เห็นนิมิตต่างๆ ?



นั่งแล้วกำหนดเห็นแสงสีขาว แต่จะมีเหมือนรูปรอยเท้าอยู่ จะมีแสงกลมๆ ขนาดลูกมะพร้าวเป็นสีม่วง สีแดง สีเหลืองสลับกัน ลอยห่างออกไป กำหนดเห็นจุดขาวเล็กๆ แต่ถ้าเพ่งจะหายไป จะกำหนดอย่างไร ?


ตอบ:

กำลังจะได้ที่   อย่าอธิบายว่าอะไรเป็นอะไรเลย   กระผมจะถวายคำแนะนำวิธีปฏิบัติเลย

ถ้าใครเห็นแสงเฉยๆ อยู่ภายนอก  หรือเห็นดวงเฉยๆ อยู่ภายนอกแล้วหายไป  จะเป็นสีอะไร ปล่อยครับ   หลวงพ่อจงปล่อยเลย  อย่าสนใจ ให้เหลือบตากลับนิดๆ   กำหนดเป็นจุดเล็กใสตรงศูนย์กลางกายไว้  

ค่อยๆ นึกให้เห็นดวงใส   ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น   ใจเย็นๆ  หยุดในหยุด กลางของหยุด แต่อย่าเพ่งแรง   ถ้าเพ่งแรงแล้วหาย   นึกถึงการกดลูกปิงปองให้จมลงในน้ำ   ถ้ากดแรงเกินไปก็จะกลิ้งหลุดมือ   ถ้ากดค่อยเกินไปก็ไม่จมลง   ต้องกดเบาๆ ตรงศูนย์กลางพอดีๆ   

เหมือนเมื่อครั้งพระอานนท์เถรเจ้าปฏิบัติธรรมเกือบตาย   เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้ว่า   ท่านจะได้บรรลุธรรมก่อนการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 1 หนึ่งวัน  พอถึงวันทำสังคายนาพระมหาเถระ ที่จะประชุมทำสังคายนาได้ให้จัดอาสนะเตรียมพร้อมไว้ให้ท่านอานนท์  ท่านปฏิบัติเต็มที่แต่ยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน สังขารของท่านเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการจัดงานถวายพระเพลิง   สังขารไม่สบาย จิตใจจึงไม่สงบ ท่านจึงฉันยาระบาย สันนิษฐานว่าเป็นสมอดองด้วยน้ำมูตรเน่า   ฉันแล้วระบายท้อง ระบายท้องแล้วสบายตัว  ดึกแล้ว เอนกายในท่าพอเหมาะพอสบาย  ก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานทันที   ตื่นเช้าขึ้นมา ไปแสดงตนในที่ประชุมสงฆ์ทำสังคายนาด้วยวิธีปรากฏตัวขึ้นโดย ไม่ต้องเดินมาให้เห็น  เพื่อแสดงความเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทา  เพราะการทำปฐมสังคายนานั้น  อาราธนาแต่เฉพาะพระอรหันต์ประเภทปฏิสัมภิทา* ทั้งสิ้น เพราะว่าทรงจำข้อธรรมต่างๆ ได้ด้วย ระลึกเหตุการณ์และเห็นแจ้งในพระธรรมได้ด้วยพระญาณ

คำตอบที่ว่า  เมื่อเพ่งไปที่จุดเล็กแล้วหายไป   คงจะเข้าใจดีว่า  ต้องมีความพอดี  อย่าเพ่งแรง   อย่าอยากเห็นเกินไป   นั่นเป็นอุปกิเลสของสมาธิ   ระวังจิตใจอย่าให้ฟุ้งซ่านเผลอออกไป   ก็จะจืดจางจากความเป็นสมาธิ  ปล่อยใจให้ดิ่งลงที่กลางของกลางจุดเล็กใส ณ ศูนย์กลางกายเลย   ปักดิ่งไม่ถอน   ให้ปักดิ่งแต่ต้องเบาๆ สบายๆ  ไม่เคร่งครัดเกินไป   ดังที่หลวงพ่อท่านว่า “ต้องให้ถูกศูนย์ ถูกส่วน” แล้วจะได้ที่   เพราะฉะนั้นเรื่องอื่นไม่อธิบายละเอียด   นึกกำหนดศูนย์กลาง ทุกอิริยาบถ  เดิน ยืน นั่ง นอน  เดี๋ยวติด เห็นใสสว่างเลย   อย่างนี้ไม่ช้า


* พระอรหันต์ประดับด้วยอภิญญา ด้วยปฏิสัมภิทานั้นก็คือ 1) อรรถปฏิสัมภิทา  คือมีญาณหยั่งรู้ในเหตุ ไปถึงต้นๆ เหตุ   2) ธรรมปฏิสัมภิทา รู้ผล  3) นิรุตติปฏิสัมภิทา รู้ภาษาหลายภาษา  แม้กระทั่งภาษาสัตว์   และ 4) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา รู้การโต้ตอบปัญหาที่ถูกต้อง ตรงประเด็น   ตรงไหนควรย่อควรไหนควรขยาย     พระอรหันต์ประเภทปฏิสัมภิทา  มีอภิญญาด้วย มีญาณหยั่งรู้  เมื่อมี 4 อย่างนี้ คุณธรรมมีเพียบเลย ไม่ใช่พระอรหันต์สุกขวิปัสสกะ หรือสุกขวิปัสสโก  ยกตัวอย่าง ท่านพระจักขุปาล   เทวดาเดินมา  ท่านก็ยังไม่ทราบว่าเป็นเทวดา  ต่อเมื่อท่านกำหนดจิตดู สังเกตได้ว่า นี่ไม่ใช่เป็นคนธรรมดา แต่เป็นพระอินทร์ เป็นท้าวสักกเทวราช   แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์จตุปฏิสัมภิทา  เทวดาแปลงโผล่มาก็รู้ ก็เห็นได้เลย  หรือไม่มาก็รู้ได้เลย