มงคลกถา

 
 

[6]

การอยู่ในประเทศอันสมควร 1  ความเป็นผู้มีบุญอันทำแล้วในกาลก่อน 1  การตั้งตนไว้ชอบ 1

20 กันยายน พ.ศ.2496

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)

ปฏิรูปเทสวาโส จ
อตฺตสมฺมาปณิธิ จ
ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา
เอตมฺมงฺคลมุตฺตมนฺติ.

หยุดนั่นแหละถูกต้อง  ร่องรอยความประสงค์ของทางพุทธศาสนา   ถ้าไม่หยุดละก้อ เลอะล่ะ   แต่ถ้าพอหยุดได้แล้ว  ก็อย่าออกจากหยุดหนา  กลางของกลางที่หยุดนั่นแหละ  กลางของกลางหนักเข้าไปอย่าถอย ออก   ถ้าถอยออกผิดความประสงค์  กลางของกลางเข้าไปนั่นแหละ  ตั้งแต่ต้นจนถึงพระอรหัต  ไม่ให้คลาดเคลื่อนความหยุดอันนี้  เมื่อเราไปพบประเทศอันสมควรเข้าเช่นนั้นแล้ว   เราจะต้อง พึงปฏิบัติให้ถูกส่วน  ประเทศที่สมควรเป็นประเทศกลาง   กลางนั่นแหละที่ใจหยุดเป็นประเทศกลาง  ...เหตุนี้แหละท่านทั้งหลายที่ได้มาประสบพบพระพุทธศาสนาต้องหยุดตรงนี้แหละ   จับหลักอันนี้ให้ได้  ถ้าจับหลักตรงนี้ไม่ได้ก็ไม่ถูกร่องรอยทางพุทธศาสนา   ถึงจะปฏิบัติศาสนา สัก 50 พรรษา   80-90 พรรษา หรือแม้ว่าจะเป็นหญิงเป็นชายชนิดใดก็ช่าง   เข้าทางนี้ไม่ถูก  ก็เหลว   ไม่ถูกต้องร่องรอยทางพุทธศาสนา

ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงมงคลกถา วาจาเครื่องกล่าวปรารภเหตุเครื่องถึงซึ่งความเจริญ  ดังนี้ เป็นข้อใหญ่ใจความ   ในสากลโลกก็ต้องการความเจริญด้วยกันทั้งนั้น   หลีกเลี่ยงหนีความเสื่อมสิ้นด้วยกันทั้งนั้น  ความเสื่อมเป็นอนิฏฐผล   ไม่เป็นที่ปรารถนาแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า   ความเจริญเล่าเป็นอิฏฐผล เป็นที่ปรารถนาแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าดุจเดียวกัน   เหตุนั้นเราท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต  บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า ก็ต้องการเหตุเครื่องถึงซึ่งความเจริญดุจเดียวกัน    เมื่อเป็นดังนั้น จงมนสิการกำหนดไว้ในใจ  ในเวลาที่สดับตรับฟังพระธรรมเทศนาสืบต่อไป  ในสัปดาห์ก่อนโน้น ได้แสดงตามวาระพระบาลีว่า  อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ปูชา จ ปูชนียานํ  การไม่คบคนพาล คบแต่บัณฑิต บูชาสิ่งที่ควรบูชา   3 ข้อนี้เป็นเหตุเครื่องถึงซึ่งความเจริญโดยแท้  ได้แสดงมาแล้ว

วันนี้จะแสดงใน ปฏิรูปเทสวาโส เป็นลำดับไป   การอยู่ในประเทศอันสมควร เรียกว่า ปฏิรูปเทสวาโส    ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา ความเป็นผู้ได้กระทำความดีไว้ในปางก่อน    อตฺตสมฺมาปณิธิ จ การตั้งตนไว้ชอบ   เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ   3 ข้อนี้เป็นเหตุเครื่องถึงความเจริญสูงสุด   นี่ตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษา ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป

