ติลักขณาทิคาถา (วิปัสสนาภูมิปาท)

 
 

[23]
4 เมษายน 2497

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)

 

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา
สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา
อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ เย ชนา ปารคามิโน
อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ
เย จ โข สมฺมทกฺขาเต ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน
เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ
กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต
โอกา อโนกมาคมฺม วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ
ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน
ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต
เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ
อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา
ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตาติ.

 

กายมนุษย์นี่แหละ เป็นตัวโดยสมมุติ กายมนุษย์ละเอียดก็เป็นตัวโดยสมมุติ ไม่ใช่ตัวจริงๆ ไม่ใช่ตัวโดยวิมุตติ ทั้ง 8 กาย กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด เป็นตัวโดยสมมุติทั้งนั้น เป็นตัวโดยวิมุตติละ กาย ธรรม-กายธรรมละเอียด, กายโสดา-โสดาละเอียด, กายธรรมสกทาคา-สกทาคาละเอียด, กายธรรมอนาคา-อนาคาละเอียด, กายธรรมอรหัต-อรหัตละเอียด นี่เป็นตัวโดยวิมุตติทั้งนั้น เป็นชั้นๆ ไป เป็นตัววิมุตติ แต่ว่าถึงกายอรหัต ถึงวิราคธาตุวิราคธรรมทีเดียว

 

ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมีกถา ว่าด้วย วิปัสสนาภูมิปาท เป็นธรรมสำหรับประจำของพุทธบริษัท พระองค์ทรงตรัสแยกแยะธรรมเป็นหลายประเภท ประเภทนี้เรียกว่า วิปัสสนาภูมิปาท พระองค์ทรงประกาศตั้งแต่ครั้งพุทธกาลโน้น ในหมู่บริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในครั้งกระโน้นเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว   ธรรมอันนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์เถรเจ้าทั้งหลาย ร้อยกรองขึ้นสู่สังคายนา ตลอดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ บัดนี้เราท่านทั้งหลายจะพึงได้สดับ

ณ บัดนี้ จะชี้แจงแสดงตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาและตามมตยาธิบาย กว่าจะยุติการโดยสมควรแก่เวลาเบื้องต้นแห่งวิปัสสนาภูมิปาทนี้ว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ  ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ  อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข  เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา เมื่อบุคคลเห็นตามปัญญาว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในทุกข์ นี้เป็นหนทางหมดจดวิเศษ    สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ  อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา เมื่อใดบุคคลเห็นตามปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์   เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในทุกข์  นี้เป็นหนทางหมดจดวิเศษ      สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา เมื่อใดบุคคลเห็นตามปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัว  เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในทุกข์  นี้เป็นหนทางหมดจดวิเศษ     อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ เย ชนา ปารคามิโน  บรรดามนุษย์ทั้งหลาย ชนเหล่าใดถึงซึ่งฝั่งได้   ชนเหล่านั้นมีประมาณน้อยนัก     อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ หมู่สัตว์นอกนี้ย่อมเลาะชายฝั่งข้างนี้นั้นแล    เย จ โข สมฺมทกฺขาเต  ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน  ก็ชนทั้งหลาย เหล่าใดประพฤติตามธรรมในธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวชอบแล้ว    เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ  มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ ชนทั้งหลายเหล่านั้น จักถึงซึ่งฝั่งอันล่วงเสียซึ่งวัฏฏะอันเป็นที่ตั้งของมัจจุ อันบุคคลข้ามได้แสนยาก    กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต บัณฑิตผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญา ย่อมละธรรมดำเสีย ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น   โอกา อโนกมาคมฺม วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ ความยินดีอาศัยพระนิพพาน ไม่มีอาลัย จากอาลัย ยินดีได้ด้วยยากในพระนิพพาน   ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน ยินดีได้ด้วยยากในนิพพานอันเป็นที่สงัดใด ควรละตัณหาทั้งหลายเสีย เป็นผู้ไม่มีกังวลแล้ว ปรารถนาซึ่งความยินดียิ่งในพระนิพพานนั้น   ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต  บัณฑิตผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญา ชำระตนให้ผ่องแผ้วเสียจากเครื่องเศร้าหมองของจิตทั้งหลาย   เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดอบรมดีแล้วโดยชอบ ในองค์แห่งการตรัสรู้ทั้งหลาย     อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา  บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในการละการถือมั่น    ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตา บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้นไม่มีอาสวะ เป็นผู้โพลงดับสนิทแล้วในโลก ด้วยประการดังนี้ นี้เนื้อความของพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษาได้ความเท่านี้

