ปัพพโตปมคาถา

 
 

[22]
28 มีนาคม 2497

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)

 

ยถาปิ เสลา วิปุลา นภํ อาหจฺจ ปพฺพตา
สมนฺตา อนุปริเยยฺยุํ นิปฺโปเถนฺตา จตุทฺทิสา
เอวํ ชรา จ มจฺจุ จ อธิวตฺตนฺติ ปาณิโน
ขตฺติเย พฺราหฺมเณ เวสฺเส สุทฺเท จณฺฑาลปุกฺกุเส
น กิญฺจิ ปริวชฺเชติ สพฺพเมวาภิมทฺทติ
น ตตฺถ หตฺถีนํ ภูมิ น รถานํ น ปตฺติยา
น จาปิ มนฺตยุทฺเธน สกฺกา เชตุํ  ธเนน วา
ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต โปโส สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน
พุทฺเธ ธมฺเม จ สงฺเฆ จ ธีโร สทฺธํ นิเวสเย
โย ธมฺมจารี กาเยน วาจาย อุท เจตสา
อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ.

 

วิชชาธรรมกาย  ไปเห็นวิชชาเหล่านี้หมด   ไปเห็นความแก่ ความตาย  เวลานี้เขาว่าสมภาร (พระเดชพระคุณหลวงพ่อสด จนฺทสโร) วัดปากน้ำ กำลังสู้กับความแก่ ความตาย  สู้จริงๆ    ผู้เทศน์นี่แหละ 22 ปี 8 เดือนเศษแล้ว 8 เดือน 9 วัน  วันนี้แล้ว   วินาทีนี้ไม่ได้หยุด  เพียรสู้ความแก่ความตาย ไม่ได้ถอยกันเลย   พระยามัจจุราชมีเท่าไร จับกันหมด   จับกันหมด ตรึงกันหมด    ลงโทษกันหมดทีเดียว  มีเท่าไร   ไม่ให้ทำลายพระ ไม่ให้ข่มเหงพระได้   ให้เลิกข่มเหง ให้เลิกทำลายพระเสียให้ได้    จะแก้ความแก่ ความเจ็บ ความตายใหม่   ไม่ให้มีแก่ ไม่ให้มีเจ็บ ไม่ให้มีตาย

 

ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมีกถา ว่าด้วย ปพฺพโตปมคาถา วาจาเครื่องกล่าวปรารภถึง ภูเขา เป็นเครื่องเปรียบเทียบ    ด้วยบัดนี้เราท่านทั้งหลายหญิงชายทุกถ้วนหน้า    ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามาสโมสรในที่นี้  ล้วนมีส่วนเจตนาใคร่เพื่อจะสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา    เพราะเราท่านทั้งหลายหญิงชายทุกถ้วนหน้า  เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ตั้งแต่วัยเด็กเล็กมา ก็แปรไปเป็นลำดับ    นับว่าไม่มีใครหยุดยั้งลงสักวินาทีเดียว    หยุดยั้งที่ไม่แปรไปอนุวินาทีเดียวก็ไม่มี    พอเกิดมาก็แปรเรื่อย   อนุวินาทีเดียวไม่มีเลยที่หยุดยั้งอยู่   แปรไปเรื่อยไม่มีหยุดยั้งแต่นิดเดียว   จนกระทั่งถึงวินาศดับสูญไป   ไม่เหลือเลยแต่คนเดียว ตั้งแต่บุรพชนต้นตระกูลของเรา  มาจนกระทั่งบัดนี้

หญิงก็ดี ชายก็ดี เหมือนกันหมด ปรากฏว่าพอเกิดมาก็แปรไป อนุวินาทีหนึ่งมิได้ หยุดแปรไป ปัจจุบันแปรไปทีละนิดๆ จนกระทั่งดับจิตทุกคน บางคนก็ไม่ถึงที่สุดชีวิต ดับเสีย ในต้นชีวิต บางคนก็ไม่ถึงกลางชีวิต ดับเสียในก่อนกลางชีวิต บางคนก็ไม่ถึงปลายชีวิต ดับเสียก่อนปลายชีวิต บางคนมีบุญวาสนาเต็มฤทธิ์จึงจะถึงปลายชีวิต เป็นดังนี้เสมอไป ถ้าไม่มีบุญวาสนาเต็มด้วยฤทธิ์แล้ว ไม่ถึงปลายชีวิตสักคนเดียว

