ปัญญาเบื้องต่ำและปัญญาเบื้องสูง

[18]
4 มีนาคม 2497

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)

 

กถญฺจ ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา. เหฏฺฐิเมนปิ ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา. อุปริเมนปิ ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา. 
กถญฺจ เหฏฺฐิเมน ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา. อิธ อริยสาวโก ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมา ทุกฺขกฺขยคามินิยาติ. เอวํ โข เหฏฺฐิเมนปิ ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา. 
กถญฺจ อุปริเมน ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา. อิธ ภิกฺขุ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ. อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ. อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ. เอวํ โข อุปริเมน ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตาติ.

 

ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงในทางปัญญา ในวันมาฆบูชา   ทางปัญญาเป็นขั้นปลายของศีล สมาธิ แต่ในวิสุทธิมรรค  ในอัฏฐังคิกมรรค ได้แสดงปัญญาไว้เบื้องต้น  สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป   แสดงศีลไว้ในท่ามกลาง สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว   แสดงสมาธิไว้ในเบื้องท้าย สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ    ก็ย่อลง ศีลอยู่เบื้องกลาง สมาธิอยู่เบื้องปลาย ปัญญาอยู่เบื้องต้น    แต่ในลำดับของเทศนาอื่น พระองค์ทรงตรัสเทศนา ทรงแสดงศีลเป็นเบื้องต้น  สมาธิเป็นท่ามกลาง  ปัญญาเป็นเบื้องปลาย  ที่พระองค์ทรงตรัสเทศนา  เป็นปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรในครั้งนั้น  ทรงตรัสเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เพราะปัญจวัคคีย์ทั้ง 5  เป็นผู้ชำนาญดีแล้วในเรื่องศีล สมาธิ แต่ว่าไม่ฉลาดในทางปัญญา ยังไม่คล่องแคล่วในทางปัญญา   พระศาสดาทรงเห็นเหตุนั้น  เป็นผู้รู้แล้วเห็นแล้ว จึงได้ทรงแสดงทางปัญญาแก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ทีเดียว   เมื่อแสดงทางปัญญาแก่พระปัญจวัคคีย์ทั้งแล้ว ก็กลับมาแสดงศีลโดยปริยายท่ามกลาง   สมาธิเป็นเบื้องปลายไป   ครั้นจะไม่มาแสดงเรื่องศีล   สมาธิ ก็จะแตกแยกกันไป  หาเข้าเป็นแนวเดียวรอยเดียวกันไม่

เพราะพุทธศาสนามีศีลเป็นเบื้องต้น  มีสมาธิเป็นท่ามกลาง   มีปัญญาเป็นเบื้องปลาย   แม้พระอรหันต์ทั้งหลาย  เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว   พระมหากัสสปกระทำปฐมสังคายนา   ก็เลยประชุมสงฆ์ทั้ง 500 พร้อมกัน   พระมหาอริยกัสสปได้แสดงในที่ประชุม   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องต่ำ   กถญฺจ อุปริเมน ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องสูงเป็นไฉนเล่า   อิธ ภิกฺขุ ผู้ศึกษาในธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้    อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ รู้ความตามเป็นจริงว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์   อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ รู้ความตามเป็นจริงว่าสิ่งนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์    อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ รู้ความตามเป็นจริงว่าสิ่งนี้เป็นความดับทุกข์    อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ รู้ความตามเป็นจริงว่าสิ่งนี้เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์    เอวํ โข อุปริเมน ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา อย่างนี้แล  ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องสูง   นี้เนื้อความของพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษาได้ความเท่านี้

ต่อแต่นี้จะได้อรรถาธิบายขยายความในปัญญาโดยปริยายเบื้องต่ำ และปัญญาโดยปริยายเบื้องสูงเป็นลำดับไป

