จากอิสลาม เข้าถึงพุทธ ที่สุดละเอียด

ประสบการณ์ผู้ปฏิบัติธรรม

รัศมีแห่งบุญ

จากอิสลาม เข้าถึงพุทธ ที่สุดละเอียด

พระคุณของครู

ชาวคริสต์ผู้ปฏิบัติธรรมจริงจัง ก็ถึงธรรมกายได้

 

เดิมทีข้าพเจ้าไม่ได้นับถือศาสนาพุทธมาก่อน  ไม่เคยศรัทธา  ไม่เคยคิดว่าพระพุทธเจ้ามีจริง  โดยเฉพาะเรื่องการทำสมาธิ ก็คิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ  เรียกว่า ถ้าเอ่ยกันถึงคำว่า “พุทธ”  จะมีความรู้สึกว่าไม่ชอบเอาเสียจริงๆ

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าเคยได้รับคำสั่งสอนจากผู้ใหญ่ว่า พระพุทธเจ้าไม่มีตัวตน มีแต่เพียงคำสอนซึ่งเป็นพระคัมภีร์  แต่ถ้าพระพุทธเจ้ามีจริงก็ตายไปนานแล้ว  ใครจะรู้ได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร  ฉะนั้นการกราบไหว้บูชารูปปั้นนั้น มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นเอง  แล้วก็โมเมเอาว่านี่แหละคือพระพุทธเจ้า บูชากันไปบูชากันมา  ดีไม่ดีกลายเป็นพวกผีไม่มีญาติเข้าไปสิง จะกลับให้โทษเสียอีก  หรือถ้าบูชาไม่ถูกต้อง ก็อาจจะทำให้คนในครอบครัวมีอันเป็นไป

แล้วเรื่องการทำสมาธิอีกอย่าง  อย่าให้นั่งเด็ดขาด จะทำให้เป็นบ้าไปเลยก็ได้  เพราะเมื่อนั่งๆ ไป จะต้องเห็นผีสางต่างๆ นานา  ที่ผู้ใหญ่ท่านกล่าวเช่นนี้เพราะรู้ว่าเด็กๆ ทุกคนย่อมกลัวผีเป็นธรรมดา  เรียกว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ  เขาจะต้องต่อต้านทุกเรื่องไป

ที่ว่าไม่ได้นับถือพุทธ  คือบิดาเป็นคริสตัง  มารดาเป็นมุสลิม  แต่บิดาเสียไปในขณะที่มารดาตั้งท้องข้าพเจ้าได้ 2-3 เดือน  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงนับถืออิสลามตามแม่   ซึ่งแน่นอนที่สุด ในครอบครัวชาวมุสลิมเขาจะเคร่งครัดในศาสนามาก  การวางตัวในสังคมก็มีขีดจำกัดไปเสียทุกอย่าง  แต่แล้วข้าพเจ้าก็ได้สามีเป็นชาวพุทธ แถมยังชอบและสนใจในเรื่องปฏิบัติธรรมเสียอีก

วันหนึ่งสามีของข้าพเจ้าได้ซื้อหนังสือที่กล่าวถึง “ธรรมกาย” ของหลวงพ่อสด  ซึ่งมีวางขายตามร้านหนังสือทั่วไปมาอ่าน  อ่านแล้วก็คุยกันตามประสาสามี-ภรรยา  เรามีความเห็นว่า  เท่าที่ได้อ่านและถามๆ คนอื่นดู ก็รู้สึกว่า ธรรมกายนั้นถ้าจะปฏิบัติไม่ใช่ของง่ายๆ   เคยมีคนเขาบอกว่า ที่ศาลาการเปรียญวัดสระเกศ (วัดภูเขาทอง)  เขามีสอนอยู่  จะชวนข้าพเจ้าไป  ก็บอกแล้วว่าไม่ชอบวิชานี้  เราไม่ไป เขาก็ [จึง] ไม่ไป  เป็นอันจบ