ดังนั้นจึงน่าสังเวช น่าสลดใจ    พระจอมไตรจึงได้ทรงรับสั่งเทศนาว่า ยถาปิ เสลา วิปุลา  นภํ อาหจฺจ ปพฺพตา  สมนฺตา อนุปริเยยฺยุํ นิปฺโปเถนฺตา จตุทฺทิสา  แปลเป็นสยามภาษาว่า ภูเขาทั้งหลายล้วนแล้วด้วยศิลา อันไพบูลย์สูงจรดฟ้า   หมุนบดสัตว์เข้ามาโดยรอบทั้ง 4 ทิศ แม้ฉันใด     เอวํ ชรา จ มจฺจุ จ   อธิวตฺตนฺติ ปาณิโน ความแก่และความตายย่อมท่วมท้นสัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้นเทียว     ขตฺติเย จะเป็นกษัตริย์ก็ตาม    พฺราหฺมเณ จะเป็นพราหมณ์ก็ตาม   เวสฺเส เป็นพลเรือนก็ตาม    สุทฺเท เป็นไพร่ก็ตาม   จณฺเฑ เป็นคนครึ่งชาติก็ตาม    ปุกฺกุเส เป็นคนเทหยากเยื่อเชื้อฝอยก็ตาม    น กิญฺจิ ปริวชฺเชติ ไม่งดเว้นอะไรๆ ไว้เลยให้หลงเหลือ    ย่อมท่วมทับหมดทั้งสิ้น    น ตตฺถ หตฺถีนํ ภูมิ  น รถานํ น ปตฺติยา ภูมิเป็นที่ไปของช้างทั้งหลาย ในความแก่และความตายนั้น ย่อมไม่มี    ภูมิเป็นที่ไปของรถทั้งหลาย ในความแก่และความตายนั้นย่อมไม่มี    หรือคนเดินเท้า  คนเดินเท้านั้น ทหารที่จะเข้าไปรบ เดินไปด้วยเท้า เขาเรียกว่าทหารราบ เดินไปตามพื้นดิน   คนเดินเท้าไปในความแก่และความตายนั้นไม่มี    น จาปิ มนฺตยุทฺเธน  สกฺกา เชตุํ ธเนน วา อันใครๆ ไม่อาจจะชนะความแก่และความตายด้วยการรบ ด้วยเวทมนต์ หรือด้วยการรบด้วยทรัพย์  จะเอาชนะความแก่และความตายไม่ได้เลย    ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต โปโส   สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน   เพราะเหตุนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อมาเห็นประโยชน์ของตนแล้ว    ผู้ทรงปัญญาควรตั้งความเชื่อในพระพุทธเจ้า ตั้งความเชื่อในพระธรรม  ตั้งความเชื่อในพระสงฆ์     โย ธมฺมจารี กาเยน   วาจาย อุท เจตสา บุคคลใดเป็นผู้ประพฤติธรรม   กาเยน ด้วยกาย หรือ    วาจาย ด้วยวาจา    อุท เจตสา หรือว่า ด้วยใจ    อิเธว นํ ปสํสนฺติ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้ทีเดียว    เปจฺจ สคฺเค ปโมทติ บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์ ด้วยประการดังนี้

เนื้อความของพระบาลี ปพฺพโตปมคาถา ขยายความเป็นสยามภาษา  นี้แปลบาลีเป็นสยามทีเดียว    ถ้าจะแปลขยายเป็นสยามแท้ๆ  กะเทาะบาลีออกเสียทั้งหมด เป็นเนื้อความดังนี้    ภูเขาทั้งหลายล้วนแล้วด้วยศิลา อันไพบูลย์สูงจรดฟ้า   กลิ้งหมุนทับบดสัตว์เข้ามาโดยรอบทั้ง 4 ทิศแม้ฉันใด    ความแก่และความตาย ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้นฉันนั้น    เป็นกษัตริย์ก็ตาม  เป็นพราหมณ์ก็ตาม  เป็นพลเรือนก็ตาม  เป็นไพร่ก็ตาม  เป็นคนครึ่งชาติก็ตาม  เป็นคนเทหยากเยื่อเชื้อมูลฝอยก็ตาม    ไม่งดเว้นใครๆ ไว้ให้เหลือเลย   ย่อมครอบงำหมดทั้งสิ้น   ภูมิเป็นที่ไปของช้างทั้งหลาย (เพื่อไปรบ) ในความแก่ความตายนั้นไม่มี    ภูมิของรถทั้งหลาย (เพื่อไปรบ) ในความแก่ความตายนั้นก็ย่อมไม่มี    ภูมิเป็นที่เดินเท้า   ภูมิเป็นที่ไปด้วยเท้า (เพื่อไปรบ) ในความแก่ความตายนั้นก็ย่อมไม่มี    ใครๆ ไม่อาจสามารถจะสู้รบ (ความแก่และความ ตาย) ด้วยเวทมนต์หรือจะสู้รบด้วยทรัพย์ก็ไม่อาจสามารถจะสู้ (ความแก่และความตาย) ได้   ไม่อาจจะเอาชนะ (ความแก่และความตาย) ได้