ปฏิรูปเทสวาโส  การอยู่ในประเทศอันสมควรนั้น  เราต้องรู้จักประเทศ คือประเทศที่เราอยู่ในบัดนี้เรียกว่าประเทศไทย   มีประเทศอื่นอยู่รั้วรอบขอบชิด  เรียกว่าประเทศใกล้ชิดติดกัน  ประเทศอินโดจีนนี่ก็เป็นประเทศ   ประเทศลาวก็เป็นประเทศ   ประเทศพม่าก็เป็นประเทศ  ต่อออกไปจากพม่าก็เป็นประเทศอินเดีย   ประเทศลังกาต่อไปอีก   ไปทางยุโรปมีมากประเทศทีเดียว  ประเทศอังกฤษ  ประเทศฝรั่งเศส  กว้างออกไปอีกคือประเทศเยอรมัน  และประเทศเยอรมันนั้นเป็นประเทศลอกแลก  ตายแล้วกลับฟื้นขึ้น  เวลานี้ฟื้นขึ้นแล้ว   ฟื้นขึ้นครึ่งประเทศ  ยังไม่ฟื้นหมดประเทศ   แปลก   ประเทศก็รู้จักเป็นรู้จักตายเหมือนกัน   เมื่อรู้จักหลักอันนี้  ประเทศนั้นแหละเป็นหลักอันสำคัญ   ถ้าว่ามนุษย์อยู่ในประเทศใดไม่มีพุทธศาสนา   ประเทศนั้นเป็นประเทศเรียกว่าไม่มีศาสนาแน่นอน   ประเทศเหล่านั้นเรียกว่าประเทศโยกคลอน  เพราะศาสนาเป็นตัวสำคัญของประเทศนัก   ถ้าประเทศใดมีพุทธศาสนาที่แน่นอน   ประเทศนั้นก็เป็นหลักฐาน   เป็นประเทศที่เป็นหลักเป็นประธานของโลกทีเดียว   ในบัดนี้ประเทศต่างๆ พุทธศาสนาง่อนแง่นคลอนแคลน  ในแหลมทองนี้มีอยู่ 5 ประเทศ ประเทศลาว มอญ พม่า ประเทศเขมร และประเทศไทย   5 ประเทศนี้เป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา  มีศาสนาที่แน่นแฟ้น  ไม่ยักเยื้องแปรผันไปตามใคร  พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีคำสอนเป็น นิยยานิกธรรมจริงๆ   นำสัตว์ออกจากไตรภพแท้ๆ   เรียกว่า  กระแสพระพุทธฎีกาสืบลำดับของโลกของธรรมมา  พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกก็ขนเวไนยสรรพสัตว์ให้พ้นจากไตรวัฏ   24 อสงไขยเศษๆ ทุกๆ พระองค์มา

บัดนี้เราเกิดมาเป็นไทย   เราได้อยู่ในประเทศไทย  มีศาสนาปรากฏอยู่ในประเทศไทยนี้  เรียกว่าพุทธศาสนา  เราเป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา  ตั้งอยู่ในพุทธศาสนาด้วย   นี้เป็นปฏิรูปเทส   ไม่ใช่อื่น ตรงนี้เป็นปฏิรูปเทส เมื่อครั้งพุทธกาลโน้น   อินเดียเป็นปฏิรูปเทสแล้ว   ต่อมาลังกาเป็นปฏิรูปเทส   บัดนี้อินเดียไม่เป็นปฏิรูปเทสเสียแล้ว   เท่ากับมิลักขประเทศที่มีศาสนาฟั่นเฟือนหมดแล้ว  เราไม่สมควรจะไปประพฤติปฏิบัติ   เวลานี้พุทธศาสนารุ่งโรจน์อยู่ในประเทศไทยแห่งเดียว   ประเทศพม่า ประเทศเขมร ประเทศลาว เขาก็พอใช้   เขาก็ดีเหมือนกัน   แต่ว่าแน่นแฟ้นสำคัญไม่รู้จักแยกแตกสลายละก้อต้องประเทศไทย   เพราะมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ทีเดียว   เรียกว่า อุปถัมภ์ศาสนาอย่างเลิศ   พระเจ้าแผ่นดินเป็นศาสนูปถัมภ์ทีเดียว   นี่เป็นปฏิรูปเทส   ประเทศที่สมควรที่เราจะพึงประพฤติปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ให้ถูกต้องร่องรอยความประสงค์ของทางพุทธศาสนาได้   ดังนี้เป็นปฏิรูปเทส เรามาอยู่ในประเทศเช่นนี้แล้ว   เราสมควรที่จะดำเนินให้ถูกต้องร่องรอยความประสงค์ของทางพุทธศาสนา

ที่จะดำเนินให้ถูกต้องร่องรอยความประสงค์ของทางพุทธศาสนาน่ะ  จะดำเนินอย่างไร  ต้องแก้ไขใจของเราให้หยุดเสียก่อน   หยุดที่ไหน  ต้องหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่   สะดือทะลุหลัง  ขวาทะลุซ้าย  กลางกั๊กนั่น  ตรงนั้น  เวลาเรามาเกิด  ใจเราต้องหยุดตรงนั้น   เวลาเราหลับ ใจต้องไปหยุดตรงนั้น   เวลาเราตาย ใจต้องไปหยุดตรงนั้น  เวลาเราตื่นก็ต้องตื่นตรงนั้นแหละ   จุดนั้นแหละเป็นที่เกิด  ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น มีจุดเดียว ต้องเอาใจของเราไปจรดนิ่งอยู่ตรงนั้นแหละ   ทำใจให้หยุด  แก้ไขใจให้หยุด   ใจหยุดขณะใด ขณะนั้นถูกต้องร่องรอยความประสงค์ของทางพุทธศาสนา   ถ้าใจไม่หยุดละก้อ ไม่ถูกต้องร่องรอยความประสงค์ทางพุทธศาสนา   ถ้าใจหยุดละก้อ ถูกต้องร่องรอยความประสงค์ของทางพุทธศาสนาแท้  ตรงกับกระแสพระโอษฐ์ของพระบรมศาสดาได้ทรงประทานให้นัยแก่องคุลิมาล  จนองคุลิมาลละพยศ  หมดพยศแล้ว  ยอมจำนนแก่พระศาสดาแล้ว เปล่งวาจาว่า “สมณะหยุดๆ” พระองค์ทรงเหลียวพระพักตร์มาแล้วตรัสว่า “สมณะหยุดแล้ว แต่ท่านไม่หยุด” นั่น หยุดอันนั้นเป็นกระแสพระดำรัสของพระบรมศาสดา   หยุดนั่นแหละถูกต้อง  ร่องรอยความประสงค์ของทางพุทธศาสนา   ถ้าไม่หยุดละก้อ เลอะล่ะ   แต่ถ้าพอหยุดได้แล้ว  ก็อย่าออกจากหยุดหนา  กลางของกลางที่หยุดนั่นแหละ  กลางของกลางหนักเข้าไปอย่าถอยออก   ถ้าถอยออกผิดความประสงค์  กลางของกลางเข้าไปนั่นแหละ  ตั้งแต่ต้นจนถึงพระอรหัต  ไม่ให้คลาดเคลื่อนความหยุดอันนี้  เมื่อเราไปพบประเทศอันสมควรเข้าเช่นนั้นแล้ว   เราจะต้องพึงปฏิบัติให้ถูกส่วน  ประเทศที่สมควรเป็นประเทศกลาง   กลางนั่นแหละที่ใจหยุดเป็นประเทศกลาง

