ขันธปริตร

 
 

[35]
6 มิถุนายน 2497

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)

วิรูปกฺเขหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ เอราปเถหิ เม
ฉพฺยาปุตฺเตหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ กณฺหาโคตมเกหิ จ
อปาทเกหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ ทิปาทเกหิ เม
จตุปฺปเทหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ พหุปฺปเทหิ เม
มา มํ อปาทโก หึสิ มา มํ หึสิ ทิปาทโก
มา มํ จตุปฺปโท หึสิ มา มํ หึสิ พหุปฺปโท
สพฺเพ สตฺตา สพฺเพ ปาณา สพฺเพ ภูตา จ เกวลา
สพฺเพ ภทฺรานิ ปสฺสนฺตุ มา กิญฺจิ ปาปมาคมา

อปฺปมาโณ พุทฺโธ   อปฺปมาโณ ธมฺโม  อปฺปมาโณ สงฺโฆ   ปมาณวนฺตานิ สิรึสปานิ   อหิ วิจฺฉิกา สตปที อุณฺณานาภี สรพู มูสิกา    กตา เม รกฺขา    กตา เม ปริตฺตา    ปฏิกฺกมนฺตุ ภูตานิ    โสหํ นโม ภควโต    นโม สตฺตนฺนํ สมฺมาสมฺพุทฺธานนฺติ.

ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมีกถา แก้ด้วย ขันธปริตร คำว่า ปริตร แปลว่า ความรักษา ขันธปริตร แปลว่า รักษาขันธ์ ความรักษาขันธ์ ความคุ้มครองขันธ์ ความป้องกัน ขันธ์ เรียกว่า “ขันธปริตร” ขันธปริตรนี้เป็นวิชชาในพระพุทธศาสนา สัตว์ต่างๆ มีมากมาย หลายประการ มนุษย์บางพวกไม่อาจจะสู้สัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นได้ บางพวกอาจสู้สัตว์ เดรัจฉานทั้งหลายเหล่านั้นได้ พวกที่สู้สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ ต้องใช้ความ อ่อนน้อมเป็นสามัคคีน้ำหนึ่งใจเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน ถ้าว่าอาจจะสู้สัตว์เดรัจฉานเหล่านั้น ได้ ไม่ต้องอ่อนน้อม ไม่ต้องสามัคคีกับสัตว์เดรัจฉาน ปราบสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นวอดวาย ไปหมด ถ้าว่าไม่อาจจะสู้สัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นได้ ต้องใช้อ่อนน้อม เพราะฉะนั้น มนุษย์ หญิงก็ดี ชายก็ดี คฤหัสถ์ บรรพชิต หญิง ชาย ไม่ว่า ถ้าอ่อน ให้อ่อนละมุนละไม ใช้ได้ ถ้าแข็ง ให้แข็งเป็นเหล็กก็ดี ใช้ได้ ใช้ในโลกได้อย่างดีแท้ ถ้าแข็ง แข็งอย่างเหล็ก ถ้าอ่อน อ่อนอย่าง สำลี ใช้ได้ดีอย่างนี้ สำลีนะ ใช้ได้ดีนัก ทั้ง 2 อย่างนี้ดีที่สุด อ่อน อ่อนอย่างสำลีดีที่สุด แข็ง แข็งอย่างเพชรที่ดีที่สุด เด็ดเดี่ยว ทีเดียว 2 อย่างนี้แหละ จำไว้เป็นตำรา ถ้าจะเป็นคนอ่อน อ่อนให้ใช้ได้ ถ้าจะเป็นคนแข็ง แข็งให้ใช้ได้เหมือนกัน อย่างนี้เรียกว่าคนมีปัญญา ทาง พระพุทธศาสนาก็ใช้เช่นนั้น