ต่อไปนี้จะอรรถาธิบายขยายความในวิปัสสนาภูมิปาทเป็นลำดับไป เป็นธรรมอันสุขุมลุ่มลึกนัก   เมื่อใดบุคคลเห็นตามปัญญาว่า สังขารทั้งสิ้นไม่เที่ยง เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในทุกข์ นี้เป็นหนทางหมดจดวิเศษ   สตฺตานํ ของสัตว์ทั้งหลาย นี้เป็นหนทางหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย   เห็นตามปัญญาว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงทั้งสิ้น ไม่เที่ยงทั้งหมด  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ของมนุษย์ก็ดี  ที่เป็นมนุษย์อยู่ จะได้เป็นมนุษย์อยู่ตลอดกัปนับร้อย นับพันก็หาไม่  ไม่ถึงร้อยปี   ครั้งพุทธกาลยืนยาวที่สุดเพียง 120 กว่าปีเท่านั้น ยืนจนที่สุดอายุมีพระพากุลเถรเจ้า ยืนมากขึ้นไปกว่านั้น อายุ 160 ปี   ในครั้งพุทธกาล อายุขัย 100 ปี   บัดนี้อายุขัยกัป อายุ 75 ปี    สัตว์อายุ 100 ปีมีน้อยนัก   ถึง 100 ปีเท่านั้นแหละ หาไม่ค่อย ได้แล้ว    นี่ไม่เที่ยง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของมนุษย์ก็ดี   รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของมนุษย์ละเอียด  กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, รูปพรหม-รูปพรหมละเอียด, อรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด ทั้ง 8 กายนี้ ไม่เที่ยงทั้งนั้น   เที่ยงสักกายหนึ่งก็ไม่มี   ล้วนแต่ไม่เที่ยงทั้งนั้น   ที่เครื่องอุปการะแก่กายเล่า ไม่เที่ยงดุจเดียวกัน   สิ่งที่เป็นปรากฏ ติณชาติ รุกขชาติ วัลลีชาติ พฤกษชาติต่างๆ ไม่เที่ยงทั้งนั้น  หรือตึกร้าน บ้านเรือน ภูเขา ตลอดจนกระทั่งภูเขา พระสุเมรุ ภูเขาจักรวาล เมื่อโลกอันตรธาน ก็ย่อยยับเป็นจุลไปหมดไม่เที่ยงเลย  สิ่งที่อาศัยธาตุอาศัยธรรมสังขารขึ้นนี้ไม่เที่ยงเลย เมื่อเห็นไม่เที่ยงจริงเช่นนี้แล้วก็ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นหนทางอันหมดจดวิเศษ    ถ้าว่าปัญญาเห็นอยู่อย่างนี้ เห็นชัดๆ อยู่ดังนี้แล้ว   เห็นด้วยปัญญา ของตนเช่นนี้แล้ว   ความถือมั่นใดๆ ในโลก   ความถือมั่นใดๆ ในภพนั้นๆ ก็ย่อมไม่มีเป็นแท้

ไม่ใช่ไม่เที่ยงอย่างเดียว สังขารทั้งปวงทั้งสิ้นตัดสินว่าเป็นทุกข์ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ  เมื่อใดบุคคลเห็นตามปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในทุกข์  นี่เป็นหนทางหมดจดวิเศษ    นึกดู ขันธ์ทั้ง 5 ของกายมนุษย์เป็นสุขหรือเป็นทุกข์   ถ้าว่าคนเจ็บไข้ละก้อ เห็นว่าเป็นทุกข์ คนแก่ชรานั่นเห็นเป็นทุกข์จริงๆ   ถ้าว่าเป็นทุกข์จริง เป็นทุกข์ตลอด   เด็กอยู่ในท้องก็ดี คลอดแล้วก็ดี   เป็นเด็กเล่นโคลนเล่นทรายอยู่ก็ดี หรือรุ่นหนุ่มรุ่นสาวก็ดี หรือแก่เฒ่าชราปานใดก็ดี   ถ้าว่าไม่พิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว   สุขหายากนัก ทุกข์มาก  เป็นทุกข์จริง    ขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์จริงๆ    กายมนุษย์หยาบ-กายมนุษย์ ละเอียด ก็เป็นทุกข์ ตลอดหมดทั้ง 8 กาย ทุกข์ทั้งนั้น สุขหาไม่ค่อยจะเจอ   มีแต่ทุกข์ มีสุขบ้างเล็กน้อย  ตามภาษาของสัตว์ที่เกิดในภพนั้น เมื่อมนุษย์รู้ชัดเช่นนี้ก็เบื่อหน่ายในทุกข์   นี่แหละเป็นอย่างนี้เป็นหนทางหมดจดวิเศษ

ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัว เมื่อใดบุคคลเห็นตามความเป็นจริงว่า  ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัว    รูปธรรม นามธรรม ก็ไม่ใช่ตัว    ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-กายอรูปพรหมละเอียด, ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย ตลอดจนกระทั่งถึงพระอนาคา ทั้งหลายเหล่านั้น ตลอดจนกระทั่งถึงพระอรหัต ไม่ใช่ตัวทั้งนั้น   ตัวต้องอาศัยธรรมนั้น ธรรมต้องอาศัยตัวนั้น  อาศัยซึ่งกันและกัน แต่ว่าธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวจริงๆ    เมื่อเห็นจริงลงไปดังนี้ว่าธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวแล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์  นี่เป็นหนทางหมดจดวิเศษลึกซึ้ง     ดุจเดียวกัน ธรรมทั้งปวง ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด, กายธรรม-กายธรรมละเอียด, กายโสดา-โสดาละเอียด, กายสกทาคา-สกทาคาละเอียด, กายอนาคา-อนาคาละเอียด, กายอรหัต-อรหัตละเอียด ทุกดวงธรรมไม่ใช่ตัวทั้งนั้น เห็นจริงๆ เข้าเช่นนี้   ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์อยู่ เพราะอะไรล่ะ   เพราะสภาพของขันธ์ที่เป็นโลกีย์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ถึงที่เป็นโลกุตตระ ที่ข้ามขึ้นจากโลกไป อ้ายนั่นไม่กล่าว   จากภพ 3 ไปเสียแล้ว    ถ้าจะกล่าวลึกลับเข้าไปอีก ไม่มีเวลาจบ   ต้องขอสงบไว้ว่าขันธ์ทั้ง 5 ในภพทั้ง 3 กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์จริงๆ   แล้วก็ธรรมทั้งปวงที่สัตว์เหล่านั้นอาศัยเป็นดวงๆ 8 ดวงนั้นไม่ใช่ตัวจริงๆ   แม้ถึงดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมโคตรภู-โคตรภูละเอียด, โสดา-โสดาละเอียด, สกทาคา-สกทาคาละเอียด, อนาคา-อนาคาละเอียด, อรหัต-อรหัตละเอียด 10 ดวง หรือเกินไปเท่าไรๆ ก็ไม่ใช่ตัว ตัวอาศัยธรรมนั้น

ทีนี้จะกล่าวถึงตัวละ   เมื่อว่าไม่ใช่ตัวแล้ว  อะไรเป็นตัวล่ะ    เรื่องนี้ได้แสดงแล้วเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าโปรดภัททิยราชกุมาร 30 หย่อนอยู่หญิงแพศยาคนหนึ่ง ทั้งราชกุมาร 30 มเหสี อีก 29 ก็รวมเป็น 59 หย่อน 60 อยู่คนหนึ่ง    พระองค์ทรงตรัสเทศนาบอกตัวทีเดียว   นี่ได้แสดงมาแล้ว   แสดงมากก็กัณฑ์ใหญ่ทีเดียว ไม่ใช่กัณฑ์ย่อย  แสดงถึงตัวนี้   กายมนุษย์นี่แหละ เป็นตัวโดยสมมุติ    กายมนุษย์ละเอียดก็เป็นตัวโดยสมมุติ ไม่ใช่ตัวจริงๆ  ไม่ใช่ตัวโดยวิมุตติ  ทั้ง 8 กาย กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด เป็นตัวโดยสมมุติทั้งนั้น เป็นตัวโดยวิมุตติละ กายธรรม-กายธรรมละเอียด, กายโสดา-โสดาละเอียด, กายธรรมสกทาคา-สกทาคาละเอียด, กายธรรมอนาคา-อนาคาละเอียด, กายธรรมอรหัต-อรหัตละเอียด นี่เป็นตัวโดยวิมุตติทั้งนั้น เป็นชั้นๆ ไป เป็นตัววิมุตติ   แต่ว่าถึงกายอรหัต ถึงวิราคธาตุวิราคธรรมทีเดียว   ถึงวิราคธาตุวิราคธรรม ถึงกระนั้น ที่จะเป็นพระอรหัต เป็นตัววิมุตติแท้ๆ ทีเดียว  เข้าถึงวิราคธาตุวิราคธรรม   ออกจากสราคธาตุสราคธรรมไปทีเดียว   นี่ความจริงเป็นอย่างนี้   ถ้าว่าวิปัสสนาเห็น มีวิปัสสนาก็มีธรรมกาย เห็นด้วยตาธรรมกายนั่น แหละเรียกว่าวิปัสสนา แปลว่าเห็นแจ้งเห็นวิเศษ   เห็นต่างๆ เห็นไม่มีที่สุด   ตาธรรมกายโคตรภู เห็นแค่นี้,  ตาธรรมกายโสดา-โสดาละเอียด เห็นแค่นี้, สกทาคา-สกทาคาละเอียด เห็นแค่นี้,  พระอนาคา-อนาคาละเอียด เห็นแค่นี้, พระอรหัต-อรหัตละเอียด เห็นแค่นี้,  หนักขึ้นไปไม่มีที่สุด  นับอสงไขยไม่ถ้วน เห็นไม่มีที่สุด รู้ไม่มีที่สุด   เห็น จำ คิด รู้ เท่ากัน   เห็นไปแค่ไหนรู้ไปแค่นั้น    จำไปแค่ไหนรู้ไปแค่นั้น   คิดไปแค่ไหนรู้ไปแค่นั้น เท่ากัน   ไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่ากัน นี่อย่างนี้ เรียกว่าวิปัสสนา เห็นอย่างนี้ เห็นด้วยตาธรรมกาย เห็นด้วยตากายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-รูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด, เห็นเท่าไรก็เห็นไป เรียกว่าอยู่ในหน้าที่สมถะทั้งนั้น ไม่ใช่วิปัสสนา    ถ้าวิปัสสนาละก็ ต้องเห็นด้วยตาธรรมกาย นั่นแหละเป็นตัววิปัสสนาจริงๆ ละ