ปัญญาโดยปริยายเบื้องต่ำ   สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำว่า อริยสาวกในธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้ ยกอริยสาวกขึ้นเป็นตำรับตำรา  ก็เพราะพระอริยสาวกมีความไม่ยักเยื้องแปรผันแล้ว มีความรู้ความเห็นที่แน่นอนแล้ว   ยกพระสาวกของพระตถาคตเจ้าตั้งแต่ โสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล, สกิทาคามิมรรค-สกิทาคามิผล, อนาคามิมรรค-อนาคามิผล, อรหัตตมรรค-อรหัตตผล 8 จำพวกนี้เป็นอริยสาวก ไม่ใช่เป็นปุถุชนสาวก   ถ้าต่ำกว่านั้นลงมามีธรรมกาย   แต่ว่าไม่ได้พระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหัต อะไร นั่นสาวกชั้นโคตรภู   พวกไม่มีธรรมกายมีมากน้อยเท่าใด  เป็นสาวกชั้นปุถุชน  เรียกว่า ปุถุชนสาวก  สาวกที่ยังหนาอยู่ด้วยกิเลส   ที่เป็นโคตรภูบุคคลน่ะ  ปรารภจะข้ามขึ้นจากโลก จะเข้าเป็นอริยสาวกล่ะ  เป็นอริยสาวกก็ไม่ใช่  เป็นปุถุชนก็ไม่เชิง   ถ้ากลับมาเป็นปุถุชนก็ได้  เข้ากลับเป็นอริยสาวกก็ได้  ทั้งสองอย่างนี้เรียกว่าโคตรภู   ท่านเหล่านั้นเป็นโคตรภู

เพราะว่า  ที่ท่านยกว่า อิธ อริยสาวโก อริยสาวกในธรรมวินัยนี้  เอาความเห็นความรู้ที่ตายตัวกัน   ปญฺญวา โหติ เป็นผู้มีปัญญา   ปัญญาที่แสดงแล้วน่ะ  ที่แสดงนี่แหละ คำว่าปัญญานี้น่ะ   ไม่ใช่เป็นของง่าย  ถ้าให้ฟังไปร้อยปีว่าปัญญาน่ะอะไร   รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร  โตเล็กเท่าไหน   อยู่ที่ไหน กลม แบน ยาว รี สี่เหลี่ยม อย่างไรกัน   เอาเถอะ หมดทั้งประเทศไทย   ถ้าว่าเข้าดังนี้ละก็  ไม่รู้เรื่องกันทีเดียวแหละ  ได้ยันกันป่นปี้    เหตุนี้ ปญฺญวา โหติ เป็นผู้มีปัญญา   ปัญญานี้ประสงค์อะไร  ประสงค์ว่า อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต มาตามนั้นว่า ปิฎกทั้ง 3  วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก ปรมัตถปิฎก   เราจะยกปิฎกใดขึ้นก่อนจึงจะสมควร พระอรหันต์ทั้งหลายก็พร้อมกันว่าวินัยปิฎกเป็นข้อสำคัญอยู่   ถ้าว่าวินัยปิฎกยังครบถ้วน ผ่องใสแล้ว ศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองเพราะอาศัยวินัยปิฎก    เมื่อจบวินัยปิฎกพระอริยกัสสปก็ถามอีก  ในปิฎกทั้ง 2 คือสุตตันตปิฎกกับปรมัตถปิฎก   ใครจะเป็นผู้วิสัชชนา  ตกลงให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นพหูสูต  พระองค์ทรงตั้งไว้เป็นเอตทัคคะเลิศกว่าสาวกในพระพุทธศาสนา   ให้วิสัชนาในสุตตันตปิฎก   ปรมัตถปิฎกทั้งสองนี้ แต่ว่า ปรมัตถปิฎกเป็นข้อสำคัญ   เป็นทางปัญญา    วินัยปิฎกน่ะเป็นศีล    สุตตันตปิฎกเป็นสมาธิ

ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้ง 3 นี้จะเคลื่อนมิได้เลย   เพราะศีลมีหน้าที่สำหรับปราบปรามชั่วด้วยกาย วาจา  ฆ่าสัตว์ ลักฉ้อ ประพฤติผิดในกาม มุสาวาท  ชั่วด้วยกายนี้ต้องอาศัยศีลสำหรับปราบความชั่ว   อันนี้ ไม่ให้เข้าไปแตะต้องกับกายได้  ให้กายสะอาดผ่องใส    ถ้าไม่มีศีลแล้วละก็  ปราบความชั่วด้วยกายอย่างนี้ไม่ได้  ฝ่ายสมาธิก็สำหรับปราบความชั่วทางใจ    ความเกียจคร้านไม่ให้มีทางใจ หรือความพลั้งเผลอไม่ให้มีทางใจ หรือความไม่มั่นคงเหลวไหลลอกแลกไม่ให้มีทางใจ   แก้ไขให้ใจมั่นคง  ให้มีสติมั่นไม่ฟั่นเฟือน ให้มีความเพียรอาจหาญ  ไม่ครั่นคร้าม  3 อย่างนี้เป็นหน้าที่ของสมาธิ   ส่วนปัญญาเล่ายังหาได้แสดงไม่ ที่แสดงแล้วนี่ทางศีลทางสมาธิ