เพราะเหตุนั้น   บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเห็นประโยชน์ของตนชัดดังนี้แล้ว   ผู้ทรงปัญญาควรตั้งความเชื่อไว้ในพระพุทธเจ้า   ควรตั้งความเชื่อไว้ในพระธรรม  ควรตั้งความเชื่อไว้ในพระสงฆ์   บุคคลใดเป็นผู้ประพฤติธรรมด้วยกาย   เป็นผู้ประพฤติธรรมด้วยวาจา  เป็นผู้ประพฤติธรรมด้วยใจ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้ทีเดียว   บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์   นี้เป็นภาษาสยามล้วน  ไม่มีบาลีเจือปนทีเดียว ได้ความชัดดังนี้

บัดนี้จะอรรถาธิบายขยายความใน ปพฺพโตปมคาถา    ความว่าวันคืนเดือนปี ที่เราเกิดมา ย่อมผ่านเราไปเนืองนิตย์    ท่านจึงได้ยืนยันว่า รตฺตินฺทิโว น ขียติ   ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ วันคืนเดือนปี ล่วงไปๆ   มิได้ล่วงไปแต่วันคืนเดือนปีเปล่า   ชีวิตของเราล่วงตามวันคืนเดือนปีนั้นไปด้วย   ชีวิตที่เป็นอยู่ร้อยปี  พอหมดไปเสียวันหนึ่ง ก็ขาดร้อยปีไปวันหนึ่งแล้วลดคืนหนึ่ง   ผ่านร้อยปีไป คืนหนึ่งแล้ว  หมดเสียวันกับคืนหนึ่ง    ขาดร้อยปีไปวันกับคืนหนึ่งแล้ว  อย่างนี้เรื่อยไป    เมื่อวันคืนเดือนปีล่วงไปเท่าไร   ชีวิตก็หมดไปเท่านั้น

เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้ว   เดินรุดหน้าไปข้างเดียว   เกิดมาแล้วไม่มีถอยหลังเลย   จะยั้งอยู่ไม่ได้  อนุวินาทีหนึ่งก็ไม่ได้  รอสักประเดี๋ยวเถอะน่า ยังห่วงลูกรักลูกอยู่ไม่ได้   รอประเดี๋ยว เถอะน่ายังห่วงพระห่วงเณรนักไม่ได้   รอไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าใคร    นี่เพิ่งรู้ชัดว่าวันคืนเดือนปีล่วงไปๆ   ไม่ใช่ล่วงไปแต่วันคืนเดือนปีเปล่า   ชีวิตจิตใจล่วงไปด้วย    ความเป็นอยู่ล่วงไปด้วย    ล่วงไปอย่างวอดวายเช่นนี้ สภาพความเป็นเองปรุงแต่ง หรือว่าใครปรุงแต่ง อยู่ที่ไหน    เรื่องนี้ หมดทั้งประเทศ  หมดทั้งชมพูทวีป   หมดทั้งแสนโกฏิจักรวาล   หมดทั้งอนันตจักรวาล  ตลอดนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ มากน้อยเท่าใดนั้นไม่รู้กันทั้งนั้น ว่าเป็นเพราะเหตุอะไร    แต่วัดปากน้ำ มีคนรู้ขึ้นแล้ว   เป็นดังนี้เพราะอะไร?

ที่ตั้งวัยให้แก่ยับเยินไปเช่นนี้   เป็นเองหรือใครทำอยู่ที่ไหน    รู้ทีเดียวว่าใครทำอยู่ที่ไหน    รู้ว่าไม่ใช่ใคร   จับตัวได้ คือพระยามารนั่นเอง เป็นคนทำให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย   เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างยับเยิน    เกิดก็อย่างยับเยินเดือดร้อน  พ่อไม่ตาย บางทีแม่ตาย  บางทีลูกก็ตาย แม่ก็ตาย  พ่อก็ยังจะตายตามอีก โดดน้ำตายเสียอกเสียใจ   นี่ พระยามารทำทั้งนั้น  สำหรับประหัตประหาร ฝ่ายพระ    ถ้าว่ามนุษย์ผู้ใดเป็นฝ่ายพระละก้อ มารข่มเหงอยู่อย่างนี้แหละไม่ขาดสาย   ไม่เช่นนั้น ก็ด้วยวิธีใดด้วยวิธีหนึ่ง   บางทีหมั่นไส้นัก ทำเก่งกาจอวดดิบอวดดี ให้ฆ่ากันตายเสีย   ให้กินยา ตายเสีย   ให้โดดน้ำตายเสีย ให้ผูกคอตายเสีย   นี่ใครทำ พระยามารทั้งนั้น ไม่ใช่ใคร    ไม่มีใครรู้ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล  นิพพานถอดกายมีเท่าไรไม่มีใครรู้   ไม่รู้เรื่องทีเดียวในเรื่องนี้ว่า พระยามารเขาคอยบีบคั้นอยู่  ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย    ให้เกิดก็เกิดอย่างยับเยิน หน้าบิดหน้าเบี้ยว  เดือดร้อนด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ตาย คางก็เหลืองเทียว ไม่ตายก็เกือบตาย  นี่พระยามารเขาทำ   ตามปกติแล้วไม่เป็นดังนี้   เกิดก็อย่างไม่ได้เดือดร้อนนัก จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะ ไม่เดือดร้อนเหมือนกับคลอดลูกออกเต้าธรรมดานี้    จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะทีเดียว   ไม่เดือดร้อนแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ที่เดือดร้อนยับเยินเช่นนี้ เพราะพระยามารเขาส่งฤทธิ์ ส่งเดช ส่งอำนาจ ส่งวิชชาที่ศักดิ์สิทธิ์มาบังคับบัญชาบังคับให้เป็นไป