เมื่อรู้จักหลักอันนี้ ในท้ายของพระรัตนตรัยนี้ได้ชี้หลักไว้   นี่กล่าวถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าบรรดามนุษย์มากมาย  น้อยคนนัก น้อยนักทีเดียวที่จะเข้าถึงฝั่งได้   น้อยนักที่เข้าถึงฝั่งน่ะคือนิพพานทีเดียว   เข้าถึงนิพพานไม่ใช่เป็นของเข้าถึงง่าย   ในวัดปากน้ำนี้มีจำนวนภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มากเข้าถึงนิพพานได้ 150 กว่า  มีธรรมกายไปนิพพานได้   ออกไปนิพพานได้ 150 กว่า  แต่หมดประเทศไทยนอกจากวิชชานี้แล้ว ไม่มีใครไปนิพพานได้เลย ไปนิพพานได้ก็แต่ธรรมกายเท่านั้น    นี่พึงรู้ชัดอย่างนี้   ถ้ารู้ชัดอย่างนี้ละก็  หมู่สัตว์นอกนี้นี่ย่อมเลาะอยู่ชายฝั่งข้างนี้เท่านั้น   เลาะอยู่ในสักกายทิฏฐิ ไต่อยู่แต่กายมนุษย์นี่เอง   ใจไม่พ้นกายมนุษย์ไป   พ้นจากกายมนุษย์ไป ไปไต่อยู่กับกายมนุษย์ละเอียดที่ฝันไป   เลาะอยู่แต่ฝั่งข้างนี้ พ้นจากกายมนุษย์ละเอียดไป   ไปติดอยู่กับกายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-รูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด, ออกจากภพไม่ได้ ติดอยู่ในภพ ติดอยู่กับกายเหล่านี้ นี้ได้ชื่อว่าเลาะอยู่แต่ชายฝั่งข้างนี้   ไม่ไปถึงพระนิพพาน   พวกมีธรรมกายนั้นไปถึงนิพพาน ผู้ที่ไปถึงนิพพานแล้วมามองดูผู้ที่ไม่ไปนั่น   ผู้ที่ไปนิพพานได้ หาว่าผู้ที่ไม่ไปนั่นตาบอด มองไม่เห็นนิพพาน   งุ่มง่ามเงอะงะอยู่ในกายเหล่านี้เอง   งุ่มง่ามอยู่ในนี้เอง ตาบอดแล้วไม่รู้ว่าตาบอดด้วยนะ   ใช่ว่าจะรู้ตัวเมื่อไรล่ะ ไม่รู้เสียด้วย    ถ้ารู้ตัวว่าตัว ตาบอดก็รีบทำให้ตาดี   ให้เข้าถึงธรรมกายให้ได้   เข้าถึงธรรมกายก็เป็นตาดีกัน ไม่เข้าถึงธรรมกาย ก็เป็นตาบอด   ไม่เข้าถึงนิพพานไปนิพพานไม่ได้   เห็นนิพพานไปนิพพานได้ก็ เรียกว่าตาดี   นี่ ตรงอยู่ตรงนี้    เมื่อรู้จักหลักดังนี้แล้ว ก็คนทั้งหลายเหล่าใดแล   ปฏิบัติตามธรรมในธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวชอบแล้ว   พระตถาคตก็ธรรมกายนั่นแหละ

