ภาวนาเบื้องต้น

การเตรียมตัว สิ่งที่ควรรู้และเข้าใจ ประโยชน์ ปัญหาน่ารู้

 

 

เจริญภาวนา สำหรับผู้เริ่มต้น

การฝึกภาวนานั้นมีคุณค่ามหาศาล ทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ และมนุษยชาติ  เพราะเป็นหนทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่น ที่จะให้มนุษย์พ้นจากความทุกข์ทั้งหมดได้อย่างถาวร  แม้ยังไม่สามารถทำตนให้หมดทุกข์ได้ในชาตินี้  ก็ยังมีอานิสงส์ มีประโยชน์นานัปการแก่ผู้เพียรปฏิบัติด้วยความสม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อ

เช่น นอกจากจะช่วยลดความเครียดแล้ว   ผู้ที่มีสมาธิจะมีจิตใจเข้มแข็ง  ทำงานได้มากและมีประสิทธิภาพสูง ทุกนาทีที่ทำงาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ผู้ที่ต้องมีหน้าที่ต้องพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ปัญหา  ป้องกันและแก้ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนั้น   ถ้าได้กระทำด้วยจิตใจที่มีสมาธิแน่วแน่มั่นคงแล้ว  จะได้ผลดีมาก    เมื่อกำลังใจเข้มแข็ง เราก็ทำงาน ได้มากเป็นธรรมดา    เพราะฉะนั้นผู้ที่สมาธิจิต เป็นคนที่มีทั้งความรู้ความสามารถ และทั้งคุณธรรม ที่จะเกิดประโยชน์แก่ชีวิตตนแก่ครอบครัวและแก่สังคมได้มาก  

ผู้ที่ฝึกอบรมภาวนาสมาธิบ่อยๆ จะเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รู้เท่าทันทาง เจริญทางเสื่อม รู้ทางผิดทางถูก รู้บาป-บุญคุณโทษ ก็จะเป็นผู้ที่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ลุแก่ราคะ โลภะ หรือตัณหา ไม่ลุแก่โทสะพยาบาท และความหลงใดๆ   และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะมีแต่ความ สันติสุขและร่มเย็นในชีวิต ในกาลทุกเมื่อ เพราะว่าผู้ที่มีความทุกข์เดือดร้อนกันมากๆ ก็คือ ผู้ที่ขาดสติสัมปชัญญะ มักลุแก่โทสะบ้าง ราคะบ้าง โลภะบ้าง ตัณหาบ้าง โมหะบ้าง เป็นต้น ดังที่ เห็นๆ กันอยู่ในสังคมปัจจุบัน นั่นเอง

เริ่มนั่งท่าขัดสมาธิ

การฝึกภาวนาทำใจให้สงบนิ่งนั้น  นิยมใช้ท่านั่งขัดสมาธิ  เพราะเป็นท่าที่สงบ มั่นคง   ร่างกายได้รับความสบายพอควร ไม่มากไม่น้อยเกินไป ช่วยให้การฝึกสมาธิได้ผลดี นั่งได้นาน (แรกๆ บางท่านอาจปวดเมื่อยบ้าง)   แต่ถ้าไม่สะดวกหรือไม่ถนัด จะนั่งในท่าพับเพียบ หรือนั่งบนเก้าอี้ก็ได้ หรือท่าใดๆ ก็ได้ ที่รู้สึกสบายพอควร    แต่อย่านั่งพิง เพราะถ้าสบายเกินไปอาจทำให้เผลอสติ เผลอหลับได้

 

ให้ผู้ฝึกปฏิบัตินั่งขัดสมาธิ  เท้าขวาทับเท้าซ้าย   มือขวาทับมือซ้าย   ปลายนิ้วชี้มือขวาแตะพอดีหัวแม่มือซ้าย   ตั้งตัวให้ตรงพอควร แต่อย่าเกร็ง  เพราะจะทำให้เมื่อยเร็ว  ทิ้งน้ำหนักส่วนบนของร่างกายลงบนก้นทั้งสองข้างพอดีๆ   ยึดอกขึ้นเล็กน้อย  ลำตัวไม่เอียงซ้ายเอียงขวา หรือแอ่นหลังงอหลัง  ข้อศอกไม่กาง