เมื่อเป็นดังนี้   ที่ท่านวางบาลีว่า  ให้เราท่านทั้งหลายพินิจพิจารณาว่าภูเขาทั้งหลาย ล้วนแล้วด้วยศิลาตัน  ไม่มีน้ำเหลวเปลวปล่อง    คำว่าไพบูลย์นั่น ตันสนิท ไม่มีน้ำเหลวเปลวปล่อง   เป็นเนื้อหินทั้งแท่งทึบทีเดียว  ไม่มีโพรงไม่มีถ้ำในสถานที่ใดๆ    กลิ้งมาทั้ง 4 ทิศ จรดกัน  โตเท่าไรก็กลิ้งเข้ามา  บดเข้าไป กลิ้งเข้ามาจรดกันศูนย์กลาง   คิดดูซี ภูเขาใหญ่ขนาดนั้น สูงจรดฟ้า  ภูเขานั่นไม่ใช่เล็กน้อย กลิ้งเรื่อยเข้ามา แล้วใครเล่าจะเหลือ   ที่ถูกเข้าแล้ว ใครจะเหลือ ไม่มีใครเหลือแต่คนเดียว   มดปลวกไม่เหลือทั้งนั้น   เลือดไรเหาเล็นไม่เหลือทั้งนั้น   ต้นไม้ต้นหญ้าไม่เหลือ วอดวายหมดทีเดียว  ถึงภูเขาเล็กๆ น้อยๆ ไม่พอ หนักไม่พอ จมหมดหายหมด  ราบลงไปหมดทีเดียว   มันสูงถึงจรดฟ้าเช่นนั้น กลิ้งเข้ามาโดยรอบทิศทั้ง 4    แล้วมาติดอยู่ตรงกลาง   เล็กเข้ามาติดอยู่ตรงกลางก็ไม่เหลือเลย หายหมด เมื่อกลิ้งเข้ามา   แกก็จะกลิ้งออกไปอีก  นั่นแหละ แกไม่หยุดสักทีหนึ่ง นี่กลิ้งออกไปอีก กลิ้งออกไปอีก ก็อีกนั่นแหละ ถูกใครๆ ก็ราบไป   ไม่เหลือเลยสักคนเดียว    นี่แหละเหมือนความแก่และความตาย  เกิดมามีเว้นความแก่สักคนเดียวไหม  ไม่มีเลย เว้นตายสักคนเดียวไหม ไม่มีเลย   เกิดมาแล้วก็แก่ตาย เกิดมาแล้วก็แก่ตายอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ความแก่ และ ความตาย นี่สำคัญนัก   ไม่ละไม่เว้นผู้หนึ่งผู้ใดให้หลงเหลือไว้เลย    ความแก่และความตายนี้ ย่อมครอบงำท่วมทับสัตว์ทั้งสิ้นให้ถึงความวินาศไป    สัตว์ทั้งสิ้นนั้นคือใคร เป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม หรือเป็นพลเรือน   พลเรือนนั้นหมายความว่ากระไร พลเรือนในประเทศทั้งหมด   ชาวนา พ่อค้า พ่อครัว เหล่านี้แหละเรียก ว่าพลเรือน    หรือจะเป็นไพร่ คำว่าไพร่ ก็ยกเป็น 2 ชั้น เรียกว่าเจ้า เรียกว่าไพร่   เจ้าพวกหนึ่ง ไพร่พวกหนึ่ง   เจ้าเขายกตัวเขาสูงว่าเป็นเจ้า   นั่นเป็นไพร่เสีย  หรือเป็นคนจัณฑาล คนครึ่งชาติ    คนจัณฑาลน่ะเป็นอย่างไร    เราไม่รู้จักคนจัณฑาล    จณฺฑาโล เขาแปลว่าดุร้าย   ไม่ใช่เช่นนั้น คนจัณฑาล เขาแปลว่า คนครึ่งชาติ  ไม่ใช่ชาติเดียว คนไม่ใช่ชาติเดียว   ใจก็เป็น 2 ฝ่ายไป   บางทีพ่อเป็นไทย  แม่เป็นจีน แม่เป็นไทย พ่อเป็นจีน   หรือพ่อเป็นจีน แม่เป็นไทย  แม่เป็นฝรั่ง พ่อเป็นไทย   พ่อเป็นฝรั่ง แม่เป็นไทย   หรือแม่เป็นลาวเป็นมอญอะไรก็ตามเรื่อง   อย่างนี้เขาเรียก ว่าคนครึ่งชาติ    เป็นฝรั่งเสียชาติหนึ่ง เป็นไทยเสียชาติหนึ่ง   2 ชาติมารวมกันเสียเป็นชาติเดียวกัน  อย่างนี้เขาเรียกว่า จณฺฑาลปุกฺกุเส    จณฺฑาล แปลว่าครึ่งชาติ ปุกฺกุเส ผู้เทหยากเยื่อเชื้อฝอย  กวาดถนนหนทาง ที่เราเห็นปรากฏอยู่    พวก ปุกฺกุเส มีความเป็นอยู่เลวที่สุด ทำงานก็เลวที่สุด   ไม่มีอะไรจะเลวกว่านั้นอีก  หรือเทอุจจาระ ปัสสาวะ เหล่านี้เรียกว่า ปุกฺกุเส     น กิญฺจิ ปริวชฺเชติ จะมีสักเท่าไรก็ช่าง  เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นพลเรือน เป็นคนครึ่งชาติ หรือ เป็นคนเทหยากเยื่อมูลฝอยก็ช่าง   ไม่ได้งดเว้นใครๆ ไว้ให้หลงเหลือไว้เลย  ไม่ให้เหลือเลย  ท่วมทับหมด  ท่วมทับหมดนั่นคือใครล่ะ  ความแก่ความตาย    คราวนี้ ใครจะไปสู้รบกับความแก่ ความตาย     น ตตฺถ หตฺถีนํ ภูมิ ภูมิทางไปรบ หนทางที่จะเข้าไปรบ ที่จะยกพลเข้าไปรบกั ความแก่ความตายนั้น    หนทางช้างก็ไม่มีเข้าไป หนทางรถทั้งหลายก็ไม่มีเข้าไป  หนทางเดินที่จะเข้าไปรบด้วยเท้าก็ไม่มีเข้าไป      ไม่มีเข้าไปในความแก่และความตายนั้น ไม่มีทางเข้าไปสู้กัน ความแก่และความตายไม่มีทางเข้าไป ใครๆ ไม่อาจสามารถจะเอาชนะความแก่ความตายนั้น ด้วยการสู้รบ ด้วยเวทมนต์ เวทมนต์คาถาใดๆ วิชาพราหมณ์ เวทมนต์กลคาถาใดๆ ไม่อาจ สามารถจะสู้รบกับความแก่ความตายนั้นได้ หรือจะสู้รบด้วยทรัพย์ มีทรัพย์ จะเอาทรัพย์ไป ไถ่ถอนตัว แก้ความแก่ความตาย เรื่องความแก่ความตาย ไม่มีทางสู้ ไม่มีทางแก้ทีเดียว จะแก้ อย่างไรก็แก้ไม่ได้