ที่กล่าวมาแล้วเป็นประเทศข้างนอก   ประเทศข้างในต้องหยุดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์   หยุดตรงนั้น  จึงจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่สมควรทีเดียว   หยุดตรงนั้นถูกมัชฌิมประเทศ  ถูกมัชฌิมาปฏิปทา  ข้อปฏิบัติเป็นกลาง   ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้งสองอย่าง คือ   กามสุขัลลิกานุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค เป็นมัชฌิมาปฏิปทาแท้

เหตุนี้แหละท่านทั้งหลายที่ได้มาประสบพบพระพุทธศาสนาต้องหยุดตรงนี้แหละ   จับหลักอันนี้ให้ได้  ถ้าจับหลักตรงนี้ไม่ได้ก็ไม่ถูกร่องรอยทางพุทธศาสนา   ถึงจะปฏิบัติศาสนา สัก 50 พรรษา   80-90 พรรษา หรือแม้ว่าจะเป็นหญิงเป็นชายชนิดใดก็ช่าง   เข้าทางนี้ไม่ถูก  ก็เหลว   ไม่ถูกต้องร่องรอยทางพุทธศาสนา

ที่จะถูกต้องร่องรอยทางพุทธศาสนาต้องอาศัย อตฺตสมฺมาปณิธิ   ตั้งตนไว้ชอบ   ตั้งตนไว้ถูก   ตั้งตนไว้ชอบ  ตั้งตนไว้ถูก   ตั้งกันอย่างไร   ต้องรู้จักตนเสียก่อนหนา   ถ้าไม่รู้จักตน จะไปตั้งเลอะๆ เทอะๆ ที่เรียกว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ   ตั้งตนไว้ชอบไว้ถูกนั่นอะไร    สุขทุกฺขํ อทตีติ อตฺตา สภาพอันใดรับสุขรับทุกข์   สภาพอันนั้นชื่อว่าตน   ก็บัดนี้กายมนุษย์รับสุขรับทุกข์อยู่   สุขมันก็รู้  ทุกข์มันก็รู้  เมื่อรับสุขรับทุกข์อยู่ต้องตั้งตนไว้ชอบ   ตั้งตนไว้ชอบ   ตั้งกันอย่างไร    ขั้นต้น ต้องตั้งตนไว้ในทาน   ตั้งตนไว้ในศีล    ตั้งตนไว้ในการเจริญภาวนา   นี่เป็นการตั้งตนไว้ชอบของกายมนุษย์หยาบ   ส่วนการตั้งตนไว้ชอบของกายมนุษย์ละเอียด   กายมนุษย์ละเอียดคือกายที่ฝันออกไป  เอากายมนุษย์ละเอียดมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายมนุษย์หยาบ   ที่หยุดที่นิ่งนั่นแหละ เรียกว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ แท้   เมื่อถูกหลักเช่นนี้แล้ว   หยุดเป็นลำดับเข้าไป   เมื่อกายมนุษย์ละเอียดหยุดนิ่ง   ที่หยุดที่นิ่งนั่นแล้ว  กายทิพย์ก็หยุดไปตามส่วนกัน   กายทิพย์ละเอียดก็หยุดไปตามด้วย   ตนของกายรูปพรหมก็ต้องหยุดให้ถูกส่วน  ตนของกายรูปพรหมละเอียด   ก็ต้องหยุดให้ถูกส่วน   ตนของกายอรูปพรหมก็ต้องหยุดให้ถูกส่วน  ตนของกายอรูปพรหมละเอียด   ก็ต้องหยุดให้ถูกส่วนกัน   กายรูปพรหม อรูปพรหม ต้องหยุดให้ถูกส่วนกันดังนี้ ตลอดจนกระทั่งถึงกายธรรม   พอถึงกายธรรมก็ต้องหยุดให้ถูกจุด   นิ่งที่จุดหยุดนั้น   หยุดนิ่งจุดอื่นไม่เอา  จนกระทั่งถึงกายธรรมละเอียด   กายธรรมพระโสดา-พระโสดาละเอียด  เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคา-พระสกทาคาละเอียด   เข้าถึงกายพระอนาคา-พระอนาคาละเอียด   เข้าถึงกายพระอรหัต-พระอรหัตละเอียด    เมื่อเข้าถึงถูกต้องร่องรอยดังนี้ เรียกว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ

เมื่อตั้งตนไว้ชอบเช่นนี้    ทำอย่างไรจึงได้ชื่อว่า ปุพฺเพ กตปุญฺญตา   ความเป็นผู้ได้กระทำความดีไว้ในปางก่อน    เพราะตนได้อบรมสั่งสมบารมีมาแล้วตั้งแต่อเนกชาติสมควร   แล้วครบแสนกัปแล้ว มาพบพระพุทธศาสนาอาจได้สำเร็จมรรคผลทีเดียว    เพราะบารมีพอแล้ว   ทำอะไรที่เรียกว่าทำความดีน่ะ  ที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์อย่างนี้น่ะ   ชาติก่อนที่แล้วๆ มา ได้อุตส่าห์ให้ทานตามความสามารถและตามกำลังของตน ตามส่วนที่จะพึงให้ได้    บำเพ็ญทานไปดังนี้แหละ   ของนอกกายมีเท่าไรๆ ให้ไปให้หมด   ไม่เหลือไว้เลย ดังนี้  เรียกว่า ทานบารมี   เนื้อและเลือดก็ให้ได้  เว้นแต่ชีวิตเท่านั้น   ให้ดังนี้เรียกว่า ทานอุปบารมี    ให้ชีวิตเป็นทานก็ได้ นี้เรียกว่า ทานปรมัตถบารมี    เมื่อให้ของนอกกายได้ตลอดถึงชีวิตและเลือดเนื้อเช่นนี้  ได้ชื่อว่า ตนได้บำเพ็ญทานของตน   ไม่ใช่แต่ให้เท่านั้น   ให้สูงยิ่งขึ้นไปกว่านั้น   ครบปัญจมหาบริจาค ทานบารมี  ทานอุปบารมี ทานปรมัตถบารมี ให้ได้เกินกว่านั้น เรียกว่า ปุตตบริจาค   ให้ลูกเป็นทานก็ได้  ให้ผัวเป็นทานก็ได้  การให้อย่างนี้สูง  ไม่ใช่ให้ง่ายๆ ไม่ใช่สละง่ายๆ สละยากนัก   คนใจไม่มั่นหมายในทาน ให้ไม่ได้ ถ้ามั่นหมายในทานจึงจะให้ได้    เพราะฉะนั้น ปุพฺเพ กตปุญฺญตา  ต้องทำความดีไว้ในปางก่อน  ต้องบำเพ็ญทานให้มั่นหมาย   ไม่ใช่บำเพ็ญง่อนแง่นคลอนแคลน   ให้ทานเป็นของนอกกาย  ให้ตลอดจนชีวิตและเลือดเนื้อ   อย่างนี้เรียกว่า ให้ทานจริงจัง   คนที่สร้างบารมีต้องสร้างกันอย่างนี้  เรียกว่าทำความดีไว้ในชาติปางก่อน   เรียกว่า ทานบารมี

ศีลบารมีอีกดุจเดียวกัน   การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่มีเศร้าหมองด่างพร้อยอย่างหนึ่งอย่างใด   ศีลบริสุทธิ์แท้ๆ แน่วแน่ทีเดียว   แม้สมบัตินอกกายจะวอดวายอย่างหนึ่งอย่างใด   ไม่ยอมให้ศีลเป็นอันตราย  เรียกว่า ศีลบารมี  แม้เลือดเนื้อจะเป็นอันตรายไม่ยอมให้ศีลขาด   เรียกว่า ศีลอุปบารมี    แม้ชีวิตจะดับไปเดี๋ยวนี้ก็ไม่ยอมให้ศีลขาด เรียกว่า ศีลปรมัตถบารมี   เมื่อสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยศีลเช่นนี้ เรียกว่า ปุพฺเพ กตปุญฺญตา   ความดีที่ทำไว้ในชาติก่อน

เจริญภาวนาเล่า   ก็ดุจเดียวกัน  เสียสมบัติภายนอกกายเว้นไว้แต่ชีวิตและเลือดเนื้อ   ไม่ยอมให้เสียทางภาวนา เนื้อและเลือดจะแห้งเหือดหมดไปก็ไม่ว่า   ไม่ยอมให้เสียทางภาวนา   แม้ชีวิตจะดับไปก็ไม่ยอมให้เสียทางภาวนา มั่นหมายในทางภาวนาทีเดียว   อย่างนี้เรียกว่า ภาวนาบารมี  ภาวนาอุปบารมี  ภาวนาปรมัตถบารมี  ดุจเดียวกัน บำเพ็ญให้มั่นหมายในขันธสันดาน เรียกว่า ปุพฺเพ กตปุญฺญตา ความเป็นผู้ได้กระทำความดีไว้ในชาติปางก่อน