ธรรมอะไรที่พระตถาคตเจ้ากล่าวชอบแล้วนะ ธรรมที่ทำให้เป็นกายเป็นลำดับไป จนกระทั่งถึงกายพระอรหัตนั่นแหละเป็นสวากขาตธรรมละ    ธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวดีแล้ว กล่าวชอบแล้ว ถูกหลักถูกฐานทีเดียว  ไม่ใช่อื่นล่ะ ไปตามร่องรอยนั้น   ถ้าว่าปฏิบัติตามแนวนั้น คนทั้งหลายเหล่านั้นก็ย่อมถึงซึ่งฝั่ง ล่วงเสียซึ่งวัฏฏะเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ ยากที่บุคคลจะล่วงได้ ล่วงซึ่งวัฏฏะนั่นมันอะไรล่ะ   กิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ ไม่ข้องขัดเรื่อยไป ล่วงเสียได้แล้ว   ยากที่บุคคลจะล่วงได้ ไม่ใช่เป็นของง่าย   แต่ว่าต้องปฏิบัติตามธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวชอบแล้วจึงจะล่วงได้  ที่ล่วงได้ไปถึงนิพพานได้เป็นพระอรหันต์ ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน  นั่นล่วงได้แล้ว   พวกนี้ล่วงได้แล้วทั้งนั้น    เมื่อล่วงได้ขนาดนี้ ตามวาระพระบาลีว่า ถ้าจะไปทางนี้ ผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญา ให้ละธรรมดำเสีย ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น   ดำไม่ให้มีเลย  เข้าถึงดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ก็ใสเป็นแก้ว  หาหลักอื่นไม่ได้    ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ละเอียด   ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-รูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด ใสหนักขึ้นไป สว่างหนักขึ้นไป ดำไม่มีไปแผ้วพานเลย   นี่ ให้ละธรรมดำเสียอย่างนี้ ยังธรรมขาวให้สะอาด  ให้บังเกิดปรากฏขึ้นอย่างนี้ ให้เกิดปรากฏจนกระทั่งถึงธรรมกายตลอดไป นั่นธรรมขาวทั้งนั้น   พวกเหล่านี้ กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย  สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโตโอกา อโนกมาคมฺม อาศัยซึ่งนิพพาน   ไกลจากอาลัย   อาศัยอาลัย ไม่มีอาลัย จาก อาลัย   เมื่อถึงพระอนาคาก็อาศัยนิพพานได้    เมื่อถึงพระอรหัตละก้อไปนิพพานเลย   ไปนิพพานทีเดียว ไม่ไปไหนละ   อาศัยนิพพานไม่มีอาลัย จากอาลัย กามคุณาลัย   อาลัยในรูป ในกลิ่น ในเสียง ในรส ในสัมผัส ไม่มีเลย  ไปอยู่นิพพานเสีย  ไม่มีอาลัยไปเจือปนระคนเลย   มีธรรมกายไปได้ไปนิพพานได้ ไม่เกี่ยวด้วยอาลัยเสียเลยทีเดียว  วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ ยินดีได้ด้วยยากในนิพพานอันสงัดใด ถ้าว่าไม่มีธรรมกายแล้วไปยินดีไม่ได้ ถ้าไม่ถึง ไม่รู้ รสชาติของนิพพานทีเดียว   ถ้ามีธรรมกายแล้วยินดีนิพพานได้ นิพพานเป็นที่สงัด  เป็นที่สงบ  เป็นที่เงียบ  เป็นที่หยุดทุกสิ่ง  ถึงนิพพานแล้ว สิ่งที่ดีจริงอยู่ที่นิพพานทั้งนั้น  เมื่อรู้จักนี้แล้ว ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อภิญฺจโน ละกามทั้งหลายเสียได้แล้ว  เป็นผู้ไม่มีกังวลแล้ว ปรารถนายินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น   นิพพานนั้นเป็นของสำคัญนัก  ลึกลับ   พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มุ่งนิพพานทั้งนั้น   เมื่อเป็นพระอรหันต์นั้นมีจำนวนเท่าไรองค์ ก็มุ่งนิพพานทั้งนั้น   ตั้งแต่อนาคาก็มุ่งนิพพาน   ตั้งแต่มีกายธรรมก็ถ้าว่าไปนิพพานบ่อยๆ ละก้อ ชอบนัก    อยากจะอยู่ในนิพพานเป็นที่เบิกบานสำราญใจกว้างขวาง   ทำให้อารมณ์กว้างขวาง  ทำให้เยือกเย็นสนิท  ปลอดโปร่งในใจ  ทำให้สบายมากนัก นิพพาน   เหตุนั้น ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต บัณฑิตผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญา เรียกว่า คนฉลาดชำระตนให้ผ่องแผ้ว ชำระตนให้สะอาด เมื่อตนผ่องแผ้วสะอาดจากธรรมเครื่องเศร้าหมองของใจแล้ว   เหลือแต่ธรรมกายใสสะอาดเป็นชั้นๆ ไป    โคตรภู โสดา สกทาคา อนาคา อรหัต นั่นเรียกว่าสะอาดละ อย่างนั้นเรียกว่าสะอาดจากธรรมเครื่องเศร้าหมองของใจไม่มีแล้ว   ผ่องแผ้วดีแล้ว    จิตอันบัณฑิตเหล่าใดอบรมด้วยดีแล้วโดยชอบในองค์เหตุ ของความตรัสรู้ทั้งหลาย   บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้นย่อมไม่ถือมั่น   ยินดีในการละการถือมั่น ย่อมไม่ถือมั่น   ยินดีในการไม่ถือมั่น   เมื่อปล่อยเสียได้ หมดเสียเช่นนี้นั้น    ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตาิ บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะ   ขีณาสวา ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะ กามาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ไม่มี  หลุดหมด    ชุติมนฺโต ย่อมเป็นผู้โพลง รุ่งเรืองสว่างดับสนิทในโลกด้วยประการดังนี้    นี้เป็นผลสุดท้ายของพระสูตรนี้ ประสงค์ พระอรหันต์ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานทีเดียว   นี่เป็นหลักเป็นประธานของพระพุทธศาสนา   เป็นธรรมทางวิปัสสนา ธรรมนี้เป็นทางวิปัสสนาโดยแท้ กล่าวมานี้แสดงมานี้ ตามปริยัติเทศนา   ถ้าว่าจักแสดงตามหลักปฏิบัติให้ลึกซึ้งลงไปกว่านี้   เป็นของที่ลึกล้ำคัมภีรภาพนัก

