอย่างเดียวจะเกิดผลหรือไม่ ?


ตอบ:

จะภาวนาอย่างเดียวก็ได้   แต่ว่าถึงอย่างไร ใจต้องมีที่ตั้ง   เพราะใจเรานั้น  เห็นด้วยใจ เห็นที่ไหนใจอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้น ต้องให้เห็นอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง  ใจจึงจะอยู่ที่นั่น    

การนึกบริกรรมนิมิตให้เห็นด้วยใจ ณ ภายใน  ซึ่งจะได้ผลดีเป็นของยาก   ถ้านึกนิมิตอยู่ภายนอก มักเห็นได้ง่ายกว่า แต่เมื่อใครนึกอยู่ ณ ภายในได้จะได้ผลดีที่สุด    เพราะเมื่อใจหยุดตรงนั้น  ถูกกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ตรงศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ   เมื่อถูกแล้ว  เราจะสามารถเข้าถึงธรรมในธรรม  กายในกาย  จิตในจิต  ได้โดยสะดวก  และไปถึงธรรมกายถึงพระนิพพาน   

เรารู้ว่าจุดนี้เป็นจุดที่เที่ยงตรง  เห็นหรือไม่เห็น  จงทำต่อไปจนกว่าจะเห็น   แต่ถ้านึกไม่เห็นปวดเมื่อยเหนื่อยใจหนักหนา  ก็นึกให้เห็นจุดเล็กใสเข้าไว้เป็นอย่างน้อย  เพื่อให้ใจเข้าอยู่ ณ ภายใน  การนึกให้เห็น  อย่าไปคิดว่าสิ่งที่เห็นเป็นสิ่งที่นึกเอา   นึกให้เห็นเป็นอุบายเบื้องต้น   ใจประกอบด้วยความเห็นด้วยใจ ความจำ ความคิด ความรู้ มารวมกันเป็นจุดเดียวกันตรงเห็นนั้น   เพราะฉะนั้นความจำเป็นในเบื้องต้นที่นึกให้เห็นจึงต้องทำ   

แต่อุบายวิธีที่เราจะให้เห็นตรงนั้นก็ต้องปล้ำกันหลายเพลง  เช่นว่า นึกดวงไม่เห็น อาจจะนึกองค์พระก็ได้  หรือนึกง่ายๆ  คือนึกว่าในท้องมีลูกแก้วลูกหนึ่ง  ประมาณเอา  คือใจจะค่อยปรับตัวจนหยุดนิ่ง  นี่เป็นอุบายอย่างหนึ่ง อาจจะต้องใช้อุบายหลายเพลงเช่นกันกว่าจะเห็นได้   แม้กระทั่งดวงไฟตรงไหนที่ไหนที่เห็นกลมๆ  ก็นึกดวงให้สว่างอยู่ข้างในท้อง ซึ่งใช้ได้เช่นกัน   ถ้านึกอย่างนั้นไม่ได้ให้ท่อง "สัมมา อรหังๆๆๆ"  ไปตรงกลางจุดศูนย์กลางนึกให้เห็นจุดเล็กใส   นิ่งๆ ไว้   พอนึกเห็นตามสบาย   อย่าอยากเห็นจนเกินไป  จนไม่ได้เห็น เพราะเพ่งแรงเกินไป   จิตที่จะเห็นต้องพอดีๆ   เหมือนกับที่ท่านทั้งหลายลองเอาปิงปองวางอยู่ในน้ำ   จะกดปิงปองให้จม  ในน้ำได้โดยวิธีไหน   อุปมาอย่างนั้นฉันใด   การเลี้ยงใจให้หยุดให้นิ่ง   และจะได้เห็นเองก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน  แต่ถ้าจะนึกให้เห็น  พอไม่เห็นอึดอัดโมโหหรือหงุดหงิดอย่างนี้ไม่มีทางเห็น   ทำให้เป็นธรรมดา   เห็นก็ช่างไม่เห็นก็ช่าง  ความจะเห็นต้องประกอบด้วยใจสบาย   ละวางให้หมด  เรื่องในอดีต  ปัจจุบัน  อนาคต    แม้ตัวเราก็ต้องละให้หมด   วางใจนิ่งๆ   พอดีๆ  ใจสบายๆ  ก็จะเห็นได้ง่าย  

อีกวิธีหนึ่ง  ก่อนนอนจะหลับให้ท่อง “สัมมาอรหังๆๆ”   นึกเบาๆ   ท่องไป พอใจจะหลับ   สภาพของใจจะตกศูนย์  ความรู้สึกภายนอกจะหมดไป   จะเหลืออยู่แต่ข้างใน   พอจิตตกศูนย์   ดวงธรรมดวงใหม่จะลอยขึ้นมาที่ศูนย์กลางกาย  ใสสว่างอยู่ตรงนั้นก่อนหลับ แล้วก็เผลอสติหลับไป  เห็นตรงนั้นจับให้ดี   พอเห็นดวงก็เข้ากลางของกลาง  หยุดในหยุดนิ่งก็จะสว่าง   นี่จะเห็นของจริงก็จะไม่หลับ   จะรู้เลยว่าเมื่อวิตกวิจาร  คือเห็นดวงสว่างระดับอุคหนิมิต  หรือปฏิภาคนิมิตแล้วนั้น  ความง่วงเหงาซึมเซาจะหมดไป  กิเลสนิวรณ์หมดไปในขณะนั้น  ช่วงจะหลับสามารถจะเห็นได้ง่าย 

ช่วงจะตื่นถ้าเคยตื่น 6 โมงเช้า   ลองตื่นตีห้าครึ่ง   พอตื่นแล้วไม่ตื่นเลย  คือไม่ลุกขึ้นทันที   ตายังหลับอยู่แต่ใจเราตื่น ดูไปที่ศูนย์กลางกายจะเห็นดวง  ทำไมจึงเห็น   เพราะใจคนเพิ่งตื่นใหม่ๆ   ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายลอยเด่น  ยังเห็นได้อยู่  พอเห็นแล้วเราเอาอารมณ์นั้นมาสู่ใจเรา   ทำบ่อยๆ ก็จะเป็น   เมื่อถึงเวลาก็เป็นเอง   บางทีอาจเห็นธรรมกายใหญ่มาก    ขณะเดิน  นั่ง  ปกติธรรมดา  อารมณ์สบาย  ใจเป็นบุญเป็นกุศล   ใจก็สบาย  พอใจสบายก็จะเห็น   ใจสบายด้วยบุญกุศลแตกต่าง  กับการสบายด้วยกามคุณคือได้นั่นได้นี่ตามที่เราอยากได้   อันนั้นไม่สบายอย่างที่เราสบายอย่างนี้   การสบายด้วยบุญคือสบายเฉยๆ  และลองกำหนดเห็นศูนย์กลางก็จะเห็นเป็นดวงใสได้โดยง่าย   ต้องทำบ่อยๆ เนืองๆ    แม้อาตมาเองถ้าไม่ทำบ่อยๆ เนืองๆ ก็จะจาง ต้องทำบ่อยๆ จึงดี