ปัญญาที่จะแสดงต่อไปนี้เป็นตัวสำคัญนัก   แต่ว่าไม่ค่อยจะได้แสดง   ที่วัดปากน้ำนี่ สมภารผู้เทศน์นี้ได้มาจำพรรษาอยู่วัดปากน้ำนี้ 37 พรรษาแล้ว  แต่ว่าในทางปัญญาไม่ค่อยแสดงมากนัก แสดงในศีล สมาธิ เป็นพื้นไป   ทีนี้ตั้งใจจะแสดงในทางปัญญา  ตามวาระพระบาลีที่ได้ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นว่า กถญฺจ ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วโดยชอบเป็นไฉน    เหฏฺฐิเมนปิ ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องต่ำบ้าง    อุปริเมนปิ ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยชอบนั้น โดยปริยายเบื้องสูงบ้าง จึงได้มีปุจฉาวิสัชนาเป็นลำดับไปว่า กถญฺจ เหฏฺฐิเมน ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา    ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องต่ำเป็นไฉนเล่า    อิธ อริยสาวโก อริยสาวกในธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้   ปญฺญวา โหติ ย่อมเป็นผู้มีปัญญา   อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต เป็นผู้มาตามพร้อมแล้วด้วยปัญญา  อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความเกิด ความดับ    อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมา ทุกฺขกฺขยคามินิยา อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความเกิด ความดับ   เอวํ โข เหฏฺฐิเมน ปริยาเยน ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา อย่างนี้แล ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องต่ำ   ปัญญาที่รู้ความเกิดความดับนั่นเป็นตัวสำคัญ    ปัญญาน่ะมีแต่รู้  ไม่ใช่เห็น  ปัญญาที่เป็นแต่รู้  แต่เขาว่าเห็นด้วยปัญญา  เห็นปัญญาไม่มีดวงตานี่   ถ้ามีดวงตาค่อยพูดเห็นกัน  นี่ปัญญาจะมีดวงตาอย่างไร ไม่มีดวงตา   แต่ว่าแปลกประหลาดอัศจรรย์เหลือเกิน   เมื่อถึงพระอริยบุคคลแล้ว เป็นธรรมกายแล้ว  ถ้ามารไม่ขวางนะ  ความเห็นของตาไปแค่ไหน   ความรู้ของทางปัญญาก็ไปแค่นั้น ความจำก็ไปแค่นั้น ความคิดก็ไปแค่นั้น

ความรู้ ความคิด ความจำ ความเห็น  4 อย่างนี้แหละ  4 อย่างนี้เขาเรียกว่า ใจ    1 ความเห็น   2 ความจำ 3 ความคิด  4 ความรู้    4 อย่างนี้แหละ   หยุดเข้าเป็นจุดเดียว  ซ้อนเป็นจุดเดียวเข้า เรียกว่า “ใจ” ดวงรู้มันซ้อนอยู่ข้างในดวงคิด   ดวงคิดซ้อนอยู่ข้างในดวงจำ   ดวงจำซ้อนอยู่ข้างในดวงเห็น   มันเป็นชั้นๆ กันอย่างนี้   4 อย่างนี้แหละ รวมเข้าเรียกว่าใจ   ถ้าแยกออกไปละก็  เห็นน่ะดวงมันอยู่ศูนย์กลางกาย  จำน่ะดวงมันอยู่ศูนย์กลางเนื้อหัวใจ   มันย่อมกว่าดวงเห็นลงมาหน่อย   คิดน่ะอยู่ในกลางดวงจำ   นั่นย่อมลงมาหน่อย   รู้น่ะอยู่ในกลางดวงคิดนั่น   ย่อมลงมาเท่าดวงตาดำข้างใน   นั่นมีหน้าที่รู้  เรียกว่า ดวงวิญญาณ เท่าดวงตาดำข้างนอกนั่น   ดวงจิตเท่าลูกตานั่นดวงใจ   เท่ากับเบ้าตานั่นดวงเห็น   หมดทั้งร่างกายมี 4 อย่างเท่านี้    มี 1) ดวงเห็น ครอบอยู่ข้างนอกดวงจำ   2) ดวงจำ อยู่ข้างนอกดวงคิด   3) ดวงคิด อยู่ข้างนอกดวงรู้   4) ดวงรู้ อีกดวงอยู่ข้างในดวงคิด   เห็น จำ คิด รู้  4 อย่างนี้แหละเป็นตัวสำคัญล่ะ

