หลักฐานในคัมภีร์

ธรรมกาย

  1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์เป็นธรรมกาย
  2. พระแม่น้ามหาปชาบดีโคตมี ผู้เป็นพระอรหันต์ แสดงว่าตนเป็นธรรมกาย
  3. พระสรภังคเถระ ผู้เป็นพระอรหันต์ กล่าวถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ว่า ทรงอุบัติเป็นธรรมกาย ผู้คงที่
  4. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีธรรมกายมาก 
  5. ตถาคตคือใคร ?  พระอรหันต์ตายแล้ว ไม่ขาดสูญ (1)
  6. ตถาคตคือใคร ?  พระอรหันต์ตายแล้ว ไม่ขาดสูญ (2)

นิพพาน

  1. อายตนะ(นิพพาน) นั้น มีอยู่
  2. เป็นที่ที่พระอเสขมุนีคือพระอรหันต์ทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก
  3. พระนิพพาน เห็นได้ยาก
  4. พระนิพพาน ตรัสรู้ตามได้ยาก
  5. พระนิพพาน มองด้วยตาไม่เห็น ไม่มีที่สุด  สว่างแจ้งทั่วทั้งหมด

 

ธรรมกาย

(1) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์เป็นธรรมกาย

"ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ   ธมฺมกาโย อิติปิ   พฺรหฺมกาโย อิติปิ   ธมฺมภูโต อิติปิ   พฺรหฺมภูโต อิติปิ"
"วาเสฏฐะและภารทวาชะ   คำว่า ธรรมกาย ก็ดี   พรหมกาย ก็ดี   ธรรมภูต ก็ดี   พรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต" (ที.ปา.11/55/92)

(2) พระแม่น้า มหาปชาบดีโคตมี ผู้เป็นพระอรหันต์ แสดงว่าตนเป็นธรรมกาย

  "อหํ สุคต เต มาตา ตุวํ ธีร ปิตา มม
  สทฺธมฺมสุขโท นาถ ตยา ชาตมฺหิ โคตม."
  สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว
  อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยา.
  มุหุตฺตํ ตณฺหาสมนํ ขีรํ ตฺวํ ปายิโต มยา
  ตยาหํ สนฺตมจฺจนฺตํ ธมฺมขีรมฺปิ ปายิตา.
  พนฺธนารกฺขเน มยฺหํ อนโณ ตฺวํ มหามุเน."

"ข้าแต่พระสุคตเจ้า  หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์  
ข้าแต่พระธีรเจ้า  พระองค์เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน 
ข้าแต่พระโลกนาถ พระองค์เป็นผู้ประทานความสุขอันเกิดจากพระสัทธรรมให้หม่อมฉัน    
ข้าแต่พระโคดม หม่อมฉันเป็นผู้อันพระองค์ให้เกิด.
ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต.   
ธรรมกาย อันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว.
หม่อมฉันให้พระองค์ดูดดื่มน้ำนมอันระงับเสียได้ซึ่งความอยากชั่วครู่   แม้น้ำนมคือพระสัทธรรมอันสงบระงับล่วงส่วน พระองค์ก็ให้หม่อมฉันดูดดื่มแล้ว.
ข้าแต่พระมหามุนี  ในการผูกมัดและรักษา พระองค์ชื่อว่ามิได้เป็นหนี้หม่อมฉัน." (ขุ.อป.33/153/284)

(3) พระสรภังคเถระ ผู้เป็นพระอรหันต์ กล่าวถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ว่า ทรงอุบัติเป็นธรรมกาย ผู้คงที่

"เมื่อก่อนเราผู้ชื่อว่าสรภังคะ ไม่เคยได้เห็นโรคคืออุปาทานขันธ์ 5 ได้ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้น. โรคนั้นอันเราผู้ทำตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ได้เห็นแล้ว. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันโธ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ ได้เสด็จไปแล้วโดยทางใดแล   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมก็ได้เสด็จไปแล้วโดยทางนั้น.   พระพุทธเจ้า 7 พระองค์นี้ ทรงปราศจากตัณหา ไม่ทรงถือมั่น ทรงหยั่งถึงความสิ้นกิเลส เสด็จอุบัติแท้โดย ธรรมกาย ผู้คงที่ ทรงเอ็นดูอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย ได้ทรงแสดงธรรมคืออริยสัจ 4 อันได้แก่ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางเป็นที่สิ้นทุกข์ เป็นทางไม่เป็นไปแห่งทุกข์ อันไม่มีที่สุดในสงสาร   เพราะกายนี้แตกและเพราะความสิ้นชีวิตนี้ การเกิดในภพใหม่อย่างอื่นมิได้มี.   เราเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากสรรพกิเลสและภพทั้งปวง."

(4) ตรัสว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีธรรมกายมาก   ได้ตรัสแก่พระอานนท์เวเทหมุนี ซึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค เมื่อประทับอยู่ในวิหารเชตวันว่า "ได้ทราบว่า พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริงหรือ   เพราะเหตุไร ท่านเหล่านั้นจึงได้เป็นพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นปราชญ์ ?"  ว่า

"วิสุทฺธสีลา ...         มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา ..."