หลังจากนั้นไม่นาน  ข้าพเจ้าได้ฝันว่า หลวงปู่ทวดท่านมาชวนว่า ให้จับมือท่านไว้ จะพาไปพบ“หลวงพ่อสด” ที่พระนิพพาน  ในฝันว่าลอยไปอย่างสบายเลย  คำแรกที่หลวงพ่อสดท่านพูดกับข้าพเจ้าก็คือ “เราชื่อสด  จะมาฝึกธรรมกายไหม ?” ในฝันก็ตอบท่านไปว่า “ไม่ฝึก”  เพราะเคยอ่านหนังสือเลยรู้สึกยาก  ท่านก็ไม่พูดอะไร  ทำหน้าเฉยๆ  เมื่อตื่นขึ้นก็เล่าให้สามีฟัง  เขารีบบอกทันทีว่าเป็นนิมิตที่ดี   ในที่สุดก็ขัดคำชวนที่จะไปวัดสระเกศไม่ได้  เรื่องวัดเรื่องวาก็ไม่เคยจะรู้ธรรมเนียมเท่าไรนัก  รับศีลก็ไม่เป็น  ต้องเอาหนังสือของวัดมาดูเวลาที่เขารับศีล  วุ่นวายอยู่เป็นเดือน  แม้แต่ปัจจุบัน การสวดมนต์ทำวัตรก็ยังไม่ค่อยเป็นเท่าไรนัก  อาศัยฟังบ่อยๆ ก็ชักชินหู

การฝึกปฏิบัติธรรมในวันแรก ก็แยกกลุ่ม   วิทยากรเขาแนะนำให้กำหนดดวงแก้วกลมใส ประมาณเท่าฟองไข่แดงของไก่  เริ่มจากช่องจมูกซ้าย ว่า “สัมมาอะระหังๆๆ”  แล้วเลื่อนดวงแก้วไปตามฐานต่างๆ  จนถึงฐานที่ 7 เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ  ให้จรดใจนิ่งไว้ตรงกลางดวงแก้วกลมใสนั้น  แล้วกำหนดจุดเล็กใสขึ้นที่ศูนย์กลางดวงแก้วกลมใส  เขาให้ทำอะไรก็ทำตามไป ไม่ได้คิดอะไร ครั้นเมื่อนิ่งถูกส่วนเข้า  วิชชาก็เริ่มเดิน* [คำว่า “เดิน” ในที่นี้ หมายถึง “เจริญ”  กล่าวคือ เจริญภาวนาหรือเจริญวิชชา]   จากดวงปฐมมรรคเข้าสู่กายธรรม  กายในกาย ณ ภายใน  เริ่มโตใหญ่ใสละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ  ตายแล้ว อะไรกันนี่ !  จิตใจเริ่มสับสน  เมื่อใจไม่จรดศูนย์   วิชชาก็หยุดเดิน*   เมื่อคลายจากสมาธิ  วิทยากรถามว่า เห็นดวงแก้วแจ่มใสไหม ?  เลยตอบว่า “แจ่มใสดีค่ะ"