แต่ว่ามีแก้อยู่ที่วัดปากน้ำ  วิชชาธรรมกาย  ไปเห็นวิชชาเหล่านี้หมด   ไปเห็นความแก่ ความตาย  เวลานี้เขาว่าสมภาร (พระเดชพระคุณหลวงพ่อสด จนฺทสโร) วัดปากน้ำ กำลังสู้กับความแก่ ความตาย  สู้จริงๆ    ผู้เทศน์นี่แหละ 22 ปี 8 เดือนเศษแล้ว 8 เดือน 9 วัน  วันนี้แล้ว   วินาทีนี้ไม่ได้หยุด  เพียรสู้ความแก่ความตาย ไม่ได้ถอยกันเลย   พระยามัจจุราชมีเท่าไร จับกันหมด   จับกันหมด ตรึงกันหมด    ลงโทษกันหมดทีเดียว  มีเท่าไร   ไม่ให้ทำลายพระ ไม่ให้ข่มเหงพระได้   ให้เลิกข่มเหง ให้เลิกทำลายพระเสียให้ได้    จะแก้ความแก่ ความเจ็บ ความตายใหม่   ไม่ให้มีแก่ ไม่ให้มีเจ็บ ไม่ให้มีตาย   เมื่อเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ให้เป็นมนุษย์เด็กๆ ก็อย่างหนึ่ง   รู้กันได้   ชัดๆ เด็กๆ ก็รู้   ไม่สวยไม่งามนักพอสมควร   ถ้ายิ่งแก่หนักเข้ายิ่งสวยงามหนักเข้า  ยิ่งแก่หนักเข้า  ก็ยิ่งสวยงามหนักเข้า   แล้วก็โตหนักเข้าด้วย   ผิดกัน   โตหนักเข้าๆ  สวยงามหนักเข้า   โตหนักเข้า สวยงามหนักเข้า    ไม่มีไขลงกัน1 มีแต่ไขขึ้นกันไป2  ไม่มีถอยกลับกัน พอครบบารมีของตนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์  อย่างใดอย่างหนึ่ง   ก็เป็นพระพุทธเจ้าพระอรหันต์   ไม่ต้องไปทรมานให้เหนื่อยยากลำบากแต่อย่างหนึ่งอย่างใด   อยู่ในบ้านในช่องตามชอบใจ  พอครบกำหนดเข้า  ก็เป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ทีเดียว เป็นพระพุทธเจ้าพระอรหันต์    เวลาไปนิพพานไม่ต้องถอดสักกายหนึ่ง   กายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-กายอรูปพรหมละเอียด, กายธรรม-กายธรรมละเอียด, กายธรรมโสดา-กายธรรมโสดาละเอียด, กายธรรมสกทาคา-กายธรรมสกทาคาละเอียด, กายธรรมอนาคา-กายธรรมอนาคาละเอียด, กายธรรมอรหัต-กายธรรมอรหัตละเอียด   ไม่มีถอดกันเลย   เป็นทั้งดุ้นทั้งก้อน ไปนิพพานหมดทั้งดุ้นทั้งก้อนทีเดียว   นี้ที่สมภารวัดปากน้ำ   รบกับพระยามัจจุราช   รบความแก่ความตาย   รบเท่านี้  แก้ให้เป็นอย่างนี้    ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ สมภารวัดปากน้ำไม่แรมราตรีที่อื่นล่ะ   ยอมตายไม่ถอยกันเลย