ส่วนพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใด แข็งจริงๆ ไม่ใช่แข็งพอดี พอร้าย สัตว์ใดจะมาปล้นพระองค์เป็นไม่มีเด็ดขาด อย่าว่าแต่มนุษย์ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน เช่น พญานันโทปนันทนาคราช มาแข็งกระด้างต่อพระองค์เข้า พระองค์ก็ปราบพญานันโทปนันทนาคราชเสีย หรือ อาฬวกยักษ์ พระองค์ไม่สามารถจะลดหย่อนให้ผู้หนึ่งผู้ใด แข็งเป็นเพชรทีเดียว ปราบอาฬวกยักษ์เสีย ให้อยู่เป็นสาวกของพระองค์ ให้อยู่ในความ ปกครองของพระองค์เสีย นี่ท่านแข็งดีอย่างนี้ จึงเรียกว่าแข็ง ให้แข็งเป็นเพชร ถ้าอ่อน ให้ อ่อนเป็นสำลี อ่อนเป็นสำลีใช้เป็นผ้าห่มกันหนาวก็ได้ ใช้เป็นหมอนหนุนก็ได้ ใช้ปั่นเป็นผ้า ทำนุ่งทำห่มได้ สำเร็จประโยชน์แก่มนุษย์ นี้อ่อนเป็นสำลีอย่างใช้ได้ เพราะฉะนั้น เราท่าน ทั้งหลาย หญิงชายทุกถ้วนหน้า เมื่อจะฟังในขันธปริตร ขันธปริตรนี้ แปลว่า ความคุ้มครอง ป้องกันขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของมนุษย์นี้ ไม่คุ้มครองป้องกันไม่ได้ อันตรายมากนัก อันตรายมากทีเดียว

สัตว์ในมนุษย์โลก ถูกอสรพิษกัดในปีหนึ่งๆ หมดสิ้นเท่าไร ตั้งร้อย ไม่ใช่ร้อยสองร้อย ถูกงูเด็ดชีวิตเสีย ประหารเสีย นี่งูร้ายนัก งูเล็กๆ น้อยๆ ไม่ร้ายเท่าพญานาค พญานาคตัว ใหญ่ๆ ร้ายนัก พ่นพิษตายทีเดียว นี่อันตรายมากมายทีเดียว เพราะฉะนั้น อันตรายทั้งหลาย เหล่านี้ เราจะสู้ด้วยวิธีใด ทางพระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า ในขันธปริตร แปลเป็นภาษาไทย ว่า วิรูปกฺเขหิ เม เมตฺตํ ให้ตั้งใจลงไปว่าความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญานาคทั้งหลาย สกุลวิรูปักข์ด้วย เมตฺตํ เอราปเถหิ เม ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญานาคทั้งหลาย สกุลเอราบถด้วย ฉพฺยาปุตฺเตหิ เม เมตฺตํ ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญานาคทั้งหลาย สกุลฉัพยาบุตรด้วย เมตฺตํ กณฺหาโคตมเกหิ จ ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญานาค ทั้งหลาย สกุลกัณหาโคตมกะด้วย อปาทเกหิ เม เมตฺตํ ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่สัตว์ ทั้งหลายที่ไม่มีเท้า เมตฺตํ ทิปาทเกหิ เม ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่สัตว์ทั้งหลายที่มี เท้าสองด้วย จตุปฺปเทหิ เม เมตฺตํ ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีเท้า 4 ด้วย เมตฺตํ พหุปฺปเทหิ เม ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีเท้ามากด้วย มา มํ อปาทโก หึสิ ขอสัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียดเบียนเราเลย มา มํ หึสิ ทิปาทโก ขอสัตว์มีเท้าสอง อย่าเบียดเบียนเราเลย มา มํ จตุปฺปโท หึสิ ขอสัตว์มีเท้า 4 อย่าเบียดเบียนเราเลย มา มํ หึสิ พหุปฺปโท ขอสัตว์มีเท้ามากอย่าเบียดเบียนเราเลย สพฺเพ สตฺตา สพฺเพ ปาณา สพฺเพ ภูตา จ เกวลา ขอสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่มีชีวิตทั้งหลาย ที่เกิดแล้วทั้งสิ้นทั้งหมด สพฺเพ ภทฺรานิ ปสฺสนฺตุ ขอจงเห็นความเจริญทั้งหลายทั้งนั้นด้วย มา กิญฺจิ ปาปมาคมา ขอความลามก อย่ามาถึงแก่สัตว์เหล่านั้นเลย อปฺปมาโณ พุทฺโธ พระพุทธเจ้าทรงพระคุณล้นพ้น อปฺปมาโณ ธมฺโม พระธรรมเจ้าทรงพระคุณล้นพ้น อปฺปมาโณ สงฺโฆ พระสงฆ์เจ้าทรงพระคุณล้นพ้น ปมาณวนฺตานิ สิรึสปานิ อหิ วิจฺฉิกา สตปที อุณฺณานาภี สรพู มูสิกา ขอสัตว์ทั้งหลาย คือ งู แมงป่อง ตะเข็บ ตะขาบ แมงมุม และหนู ล้วนมีประมาณ กตา เม รกฺขา กตา เม ปริตฺตา ปฏิกฺกมนฺตุ ภูตานิ โสหํ นโม ภควโต นโม สตฺตนฺนํ สมฺมาสมฺพุทฺธานํ อันความรักษาอันเรา กระทำแล้ว ความคุ้มครองอันเรากระทำแล้ว ปฏิกฺกมนฺตุ ภูตานิ ขอพวกสัตว์ที่เกิดแล้วจง หลีกไป ความนอบน้อมเรานั้นมักกระทำความนอบน้อมแก่พระพุทธเจ้าอยู่ ความนอบน้อม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งเจ็ดพระองค์ ด้วยประการดังนี้ นี้เนื้อความของพระบาลี ชี้ความเป็นสยามภาษาได้ดังนี้