อาทิตย์ต่อมาก็ได้ 18 กาย กับพระวิทยากร  จึงรู้ว่า เป็นอย่างที่เราทำได้ถึงในคราวก่อน  เลยเสียท่าไปแล้ว  เมื่อพระท่านสอนเสร็จ  ก็มีการซักถามกันพอสมควร ว่าทำไมกายพระคือเรานั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  ท่านก็ให้ความกระจ่างดี  จึงเริ่มเข้าใจขึ้นบ้างแล้ว  ทีนี้ชักเริ่มสนุก  แต่ยังคิดไม่ถึงว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรต่อไปอีก  เพียงแต่พระวิทยากรท่านว่า ต่อไปนี้อย่าให้เสียท่าอีกนะ  ให้ปล่อยใจหยุดนิ่งไปตามญาณวิถี   ในที่สุดก็ได้ต่อวิชชาชั้นสูงกับหลวงพ่อเสริมชัย  แต่ก่อนที่จะได้ฝึกกับท่าน  ได้ทำสมาธิ  เดิน 18 กาย ซ้อนสับทับทวีที่บ้าน ก่อนจะคลายจากสมาธิ ก็หยุดตรึกนิ่งไปที่จุดสุดท้ายของการเข้าถึง รู้ เห็น และเป็น  ตามที่พระวิทยากรท่านสอน  ก็มีเสียงก้องกังวานขึ้นว่า “วันข้างหน้าจะต้องพบกับอาจารย์ที่มีสายสัมพันธ์กันในอดีต  เขาผู้นี้จะรู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่าง  และจะเป็นผู้ให้วิชชาทั้งหมดแก่เรา"

ต่อมาจึงได้รับการฝึกเจริญภาวนาวิชชาธรรมกายชั้นสูงกับหลวงป๋า  [หมายถึง  พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล) ซึ่งผู้เขียนมีความเคารพเสมือนบิดา ผู้ให้กำเนิดชีวิตในทางธรรม]  ในการฝึกวิชชาชั้นสูง  นับตั้งแต่เริ่มพิสดารกาย เป็นเถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ฯลฯ  คำสอนต่างๆ ของหลวงป๋าในวิชชาชั้นสูงนั้นไม่เคยได้ยินมาก่อน  ดังนั้นเมื่อเจริญภาวนาเสร็จแต่ละครั้ง ต้องคอยถามว่าจุดนี้เป็นอย่างนี้ อย่างนั้นใช่ไหม ?   ตามปกติเป็นคนไม่ค่อยกล้า  แต่ก็กลัวจะทำผิดจากวิชชาของท่าน  จึงจำเป็นต้องรายงานผลการปฏิบัติให้ท่านทราบตลอดเวลา  ประกอบกับหลวงป๋าท่านมีเมตตา เอาใจใส่กับลูกศิษย์   ในที่สุดก็เข้าถึงต้นธาตุต้นธรรม ...   เราทำผิดท่านก็ไม่เคยว่า  ยิ่งทำให้เรามีกำลังใจและเกิดความอบอุ่น

อยู่มาวันหนึ่ง หลวงป๋าท่านเรียกมานั่งข้างหน้าเพื่อแนะนำวิธีปฏิบัติ ... ก็พอดีศาลาข้างๆ มีงานศพเป็นคนจีน  หูเราก็บังเอิญได้ยินเป็นเสียงสวดมนต์ ไปแวบคิดว่าสวดอย่างนี้เขาเรียกว่าสวดกงเต็กหรือเปล่า ?  เสียงหลวงป๋าพูดทันที “ให้มานั่งสมาธิ  ไม่ใช่มาคิดนอกเรื่อง”   ไม่ใช่ครั้งนี้ที่ท่านคอยเตือน  ตลอดเวลาที่เจริญภาวนากับท่าน จะได้ยินคำเตือนเสมอ  เมื่อจิตไม่ตกศูนย์  นี่แสดงว่าตลอดเวลาท่านจะคอยประคับประคองจิตของเราให้หยุดให้นิ่งอยู่ตลอดเวลา  ในเรื่องของวิชชา ท่านไม่เคยหวงใคร  รับได้เท่าไร ตามสภาพภูมิธรรม ท่านก็เปิดให้หมด