อุทาหรณ์ที่จะชักให้เห็นนั้นมีมาก   ดังท่านผู้ปกครองประเทศ เช่น พระเจ้าแผ่นดิน   ทำไมจึงเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน   ก็เพราะท่านเหล่านี้เป็นผู้ได้สั่งสมความดีไว้ในชาติปางก่อน  การเกิดเป็นกษัตริย์หรือเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  ไม่ใช่ของเกิดยาก  ดังเช่นทุคคตบุรุษ บุรุษทำการรับจ้างของอนาถปิณฑิกเศรษฐีในเมืองสาวัตถี   ในครั้งกระนั้นเวลาทุคคตบุรุษเสร็จจากการรับจ้างกลับมา เป็นเวลาเย็น   เป็นวัน 8 ค่ำ   แม่ครัวเขาก็หุงข้าวไว้ให้  แล้วก็ยกมาให้ทุคคตบุรุษ   ทุคคตบุรุษจึงถามว่า “ท่านเจ้าข้า   คนในบ้านเป็นอันมากเคยเอิกเกริกโกลาหล   หายไปไหนเล่า   เงียบเชียบไปหมด”   แม่ครัวเขาก็บอกว่า “คนในบ้านนี้เวลาวัน 8 ค่ำ 14 ค่ำ 15 ค่ำ  เขารักษาศีลกันทั้งหมดบ้าน   เด็กเล็กก็ต้องรักษาศีลกันทั้งนั้น   เขาไม่รับประทานอาหารเย็นกันดอก”  ทุคคตบุรุษนึกแต่ในใจว่า “เอ๊ะ เรามาทำการรับจ้างในบ้านที่เขารักษาศีลกัน   เราเป็นคนไม่รักษาศีล  มันก็ขัดจังหวะกัน  ไม่ได้นา  ชอบกล   ศีลก็เป็นของรักษาได้ยาก  เขาเป็นคนมั่งมีถึงขนาดนี้  เขายังรักษาศีลกันทั้งบ้านทั้งช่อง   เราจนถึงขนาดนี้ใจยังหยาบช้า  กล้าแข็ง ไม่รักษาศีลกับเขาบ้างล่ะ”  คิดดังนี้แล้วก็ถามแม่ครัวว่า “ฉันจะรักษาศีลบ้างได้ไหมล่ะ”   แม่ครัวก็บอกว่า “ฉันจะไปถามนายดูก่อน”   แม่ครัวก็รีบไปถามท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีว่า “บุรุษทำการรับจ้างเขาจะรักษาศีลบ้างได้ไหมเจ้าค่ะ”   ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีก็บอกว่า “ได้ซี แต่ว่าเป็นอุโบสถครึ่งวันนะ  ไม่ได้เต็มวัน เพราะมันจะค่ำเสียก่อน หมดวันเสียแล้ว กึ่งวัน เท่านั้น รักษาได้ก็สมาทานอุโบสถทีเดียว”    เมื่อสมาทานอุโบสถเรียบร้อยแล้ว พอค่ำๆ ตอน ดึกๆ หน่อย เอ้า ปวดท้องเข้าแล้ว   เพราะอ้ายท้องมันหิว เพราะทำงานเหนื่อยมาก  มันแสบท้อง มันหิวเต็มที แม่ครัวก็ไปบอกท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีว่า  บุรุษที่รักษาศีลปวดท้องเสียแล้วเพราะความหิว  ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีก็บอกแก่แม่ครัวว่าทำน้ำอัฏฐบานให้ดื่มเสียซิ   แม่ครัวก็จัดแจงทำน้ำอัฏฐบานมาให้  บุรุษนั้นไม่ยอมดื่ม  แล้วกล่าวว่า “ท่านทำไม ไม่ดื่มบ้างล่ะ”   “ฉันไม่ได้เป็นอะไรนี่ จะไปดื่มทำไมล่ะ”   “ท่านเป็นโรค ดื่มน้ำอัฏฐบานเสียซี โรคปวดท้องจะได้หาย”   บุรุษนั้นจะดื่ม ก็ศีลของตัวกึ่งวันเท่านั้น กลัวจะเป็นอันตรายแก่ศีล   กลัวศีลจะไม่บริสุทธิ์ จึงพูดว่า “เมื่อท่านไม่ดื่ม ฉันก็ไม่ดื่ม   ตายก็ตายไปเถิด เป็นอะไรก็เป็นไป   ไม่ดื่มเหมือนกัน”  ก็ทนต่อไป   พอตกตอนดึกๆ เข้าก็ปวดท้องเต็มที   พอรุ่งเช้าขึ้น เต็มทีจะตายอยู่แล้ว  จวนตายเต็มที   ก็พอดีพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จผ่านไปทางนั้น  พอใกล้จะตายเห็นพระเจ้าปเสนทิโกศลนึกในใจว่า “ด้วยบุญกุศลของเราที่ได้รักษาศีลกึ่งวันนี้ ขอให้ได้ไปเกิดเป็นพระราชโอรสพระเจ้าปเสนทิโกศลเถิด”   พออธิษฐานใจดังนั้นก็แตกกายทำลายขันธ์จากอัตภาพร่างกายเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางกายของพระเจ้าปเสนทิโกศล   ลูกไปเกิดในท้องพ่อ  เข้าไปทางช่องจมูกขวา ไปอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ของพระเจ้าปเสนทิโกศล พอถึงเวลาพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ประกอบธาตุธรรมถูกส่วนอยู่ร่วมกับพระมเหสีถูกส่วนเข้า บังคับกายสัมภเวสีนั้นตกศูนย์  ก็ออกจากท้องพระเจ้าปเสนทิโกศลออกทางจมูกขวา   เข้าทางจมูกซ้ายของมารดา ไปเป็นกลลรูปติดที่ขั้วมดลูกในท้องของพระมเหสี   เหมือนกับอนาถปิณฑิกเศรษฐี  อุ้มเด็กกุมารส่งให้ภรรยาเลี้ยงไว้ในท้อง   พอเจริญครบ 10 เดือน ก็ประสูติออกมาเป็นราชกุมารเป็นโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล   รักษาศีลกึ่งวันเท่านั้นได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว   ก็ได้เสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระเจ้าปเสนทิโกศล  เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จสวรรคตแล้ว    นี่เป็น ปุพฺเพ กตปุญฺญตา อย่างนี้  เขาทำความดีไว้  เขาได้รักษาศีลจริงๆ   ศีลบริสุทธิ์จริงๆ  ยอมตายเพื่อไม่ให้ศีลเป็นอันตราย  นี่เขาเรียกว่า ปุพฺเพ กตปุญฺญตา ทำความดีอย่างนี้  ก็ได้เกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  ปรากฏอย่างนี้