ในขันธปริตร ใจความของขันธปริตร ข้อเนื้อความย่อ ขนฺธ แปลว่า “ขันธ์” ขันธ์ 5 มีมาก ไม่ใช่มีน้อย ปริตฺตํ แปลว่า “ความปกครองป้องกัน” ความคุ้มครองป้องกัน เรียกว่า “ปริตร” ขันธ์ 5 มีมาก ขันธ์ 5 ของมนุษย์ ก็ต้องมีความคุ้มครองป้องกัน ของมนุษย์ละเอียด ก็ต้องมีความคุ้มครองป้องกัน ขันธ์ 5 ของทิพย์ ก็ต้องมีความคุ้มครองป้องกัน ขันธ์ 5 ของ ทิพย์ละเอียดก็ต้องมีความคุ้มครองปัองกัน ขันธ์ของรูปพรหม-รูปพรหมละเอียด อรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด ก็ต้องมีความคุ้มครองป้องกัน ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ขันธ์ 5 ของธรรม ธรรมขันธ์ ธรรมกายทั้งหยาบทั้งละเอียด โสดาทั้งหยาบทั้งละเอียด สกทาคาทั้งหยาบ ทั้งละเอียด อนาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด อรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด มีความคุ้มครองป้องกัน ทั้งนั้น

อันตรายเป็นข้อสำคัญ เพราะเหตุนั้น สัตว์เดรัจฉานอย่างวิรูปักข์ สกุลนาคชื่อว่า วิรูปักข์ สกุลนี้เป็นสกุลสำคัญ มีฤทธิ์มีเดช เหาะเหินเดินอากาศได้ ถอดกายมาเป็นมนุษย์ ก็ได้ พญานาคมีฤทธิ์ขนาดนี้ เมื่อครั้งพุทธกาล ใครๆ ก็กลัว บัดนี้ใครๆ ก็กลัวเหมือนกัน พญานาคไม่ใช่ของพอดีพอร้าย ใครๆ ก็กลัวทั้งนั้น พญานาคชื่อว่าเอราบถ ตระกูลเอราบถ ก็แบบเดียวกัน มีฤทธิ์มีเดชมากมาย ถอดกายเหาะเหินเดินอากาศได้ เป็นมนุษย์ก็ได้ เป็น พญานาคก็ได้ มาปนอยู่ในมนุษย์ ไม่รู้จักแผลงฤทธิ์แผลงเดชมาได้ เรียกว่า เอราบถ ตระกูล พญานาคมีอีก ฉัพยาบุตร ตระกูลใหญ่ๆ ทั้งนั้น ตระกูลพญานาคเหล่านี้เป็นตระกูลสำคัญ แผลงฤทธิ์แผลงเดชได้ดุจเดียวกัน ตระกูลพญานาคที่ 4 เรียกว่า กัณหาโคตมกะ ตระกูล พญานาคพวกนี้เหาะเหินเดินอากาศได้ จำแลงแปลงกายมาเป็นมนุษย์ก็ได้ เป็นภิกษุก็ได้ เป็นอุบาสกอุบาสิกาก็ได้ เป็นมนุษย์คนใดก็ได้ นั่งอยู่ในพวกนี้ไม่มีใครรู้จัก พญานาคแปลงได้ เช่นนั้น ถ้ามีธรรมกายจึงจะรู้จัก ถ้าไม่มีธรรมกายก็ไม่รู้จัก จะเด็ดชีวิตคนหนึ่งคนใดแล้วก็ไม่ ยากนัก มีฤทธิ์มีเดชขนาดนี้