ในที่สุดเราก็สามารถเข้าถึงพระนิพพานในพระนิพพาน เข้าถึงธาตุล้วนธรรมล้วนของต้นๆ ... ได้รู้ซึ้งถึงพลังและอานุภาพของธรรมกาย   โดยการมุ่งเข้าสู่เขตธาตุเขตธรรมต่อๆ ไปเป็นทับทวี โดยไม่ถอยหลังกลับ  ...  หลวงพ่อสดก็ผุดขึ้นพร้อมกับเสียงก้องกังวานมาทันทีว่า “ตนนั้นต้องทำให้วิชชาธรรมกายให้เป็นวิชชาที่ไม่ตาย  ความหมายก็คือ ให้ทำวิชชาเป็นอยู่ตลอดเวลา  และต้องเผยแพร่ต่อๆ ไปด้วย   ข้อสำคัญ ต้องรวมธาตุธรรมของศาสนาทุกศาสนา ทุกสี ทุกสาย ทุกกาย ทุกองค์ ทุกวงศ์ มากลั่น และละลายธาตุธรรมนั้น  ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์จนหมดธาตุธรรมภาคดำและกลางๆ  และให้เป็นแต่ธรรมกายที่เป็นธาตุล้วนธรรมล้วน  ไม่มีคำว่า สี สาย นิกาย ฯลฯ ต่อไป  ตั้งแต่มนุษย์โลกขึ้นไปจนถึงจักรวาลในจักรวาลต่อๆ ไป   จนทำให้ธรรมกายนั้นยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้  แต่จงจำไว้ จำทำอะไรก็ตาม  ไม่ว่าจะเป็นวิชชารบหรือการสะสางธาตุธรรม ฯลฯ  จะต้องใช้เมตตาพรหมวิหารเป็นที่ตั้ง  อย่าทำด้วยความรุนแรง (ด้วยกิเลส)  และขาดสติ  แล้วจะประสบผลสำเร็จ"

ดังนั้นเมื่อต้องทำวิชชารบกับมารทีไร  ถ้าจิตคิดว่าต้องเอาชนะให้ได้  เสียงของหลวงพ่อสดจะดังก้องขึ้นมาทันทีว่า“จงใช้เมตตาเป็นที่ตั้ง  ทำเช่นนั้นไม่ถูก”   จิตที่กล้าแข็งก็เริ่มอ่อนโยนลงทันที  ใจก็คิดว่า การที่ต้องทำเช่นนี้เป็นเพราะหน้าที่  ไม่ใช่ด้วยความอาฆาต   ก็น่าแปลก  ฝ่ายมารเขาจะเริ่มถอยวิชชาของเขาออกไปทีละน้อย  แต่เราต้องคิดเสมอว่าต้องไม่ประมาท  โดยเราต้องทำวิชชาให้นำหน้าเขาอยู่เสมอ  มิฉะนั้นจะถูกภาคมารเขาสอดเข้ามาในสุดละเอียดของเราได้

ฝึกเดินวิชชาอยู่ประมาณเดือนเศษ ก็มีการอบรมพระกัมมัฏฐานที่สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ในเดือนธันวาคม  หลวงป๋าก็ชวนให้ไปที่ดำเนินสะดวก   เมื่อไปถึงที่นั่น ก็ไปยืนอยู่ข้างๆ ศาลาอเนกประสงค์ หันหน้าไปทางซ้ายมือ  เป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่รอบเกาะ  รู้สึกว่าลมเย็นสบายดี  จึงยืนทำวิชชาเข้าสุดละเอียดไปเรื่อยๆ  เมื่อหยุดตรึกนิ่งก็เห็นแสงสว่างพุ่งขึ้นมาจากกลางบ่อนั้น  จึงสอบถามคนที่นั่นว่า  ตรงนั้นเขาจะสร้างอะไรหรือ ?  ต่อไปบริเวณเกาะนั้นจะเป็นวิหารธรรมกาย  ต่อไปเมื่อเป็นวัด จะยกฐานะขึ้นไปอุโบสถ  พอรู้เช่นนั้น ความรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูกเกิดขึ้น  ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุไรเหมือนกัน

ในการอบรมพระกัมมัฏฐานแด่พระสงฆ์ (รุ่นที่ 11)  คราวนั้นหลวงป๋าท่านเมตตาอนุญาตให้เป็นวิทยากรสอนโยมเป็นครั้งแรก  พูดก็ไม่เป็น  ยังเขินๆ อยู่  ไม่รู้จะทำอย่างไร  รู้สึกกลัวไปเสียหมด  ทีกลัวเพราะว่า กลัวจะพูดไม่เข้าใจ  แล้วก็กลัวเขาจะว่า สอนเขาแล้วตัวเองรู้หรือเปล่าว่าเขาเห็นจริงหรือไม่  หันไปหันมา ไม่รู้จะทำอย่างไร  เลยเข้าไปในธาตุธรรมของหลวงพ่อสด  สวมความรู้สึกเข้าไปเป็นท่านเลย  ก็น่าแปลก ความประหม่าหายไปหมด กลับมีพลังอะไรไม่รู้เกิดขึ้น  คือมีความคิดว่าจะต้องทำตัวเราให้ใส  สักครู่เป็นการตั้งสติไปในตัว  พอเริ่มสอน ระหว่างที่พูดก็เอาธาตุธรรมของแต่ละคนมาซ้อนในที่สุดละเอียดของเรา  ตอนนั้นมีลูกศิษย์อยู่ 4-5 คนเห็นจะได้  ก็เห็นทันทีว่าแต่ละคนเขาทำได้แค่ไหน  สอนเสร็จคลายจากสมาธิ ก็ยังไม่เชื่อตัวเองอีก  จึงทดสอบตัวเอง โดยการสอบถามทีละคนตามสภาพภูมิธรรมของแต่ละคน  ปรากฏว่าถูกต้องหมด  ก็เกรงว่า นี่เราทำอะไรโดยพลการหรือเปล่าหนอ ?  จึงรีบกราบเรียนหลวงป๋า  ท่านกลับไม่ว่าอะไร  แถมยังแนะนำเคล็ดลับวิชชาครูเพิ่มให้อีก  แล้วยังสอนให้เดินเครื่องธาตุเครื่องธรรม เห็น จำ คิด รู้ ให้ผู้ที่ทำวิชชาฝืดๆ  เพื่อที่เขาจะได้เดินวิชชาอย่างแจ่มใสโดยตลอดอีกด้วย  ความรู้ในเรื่องวิชชาเริ่มได้รับจากท่านเป็นระยะๆ อย่างไม่เคยหวงวิชชาเลย  บุญคุณอันนี้ใหญ่หลวงนัก  เกินกว่าจะบรรยายออกมาด้วยคำพูดได้

ทีนี้ ขอย้อนกล่าวถึงสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี  ทุกครั้งที่มีการอบรมเยาวชนก็ดี อบรมพระก็ดี  จะเห็นเหล่าเทวดา นางฟ้า พรหม อรูปพรหม เต็มท้องฟ้าไปหมด  เรียกว่า สว่างไสวไปทั่วทั้งสถาบันเลย  เขาคงมาเป็นกำลังใจอนุโมทนากับเหล่าพุทธบริษัทที่มาอบรมกันตลอดเวลา  สำหรับตัวข้าพเจ้านั้นมีพญานาคองค์มหึมาคอยอำนวยความสะดวกให้ คือพอเริ่มนั่งสมาธิทีไร จะเป็นการสอนหรือทำวิชชาก็ดี  เขาจะมาขดเป็นอาสนะเหมือนปางนาคปรกให้เราสบายดีอีกด้วย  นี่ที่สถาบันฯ นะ  ต่อพอกลับกรุงเทพฯ เขาไม่ยอมตามมาด้วยหรอก น่าเสียดาย  เพราะเวลาเขาให้เรานั่ง รู้สึกสบายบอกไม่ถูก  จึงกราบเรียนเล่าให้หลวงป๋าฟัง   ท่านบอกว่าเป็นของประจำอยู่ที่สถาบัน  ช่วยดูแลสถาบันฯ ของเรา    ก็ไม่น่าแปลกอะไรนี่  เพราะตลอดเวลาที่ทำวิชชากับท่าน จะเห็นประจำอยู่แล้ว ว่าพลังและอำนาจของบุญ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์ของท่านมหาศาลขนาดไหน  ใครอยากรู้ลองแอบดูเอาเอง   ถ้าจิตเข้าถึงต้นธาตุต้นธรรมที่สุดละเอียดและเป็นสายธาตุธรรมเดียวกันคือสายขาว  ก็จะเห็นตามที่เป็นจริงได้  ท่านคงไม่ว่าอะไรหรอก  เพราะเป็นเรื่องของวิชชา  แต่อย่าลืมนะ ก่อนจะทำอะไรควรนึกขอขมาท่านเสียก่อนด้วย  เพราะครูบาอาจารย์เป็นของสูง