ไม่ใช่แต่เท่านั้น  เหมือนดังลาชเทวธิดาเฝ้าไร่ข้าวสาลี  เมื่อเห็นพระมหาอริยกัสสปะเดินทางมา มีศรัทธาเลื่อมใส  เข้าไปในท้องนา  ไปเอาข้าวตอกที่ตัวเตรียมออกไปไว้สำหรับรับประทานในกลางวัน  เอาออกมาคอยอยู่  พอพระคุณเจ้าพระมหาอริยกัสสปะมาใกล้   “ติฏฺฐถ ภนฺเต นิมนต์โปรดก่อนเจ้าค่ะ”   พระมหาอริยกัสสปะก็รออยู่ นางก็เอาข้าวตอกยกมือขึ้นทูนศีรษะแล้วขออาราธนาพระคุณเจ้าเปิดบาตร   พระคุณเจ้าก็เปิดบาตร   นางก็ใส่ข้าวตอกลงไปครึ่งขัน   ท่านก็ปิดบาตร พอครึ่งขันก็ปิดบาตรเสียแล้ว   นี่เขาเรียกว่ารู้จักประมาณในการรับ  เขาให้ละก็รับเรื่อยเปื่อยไปมันก็เดือดร้อนนะซิ   เขาก็รับประทานเหมือนกัน   ให้เขาครึ่ง  เอาครึ่ง   เอาข้าวตอกครึ่งเดียวปิดบาตรทันทีเสียแล้ว   นางนั้นนั่งลง  ยกมือขึ้นไหว้ว่า “ปรโลกสงฺคหํ ขอนิมนต์พระคุณเจ้าโปรดฉันในโลกหน้าเถิด   โลกนี้อย่าโปรดเลย  โปรดโลกหน้าเถิด”  พระมหาอริยกัสสปะก็เปิดบาตร   นางก็ใส่เข้าตอกหมด  ดีอกดีใจ ปลื้มอก ปลื้มใจ พระมหาอริยกัสสปะท่านรับข้าวตอกแล้วท่านก็เลยไป   เดินทางไปตามคันนา   นางก็ตามส่งพระผู้เป็นเจ้ามหาอริยกัสสปะไปถึงคันนาตอนหญ้ารกปกคลุม   อสรพิษมันอยู่ในที่นั้น  พระมหาอริยกัสสปะเดินไปข้างหน้า   มันก็ไม่ได้กัด   เมื่อนางเดินผ่านไป  มันก็ออกจากปล่อง  ขบเอาแข้งนางล้มลง ณ ที่นั้น   สุตฺตปฺปพุทฺโธ วิย ราวกับว่าตื่นจากหลับ   สุวณฺณวิมาเน นิพฺพตฺติ ก็บังเกิดในวิมานทอง ห้อยย้อยไปด้วยสายข้าวตอกในชายวิมานงดงามยิ่งนักหนา   เมื่อลมทิพย์พัดมาอ่อนๆ ดังประหนึ่งปัญจางคดุริยางค์ดนตรีไพเราะเสนาะสนานประสานเสียง   นางก็นึกแต่ในใจว่า  โอ! เรามาเกิดนี้ด้วยกุศลอันใด ก็รู้ว่าได้ถวายข้าวตอกแก่พระมหาอริยกัสสปะ จึงได้มาเกิด   งูกัดเข้าล้มตายอยู่ตรงนั้น  ซากศพยังปรากฏอยู่นั่น   เราจะต้องแก้ไขสมบัติของเราให้ตั้งมั่นต่อไป  ทำบุญนิดหนึ่งเท่านี้ได้สมบัติมากมายขนาดนี้   กลัวจะไม่ตั้งมั่นสิ้นกาลนาน    คิดดังนั้นแล้ว  เวลารุ่งเช้าของมนุษย์โลก  นางก็ถือเอาถาดทองกระเช้าทองลงมาสู่วิหารที่อยู่ของพระมหาอริยกัสสปะ  มาปฏิบัติปัดกวาดปูลาดอาสนะ   ตั้งน้ำใช้ น้ำฉันไว้เรียบร้อยสำหรับพระมหาอริยกัสสปะ  พระมหาอริยกัสสปะกลับจากบิณฑบาต   “เอ๊ะ นี่ใครมาปฏิบัติอยู่นี่ จะเป็นภิกษุหนุ่ม หรือสามเณรหนอ”  รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง   นางก็มาทำดังนั้นอีก   ทำเสร็จแล้วก็กลับไป  “เอ นี่จะเป็นภิกษุหนุ่ม หรือสามเณรหนอมาทำ” พอรุ่งขึ้น อีกวันหนึ่ง   พระผู้เป็นเจ้าไปครึ่งเวลาเท่าที่เคยไป   แล้วกลับมาดูที่วิหารมองไปในช่องดาน “โอ! สว่างโล่ง แสงสว่างอะไรน่ะ”