เห็น จำ คิด รู้ ทั้ง 4 อย่างนี้มาจากไหน   ที่ตั้งของมันอยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์  เป็นดวงใสบริสุทธิ์  เท่าฟองไข่แดงของไก่   นั่นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ดวงนั้น  เป็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์แท้ๆ  กายมนุษย์จะเป็นอยู่ได้ก็เพราะอาศัยธรรมดวงนั้น   ถ้าธรรมดวงนั้นไม่มีแล้วละก็  กายมนุษย์ก็เป็นอยู่ไม่ได้  ดับ   ถ้าธรรมดวงนั้นยังมีปรากฏอยู่ละก็  มนุษย์ไม่ดับ เป็นมนุษย์ปรากฏอยู่เหมือนกัน จะแก่เฒ่าชราช่างมัน พอดวงนั้นดับมนุษย์ก็อยู่ไม่ได้   ต้องดับกัน  ถ้าธรรมดวงนั้นผ่องใส มนุษย์ก็รุ่งโรจน์ผ่องใสเหมือนกัน ถ้าธรรมดวงนั้นขุ่นมัวเสีย  มนุษย์ก็ซูบเศร้าไปไม่ผ่องใส   ดวงนั้นเป็นสำคัญ   ดวงนั้นแหละเป็นที่ตั้งของเห็นของจำ ของคิด ของรู้    ดวงเห็นก็อยู่ในกลางดวงนั้น   แต่อยู่ข้างนอก   ดวงจำก็อยู่ในกลางดวงนั้น  อยู่ข้างในดวงเห็น ดวงคิดก็อยู่ในกลางดวงนั้น   แต่ว่าอยู่ข้างในดวงจำ   ดวงรู้ก็อยู่ข้างในกลางดวงนั้น   แต่ว่าอยู่ในกลางของดวงคิดอีกทีหนึ่ง   4 ดวงอยู่นั่น  ต้นเหตุอยู่นั่น  ที่ออกมาปรากฏที่กายมนุษย์ก็ดี   ที่หัวใจมนุษย์นี่ก็ดี   ออกมาปรากฏอยู่เป็นดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ข้างนอกนี้ นี่เป็นดวงหยาบ นี่เป็นชั้นเป็นต้นเป็นปลาย  นี่เป็นรากเง่า  อยู่ในกลางดวงนั้น  อยู่ในกลางดวงนั้นแท้ๆ

อ้าย 4 ่ดวงนั้นแหละเรียกว่า ใจ    ถ้าว่าหยุดเป็นจุดเดียวกันละก็  เอาละ ท่านยืนยันสมาธิมาแล้ว   สมาหิตํ ยถาภูตํ ปชานาติ   จิตตั้งมั่น หยุดเป็นจุดเดียวกัน  รู้ตามความเป็นจริงทีเดียว    ถ้าว่าไม่ตั้งมั่นก็ไม่เรียกว่าเป็นสมาธิ   ตั้งมั่นแล้วก็เป็นสมาธิ   นี่ได้แสดงมาแล้ว   สมาธินี่แหละเป็นต้นของปัญญา   ปัญญาที่จะมีขึ้นก็เพราะอาศัยสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิ  เข้าถึงสมาธิไม่ได้ก่อน   มีปัญญาไม่ได้   ปัญญาเป็นตัวสำคัญ   เป็นปลาย เป็นของละเอียดมากทีเดียว ผู้ที่มีปัญญาเข้าถึงซึ่งดวงปัญญา  ผู้ที่มีปัญญาต้องเข้าถึงซึ่งดวงปัญญา   ปัญญาเป็นดวงอยู่   ปัญญาที่เป็นดวงอยู่นั่น  จะต้องพูดให้กว้าง  แสดงให้กว้างออกไป  จึงจะเข้าเนื้อเข้าใจกันแท้ๆ   ปัญญาเป็นดวงปลาย