สกุลเหล่านี้ ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด บุคคลผู้อ่อนเห็นมีฤทธิ์มีเดชขนาดนี้แล้ว จะทำ อย่างไรกัน ก็ตั้งใจตีสนิทชิดชมกับเขา ประกาศตนลงไปว่า ขอความเป็นมิตรของเราจงมีแก่ พญานาคทั้ง 4 ตระกูลนั้นเถิด นี่อ้อนวอนเขานะ ขอความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญานาค ทั้ง 4 ตระกูลนั้นเถิด เราไม่อาจสามารถจะสู้ได้ ตีสนิทเข้าไปเป็นมิตร เพื่อเขาจะได้ละเว้นชีวิต ให้ ไม่ประสงค์อะไร เขาจะได้ละเว้นชีวิตให้ เพราะเกรงกลัวต่อเขา นี่พวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่ง ดุจสัตว์ไม่มีเท้า สัตว์ 2 เท้า สัตว์ 4 เท้า สัตว์เท้ามาก แมงป่อง ตะเข็บ ตะขาบ เหล่านี้ แมงมุมอย่างนี้ สัตว์เท้ามากทั้งนั้น นี่ก็ให้ร้ายเหมือนกัน ให้ปวดร้ายเหมือนกัน มีฤทธิ์เหมือน กัน ไม่ใช่พอดีพอร้าย สัตว์ 4 เท้า เสือ ราชสีห์ หมี เม่น เหล่านี้ สัตว์มีพิษร้ายทั้งนั้น นี่สัตว์ 4 เท้า สัตว์ 2 เท้า มนุษย์ร้ายกว่าใครๆ ทั้งหมด ประเทศต่อประเทศรบกันทีเดียว นี่ร้ายนัก มนุษย์ร้ายกว่าใครๆ ทั้งหมด สัตว์ไม่มีเท้า พวกคืบคลานต่างๆ บริวารของพญานาคเหล่านั้น เป็นสัตว์ไม่มีเท้า เท้าเหี้ยน ในสัตว์จำพวกนี้แหละ เราก็ต้องเกรงเขาอยู่เหมือนกัน มนุษย์ ตายเพราะสัตว์พวกนี้ไม่ใช่น้อย ปีหนึ่งๆ ให้นึกดูเถอะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ประพฤติตัวอ่อน ต้องยอมเป็นมิตรกับเขาเสีย กับสัตว์พวกเหล่านี้ ต้องยอมเป็นมิตรกับเขาเสีย ไม่ทำเขา เขาจะได้ไม่ทำเราต่อไป ขอเป็นมิตรกันเสีย เป็นเพื่อนสหายกันเสีย เขาจะได้ไม่ทำลายชีวิตเรา นี่ผู้ประพฤติอ่อน ประพฤติอย่างนี้อ่อนน้อมต่อเขา ขอเป็นมิตรต่อเขา จึงได้ขอในตอนท้าย ว่าขอสัตว์ไม่มีเท้าจงอย่าเบียดเบียนเราเลย ขอสัตว์มีเท้าสองอย่าเบียดเบียนเราเลย ขอสัตว์ มีเท้า 4 อย่าเบียดเบียนเราเลย ขอสัตว์มีเท้ามากอย่าเบียดเบียนเราเลย สพฺเพ สตฺตา สพฺเพ ปาณา สพฺเพ ภูตา จ เกวลา สพฺเพ ภทฺรานิ ปสฺสนฺตุ ว่า สพฺเพ สตฺตา สพฺเพ ปาณา สพฺเพ ภูตา จ เกวลา ขอสัตว์ทั้งสิ้นที่เกิดทั้งหมด สพฺเพ ภทฺรานิ ปสฺสนฺตุ จงเห็นความเจริญ ทั้งหลายทั้งนั้นด้วย มา กิญฺจิ ปาปมาคมา ความลามกอะไรๆ อย่ามาถูกต้องกระทบสัตว์ ทั้งหลายเหล่านั้นเลย