นางลาชเทวธิดาตอบว่า “หม่อมฉันเอง พระเจ้าค่ะ”   “หม่อมฉันเองน่ะ คือใครล่ะ”

“หม่อมฉันคือลาชเทวธิดา ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระคุณเจ้า”  “อุปัฏฐากของเราไม่มีนะ ลาชเทวธิดา” 

พอเปิดประตูเข้าไป  พระคุณเจ้าก็ไต่ถามว่า “วานนี้เจ้ามาทำหรือ ?  วานซืนนี้เธอก็มาทำหรือ” นางก็ตอบรับตามตรงทุกสิ่งทุกอย่าง

“ต่อแต่นี้ไปไม่ได้หนา  เราอยู่ผู้เดียว  เจ้าถึงจะเป็นกายทิพย์ก็เป็นผู้หญิง   ผู้หญิงกับผู้ชาย  ทางพุทธศาสนามีวินัยบัญญัติห้ามนัก   ถ้าว่าปฏิบัติกันสองต่อสองเช่นนี้ละก็   นานต่อไปในภายภาคเบื้องหน้า  พระธรรมสังคีติกาจารย์ขึ้นธรรมาสน์  ถือพัดวาลวีชนี  จะยกกัสสปะนี้ขึ้นเป็นตัวอย่างว่าทำชั่วร้ายในศาสนาหนา  ผิดธรรมผิดวินัย   ท่านจงออกไปเสียเถิด   อย่าปฏิบัติเราเลย”

“พระคุณเจ้าขอได้กรุณาหม่อมฉันเถิด   ขอให้สมบัติของหม่อมฉันตั้งมั่นต่อไป   สมบัติที่ได้นั้นเพราะอาศัยบุญบารมีของพระคุณเจ้า”

“ไม่ได้ ออกไปเสียเถอะ จะเป็นตัวอย่างเสียหายในทางพุทธศาสนา”

นางก็อยู่ไม่ได้ ก็ร้องไห้   เสียงร้องไห้ได้ยินเข้าไปในโสตของพระบรมศาสดา   พระองค์ทรงสงเคราะห์  แสดงพระกายให้ปรากฏต่อหน้านางลาชเทวธิดานั้น   นางจะเหาะไปทางไหน  พระองค์ก็เทศนาเรื่อยไปต่อหน้านาง  นางก็ได้ยินเรื่อยไป   กำลังเหาะนั่นแหละฟังเทศน์เรื่อยไป นางได้สำเร็จมรรคผล สมมาดปรารถนาด้วยความเลื่อมใสศรัทธา   นี่เป็น ปุพฺเพ กตปุญฺญตา  นางได้กระทำความดี ได้ถวายข้าวตอกแก่พระมหาอริยกัสสปะ   แล้วงูกัดตาย  ไปเกิดในดาวดึงส์เทวโลก  ก็เพราะสำเร็จด้วยบุญที่ตัวได้กระทำในชาติก่อนภพก่อน   อาศัยบุญที่ตัวได้กระทำไว้แล้วจึงได้ไปเป็นเทวธิดา  ก็มุ่งมาดปรารถนาจะทำสมบัติให้ตั้งมั่น   ก็ได้สมมาดปรารถนา  อุตส่าห์ไปปฏิบัติพระมหาอริยกัสสปะ พระบรมศาสดาจึงได้ทรงอนุเคราะห์ให้ได้   สำเร็จมรรคผล สมปรารถนา