เมื่อการสู้รบเช่นนี้  ใครเคยได้ยินได้ฟังบ้าง   ไม่มีเลย    หมดทั้งชมพูทวีป  แสนโกฎิจักรวาล  อนันตจักรวาล  นิพพานถอดกายที่ไหนๆ ไม่มีเลย แล้วไม่มีใครรู้จักเสียด้วยซ้ำ    นี่มารู้จักขึ้นแล้ว ที่วัดปากน้ำ     ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา อยู่วัดปากน้ำก็จริง    แต่ไม่รู้ว่าสมภารวัดปากน้ำทำอะไร   นี่อัศจรรย์นัก    อยู่ด้วยกันตั้งหลายสิบปี   อยู่วัดปากน้ำทำวิชชานี้ 22 ปี 8 เดือน 9 วัน วันนี้ ไม่มีใครรู้ว่าทำอะไร   รู้แต่นิดๆ หน่อยๆ   รู้จริงจังลงไปไม่มี มีก็ผู้ที่ทำวิชชาด้วยกัน  รู้จริงเห็นจริงกันลงไปทีเดียว   ทำอยู่ทุกวันๆ   นั่นละก็รู้จริงเห็นจริง  นี่เป็นวิชชาลึกอย่างนี้     ถ้ารู้สึกเช่นนี้ละก็   จงอุตส่าห์ว่าตั้งแต่นี้ไปเราจะช่วยเหลือแก้ไขด้วยประการใดประการหนึ่ง    ท่านรบศึกสำคัญ อย่างนี้   ถ้าได้ชนะละก็  เราชนะด้วย   ถึงเราไม่ได้ทำเลย  เราก็ชนะด้วย ถ้าได้สำเร็จ เราก็สำเร็จด้วย   เราไม่ได้ทำเลยก็สำเร็จด้วย    เราต้องสนับสนุนด้วยทางใดทางหนึ่งให้สมควรทีเดียว    พวกที่เป็นแล้วตั้งใจแน่วแน่ว่า  ตั้งแต่วันนี้ไป  เราไม่ถอยล่ะ    เกิดมาเราไม่พบวิชชานี้ เราจะต้องสู้   อย่างอื่น สู้ไม่ได้ทั้งนั้น   เราจะหันสู้วิชชานี้กันสุดฤทธิ์สุดเดช   เอาให้ถึงหมดเจ็บหมดแก่หมดตายของพระยามารให้ได้   ให้พระยามารแพ้ให้ได้    พระยามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร   เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก  เท่าปลายผมปลายขนก็ไม่มี   หมดแก่หมดเจ็บ หมดตายในโลก เท่าปลายผมปลายขนก็ไม่มี   มีความสุขเหมือนยังกับท้าวสวรรค์  หรือเหมือนกับท้าวพรหม  หรือเหมือนกับพระนิพพาน    สุขขนาดนั้น เป็นสุขสำราญขนาดนั้น   นี่แหละที่แสวงหาความสุขกันในโลก   ในเวลานี้ทุกชาติ ทุกภาษา หาความสุขใส่ชาติ ใส่ภาษาของตัวทั้งนั้น    อิจฉาริษยากัน เบ่งกันเต็มฤทธิ์เต็มเดช   ประหัตประหารซึ่งกันและกัน    ใครมีกำลังมากก็กดขี่คนมีกำลังน้อยลงไป   บังคับคนมีกำลังน้อยให้อยู่ใต้อำนาจเสีย   ที่ทำกันอยู่นี้ทั้งวันทั้งคืน   ทั้งชมพูทวีป แสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล ทำกันอยู่อย่างนี้    แม้จะเป็นมนุษย์ก็ต้องทำอย่างนี้    แม้จะไปเป็นเทวดา ก็ไปเป็นอย่างนี้   จะไปเป็นพรหมก็ทำอย่างนี้   จะไปเป็นอรูปพรหมก็เป็นอย่างนี้    จะไปเป็น นิพพานแล้วก็ทำอย่างนี้    เหมือนกัน พระพุทธเจ้าในพระนิพพานไม่ได้หยุดเลย  ทำอยู่อย่างนี้    กำลังผจญกับพระยามารไม่ได้หยุดเลย   วินาที อนุวินาที ก็ไม่ได้หยุด   ต้องทำนิโรธ  ดำเนินนิโรธเสมอให้ละเอียดอ่อนไว้    ถ้าว่าละเอียดไม่ทัน เขาก็บังคับเสีย   หยาบกว่าเป็นถูกบังคับ  ถูกความแก่บังคับ  บังคับไม่ให้รู้ด้วย บังคับในไส้   ไส้ธาตุไส้ธรรม   เห็น จำ คิด รู้ ต้องใช้ญาณบังคับหมด    เมื่อปรากฏรู้ตัวว่าเป็นทาสพระยามารอยู่เช่นนี้   ก็ต้องช่วยรีบเปลื้องตัว   ต้องรีบพยายามแก้ตัว ถ้ารีบพยายามแก้ตัวให้พ้นไปเสียได้    ก็จะไม่ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย   เอาความชนะเสียให้ได้