เมื่อมีธรรมกายปรากฏ เห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ในขันธ์ทั้ง 5 ขันธ์ทั้ง 5 ที่เป็น มนุษย์ก็ดี-มนุษย์ละเอียดก็ดี, กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียดก็ดี, กายรูปพรหม-กายรูปพรหม ละเอียด, กายอรูปพรหม-กายอรูปพรหมละเอียดก็ดี, เป็นกายสัตว์เดรัจฉานก็ดี, เปรต อสุรกาย สัตว์นรกทั้งนั้น ที่เรียกว่า ประกอบด้วยเบญจขันธ์ ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นแหละ เกิดจากธาตุจากธรรม   ธาตุธรรมเป็นตัวยืนให้เกิดขึ้นเป็นเบญจขันธ์   ขันธ์ทั้ง 5  รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ขันธ์มีเท่าใด กี่ภพกี่ชาติเท่าใด ย่อมเป็น อนิจฺจํ ทุกขํ ทั้งนั้น   แล้วก็ไม่ใช่ตัวด้วย   ธรรมที่ทำให้เป็นขันธ์เหล่านั้น ดวงธรรมที่ทำให้ เป็นขันธ์เหล่านั้น ทุกขันธ์ไปทุกกายไป ก็ไม่ใช่ตัวอีกเหมือนกัน ได้ชื่อว่าเป็นทุกข์แล้ว ไม่ใช่ตัวด้วย   เมื่อรู้จักว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวละก้อ ต้องปล่อยปละละดังนี้เป็นชั้นๆ ไป   ดังแสดงแล้วก่อนๆ โน้น   สละละกายเหล่านี้เสียทุกชั้นไป   เมื่อวานก็แสดงละเป็นชั้นๆ ไป ละกายมนุษย์หยาบเข้าหากายมนุษย์ละเอียด  ละกายมนุษย์ละเอียดเข้ากายทิพย์  ละกายทิพย์เข้าหากายทิพย์ละเอียด  อยู่กลางกันเรื่อย  ละกายทิพย์ละเอียดเข้าหากายรูปพรหม  อยู่กลางกายทิพย์ละเอียด ละกายรูปพรหมเข้าหากายรูปพรหมละเอียด   อยู่กลางกายรูปพรหม ละกายรูปพรหมละเอียดเข้าหากายอรูปพรหม   อยู่กลางกายรูปพรหมละเอียด  ละกายอรูปพรหมเข้าหากายอรูปพรหมละเอียด   ละกายอรูปพรหมละเอียดเข้าหากายธรรม  เป็นชั้น ๆ ไปอย่างนี้   เมื่อถึงกายธรรมแล้วถึงขั้นวิปัสสนา