ที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนาก็ต้องอาศัย ปุพฺเพ กตปุญฺญตา  ได้กระทำความดีไว้ในปางก่อน  จงอุตส่าห์พยายามทำความดีให้หนักขึ้นไป  ให้เป็นบุญนิธิหนักขึ้นไป   เมื่อจะทำได้ด้วยวิธีให้ทาน  ก็ให้ทานหนักขึ้นไป เมื่อจะทำได้ด้วยวิธีรักษาศีล ก็รักษาศีลให้ หนักขึ้นไป  เมื่อจะทำได้ด้วยวิธีการเจริญภาวนา  ก็เจริญภาวนาให้หนักขึ้นไป จะทำได้ด้วยวิธีใด   วิธีหนึ่งก็จงอุตส่าห์พยายามทำให้สุดความสามารถของตน  สิ่งที่เป็นที่ตั้งกองการบำเพ็ญกุศล   พระบรมทศพลได้ทรงตรัสเทศนาไว้เป็นอเนกประการว่า   

  1. ทาน การให้ ก็ได้ชื่อ “ทานมัย” บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
  2. ศีล การรักษากายวาจา ได้ชื่อว่า “สีลมัย” บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
  3. ภาวนา การทำให้มีให้เป็น ก็ได้ชื่อว่า “ภาวนามัย” บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
  4. ประพฤติตกต่ำยำเกรงแก่ตระกูลผู้เจริญกว่า ก็ได้ชื่อว่า “อปจายนมัย” บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อม ตนต่อผู้ใหญ่หรือผู้เจริญกว่า
  5. การช่วยเหลือในกิจที่ชอบ เรียกว่า “เวยยาวัจจมัย” บุญสำเร็จ ด้วยการขวนขวายในกิจที่ชอบ
  6. การให้ความดีแก่ผู้อื่นได้ชื่อว่า “ปัตติทานมัย” บุญสำเร็จด้วย การให้ความดีแก่ผู้อื่น
  7. การอนุโมทนาความดี ไม่อิจฉาริษยาเขาที่เรียกว่า “ปัตตานุโมทนามัย” บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาบุญของผู้อื่น
  8. การสดับตรับฟังธรรมเทศนาของเราท่านในบัดนี้ เหมือนภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่ฟังอยู่ ณ บัดนี้ ได้ชื่อว่า “ธัมมัสสวนมัย” บุญ สำเร็จด้วยการสดับตรับฟังธรรมเทศนา 
  9. บุญที่ได้ด้วยการแสดงธรรมให้แก่ ผู้อื่นฟังได้บุญกุศล เหมือนผู้เทศน์นี้ ได้ชื่อว่า “ธัมมเทสนามัย” บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรมให้แก่ผู้อื่น
  10. ทั้ง 9 อย่าง ได้ชื่อว่าเป็น “ทิฏฐุชุกัมม์” เป็นการทำความเห็นให้ตรงถูกต้องร่องรอยตามความประสงค์ ของทางพุทธศาสนา เรียกว่า ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความเห็นของตนให้ตรง

สิ่งเป็นที่ตั้งของการบำเพ็ญบุญมีถึง 10 ประการ   ในวันหนึ่งๆ เราบำเพ็ญหลายประการ  เหมือนเราท่านในบัดนี้ได้บำเพ็ญหลายอย่างด้วยกัน   

  1. ทานมัย ให้ทาน  
  2. แล้วก็มารักษาศีล  เรียกว่า สีลมัย
  3. รักษาศีลแล้วก็ไปเจริญภาวนา เรียกว่า ภาวนามัย   
  4. แล้วไปอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เรียกว่า อปจายนมัย  
  5. การช่วยทำครัวเลี้ยงพระเจ้าพระสงฆ์อย่างนี้ก็เรียกว่า เวยยาวัจจมัย    ให้คนโน้นเขาประเคนบ้าง ให้คนนี้เขาประเคนบ้าง   
  6. สิ่งของของตนให้คนอื่น เขาให้ทานบ้าง เรียกว่า ปัตติทานมัย    
  7. เห็นเขาดีก็อนุโมทนาเขา นั้นเรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย
  8. การสดับตรับฟังเช่นนี้ เรียกว่า ธัมมัสสวนมัย
  9. การแสดงธรรมให้บุคคลผู้อื่นฟัง จำได้เรื่องนั้น เรื่องนี้ก็นำไปแสดงให้ผู้อื่นฟังบ้าง เรียกว่า ธัมมเทสนามัย
  10. การทำความเห็นของตนให้ตรงต่อ ความประสงค์ทางพุทธศาสนา เรียกว่า ทิฏฐุชุกัมม์

ที่ได้ชี้แจงแสดงมาในมงคลคาถาทั้ง 3 ข้อนี้  ข้อต้นว่า อยู่ในประเทศอันสมควร   ข้อที่ 2 ว่า ได้กระทำความดีไว้ในปางก่อน   และข้อที่ 3 ว่า ได้ตั้งตนไว้ชอบ   ประกอบด้วยองค์คุณ ทั้ง 3 ประการนี้  เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เป็นเหตุเครื่องถึงซึ่งความเจริญอันสูงสุด   นี้ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบาย   พอเป็นเครื่องปฏิการประคับประคองสนองศรัทธา ประดับสติปัญญาคุณสมบัติของท่านพุทธบริษัท ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดาที่มาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า   อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา  ด้วยอำนาจสัจจวาจาที่ได้อ้างธรรมเทศนาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย  บรรดาที่มาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา  สมมติว่ายุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยมความเพียงแค่นี้   เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.