ผ่อนคลายร่างกาย

หลับตาลงเบาๆ  ไม่ต้องเม้มเปลือกตาให้แน่น   หายใจลึกๆ พอสบาย  แล้วปล่อยกายตามสบาย  ไม่ต้องเกร็ง   เหมือนกับว่าเรากำลังนั่งพักผ่อนกายและใจของเรา ให้เกิดความสุข สงบ สะอาด สว่าง ในชีวิต  แม้ชั่วขณะหนึ่งนี้

ปล่อยวาง เอาใจไว้ภายใน

ปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ ภายนอกเสียทั้งหมด   แม้แต่ร่างกายนี้ก็ไม่ต้องสนใจว่ารู้สึกอย่างไร จะเย็นร้อนอ่อนแข็ง    ถ้าเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นมา ก็เพียงแต่รู้ไว้เฉยๆ  ไม่ต้องยินดียินร้าย 

 

กำหนดศูนย์กลางกาย

ขณะที่หลับตาอยู่นั้น   นึกเห็นเส้นตรงขาวใส อยู่เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ  ลากจากหน้าท้อง ไปทะลุหลัง  อีกเส้นหนึ่งลากจากสีข้างซ้ายไปจรดสีข้างขวา   จุดที่เส้นตรง 2 เส้นนั้นตัดกัน คือ จุดศูนย์กลางกาย   ให้ใจของเราสงบ หยุด นิ่ง อยู่ ณ ที่นั้น  จุดนี้เป็นจุดที่สำคัญ 

 

กำหนดดวงแก้ว ณ ศูนย์กลางกาย

ณ จุดศูนย์กลางกายที่เส้นตรง 2 เส้นตัดกันนั้นเอง   นึกให้เห็นดวงแก้วกลมใสเหมือนเพชร  ไม่มีขนแมว (รอยขีดข่วน)  ขนาดเท่าแก้วตา  เหมือนกับว่าในท้องของเรา มีดวงแก้วใสสว่างลอยนิ่งอยู่ ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะยืน เดิน นั่ง นอน (โดยธรรมชาติ ก็เป็นเช่นนั้นจริง)

ในเบื้องต้นนี้  ยังเป็นการเพียงนึก  ยังไม่ใช่ของจริง   ภาพที่นึกนั้นอาจจะเห็นชัดหรือไม่ชัดก็ได้  เพราะฉะนั้น อย่าพยายามเพ่ง หรือ บังคับใจ  บังคับลูกนัยน์ตา ให้เห็นชัด  เพราะจะไม่เห็น และผิดวิธี

การนึกดวงแก้วเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องยาก   เมื่อเรานึกถึงสถานที่  สิ่งของต่างๆ ที่เราเคยเห็นมาแล้ว เราสามารถนึกได้ง่ายๆ  โดยไม่เกร็ง ไม่เครียด  และไม่ต้องใช้ตาเนื้อช่วย    การนึกดวงแก้วก็เป็นการนึกแบบเดียวกัน   และเห็นได้เท่าๆ กัน

แต่ที่จะเห็นชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนเห็นด้วยตาเนื้อนั้น   ในขณะนั้น จิตใจต้องสงบพอควร    เพราะฉะนั้น อย่าวิตก กังวล หรือหงุดหงิด  ถ้ายังไม่เห็น หรือเห็นไม่ชัด  นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

การนึกดวงแก้วในเบื้องต้นเป็นวิธีทำใจให้สงบ  เพราะฉะนั้น สำหรับคนส่วนใหญ่ ก็ยังเป็นได้แค่การ “นึก” ยังไม่ใช่ “เห็น”  (ยกเว้นไม่กี่คนที่ครั้งแรกนึกแล้ว “เห็น” เลย)

เมื่อเพียรพยายาม “นึก” อยู่เรื่อยๆ   ใจจะค่อยๆ ได้รับการฝึกให้เชื่อง    ความฟุ้งซ่านจะลดลง   ได้สัมผัสความ “สันติสุข” จากการที่ใจเริ่มสงบบ้างโดยที่ยังไม่เห็นอะไรนั้น     เมื่อถึงจุดที่จิตสงบพอดี หยุดนิ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย ก็จะ “เห็น” นิมิตแสงสว่างหรือดวงแก้วปรากฏขึ้น ซี่งเป็นไปด้วยอำนาจของความสงบใจ   ไม่ใช่ด้วยอำนาจของการ “นึก”

เพราะฉะนั้น หากเข้าใจธรรมชาติของจิตว่าเป็นเช่นนี้แล้ว  เราก็จะไม่บังคับใจ บังคับตา ของเราให้เห็น   เราจะไม่ใจร้อนหงุดหงิดเมื่อยังไม่เห็น  เราจะไม่พากเพียรจัดเกินไป  ด้วยความ “อยาก” เห็น

แต่เราจะวางใจเป็นกลางๆ ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ในทุกอิริยาบถ คือ ยืนเดินนั่งนอน เพราะเรามีความสงบสุขทุกครั้งที่เรานั่งสมาธิ  บุญบารมีของเราเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เรานั่งสมาธิ  สติสัมปชัญญะดีขึ้นเรื่อยๆ  ฯลฯ

ท่อง “สัมมาอรหัง”

ขณะที่ตรึกนึกให้เห็นดวงที่ใส  ใจอยู่ในกลางดวงที่ใส ที่ศูนย์กลางกาย อยู่นั้น   ให้ท่องในใจว่า “สมฺมาอรหํ” (อ่านว่า สัมมาอะระหัง)  ดังออกมาจากศูนย์กลางกาย  ท่องให้ต่อเนื่อง เหมือนกระแสน้ำที่ไหลไปไม่ขาดสาย   เพื่อช่วยให้ใจที่มักฟุ้งซ่านออกไปนอกตัว  สงบ หยุดนิ่งได้เร็วขึ้น

พยายามนึกดวงแก้วและ “สมฺมาอรหํ” นี้ ในทุกอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน   ให้มีสติอยู่ที่ศูนย์กลางดวงแก้วศูนย์กลางกายไว้เสมอ  ใจจะสงบและละเอียดขึ้น แม้จะยังไม่เห็นดวงแก้วชัดเจนก็ตาม

เมื่อเห็น “นิมิต” ชัดขึ้นแล้ว ไม่ต้องท่อง “สมฺมาอรหํ”

เมื่อประคับประคองใจไว้ที่ศูนย์กลางกายไว้    ในไม่ช้า ใจจะค่อยๆ หยุดนิ่ง เป็นจุดเดียว และค่อยๆ   เห็นภาพดวงแก้วที่ศูนย์กลางกายชัดเหมือนเห็นด้วยตาเนื้อ  ก็อย่าตื่นเต้นดีใจ  ทำใจเป็นกลางๆ  และไม่ต้องท่องในใจว่า “สมฺมาอรหํ”  อีก (บางท่านก็จะลืมว่า “สมฺมาอรหํ” ไปเอง ในขณะที่ใจหยุดนิ่งนั้น)   เพ่งเบาๆ ที่ศูนย์กลางดวงแก้วนั้น  

เมื่อใจหยุดนิ่งสนิท จะเห็นจุดเล็กใสที่ศูนย์กลางดวงแก้วด้วย  ดวงชัดและใส สว่าง ขึ้น   เมื่อเห็นดวงแก้วชัดขึ้นมาแล้ว 