แปดกายข้างต้น  กายมนุษย์ไปจนถึงอรูปพรหมละเอียดนั่น เป็นกายขั้นสมถะ    ถ้าว่า เข้าไปถึงกายเหล่านั้น เป็นสมถะทั้งนั้น  เข้าถึงวิปัสสนาไม่ได้   เพราะกายเหล่านั้นเป็นสมถะ   ทำไมรู้ว่าเป็นสมถะ  ภูมิสมถะ บอกตำรับตำราไว้ 40   กสิณ 10, อสุภะ 10, อนุสสติ 10 เป็น 30 ละ    อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 กำหนดอาหารเป็นปฏิกูล  จตุธาตุววัตถาน 1 กำหนดธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม กำหนดธาตุ  เหล่านี้ ทั้ง 2 นี้เป็น 32    พรหมวิหาร 4 เป็น 36   อรูปฌาน 4 เป็น 40   นี่ภูมิของสมถะ    เมื่อเข้ารูปฌานต้องอาศัยกายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์ -กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหมเข้ารูปฌาน, กายอรูปพรหมเข้าอรูปฌาน นี่หลักฐาน   ฌาน เหล่านี้ยืนยันว่าตั้งแต่ตลอดรูปพรหม อรูปพรหมนี่แหละ เป็นภูมิสมถะทั้งนั้น  ไม่ใช่ภูมิวิปัสสนา

ภูมิวิปัสสนา  ยกวิปัสสนาขึ้นข่ม   ขันธ์ 5, อายตนะ 12, ธาตุ 18, อินทรีย์ 22, อริยสัจ 4, ปฏิจจสมุปบาทธรรม 12   หกหมวดนี้เป็นภูมิของวิปัสสนา

ขันธ์ 5 ได้แสดงแล้ว รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของมนุษย์-มนุษย์ละเอียด, กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-กายอรูปพรหมละเอียด แปดกายนี้ขันธ์ 5 ทั้งนั้น ขันธ์ 5 เหล่านี้แหละ ตาธรรมกายเห็นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวทั้งนั้น เห็นชัดๆ อย่างนี้ นี้เป็นวิปัสสนา

อายตนะ 12 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์  12 นี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวอีกเหมือนกัน เช่นเดียวกัน   แปรผันไปตามหน้าที่ของมัน เห็นชัดๆ

ธาตุ 18 จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ, โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ, ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ, ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ, กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ, มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ, ธาตุ 18   สาม[คูณ]หก เป็น 18    อายตนะ 6 อายตนะหนึ่งแยกออกเป็น 3   จักขุก็เป็นธาตุ  รูปที่มากระทบจักขุก็เป็นธาตุ   วิญญาณที่แล่นไปรับรู้รูปที่มากระทบนัยน์ตาก็เป็นธาตุ   หูก็เป็นธาตุ เสียงที่มากระทบหู ก็เป็นธาตุ  วิญญาณที่แล่นไปรับรู้ทางหูนั่นก็เป็นธาตุ  จมูกก็เป็นธาตุ กลิ่นก็เป็นธาตุ   รู้ที่แล่น ไปตามจมูกนั่นเรียกว่าธาตุ   ลิ้นก็เป็นธาตุ รสก็เป็นธาตุ ความรู้ที่แล่นไปตามลิ้นนั่นก็เป็นธาตุ   กายก็เป็นธาตุ  สัมผัสถูกต้องก็เป็นธาตุ  วิญญาณก็รู้สัมผัสนั่นก็เป็นธาตุ  ใจก็เป็นธาตุ  อารมณ์ที่เกิดกับใจก็เป็นธาตุ  วิญญาณที่รู้อารมณ์ที่เกิดกับใจนั้นก็เป็นธาตุ   รู้ว่าเป็นธาตุล้วนแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น    เมื่อรู้ชัดว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้ละก็   รู้ชัดๆ เช่นนี้ เห็นชัดๆ เช่นนี้ นี้ก็ด้วยตาธรรมกาย  ตากายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ทั้งหยาบทั้งละเอียด เห็นไม่ได้  เห็นได้แต่ตาธรรมกาย   ธาตุ 18 นี่ก็เห็นได้ชัดๆ

อินทรีย์ 22   จักขุนทรีย์ นัยน์ตาเป็นใหญ่  โสตินทรีย์ ความได้ยินเป็นใหญ่  ฆานินทรีย์ ความรู้กลิ่นเป็นใหญ่  ชิวหินทรีย์ ความรู้รสเป็นใหญ่  กายอินทรีย์ กายรับถูกต้องเป็นใหญ่  มนินทรีย์ ใจเป็นใหญ่   เป็นใหญ่ตามหน้าที่ ที่เรียกว่าอินทรีย์ 5    ในอินทรีย์ทั้ง 5 นี้เป็นใหญ่ตามหน้าที่ของมัน   อินทรีย์ไม่ใช่มีน้อย มี 22 อิตถินทรีย์ สภาวรูปของหญิงเป็นใหญ่  ปุริสินทรีย์ สภาวรูปของชายเป็นใหญ่  ชีวิตินทรีย์ ชีวิตเป็นใหญ่ อยู่ดังนี้   สุขินทรีย์ สุขเป็นใหญ่  ทุกขินทรีย์ ทุกข์เป็นใหญ่   โสมนัสสินทรีย์ ความดีใจเป็นใหญ่   โทมนัสสินทรีย์ เสียใจเป็นใหญ่   อุเบกขินทรีย์ อุเบกขาเป็นใหญ่  สัทธินทรีย์ ความเชื่อเป็นใหญ่  วิริยินทรีย์ ความเพียรเป็นใหญ่  สตินทรีย์ สติ เป็นใหญ่  สมาธินทรีย์ สมาธิเป็นใหญ่  ปัญญินทรีย์ ปัญญาเป็นใหญ่  อนัญญตัญญัสสามิตินทรีย์ พระโสดาเป็นใหญ่ เป็นหน้าที่ของพระโสดาปัตติมรรค  อัญญินทรีย์ โสดาปัตติผล สกทาคา อนาคา ถึง อรหัตตมรรค เป็นใหญ่ของหน้าที่นั้นๆ  อัญญาตาวินทรีย์ อรหัตเป็นใหญ่  เป็นใหญ่ในหน้าที่ของพระอรหัตตผลนั้นๆ   เมื่อว่าอินทรีย์ 22 เหล่านี้เป็นภูมิของวิปัสสนาแท้ๆ   ถ้าไม่มีตาธรรมกาย มองไม่เห็น  มีตาธรรมกายมองเห็นอินทรีย์ 22