พระยามารไม่ได้เว้นผู้หนึ่งผู้ใดให้เหลือ    เพราะเหตุนั้นผู้มีปัญญา เมื่อเป็นคนฉลาด  จะทำอย่างไรในเวลานี้    เมื่อทราบชัดประโยชน์ของตนแล้ว ผู้ทรงปัญญาควรตั้งความเชื่อไว้ในพระพุทธเจ้า    ควรตั้งความเชื่อลงไปในพระธรรม   ควรตั้งความเชื่อลงไปในพระสงฆ์   ตั้งความเชื่อลงไปในพระพุทธเจ้า  จะเอาใจจรดลงไปที่ไหน    เอากันละ เอากันสดๆ นี่แหละ   ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา   ตั้งความเชื่อลงไปในพระพุทธเจ้านั้น   ตั้งลงไปตรงไหน ตั้งความเชื่อลงไปในพระธรรมนั้น  ตั้งลงไปตรงไหน    ผู้ที่ไม่เป็นธรรมกายก็ตามกันหมด  ไม่รู้จะตั้งตรงไหน   ตั้งไม่ถูก     แล้วจะตั้งให้ถูกมันก็ไม่ถูก หลบไปหลบมาอยู่นั่นแหละ   แล้วทำไงละคราวนี้  นับถือพระพุทธศาสนา   ภิกษุก็ดี สามเณรก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี ว่าตั้งใจเชื่อลงไปในพระพุทธเจ้าแล้ว จะเอาใจไปจรดตรงไหนล่ะ  ถึงจะถูกพระพุทธเจ้า    เอาใจไปจรดตรงไหน จึงจะถูกพระธรรม    เอาใจไปจรดตรงไหน จึงจะถูกพระสงฆ์

เรื่องนี้ผู้เทศน์นี่แหละ  ได้เทศน์ปุจฉาวิสัชชนากับพระมหาเคลือบ อายุ 33 พรรษา    เขาฉลองพระประธานที่วัดในสวน  ถามว่าบัดนี้ท่านมหา ท่านเจ้าของทาน ท่านเจ้าภาพ นิมนต์ท่านกับผมมา 2 ท่านนี่มาเทศน์ปุจฉาวิสัชชนากันในเรื่องพระประธาน    เขาสร้างพระประธาน  พระประธานเป็นที่ระลึกนึกคิดของพุทธศาสนิกชน เป็นประธานอยู่ในวัดนี้    จะให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม ระลึกถึงพระสงฆ์ เราจะระลึกถึงพระพุทธเจ้า นั้น   เมื่อมาถึงพระประธานเข้านี้แล้ว เราจะเอาใจจรดตรงไหนล่ะ ถึงจะถูกพระพุทธเจ้า    อึกอักแน่ะ   พออึกอัก ผู้เทศน์ต้องอนุโยค    การจรดนั้น  จะจรดเบื้องศีรษะท่าน  หรือจะ จรดเบื้องกลางพระองค์ท่าน  หรือจะจรดเบื้องพระบาทท่านเข้าไปเป็น 3   หรือปันลงไปอีกก็ได้   มือเท้าแขนทั้งสอง  ศีรษะหนึ่ง  ห้าตัว  หกศีรษะ  ไปจรดไหนล่ะ  ให้แน่ๆ ลงไปซิ    อึกอักอยู่    ถ้าว่าจรดเข้าช่องหน้าผากที่พระอุณาโลม  ตั้งเป็นช่องอยู่ เขาทำเป็นอุณาโลม  ตั้งเป็นช่องอยู่  เขาทำเป็นวงกลมไว้ตรงนั้น ช่องพระอุณาโลม อ้าวไปจรดตรงนั้นเข้าแล้ว    ก็รู้ว่าโอ้นี่ไม่เป็นล่ะซิ ตั้งแต่บวชมา 33 พรรษา จรดไม่ถูก   พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ เลอะแล้ว    ถ้าเลอะก็ไล่เข้าป่าทีเดียว   เมื่อไปจรดเข้าที่อุณาโลม ก็ไปจรดเอาทองใบเข้าแล้วที่ปิดไว้  ตรงนั้น ทีนี้ก็ไล่เข้าป่าไปเลย    เอ้า! เปิดทองใบเข้าไปถูกรักเข้าอีก ถ้าเปิดรักเข้าไปอีก ก็ถูกทองเหลืองทองแดงที่เขาหล่อ   เปิดทองเหลืองทองแดงเข้าไปอีก   เจอะทราย เปิดทรายเข้าไปอีก   ไม่มีอะไรว่างเปล่า   เหลวแล้ว นี่คนจรดไม่ถูกพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ    ไม่ถูก พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ   เป็นอย่างนี้

เมื่อรู้จักหลักดังนี้    เราจะจรดตรงไหน เราเป็นคนรู้ เราเป็นคนเทศน์เสมอๆ กัน   เมื่อยังเข้าไม่ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ   ยังไม่มีพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ    จะจรด ตรงไหนล่ะ    ใจต้องจรดนิ่งเข้าศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ตรงนั้น   ถ้าว่าไม่ได้กายมนุษย์แล้ว   ตรงนั้นแหละที่จะเป็นพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ   ต้องทำใจให้หยุดตรงนั้น   ให้หยุดนิ่ง เมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น  ก็จรดต่อไป   ถ้าเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เข้าถึงกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด   นั่นแหละถูกต้อง  ถูกธรรมรัตนะ   ถ้าว่าเข้ากายทิพย์ก็จรดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์   ถ้าเข้าถึงกายทิพย์ละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด

นี่แหละที่จรดของใจ    ถ้าว่าถึงกายรูปพรหมก็หยุดนิ่งอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม   ถ้าว่าเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด    ถ้าว่าเข้าถึงกายอรูปพรหม ก็จรดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม   ถ้าว่าเข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด   จรดนิ่งอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด    ถ้าว่าเข้าถึงกายธรรม ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรม  กลางดวงนั้น     ถ้าเข้าถึงกายธรรมละเอียด ใจหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด ถ้าเข้าถึงพระโสดา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา   ถ้าเข้าถึงพระโสดาละเอียด  หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระโสดาละเอียด    ถ้าเข้าถึงกายพระสกทาคา ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคา   ถ้าเข้าถึงกายพระสกทาคาละเอียด ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระสกทาคาละเอียด    ถ้าว่าเข้าถึงพระอนาคา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคา   ถ้าว่าเข้าถึงกายพระอนาคาละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคาละเอียด ถ้าว่าเข้าถึงกายพระอรหัต หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอรหัต     ถ้าว่าเข้าถึงกายพระอรหัตละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอรหัตละเอียด    ที่ตั้งของใจที่จรดของใจ  เรียกว่า ถูก “พุทธรัตนะ”   ถูก “ธรรมรัตนะ”    ถูก “สังฆรัตนะ” ตัวจริงทีเดียวให้จรดอย่างนี้

นี่แหละที่เทศน์ให้ฟังบ่อยๆ เพื่อจะได้จำอย่างนี้   ถ้าไม่ได้หลักอย่างนี้ก็เหลว   จะว่าเด็ก หรือแก่เฒ่าปานกลางอย่างไรก็ช่างเถอะ เหลวทั้งนั้น    ถ้าไม่ถูกจริงอย่างนี้ ให้รู้จักหลักอันนี้    ใจเราตั้งในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถูกส่วนเข้าแล้ว    โย ธมฺมจารี กาเยน    วาจาย อุท เจตสา   บุคคลใด    ธมฺมจารี แปลว่าประพฤติธรรม บุคคลใดประพฤติธรรมด้วยกาย หรือด้วยวาจา หรือว่าด้วยใจ    กายก็บริสุทธิ์ วาจาก็บริสุทธิ์ ใจก็บริสุทธิ์ ไม่มีพิรุธเลย   ได้ชื่อว่า ประพฤติธรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ    อิเธว นํ ปสํสนฺติ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้    บุคคลนั้นละโลกนี้แล้วไปสู่สวรรค์    เมื่อจรดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์แล้ว  ก็บริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ  ไม่มีร่องเสียเลย   นั่นแหละ ถูกต้องตามร่องรอยความประสงค์ทางพระพุทธศาสนา

ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีชี้ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา    เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้น จนอวสานนี้    สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์ บรรพชิต บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า   อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา   สมมติว่ายุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้    เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.