บทก่อนแปลเมตตาในเมตตานิสังสกถาโน้น ในขันธปริตรนี้ก็เหมือนกับเมตตา แต่ว่า ไม่เชิงนัก แต่ว่าแสดงความเป็นมิตร นั่นแสดงความเมตตา นี่แสดงความเป็นมิตร ต่างกัน เท่านั้น สัตว์ทั้งหลายมีมากน้อยเท่าใด อปฺปมาโณ พุทฺโธ พระพุทธเจ้าทรงพระคุณไม่มี ประมาณ อปฺปมาโณ ธมฺโม พระธรรมทรงพระคุณไม่มีประมาณ อปฺปมาโณ สงฺโฆ พระสงฆ์ ทรงพระคุณไม่มีประมาณ ปมาณวนฺตานิ สิรึสปานิ อหิ วิจฺฉิกา สตปที อุณฺณานาภี สรพู มูสิกา ขอสัตว์ทั้งหลาย คือ งู แมงป่อง ตะเข็บ ตะขาบ และแมงมุม และตุ๊กแก หนู สัตว์ เหล่านั้นมีประมาณเท่านั้น พระรัตนตรัย พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ เหล่านี้ ทรงพระคุณไม่มี ประมาณ สัตว์ที่เกิดแล้วทรงพระคุณไม่มีประมาณ ความรักษาอันเรากระทำแล้ว ความ คุ้มครองอันเรากระทำแล้ว สัตว์ที่เกิดแล้วทั้งหลาย หมู่สัตว์ที่เกิดแล้วขอจงหลีกออกไป เรานั้นเป็นผู้นอบน้อมพระผู้มีพระภาคอยู่ การกระทำนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ทั้งเจ็ดพระองค์เหล่านั้น อันนี้เป็นความนอบน้อมให้เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า สัตว์ทั้งหลาย เหล่านี้ จะทำอันตรายอะไรไม่ได้

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระคุณไม่มีประมาณ ชักตัวอย่างเป็นประธาน ดังในห้อง พุทธคุณ พระธรรมทรงพระคุณไม่มีประมาณ ชักตัวอย่างโดยย่อดังบาลีที่ปรากฏในห้อง ธรรมคุณ พระสงฆ์ทรงพระคุณไม่มีประมาณ ชักตัวอย่างดังในห้องสังฆคุณ ว่า อิติปิ แม้ดังนี้ โส ภควา พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น อรหํ ผู้ไกล ผู้ควร ผู้หักเสียซึ่งกงแห่งสงสารจักร สมฺมาสมฺพุทฺโธ ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน บรรลุวิชชา 3 วิชชา 8 จรณะ 15 สุคโต ดำเนินงาม ตามอริยมรรคทั้ง 8 โลกวิทู รู้แจ้งโลก อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เป็นสารถี ผู้ฝึกบุรุษ หาผู้ใดผู้หนึ่งเสมอถึงมิได้ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาสั่งสอนเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย พุทฺโธ เป็นผู้ตื่นแล้ว ภควา เป็นผู้จำแนกธรรมแก่สัตว์ทั้งปวง อปฺปมาโณ พุทฺโธ พระพุทธเจ้าทรงพระคุณไม่มีประมาณ

สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงดีแล้ว อันพระผู้มี พระภาคเจ้ารับสั่งดีแล้ว สนฺทิฏฺฐิโก ใครได้ ใครถึง ใครปฏิบัติ ก็ได้ด้วยตนเอง อกาลิโก เป็นของไม่มีกาลเวลา เอหิปสฺสิโก เรียกบุคคลอื่นให้เข้าดูก็ได้ อย่างวิชชาที่ปฏิบัติกันที่ วัดปากน้ำนี้ เรียกบุคคลให้เขามาดูก็ได้ ให้คนเรียกเข้าดูก็ได้ แสดงได้หลายประการ โอปนยิโก เป็นของน้อมใส่ใจได้ตามความปรารถนา ไม่ขัดข้อง ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ รู้ได้เฉพาะตน อปฺปมาโณ ธมฺโม พระธรรมทรงพระคุณ ไม่มีประมาณ

สุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติดี อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง ญายปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติออก จากภพ สามีจิปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง รุดหน้าฝ่ายเดียวไม่ถอยหลัง ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า จตฺตาริ ปุริสยุคานิ จัดเป็นคู่ 4 อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา จัด คู่แห่งบุรุษได้ 8 อาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ปาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ ทกฺขิเณยฺโย เป็นผู้ควรแก่ทักษิณาทาน บุคคลผู้ต้องการกุศลในโลกน้อมนำมาถวาย อญฺชลีกรณีโย เป็นผู้ควรคำอัญชลีกรรม นบนอบกราบไหว้ อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส เป็นเขตบุญ ของโลก ไม่มีเขตอื่นยิ่งขึ้นไปกว่านี้ ดังนี้ นี้เป็นเนมิตตกนาม เป็นคุณของพระสงฆ์ อปฺปมาโณ สงฺโฆ พระสงฆ์ทรงพระคุณไม่มีประมาณ

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ บุคคลที่เข้าถึงแล้ว ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถึงพระพุทธเจ้า ก็คือตัวธรรมกาย ถึงธรรมกายก็เหมือนถึงพระพุทธเจ้า ถึงธรรมกาย ได้ ธรรมกาย ไปกับธรรมกายได้ ไปนรก สวรรค์ ไปนิพพานได้ ผู้เข้าถึงไตรสรณคมน์ ถึง พุทธรัตนะเช่นนี้ละก็ จะรู้จักคุณพุทธรัตนะว่า ให้ความสุขแก่ตัวแค่ไหน บุคคลผู้ใดเข้าถึง แล้วก็ปลาบปลื้มเอิบอิ่มตื้นเต็ม สบายอกสบายใจ เพราะพุทธรัตนะบันดาลสุขให้แล้ว ส่ง ความสุขให้แล้ว ถึงว่าจะให้ความสุขสักเท่าไร มากน้อยเท่าไร ตามความปรารถนา สุขกาย สบายใจ เรามีอายุยืนเจริญหนักเข้า มีอายุยืน ทำหนักเข้า ทำชำนาญหนักเข้า ในพุทธรัตนะ มีคุณอเนก เวลาเจ็บก็ไม่อาดูรเดือดร้อนไปตามกาย เวลาจะตายก็นั่งยิ้มสบายอกสบายใจ เห็นแล้วว่า ละจากกายนี้ มันจะไปอยู่โน้น เห็นที่อยู่ มีความปรารถนา นี่คุณของพุทธรัตนะ พรรณนาไม่ไหว นี้เรียกว่า คุณพระพุทธเจ้า คือ ธรรมกาย

คุณของพระธรรม คือ ธรรมรัตนะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย นั่นอเนกอนันต์ ทีเดียว เข้าอยู่ในกลางดวงนี้แล้วละก็ สุขก็ต้องอยู่กลางดวงนั่น จะทำอะไรต้องอยู่กลาง ดวง ต้องหยุดอยู่กลางดวงนั่น ถ้าไม่มีดวงพระธรรมแล้ว พุทธรัตนะก็ไม่มีฤทธิ์เหมือนกัน พุทธรัตนะมีฤทธิ์ก็เพราะอาศัยดวงพระธรรมนั้น ธรรมรัตนะนั้น นี่นับประมาณไม่ไหว ทีเดียว อเนกอนันต์ทีเดียว จะทำอะไรก็ได้ทุกสิ่งทุกประการ ไม่เหลือวิสัย ทำได้ทีเดียว เป็นชั้นๆ ขึ้นไป