เมื่อตัวเองนี้ได้เข้าถึง รู้ เห็น และเป็น เช่นนี้แล้ว ก็รู้สึกเป็นห่วงท่านทั้งหลายที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  อย่ามัวเสียเวลาอันมีค่าของชีวิตเลย  เพราะทุกลมหายใจเข้าออกนั้นมีค่าเสียเหลือเกิน  มาปฏิบัติธรรมกันเถอะ ไม่มีอะไรยากเกินกำลังของมนุษย์เราเลย  ถ้าท่านตั้งใจจะปฏิบัติธรรม รักษาศีลอย่างน้อยศีล 5 เราไม่บกพร่อง  ก็พ้นจากอเวจีมหานรกได้แล้ว  ส่วนการปฏิบัติธรรมในแนวของธรรมกายก็ไม่ยากเลย  เพียงแต่ขอให้ “หยุด” ตัวเดียวเท่านั้น  ที่ว่ายากนั่นก็เพราะเราไม่หยุดจริงนั่งเอง   ถ้าจิตของเราหยุดนิ่งจริงแล้ว  การเจริญภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายนั้นจะรู้ได้ทันทีว่า  วิชชาไม่มีสิ้นสุด คือเราจะเข้าไปในที่สุดละเอียดขององค์ต้นธาตุต้นธรรมที่สุดละเอียดได้เรื่อยๆ   ถ้าท่านทำได้จะรู้สึกว่าการเจริญภาวนานั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าเบื่อหน่ายเลย   เพราะท่านสามารถค้นพบข้อมูลหรือสิ่งใหม่ๆ ได้อยู่ตลอดเวลา เป็นการเจริญปัญญารู้แจ้งในสภาวะจริงของธรรมชาติทั้งฝ่ายพระและฝ่ายมารในตัวเรานี้แหละได้ดี อย่างที่ท่านไม่เคยได้รู้เห็นมาก่อนเลย  เป็นธรรมวิจยะ ให้สามารถแยกธาตุธรรมภาคพระ (ธรรมขาว)  ภาคมาร (ธรรมดำ)  ภายในตัวเราเองได้  แล้วเก็บธาตุธรรมภาคมาร (ธรรมดำ) เสีย  ให้เหลือแต่ธาตุล้วนธรรมล้วนของฝ่ายพระ (ธรรมขาว) เป็นเราได้   มีผลให้กาย วาจา ใจ ของเราสะอาดบริสุทธิ์  ตรงกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ให้ละชั่วด้วยกาย วาจา ใจ  ประกอบแต่กรรมดีด้วยกาย วาจา ใจ  ทำใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์  และตรงกับพระพุทธวจนะที่ว่า กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย  สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต   บัณฑิตพึงละธรรมดำเสีย  พึงยังธรรมขาวให้เจริญ [สํ.มหา.19/28]   เพราะว่าการเข้าถึง รู้ เห็น และเป็นธาตุล้วนธรรมล้วนฝ่ายพระหรือธรรมขาวนั้น ให้เป็นสุขด้วยความสงบดีนัก.

จีราภา  เศวตนันท์
วิทยากรสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย