2. วิธีเจริญสมถภาวนา ถึงธรรมกาย

1. วิธีเจริญสมถภาวนาถึง 18 กาย - ถึงธรรมกาย 2. วิธีพิสดารกาย สุดกายหยาบกายละเอียด
3. วิธีเจริญสมาธิ:รูปฌาน 4 4.วิธีเจริญสมาธิ: อรูปฌาน 4 และสมาบัติ 8
5.วิธีซ้อนกาย-สับกาย และพิสดารกาย ซ้อนสับทับทวี

 

1. วิธีเจริญสมถภาวนาถึง 18 กาย - ถึงธรรมกาย

คำบูชาพระกัมมัฏฐาน (ว่าก่อนนั่งภาวนา)

ดู หลักการสอนสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดย พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ

เมื่อท่านทั้งหลายได้สมาทานศีล เพื่อให้กาย วาจา สงบ และบริสุทธิ์แล้ว  ก็ตั้งใจชำระจิตใจให้สะอาดด้วยการเจริญภาวนาธรรมต่อไป

เบื้องต้น ให้วางภารกิจทางกายให้หมดเสียก่อน  แล้วนั่งขัดสมาธิ  เอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาวางอยู่บนมือซ้าย  ให้นิ้วชี้มือขวาจรดพอดีกับหัวแม่มือซ้ายพอดี  ตั้งกายให้ตรง  สูดลมหายใจยาวๆ  แล้วปล่อยกายตามสบาย  อย่าเกร็ง เพราะจะทำให้เมื่อยเร็ว

เมื่อกายพร้อมแล้ว  ก็ตั้งใจวางภารกิจทางใจเสียทั้งหมดอีกเหมือนกัน  โดยตั้งจิตอธิษฐานลงไปที่ศูนย์กลางกายว่า

ณ บัดนี้ เราจะตั้งใจเจริญภาวนาธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อความหลุดพ้นจากอาสวกิเลส ตัณหา อุปาทาน และเพื่อมรรคผลนิพพาน  จะขอสละเวลาเพียงชั่วครู่นี้เพื่อปฏิบัติกิจอันมีค่าสูงที่สุดในชีวิต  ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา  ไม่ว่าจะร้ายแรงเพียงใด  เราก็จะไม่สนใจ หวั่นไหว หรือยินดียินร้ายใดๆ ทั้งสิ้น  จะยอมเสียสละแม้แต่ชีวิต  เพื่อพระธรรมอันวิเศษสุดนี้ทีเดียว

เมื่อวางภารกิจทางกาย วาจา และใจ ได้เรียบร้อยแล้ว  ก็ตั้งจิตอธิษฐานต่อไปที่ศูนย์กลางกายอีก

น้อมรำลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์  คุณบิดามารดา และบุญบารมีทั้งหลาย ที่เคยได้สร้างสมอบรมมา ให้มาช่วยประคับประคองใจให้หยุดให้นิ่ง และเกิดปัญญา ได้ดวงตาเห็นธรรม  พร้อมด้วยขอให้ช่วยปกปักรักษาคุ้มครองสรรพอันตราย  อย่าได้มากล้ำกราย ขัดขวางการเจริญภาวนาของเรา

เมื่อตั้งใจมั่นคงดีแล้ว  ก็ค่อยๆ หลับตาลงเบาๆ  และกำหนดบริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนาคู่กัน   บริกรรมนิมิต นึกให้เห็นด้วยใจ เป็นเครื่องหมาย  ดวงแก้วกลมใส  เหมือนกับเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว  ไม่มีขนแมว โตเท่าแก้วตา  จุดศูนย์กลางข้างในโตเท่าเมล็ดพุทธรักษา  ใสขาวเหมือนกระจกส่องเงาหน้า  แล้วบริกรรมภาวนาคือท่องในใจเพื่อประคองบริกรรมนิมิตนั้นไว้ว่า "สัมมาอะระหังๆๆ" 

รูปแสดงที่ตั้งของดวงนิมิต จากฐานที่ 1 ถึงฐานที่ 7

ฐานที่ 1  ปากช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา
ฐานที่ 2  เพลาตา  หญิงซ้าย ชายขวา  ตรงหัวตาพอดี
ฐานที่ 3  กลางกั๊กศีรษะ ระดับเดียวกับเพลาตา
ฐานที่ 4  ช่องเพดานปาก
ฐานที่ 5  ปากช่องลำคอ
ฐานที่ 6  ศูนย์กลางกาย ระดับสะดือ
ฐานที่ 7  ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ

ฐานที่ 1: ปากช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา

การกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นเครื่องหมายดวงแก้วกลมใสนั้น   หญิงกำหนดขึ้นที่ปากช่องจมูกซ้าย  ชายกำหนดที่ปากช่องจมูกขวา  แล้วบริกรรมภาวนาคือท่องในใจเพื่อประคองบริกรรมนิมิตนั้นไว้ว่า "สัมมาอะระหังๆๆ"  3 ครั้ง  พร้อมด้วยตรึกนึกให้เห็นดวงที่ใส  ใจอยู่ในกลางดวงที่ใส  นี่เป็น ฐานที่หนึ่ง

ฐานที่ 2: เพลาตา หญิงซ้าย ชายขวา  ตรงหัวตาพอดี

เมื่อเห็นเครื่องหมายใสสว่างชัดดีพอสมควรแล้ว  ก็ค่อยๆ เลื่อนเครื่องหมายนั้นไปหยุดอยู่ที่หัวตาด้านใน  หญิงให้เลื่อนไปอยู่ทางหัวตาด้านซ้าย ชายด้านขวา และบริกรรมประคองนิมิตนั้นไว้ว่า "สัมมาอะระหังๆๆ"  3 ครั้ง นี่เป็น ฐานที่สอง

ฐานที่ 3: กลางกั๊กศีรษะ ระดับเดียวกับเพลาตา

แล้วค่อยๆ เลื่อนเครื่องหมายนั้นช้าๆ ไปหยุดอยู่ที่กึ่งกลางกั๊กศีรษะข้างใน  พร้อมด้วยบริกรรมประคองนิมิตนั้นไว้ว่า "สัมมาอะระหังๆๆ"  3 ครั้ง นี่เป็น ฐานที่สาม

ฐานที่ 4: ช่องเพดานปาก

ทีนี้  จงเหลือบตาไปข้างหลัง เหมือนคนกำลังชักจะตายอย่างนั้น  ในขณะที่หลับตาอยู่ ก็ช้อนตาขึ้นข้างบน โดยไม่ต้องแหงนหน้าขึ้นตาม พอตาค้างแน่นอยู่  ความเห็นจะกลับไปข้างหลัง  แล้วก็ให้ความเห็นนั้นกลับเข้าข้างใน พร้อมๆ กับค่อยๆ เลื่อนเครื่องหมายนั้นลงไปตรงๆ ช้าๆ  ไปหยุดอยู่ที่เพดานปาก  พร้อมด้วยบริกรรมประคองนิมิตนั้นไว้ว่า "สัมมาอะระหังๆๆ"  3 ครั้ง นี่เป็น ฐานที่สี่

ฐานที่ 5: ปากช่องลำคอ

ค่อยๆ เลื่อนเครื่องหมายใสสว่างนั้นลงไปหยุดอยู่ที่ปากช่องลำคอ เหนือลูกกระเดือก  ตั้งเครื่องหมายไว้นิ่งอยู่ที่ปากช่องลำคอนั่นแหละ  พร้อมด้วยบริกรรมประคองนิมิตนั้นไว้ว่า "สัมมาอะระหังๆๆ"  3 ครั้ง นี่เป็น ฐานที่ห้า

ฐานที่ 6: ศูนย์กลางกาย ระดับสะดือ

ค่อยๆ เลื่อนเครื่องหมายนั้นลงไปตรงๆ ช้าๆ ตามเส้นทางลมหายใจเข้าออก เหมือนกับเรากลืนดวงแก้วลงไปในท้องยั้งงั้นแหละ  ลงไปหยุดนิ่งอยู่ตรงสุดลมหายใจเข้าออก  ตรงระดับสะดือพอดี  แล้วบริกรรมประคองนิมิตนั้นไว้ว่า "สัมมาอะระหังๆๆ"  3 ครั้ง นี่เป็น ฐานที่หก

ฐานที่ 7: ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ

แล้วจึงค่อยๆ เลื่อนเครื่องหมายนั้นขยับสูงขึ้นมาตรงๆ   มาหยุดอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือประมาณ 2 นิ้วมือ  นี่เป็น ฐานที่เจ็ด

นี่เป็นที่ตั้งถาวรของใจ  คนเราเวลาจะเกิด จะดับ (ตาย)  จะหลับ จะตื่น  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ จะลอยขึ้นมาที่ศูนย์นี้  เพราะฉะนั้น ศูนย์นี้จึงสำคัญนัก  จะเข้ามรรคผลนิพพาน ก็ต้องเข้าที่ศูนย์นี้   

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว ก็จงทำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางนี้ทีเดียว  ซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน ไม่ไปทั้งนั้น  เข้ากลางของกลางๆ ๆ  นิ่งแน่นหนักขึ้น   พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นแหละ เห็นดวงใสแจ่มบังเกิดขึ้น เท่าฟองไข่แดงของไก่  อย่างเล็กเท่าดวงดาวในอากาศ  อย่างโตเห็นเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เลยทีเดียว   ดวงธรรมที่เห็นนี้เป็นหนทางเบื้องต้นไปสู่มรรค ผล นิพพาน จึงเรียกว่า ดวงปฐมมรรค  และเป็นที่ตั้งของ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของกายพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม จึงเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน


ลักษณะของฐานที่ 7

1. ศูนย์ด้านหน้า
2. ศูนย์ด้านขวา
3. ศูนย์ด้านหลัง
4. ศูนย์ด้านซ้าย
5. ศูนย์กลาง
6. ศูนย์กลางของอากาศธาตุ
ธาตุน้ำ
ธาตุดิน
ธาตุไฟ
ธาตุลม
อากาศธาตุ
วิญญาณธาตุ

เมื่อเห็นดวงใสแจ่มบังเกิดขึ้นอย่างนี้ละก็  เลิกบริกรรมภาวนาได้  ทีนี้ รวมใจให้หยุดในหยุดลงไปที่ศูนย์กลางดวงนี้แหละ  จะเห็นที่หมายเป็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ที่กลางดวงนั้น ให้วางใจหยุดในหยุดลงไปที่ศูนย์กลางนั้น  พอถูกส่วนเข้า  ดวงใสเดิมนั้นก็จะว่างหายไป  แล้วก็จะเกิดดวงใหม่ขึ้นมาอีก  ใสละเอียดหนักยิ่งกว่าเก่า คือ ดวงศีล อันเป็นปัจจุบันศีลในทางปฏิบัติ ของผู้มีกาย วาจา และใจ บริสุทธิ์ ด้วยการกล่าวแต่วาจาที่ชอบ การประกอบกรรมที่ชอบ และการเลี้ยงชีพชอบ  

หยุดในหยุดลงไปที่กลางดวงศีลนั่นแหละ พอใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วนเข้า ดวงศีลจะว่างหายไป แล้วจะเห็น ดวงสมาธิ ผุดลอยขึ้นมาแทนที่  เป็นสมาธิของผู้มีจิตอันพร้อมด้วยความเพียรชอบ ระลึกชอบ และตั้งใจมั่นชอบ อันเป็นจิตที่ควรแก่งานวิปัสสนาให้เกิดปัญญารู้แจ้งในสัจจธรรม

รวมใจหยุดในหยุดลงไปที่กลางดวงสมาธิ  พอใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วนเข้า ดวงสมาธิจะว่างหายไป แล้วปรากฏดวงใสสว่างเกิดขึ้นมาใหม่ ใสละเอียดกว่าเดิม  มีรัศมีสว่างยิ่งนัก  คือ ดวงปัญญา เป็นปัญญาที่พร้อมด้วยความเห็นชอบ และดำริชอบ

หยุดในหยุดอยู่ที่กลางดวงปัญญาต่อไปอีก  เมื่อใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วนเข้า  ดวงปัญญาจะว่างหายไป แล้วปรากฏดวงใสสว่างเกิดขึ้นมาใหม่ คือ ดวงวิมุตติ ใสละเอียดกว่าเดิม  มีรัศมีสว่างยิ่งนัก  เป็นปัจจุบันธรรมของจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสของมนุษย์ ได้แก่ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นั่นเอง   การหลุดพ้นดังกล่าวนี้ เป็นเบื้องต้น คือเป็นการหลุดพ้นด้วยการข่มกิเลส เรียกว่า วิกขัมภนวิมุตติ  อันจะเป็นแนวทางไปสู่การหลุดพ้นอย่างถาวร ที่เรียกว่า สมุจเฉทวิมุตติ ต่อไป

หยุดในหยุดลงไปที่กลางดวงวิมุตตินั่น พอหยุดถูกส่วนเข้า  ก็จะถึง  ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

เมื่อรวมใจหยุดนิ่งลงไปที่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ถูกส่วนเข้า ก็จะถึง กายมนุษย์ละเอียด หรือ กายฝัน  มีลักษณะหน้าตาเหมือนกับผู้ปฏิบัติทุกประการ แต่สวยละเอียดประณีตกว่าการมนุษย์หยาบ  นั่งในท่าขัดสมาธิ หันหน้าไปทางเดียวกับเรา  

ถ้าเห็นแล้วอย่างลังเลสงสัย  สวมความรู้สึกเข้าไปเป็นกายใหม่นั้นเลย ทิ้งความรู้สึกอันเนื่องด้วยกายหยาบนี้ สวมความรู้สึกเข้าเป็นไปกายมนุษย์ละเอียด ใสละเอียด อยู่นั่นแหละ  หยุดในหยุดกลางของหยุด ให้ใสละเอียดทั้งดวงทั้งกายทั้งองค์ฌาน  ทำอย่างนี้เรื่อยไปทีละกายๆ ไปจนสุดละเอียดถึงธรรมกาย  โตใหญ่ใสละเอียดไปตามกาย  ไม่ถอยคืนออกมา (คือไม่ถอนออกจากสมาธิ)

บางท่านอาจจะเห็นข้ามขั้นตอน ไปเห็นธรรมกายเลยก็มี  กายพระพุทธรูปขาวใส บริสุทธิ์ เกตุดอกบัวตูม  ปรากฏขึ้นมา ณ ศูนย์กลางกายนั้นเอง

ให้รวมใจหยุดลงไป ณ ศูนย์กลางกายมนุษย์ละเอียดนั้นต่อไปอีก  ก็จะเห็นดวงธรรม ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ตามลำดับ  แล้วก็จะถึง กายทิพย์หยาบ-ทิพย์ละเอียด ตามลำดับ  ใตใหญ่ใสสว่างกว่าเดิม แพรวพราวสวยงาม  ก็ดับหยาบไปหาละเอียด เป็นกายทิพย์นั้นต่อไป

โดยวิธีเจริญภาวนาให้ใจหยุดในหยุด ผ่านดวงธรรม ดวงศีล ฯลฯ  ของทิพย์ละเอียด หลุดพ้นจากกิเลสกลางของทิพย์ ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ  แล้วก็จะถึง กายรูปพรหมหยาบ-รูปพรหมละเอียด ตามลำดับ  ก็จะเห็นกายและดวงธรรมของรูปพรหม  ใสสะอาด บริสุทธิ์ และมีรัศมีสว่างยิ่งกว่าของกายทิพย์  แต่รูปพรหมยังมีกิเลสที่ค่อนไปทางละเอียดอยู่อีก คือ ราคะ โทสะ และโมหะ

ให้ใจของรูปพรหมหยุดลงไปที่ศูนย์กลางกาย  ผ่านดวงธรรม ดวงศีล ฯลฯ  ก็จะหลุดพ้นจากกิเลสเหล่านี้ แล้วก็จะถึง กายอรูปพรหมหยาบ-อรูปพรหมละเอียด ซึ่งใสละเอียด มีรัศมีสว่างยิ่งขึ้นไปอีก  แต่รูปพรหมยังมีกิเลสที่ละเอียดอยู่ คือ ปฏิฆะ กามราคะ และอวิชชา

เมื่อรวมใจหยุดนิ่งลงไป ณ ศูนย์กลางกายอรูปพรหม เจริญภาวนาผ่านดวงธรรมต่างๆ อีก  ก็จะหลุดพ้นจากกิเลสของกายโลกิยะทั้งหมด  ก็จะเข้าถึง กายธรรม คือ ธรรมกาย เริ่มตั้งแต่ ธรรมกายโคตรภูหยาบ-โคตรภูละเอียด ซึ่งธาตุธรรมยังอ่อนอยู่  จึงต้องเจริญภาวนาต่อไปตามแนวเดิมนี้อีก  ก็จะถึง 

  • ธรรมกายพระโสดาหยาบ-พระโสดาละเอียด
  • ธรรมกายพระสกิทาคาหยาบ-พระสกิทาคาละเอียด
  • ธรรมกายพระอนาคาหยาบ-พระอนาคาละเอียด
  • ธรรมกายพระอรหัตหยาบ-พระอรหัตละเอียด

ซึ่งช่วยให้หลุดพ้นจากสัญโญชน์กิเลสเครื่องร้อยรัดให้ติดอยู่กับโลกเป็นชั้นๆ ไป จากหยาบไปหาละเอียด

เมื่อถึงกายพระอรหัตละเอียดแล้ว เจริญภาวนาต่อไปก็จะสามารถวิมุตติหลุดพ้นจากอาสวะ กิเลส ตัณหา อุปาทาน เป็นการถาวร เป็นสมุจเฉทปหานได้.

2. วิธีพิสดารกาย สุดกายหยาบกายละเอียด

สำหรับผู้ปฏิบัติได้ถึง 18 กายแล้ว ให้ฝึกพิสดารกายสุดกายหยาบกายละเอียดอีกต่อไป ให้เป็นวสี คือ ให้คล่องแคล่ว ชำนาญ เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการเจริญวิชชาชั้นสูง และทำนิโรธดับสมุทัย (ไม่ใช่นิโรธสมาบัติ) วิธีปฏิบัติคือ

เบื้องต้น ให้รวมใจของทุกกายอยู่ ณ ศูนย์กลางธรรมกายอรหัตที่สุดละเอียด คือ ให้ศูนย์กลางดวงธรรม และ เห็น-จำ-คิด-รู้ (คือใจ) ของแต่ละกาย จากกายสุดหยาบ (คือกายมนุษย์) ต่อๆ ไปจนสุดละเอียด (คือ ธรรมกายอรหัตละเอียด) ซ้อนอยู่ตรงกลางของกลางซึ่งกันและกัน จากกายสุดหยาบถึงกายสุดละเอียด แล้วเราทำใจของเราเป็นธรรมกายอรหัตที่สุดละเอียด คือดับหยาบไปหาละเอียดอยู่เสมอแล้ว

ใจของธรรมกายหยุดนิ่ง (เพ่ง) ลงที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบจนใสละเอียด จนหยุดนิ่งถูกส่วน ศูนย์กลางจะขยายว่างออกไป แล้วจะปรากฏกายมนุษย์ละเอียดขึ้นมาใหม่ ก็หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลางๆๆ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั้นอีกต่อไป หยุดนิ่งถูกส่วน ก็จะปรากฏกายมนุษย์ละเอียดในกายมนุษย์ละเอียด ต่อๆ ไปจนสุดละเอียด หยุดนิ่ง กลางของกลางๆๆ ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด ที่สุดละเอียดนั้นต่อไป ถูกส่วนเข้า ศูนย์กลางดวงธรรมจะขยายว่างออกไป แล้วจะปรากฏกายทิพย์ขึ้นมาใหม่ โตใหญ่ ใสละเอียด เป็น 2 เท่าของกายมนุษย์

ก็ให้หยุดนิ่ง (เพ่ง) ลงที่ศูนย์กลางกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ต่อไปให้ใสแจ่ม ก็จะปรากฏกายทิพย์ในกายทิพย์ต่อๆ ไป จนสุดละเอียด ... แล้วก็จะปรากฏกายรูปพรหมในกายรูปพรหมต่อๆ ไปจนสุดละเอียด ก็ให้ปฏิบัติไปแบบเดียวกัน ถึง กายอรูปพรหม ในกายอรูปพรหม จนสุดละเอียด    ธรรมกายโคตรภู ใน ธรรมกายโคตรภู จนสุดละเอียด    ธรรมกายพระโสดาบัน ในธรรมกายพระโสดาบัน จนสุดละเอียด    ธรรมกายพระสกิทาคามี ในธรรมกายพระสกิทาคามี จนสุดละเอียด    ธรรมกายพระอนาคามี ใน ธรรมกายพระอนาคามี จนสุดละเอียด    ธรรมกายพระอรหัต ในธรรมกายพระอรหัต จนสุดละเอียด    ให้ใสละเอียด ทั้งดวงทั้งกาย และทั้งองค์ฌาน (ปรากฏเหมือนอาสนะรองรับกายละเอียด สัณฐานกลมใสรอบตัว หนาประมาณ 1 ฝ่ามือของแต่ละกายละเอียด จะมีประจำทุกกาย ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียดไปจนสุดกายละเอียด)

นี้เรียกว่า การพิสดารกาย สุดกายหยาบ-กายละเอียด

3. วิธีเจริญสมาธิ: รูปฌาน 4

ผู้ที่ถึงธรรมกาย และเจริญภาวนาจนถึง 18 กายแล้ว ก็ให้รวมใจทุกกายให้อยู่ ณ ศูนย์กลางกายพระอรหัตองค์ที่ละเอียดที่สุด แล้วใจของธรรมกายพระอรหัตก็เพ่งลงไปที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เมื่อใจหยุดได้ถูกส่วน ประกอบด้วยองค์ 5 ได้แก่ วิตก วิจาร คือ ตรึกตรองประคองนิมิต ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็จะเห็นองค์ฌานปรากฏขึ้นรองรับกายมนุษย์ เหมือนดังอาสนะรองรับที่นั่งฉะนั้น มีลักษณะเป็นวงกลมใส ส่วนหนาประมาณหนึ่งคืบ ขนาดกว้างเต็มหน้าตักพองาม องค์ฌานที่เห็นเกิดขึ้นนี้ไม่เฉพาะแต่กับกายมนุษย์เท่านั้น หากแต่ปรากฏขึ้นรองรับกายทุกกายจนถึงกายพระอรหัตพร้อมกันหมด นี้เป็นปฐมฌาน

แล้วใจของธรรมกายก็เพ่งไปที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์หยาบและทิพย์ละเอียดต่อไปอีก เมื่อใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วนละเอียดหนักเข้า จนละวิตก วิจาร ได้ องค์ฌานเดิมก็จะว่างหายไป แล้วปรากฏองค์ฌานใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่อีก ใสละเอียดกว่าเดิมทั้งฌานและกาย นี้เป็น ทุติยฌาน

ใจของธรรมกายก็เพ่งลงไปที่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมหยาบและรูปพรหมละเอียดอีก เมื่อใจหยุดถูกส่วน และละเอียดหนักเข้า จนปีติหมดไป องค์ฌานเดิมก็จะว่างหายไป แล้วปรากฏองค์ฌานเกิดขึ้นมาใหม่ ใสละเอียดกว่าเก่า ทั้งฌานและกาย นี้เป็น ตติยฌาน

ใจของธรรมกายก็เพ่งลงไปที่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมหยาบและอรูปพรหมละเอียดอีกต่อไป เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ละเอียดหนักเข้า จนสุขหายไป คงเหลือแต่เอกัคคตาจิต คือความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นิ่งเป็นอุเบกขาอยู่ องค์ฌานเดิมก็จะว่างหายไป และปรากฏองค์ฌานใหม่เกิดขึ้นแทนที่ ใสละเอียดยิ่งกว่าเดิม ทั้งฌานและกาย นี้เป็น จตุตถฌาน

เมื่อเข้าใจวิธีเข้าฌานสมาบัติตั้งแต่เบื้องต้น ปฐมฌาน ไปจนถึงจตุตถฌาน โดยอนุโลม (ตั้งแต่ต้นไปหาปลาย) แล้ว ก็จงฝึกหัดถอยกลับจาก จตุตถฌาน ลงมาถึง ปฐมฌาน เป็น ปฏิโลม (จากปลายมาหาต้น) ให้เกิดความชำนาญ (วสี) ทั้งในการเข้าการออก การทรงฌานและการพิจารณาอารมณ์ฌานเหล่านี้ให้แม่นยำ