ธรรมในพระพุทธศาสนามีอยู่ 5 ดวง   ถ้าว่าจะกล่าวถึงองค์  มี 10   ทสหิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต อรหาติ วุจฺจติ ผู้ใดมาตามพร้อมแล้วด้วยองค์ 10 ผู้นั้นเป็นพระอรหันต์   องค์ 10 คืออะไร สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ  นี่ 8 องค์แล้ว   สัมมาญาณ เป็นองค์ที่ 9   สัมมาวิมุตติ เป็นองค์ที่ 10   นี่มี 10 อย่างนี้   เมื่อผู้ใดมาตามพร้อมแล้วด้วยองค์ 10   ผู้นั้นเป็นพระอรหันต์  ต้องมี 10 องค์ อย่างนี้จึงจะเป็นพระอรหันต์ได้   ถ้าไม่เข้าถึงองค์ 10 อย่างนี้  เป็นพระอรหันต์ไม่ได้    8 องค์ย่อลงเป็น 3   สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป เป็นปัญญาไป    สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว เป็นศีลไป    สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิไป    ก็รวมว่าศีลอยู่กลาง  สมาธิอยู่ปลาย ปัญญาอยู่ต้น   แต่ว่าเมื่อมาถึงพระสูตรนี้เข้า   ปัญญาอยู่ข้างปลาย คือ ศีล สมาธิ ปัญญา   องค์ 10 ย่อลงเหลือ 5 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ  เมื่อรู้จักหลักอันนี้ละก็  นี่แหละหลักพระพุทธศาสนาละ

ศีลน่ะ อยู่ที่ไหน   รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร   ศีลถ้าว่าจะกล่าวตัวจริงละก็  อยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายนั่นแหละ  อยู่เป็นชั้นๆ เข้าไป   ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด   ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์  ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด  ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม  ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด  ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม  ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด  ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายละเอียด   นี้แหละเป็นที่ตั้งของศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ทั้งนั้น  ตลอดขึ้นไป 18 ดวง   

  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-กายอรูปพรหมละเอียด 8 กาย
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรม-กายธรรมละเอียด [รวมเป็น] 10 กาย
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา-กายพระโสดาละเอียด [รวมเป็น] 12 กาย 
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระสกิทาคา-กายพระสกิทาคาละเอียด [รวมเป็น] 14 กาย   
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคา-กายอนาคาละเอียด [รวมเป็น] 16 กาย 
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัต-กายพระอรหัตละเอียด [รวมเป็น] 18 กาย 

มีดวงธรรมทั้งนั้น   ดวงโตขึ้นไปเป็นลำดับ   เมื่อถึงธรรมกายโคตรภู  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายนั้น  วัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย   เมื่อถึงธรรมกายแล้วดวงธรรมจะมีขนาดเท่าหน้าตักธรรมกาย  ตลอดจนกระทั่งถึงเป็นพระอรหัต  พระอรหัตหน้าตัก 20 วา เกตุดอกบัวตูม ใส  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายก็วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 20 วา  กลมรอบตัว  อยู่ศูนย์กลางกายพระอรหัตนั้น นี่ให้รู้จักหลักนี้ก่อน 

เมื่อรู้จักหลักอันนี้ละก็  ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในกลางดวงนี้   ดวงศีลเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ อยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นแหละ   ดวงสมาธิก็อยู่ศูนย์กลางดวงศีลนั่นแหละ  ดวงเท่าๆ กัน  ดวงปัญญาก็อยู่ศูนย์กลางดวงสมาธินั่นแหละ   ดวงวิมุตติก็อยู่ศูนย์กลางดวงปัญญานั่นแหละ  ดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็อยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตตินั่นแหละ   กายมนุษย์ละเอียดก็อยู่ในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่น   ถ้าต้องแสดงให้กว้างออกไปกว่านี้   ให้เข้าใจปัญญาชัดๆ อย่างนี้ละก็  จนกระทั่งถึงพระอรหัต  ก็จะเข้ารู้จักปัญญาชัดๆ อย่างนี้ว่าปัญญามีรูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร

เมื่อรู้จักดวงศีล  ดวงสมาธิ  ดวงปัญญา เช่นนี้แล้ว   

  • ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  เดินไปทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็จะถึงกายมนุษย์ละเอียด   
  • กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด ก็เดินไปในทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะอีก เข้าถึงกายทิพย์ 
  • กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ก็เดินในทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เข้าถึงกายทิพย์ละเอียด
  • ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียดก็เดินในทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เข้าถึงกายรูปพรหม-รูปพรหมละเอียด อรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด เดินแบบเดียวกันนี้ทั้ง 18 กาย เดินไปแบบเดียวถึงพระอรหัตทีเดียว 

นั่นแหละต้องเดินในทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะทั้งนั้น   เมื่อรู้จักหลักอันนี้ละก็ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ นั่นแหละเป็นหนทางนี่   ไม่ใช่ธรรมนี่  บอกเป็นหนทางนี่   อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค หนทางมีองค์ 8 ประการ ไปจากข้าศึกคือกิเลสได้   ก็พูดถึงหนทางนี่ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหนทาง   ถ้าว่าไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีทางไป  ไปนิพพานไม่ถูก   ถ้าจะไปนิพพานให้ถูก   ต้องไปในทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะนี่

เมื่อรู้จักหลักอันนี้    วันนี้จะแสดงในเรื่องปัญญา   ดวงปัญญาของมนุษย์ก็ขนาดดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์   ของมนุษย์ละเอียด ทิพย์-ทิพย์ละเอียด รูปพรหม-รูปพรหมละเอียด โตเป็นลำดับขึ้นไป  ของอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด โตหนักขึ้นไป   แต่ว่าถึงเป็นลำดับขึ้นไปเท่าไร   ก็ยังไม่ถึงเท่ากายธรรม กายธรรมใหญ่มาก   ดวงปัญญานั้นขนาดไหน  ปัญญาน่ะออกจากดวงนั้น   ธรรมดวงนั้นของปุถุชน ปัญญาของปุถุชนมัว  ความเห็นมัวไม่ชัดนัก  คล้ายๆ เปลือกๆ ปัญญา  ไม่ได้ใช้กำเนิดของปัญญา  ไม่ได้ใช้ปัญญาที่เป็นแก่น   ใช้ปัญญาที่เป็นเปลือกๆ เท่านั้น   ปุถุชนใช้ปัญญาผิวๆ เผินๆ   ตัวเองก็ไม่เห็นปัญญา  ไม่รู้จักว่ามันอยู่ที่ไหน   และก็ไม่รู้จักว่ารูปพรรณสัณฐานมันเป็นอย่างไร   เพราะไม่เห็น   เพราะทำไม่เป็น  พอทำเป็นแล้วจึงเห็น   ทำเป็นน่ะเห็นปัญญาทีเดียวว่า  ดวงโตเท่านั้นเท่านี้   อยู่ที่นั่นที่นี่  ใช้ถูกทีเดียว  ถ้าว่าทำไม่เป็นแล้วไม่เห็นปัญญา   เป็นแต่รู้จักปัญญาเท่านั้น ไม่เห็นมัน   ปัญญาที่ว่า อิธ อริยสาวโก ปญฺญวา โหติ อริยสาวกในพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้าเป็นผู้มีปัญญา   ปัญญานั่นดวงนั้นแหละ  ประสงค์ดวงนั้น เรียกว่ามีปัญญาละ   อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต มาตามพร้อมแล้วด้วยปัญญา อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความเกิดความดับ   ปัญญาก็ไม่ได้ดูอื่นนี่   ปัญญาน่ะมองดูแต่ความเกิดดับเท่านั้นแหละ หมดทั้งสากลโลกมีเกิดกับดับเท่านั้น   รู้ชัดปรากฏชัดอยู่ว่าเกิดดับๆๆ เท่านั้น   มีเกิดกับดับ  ทั้งรู้ทั้งเห็นชัดทีเดียว เห็นอย่างไรก็รู้อย่างนั้น   รู้อย่างไรก็เห็นอย่างนั้น   เห็นกับรู้ ตรงกัน   แต่ว่าเมื่อยังเป็นปุถุชนอยู่ ตั้งต้นแต่มนุษย์ถึงรูปพรหมอรูปพรหม  เห็นไม่ถนัดนักหรอก  เห็นรัวๆ ไม่ชัดนัก   เพราะเป็นของละเอียด เห็นความเกิดดับจริงๆ   ตามนุษย์เรานี่ก็เห็น   เอาไปเผาไฟเสียออกย่ำแย่เชียว  ทิ้งน้ำ ฝังดิน เกิดดับๆ ทั้งนั้นแหละ   หมดทั้งสากลโลก  ตึกร้านบ้านเรือน ต้นไม้ ภูเขา สิ่งที่เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ได้ทราบด้วยจมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดดับ หมดทั้งนั้น    เห็นจริงเห็นจังอย่างนี้แหละ  ไม่ใช่เห็นพอดีพอร้าย   เราก็รู้ด้วยเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด  รู้ชัดทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนปลาย   รู้ได้ถี่ถ้วนดีทีเดียว  นี้เรียกว่าปัญญา