แล้วให้แตะใจเบาๆ ที่ศูนย์กลางดวงแก้วนั้น  อย่าเพ่งดวงแก้วแรงเกินไป เพราะจะทำให้ดวงเคลื่อนและ/หรือหายไป   ให้แตะใจเพียงแผ่วๆ  ลงไปที่ศูนย์กลางดวงแก้วนั้น พอใจหยุดได้ถูกส่วนเข้า   ดวงเดิมก็จะว่างหายไป แล้วปรากฏดวงใหม่ใสแจ่มบังเกิดขึ้นแทนที่ มีรัศมีสว่างกว่าที่เคยนึกทีแรกเสียอีก    และถ้าหยุดนิ่งถูกส่วน ยิ่งนิ่งสนิท   ดวงใสจะขยายโตขึ้น ให้ปล่อยใจให้ดิ่งลงไป ณ ศูนย์กลางดวงแก้วนั้นไว้เรื่อย  ไม่ถอยใจออกมา  

ไม่ช้าก็จะเห็นกายในกายภายใน  ก็ให้เดินดวงเดินกาย คือ เห็นดวงก็เอาใจจรดเข้าที่ศูนย์กลางดวง  เห็นกายก็เอาใจจรดเข้าที่ศูนย์กลางกาย ไม่มีถอยออก   ใจละเอียดหยุดนิ่งเท่าไร กายในกายยิ่งใสสว่าง ใตใหญ่ขึ้นเท่านั้น.

หมั่นทำทุกอิริยาบถ

แล้วต้องทำทุกอิริยาบถ  คือเดิน ยืน นั่ง และนอน    ทำบ่อยๆ เนืองๆ  ไม่ละเว้นเสียกลางคัน   ด้วยใจรัก  ด้วยความเพียร  ด้วยความต่อเนื่อง    ยามเมื่อว่างจากภารกิจการงาน  ตรึกนึกให้เห็นดวงแก้วกลมใส   ใจอยู่ในกลางของกลาง ตรงจุดเล็กใส   ท่องในใจว่า "สัมมาอรหังๆๆ" ไว้มากๆ ต่อเนื่องไปมากๆ   ใจก็จะหยุดนิ่งได้โดยง่าย  

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ก่อนนอน ก็พยายามกำหนดนิมิต และสัมมาอรหังคู่กันไปจนหลับ   ก่อนจะหลับ จิตดวงเดิมจะตกศูนย์  จิตดวงใหม่จะลอยเด่นขึ้นมาใส ท่านสามารถจะเห็นได้โดยง่าย   และอาศัยอารมณ์เช่นนั้น ก่อนจะหลับ   

ก่อนจะตื่นเหมือนกัน  ถ้าเคยตื่น 6 โมงเช้า   ลองตื่นตีห้าครึ่ง   พอตื่นแล้วยังไม่ต้องลุกขึ้นทันที   ตายังหลับอยู่ แต่ใจเราตื่น   ดูไปที่ศูนย์กลางกายจะเห็นดวง   พอเห็นแล้วเราเอาอารมณ์นั้นมาสู่ใจเรา   ทำบ่อยๆ ก็จะเป็น   เมื่อถึงเวลาก็เป็นเอง   

แม้ขณะเดิน  นั่ง  ปกติธรรมดา  ถ้าอารมณ์สบาย  ใจเป็นบุญเป็นกุศล   ใจก็สบาย  พอใจสบายก็จะเห็นได้   บางทีอาจเห็นธรรมกายใหญ่มากก็มี

เมื่อเห็นดวงชัดพอควรแล้ว หรือเห็นกายในกายแล้วก็ตาม  ให้รีบมาต่อวิชชาธรรมกาย ที่ 
วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ทุกวันอาทิตย์ และในช่วง อบรมพระกัมมัฏฐาน 1-14 พ.ค. และ 1-14 ธ.ค. ของทุกปี