"นักปราชญ์เหล่าใด  มีศีลบริสุทธิ์   มีปัญญาหมดจดดี   มีจิตตั้งมั่น   ประกอบความเพียร   เจริญวิปัสสนา...  ไม่บรรลุความเป็นสาวกในพระศาสนาของพระชินเจ้า   (นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นสยัมภูปัจเจกชินเจ้า) มีธรรมใหญ่  มีธรรมกายมาก..."   (ขุ.อป.32/2/20)

อายตนะ(นิพพาน)

(1) ตรัสว่า อายตนะ(นิพพาน) นั้น มีอยู่ ดังนี้

"อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ.   ยตฺถ  เนว ปฐวี  น อาโป  น เตโช  น วาโย  น อากาสานญฺจายตนํ  น วิญญาณญฺจายตนํ  น อากิญฺจญฺญายตนํ  น เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ  นายํ โลโก  น ปรโลโก  น อุโภ จนฺทิมสุริยา.   ตมหํ ภิกฺขเว  เนว อาคตึ วทามิ   น คตึ  น ฐิตึ  น จุตึ  น อุปฺปตฺตึ.  อปฺปติฏฺฐํ อปฺปวตฺตํ  อนารมฺมณเมว   ตํ เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺสาติ."

"ภิกษุทั้งหลาย อายตนะ (นิพพาน) นั้นมีอยู่.    ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ   โลกนี้ โลกหน้า พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง   ย่อมไม่มี ในอายตนะนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย  เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุบัติ.   อายตนะนั้นหาที่ตั้ง อาศัยมิได้   มิได้เป็นไป   หาอารมณ์มิได้ นั้นแลเป็นที่สุดแห่งทุกข์."  (ขุ.อุ.25/158/206-207)

(2) ตรัสว่า เป็นที่ที่พระอเสขมุนีคือพระอรหันต์ทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก ดังนี้

"สตฺถา 'ภิกฺขเว เอวรูปานํ อเสขมุนีนํ อภิสมฺปราโย นาม นตฺถิ. เอวรูปา หิ อจฺจุตํ อมตํ มหานิพฺพานเมว ปาปุณนฺตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

"อหึสกา เย มุนโย นิจฺจํ กาเยน สํวุตา
เต ยนฺติ อจฺจุตํ ฐานํ  ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเรติ

... อจฺจุตนฺติ สสฺสตํ. ฐานนฺติ อกุปฺปฏฺฐานํ ธุวฏฺฐานํ. ยตฺถาติ ยสฺมึ คนฺตฺวา น โสจนฺติ น วิหญฺญนฺติ ตํ นิพฺพานฏฺฐานํ คจฺฉนฺตีติ อตฺโถ."

"พระศาสดาตรัสว่า 'ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าอภิสัมปรายภพของพระอเสขมุนีทั้งหลายผู้เห็นปานนั้น ย่อมไม่มี, เพราะว่าพระอเสขมุนีผู้เห็นปานนั้น ย่อมบรรลุมหานิพพานอันไม่จุติ อันไม่ตาย' ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

'มุนีเหล่าใด เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมแล้วด้วยกายเป็นนิตย์,   มุนีเหล่านั้น ย่อมไปสู่ฐานะ (ที่) อันไม่จุติ, ซึ่งเป็นที่ชน (อเสขมุนี) ทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก.'

... บทว่า อจฺจุตํ ได้แก่ เที่ยง.
บทว่า ฐานํ ได้แก่ ฐานะ (ที่) ที่ไม่กำเริบ คือ ฐานะ (ที่) ที่ยั่งยืน.
บทว่า ยตฺถ เป็นต้น ความว่า มุนีทั้งหลาย ย่อมไปสู่ฐานะ (ที่) คือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ชน (อเสขมุนี) ทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก คือไม่เดือดร้อน." (ขุ.ธ.25/27/45)

(3) ตรัสว่า พระนิพพาน เห็นได้ยาก ดังนี้

"ทุทฺทสํ อนตํ นาม น หิ สจฺจํ สุทสฺสนํ
ปฏิวิทฺธา ตณฺหา ชานโต ปสฺสโต นตฺถิ กิญฺจนํ.

"ฐานะที่บุคคลเห็นได้ยากชื่อว่า นิพพาน ไม่มีตัณหา. นิพพานนั้นเป็นธรรมจริงแท้ ไม่เห็นได้โดยง่ายเลย. ตัณหาอันบุคคลแทงตลอดแล้ว กิเลสเครื่องกังวลย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้รู้ ผู้เห็นอยู่." (ขุ.อุ.25/159/207)

(4) ตรัสว่า พระนิพพาน ตรัสรู้ตามได้ยาก ดังนี้

"อธิคโต โข มยายํ ธมฺโม คมฺภีโร ทุทฺทโส ทุรานุโพโธ สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโย."

"ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ เป็นธรรมลึกซึ้ง  ยากที่จะเห็นได้  สัตว์อื่นจะตรัสรู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบระงับ ประณีต  ไม่เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ด้วยการนึกคิด  เป็นธรรมละเอียด อันบัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง."  (วิ.มหา.4/7/8)

(5) ตรัสว่า พระนิพพาน มองด้วยตาไม่เห็น ไม่มีที่สุด   สว่างแจ้งทั่วทั้งหมด ดังนี้

  "วิญฺญาณํ อนิทสฺสนํ
เอตฺถ ทีฆญฺจ รสฺสญฺจ
อตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ
วิญฺญาณสฺส นิโรเธน
อนนฺตํ  สพฺพโต ปภํ
อนุ ํ  ถูลํ สุภาสุภํ
อเสสํ อุปรุชฺฌติ
เอตฺเถตํ อุปรุชฺฌติ."

    "ธรรมชาติที่พึงรู้แจ้ง มองด้วยตาไม่เห็น  ไม่มีที่สุด   สว่างแจ้งทั่วทั้งหมด อาโปธาตุ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ   ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้, อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้,   นามและรูปดับไปหมดไม่เหลือในธรรมชาตินี้, เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้."  (ม.มู.12/554/596)