อริยสัจ 4 ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์   ทุกข์น่ะมีจริงๆ นะ  หมดทั้งปวงร่างกายนี้ทุกข์ทั้งก้อน  หรือใครว่าสุข  ลองเอาสุขมาดู ก็จะไปหยิบเอาทุกข์ให้ดูทั้งนั้น   ตลอดจนกระทั่งชาติ เกิดก็เป็นทุกข์  ชาติปิ ทุกฺขา ความเกิดเป็นทุกข์   เมื่อเกิดแล้วก็มีแก่ มีเจ็บ มีแปรไปตามหน้าที่ ก็ออกจากทุกข์นั่นทั้งนั้น  ไม่ใช่ออกจากสุข  ต้นนั่นเป็นทุกข์ทั้งนั้น  เกิดนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ละ ต้องกำหนดรู้มันไว้  ทำอะไรมันก็ไม่ได้ เหตุให้เกิด มีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นเหตุให้เกิดชาติ    กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา    กามตัณหา อยากได้ เป็นกามตัณหา   ภวตัณหา อยากให้มีให้เป็น เป็นภวตัณหา   เมื่อมาเป็นมามี เห็นปรากฏแล้ว  ไม่อยากให้แปรไปเป็นอย่างอื่น ให้ดำรงคงที่ นั่นเป็น วิภวตัณหา    เหมือนเราเป็นหญิงเป็นชาย ไม่มีลูก  อยากได้ลูก นั่นเป็นกามตัณหาแล้ว ได้ลูกสมเจตนา เป็นภวตัณหาขึ้นแล้ว   ไม่อยากให้ลูกนั้นแปรไปเป็นอย่างอื่น นั่นเป็นวิภวตัณหาอีกแล้ว   เห็นไหมล่ะ เป็นอยู่อย่างนี้แหละ   กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา  นี่แหละเป็นเหตุให้เกิดชาติ  ต้องดับด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ดังกล่าวแล้ว   ถอดกันไปเป็นชั้นๆ จนกระทั่งพระอรหัต  ดับหมด ดับนั่นแหละเป็นตัวนิโรธ ที่เข้าถึงซึ่งความดับ  นั่นเป็นมรรค   สัจจธรรมทั้ง 4 นี่ต้องมีตาธรรมกาย จึงจะมองเห็น  ไม่มีตาธรรมกายมองไม่เห็น

ปฏิจจสมุปบาทธรรม  ธรรมอาศัยซึ่งกันและกันเป็นแดนเกิดขึ้น   อวิชชา ความรู้ไม่จริง เป็นเหตุให้เกิดสังขาร   สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ   วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป   นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ   สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ ผัสสะทั้ง 6   ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาทั้ง 3  เวทนาทั้ง 5   เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา   ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน   อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ   ภพเป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ ความเกิด   ชาติก็เป็นปัจจัยให้เกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส อัปปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข  ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ  โดยย่อก็ความยึดถือมั่นในขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์  นี่เกิดจากอวิชชาทั้งนั้น  ไม่ใช่อื่น   ถ้าว่าเมื่อถึงพระอรหัตแล้ว อวิชชาหลุดหมด  นี่เป็นตัววิปัสสนาชัดๆ อย่างนี้นะ  พึงรู้จัก  นี่แหละตามปริยัติชัดๆ ทีเดียว   เมื่อจักละ ก็ให้จำไว้เป็นข้อวัตรปฏิบัติ จะได้พาตนหลีกลัดลุล่วงพ้นจากวัฏฏสงสาร  มีนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้  ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา   เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้น จนอวสานนี้   สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า  อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา  สมมติว่ายุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้   เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.