ปัญญาที่เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งทุกข์   ก็รู้เรื่องเหมือนกัน  จะสิ้นไปแห่งทุกข์ด้วยวิธีอย่างไร  ใช้ปัญญา แต่ว่ามัว  ไม่ชัดทีเดียว   เห็นโดยชอบที่เป็นเครื่องเบื่อหน่ายอันจริงแท้ หรือที่เป็นเครื่องเบื่อหน่ายอันประเสริฐ   เห็นจริงๆ รู้จริงๆ อย่างนี้   เห็นความสิ้นไป   สิ้นไปแห่งทุกข์ทีเดียว ว่าทุกข์จะหมดไปได้ด้วยวิธีนี้อย่างนี้   ถ้าไม่ถึงธรรมขนาดนี้ทุกข์หมดไปไม่ได้   นี้ความจริงก็รู้อยู่ชัด  แต่ว่ารู้ด้วยปัญญา   อย่างนี้รู้ด้วยปัญญา  รู้อย่างชนิดนี้  เรียกว่า ปัญญาโดยปริยายเบื้องต่ำ ไม่ใช่ปัญญาโดยปริยายเบื้องสูง 

ปัญญาโดยปริยายเบื้องสูงนั้นขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งว่า  อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ หมดทั้งก้อนกายเป็นตัวทุกข์แท้ๆ เกิดนี้เป็นทุกข์แท้ๆ   เกิด แก่ เจ็บ ตาย พวกนี้เป็นทุกข์แท้ๆ   โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ว่า  อ้ายนี่ทุกข์แท้ๆ   ทุกข์ทั้งก้อน   พึงเห็นชัดว่าเป็นตัวทุกข์ทีเดียว   ทุกข์แท้ๆ    อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อ้ายทุกข์อันนี้เป็นผล   ทำอะไรไม่ได้   เป็นทุกข์แท้ๆ  ทั้งก้อนร่างกายนี้   เหตุให้มี เหตุให้เกิดทุกข์ มีอยู่ คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา   ให้รู้ชัดเห็นชัดเทียว   กามตัณหา ความอยากได้   ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น    วิภวตัณหา ความไม่อยากให้มีให้เป็น นึกดูซี  อยากได้อะไรเล่า   ถ้าอยากได้ลูกสักคนซี  เมื่อได้  แล้วเอามาทำไม   เอามาเลี้ยงน่ะซี   เมื่ออยากได้สัก 100 คนเล่า   ให้เสีย 100 คนเทียว   เอาแล้ว เห็นทุกข์แล้ว  100 ร้อยคน  ต้องทำบริหารใหญ่แล้ว   นี่ทุกข์แท้ๆ  อยากได้ลูกนี่   อยากได้เมียสักคน   อ้าวได้มาแล้ว  เอามาทำไม   อ้าวให้สัก 100 คนเชียว  เอาอีกแล้ว  เลี้ยงไม่ไหวอีกแล้ว   เห็นทุกข์อีกแล้ว  อ้าวอยากได้ไปซี   เป็นทุกข์ทั้งนั้น  ไม่ใช่อื่น  เพราะกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา    เมื่อได้มาแล้ว ไม่อยากให้มันแปรไปเป็นอย่างอื่น   มันก็ต้องแปรเป็นธรรมดา   ไม่แปรไม่ได้  ต้องแปรอยู่เป็นธรรมดา   เมื่อไม่อยากให้แปรไปเป็นอย่างอื่น   มันก็ได้ฝืนกันล่ะ  ได้ขืนกันล่ะ   รู้ชัดๆ ซีว่าเป็นอย่างนี้   กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นทุกข์แท้ๆ