สังฆรัตนะเล่า สังฆรัตนะต้องรักษาธรรมรัตนะไว้ ถ้าสังฆรัตนะไม่รักษาธรรมรัตนะ ไว้แล้ว พุทธรัตนะก็อยู่ไม่ได้ ธรรมรัตนะไม่มี ธรรมรัตนะไม่มีแล้ว สังฆรัตนะก็อยู่ไม่ได้ อญฺญมญฺญสมานา อาศัยซึ่งกันและกัน พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ นี้ วัดปากน้ำ เวลานี้ กำลังแจกพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ต่อสมถวิปัสสนาทุกวัน ทุกวันพฤหัสฯ ถ้าว่าจะแจกพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ นี้ นี่แหละเพื่อจะแจก พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ นี้แหละ อโห พุทฺโธ อโห ธมฺโม อโห สงฺโฆ ทีเดียว นี้เป็นข้อสำคัญ วัดปากน้ำกำลังแจกอยู่ ทีเดียว

พระพุทธศาสนามีแกนอยู่เท่านี้ ไม่มีอื่นกว่านี้ อื่นกว่านี้จะเลอะเทอะ ใช้ไม่ได้ นี่แหละ มีแกนอยู่เท่านี้ ถ้าได้เท่านี้ละก็ เป็นโคตรภูบุคคลก่อน พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ จะให้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เป็นโสดา มีคุณภาพสูงสุดหนักขึ้นไปอีก จะให้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ของพระสกทาคา มีคุณภาพสูงหนักขึ้นไปอีก จะให้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ของพระอนาคา มีคุณภาพสูงหนักขึ้นไป ไม่มีประมาณ จะให้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ จนกระทั่งนับอสงไขยชั้น ไม่ถ้วน นี้ วัดปากน้ำได้พยายามทำอยู่แล้ว 22 ปี เดือน 8 ข้างหน้านี้ กลางเดือน 8 ครบ 23 ปี เต็มเดือนเต็มวันทีเดียว นี้ต้องการพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ อย่างนี้หนา

เมื่อเข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ อย่างนี้แล้วละก็ ไม่ต้องอ้อนวอนพวก สัตว์เดรัจฉาน พญานาค หรือสัตว์ต่างๆ ก็ช่าง จะทำอะไรก็ช่าง ไม่มีกลัวอะไร ไม่ครั่นคร้าม ต่ออะไร พญานาคมีเท่าไรปราบหมด หรือเทวดามีฤทธิ์มีเดชเท่าไรปราบหมด หรือรูปพรหมมีฤทธิ์มีเดชเท่าไรปราบหมด หรืออรูปพรหมมีฤทธิ์มีเดชเท่าไร เข้าถึงพระรัตนตรัย เสียแล้ว ปราบได้หมด ไม่ต้องกลัวอะไรสักอย่าง เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เก่งกาจขนาดนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อใครเข้าถึง พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ได้ชื่อว่า เข้าถึงซึ่งแก้วสารพัดนึก เพราะฉะนั้น ดูตัวอย่างตำราเป็นสำคัญ ที่วัดปากน้ำกำลังปรุงขึ้นอยู่นี้ เวลานี้มีพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ตั้ง 150 กว่าแล้วนะ ยังไม่ได้ สำรวจอีก 150 กว่าแล้ว นี่แหละตัวจริงในพระพุทธศาสนา ถ้าได้ตัวจริงอย่างนี้แล้ว จะเป็นหญิง เป็นชาย เป็นภิกษุ สามเณร ไม่ว่า มีฤทธิ์มีเดชเป็นมหัศจรรย์นัก ด้วยอานุภาพ พระรัตนตรัย อปฺปมาโณ พุทฺโธ พระพุทธเจ้าทรงคุณไม่มีประมาณ อปฺปมาโณ ธมฺโม พระธรรมทรงคุณไม่มีประมาณ อปฺปมาโณ สงฺโฆ พระสงฆ์ทรงคุณไม่มีประมาณ ด้วย อานุภาพพระรัตนตรัย ซึ่งทรงคุณไม่มีประมาณนี้ จงดลบันดาลความสุขสวัสดิ์อุบัติบังเกิด มีแก่ขันธ์แห่งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ ทุกถ้วนหน้า ด้วยอำนาจสัจจวาจาที่ได้อ้างธรรมเทศนา ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ ขอความสุข สวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจง แสดงมา พอสมควรแก่เวลาโดยอรรถนิยมความเพียงนี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.