ที่จะหมดไปสิ้นไป   ไม่เป็นทุกข์   เราจะทำอย่างไร  ต้องดับกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา   ทุกข์เหล่านั้นจึงจะหมด   ถ้าไม่ดับกามตัณหา   ทุกข์ไม่หมดหรอก  ถ้าดับเสียได้เป็นอย่างไร   ถ้า  ดับเสียได้ก็เป็นนิโรธนะซี   นิโรธเขาแปลว่าดับ   จะเข้าถึงซึ่งความดับกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ได้ ต้องทำอย่างไร   จะเข้าดับกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ได้  ต้องเข้าถึงซึ่งมรรค คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่เอง ไม่ใช่อื่น   มรรคน่ะ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่เอง   เดินไปทาง ศีล สมาธิ ปัญญา ในกายมนุษย์หยาบ 

  • เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด   หลุดเสียแล้วกายมนุษย์หยาบ เดินไปทางศีล สมาธิ ปัญญา ในกายมนุษย์ละเอียด
  • เข้าถึงกายทิพย์ กายมนุษย์ละเอียด หลุดไปแล้ว หมดทุกข์ไป อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ เป็นต้น ทุกข์หมด เข้ากายมนุษย์ละเอียด  อย่างหยาบหมด  เข้าถึงกายทิพย์  อย่างหยาบอย่างละเอียดหมด
  • เข้าถึงกายรูปพรหม ส่วนโลภะ โทสะ โมหะ ทั้งหยาบทั้งละเอียดหมด 
  • เข้าถึงกายอรูปพรหม ส่วนราคะ โทสะ โมหะ หมด 
  • เข้าถึงกายธรรม กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย หมด   เข้าถึงกายธรรม เดินทาง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ 
  • เข้าถึงกายพระโสดา สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส หมด
  • เข้าถึงกายพระสกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด กามราคะ พยาบาท อย่างหยาบหมด
  • เข้าถึงกายพระอนาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด กามราคะ พยาบาท อย่างละเอียดหมด เหลือแต่รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เดินไปทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ
  • เข้าถึงกายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด หมดกิเลส รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา หมดไม่เหลือเลย เข้าถึงวิราคธาตุวิราคธรรม

ที่พระองค์แนะนำให้รู้จักว่า สงฺขตา วา อสงฺขตา วา วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ    สังขตธรรม ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งได้ก็ดี อสังขตธรรม ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ก็ดี วิราคธรรม เป็นยอดกว่าธรรมเหล่านั้น ถึงพระอรหัต ก็เข้าวิราคธรรมทีเดียว เป็นธรรมกายหน้าตัก 20 วา สูง 20 วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป นี่หมดทุกข์ แค่นี้หมดทุกข์ ทุกข์หมดไป สิ้นไป หาเศษ มิได้ นี่ดับทุกข์ได้จริงๆ อย่างนี้ เพราะดับกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เข้าถึงวิชชา ดับ อวิชชาได้ทีเดียว นี่หลุดได้อย่างนี้นะ เมื่อหลุดได้อย่างนี้ละก็ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ในพระอรหัตยังมีไหมล่ะ ก็มีอยู่ซิ ทำไมจะไม่มีล่ะ ถ้าศีลไม่มี ท่านจะ บริสุทธิ์ได้ดีอย่างไร สมาธิมีไหมล่ะ สมาธิก็ดวงวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 20 วา ศีลก็เท่ากัน สมาธิ ก็เท่ากัน ปัญญาก็เท่ากัน นั่นแหละของพระอรหัต ท่านเรียกว่า โลกุตตรปัญญา เรียก ศีล สมาธิ ปัญญา ขั้นนั้นเป็นโลกุตตระอย่างสูง เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมทีเดียว พ้นจากสราคธาตุสราคธรรมไป เมื่อรู้จักชัดอย่างนี้แล้ว นี้แหละ ทางปัญญานี่แหละให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

ครั้นจะชี้แจงแสดงให้กว้างขวาง เวลาไม่จุพอ เสียงระฆังตีบอกเวลาอาราธนาให้สวด มนต์อีกแล้ว เหตุนี้ต้องย่นย่อในทางปัญญานี้ไว้พอสมควรแก่เวลา เอเตน สจฺจวจฺเชน ด้วยอำนาจ ความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติ ในเรื่องทางปัญญาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ ขอความสุขสวัสดีจง บังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสร ณ สถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดง มาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมีกถา โดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วย ประการฉะนี้.