รตนัตตยคมนปณามคาถา

 
 

[2]
6 มีนาคม 2492

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)

 

อิจฺเจตํ รตนตฺตยํ
นานาโหนฺตมฺปิ วตฺถุโต
เอกิภูตมฺปนตฺถโต
ธมฺโม สงฺเฆน ธาริโต
พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ จาติ
อญฺญมญฺญาวิโยคาว
พุทฺโธ ธมฺมสฺส โพเธตา
สงฺโฆ จ สาวโก พุทฺธสฺส
อิจฺเจกาพุทฺธเมวิทนฺติ.

ผู้ที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัย   ต้องเอาใจของตนไปจรดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของตนนั้น   แล้วทำใจให้หยุด  หยุดในหยุด หนักเข้าไปทุกทีไม่ให้คลายออก    ทำไปจนใจไม่คลายออก   ใจนั้นหยุดในหยุดหนักเข้าไปทุกที นี้เป็นทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์   ไม่ใช่ทางไปของปุถุชน    ทางไปของปุถุชนไม่หยุด  ออกนอกจากหยุด  ออกจากทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์อยู่เสมอ   จึงได้เจอะเจอพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ยากนัก

 

อาตมาขอโอกาสแด่ท่านมหาชนทั้งหลาย  ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตบรรดามีศาสนาเป็นภารกิจ หวังปฏิบัติให้ถูกสนิทตามศาสนาของตนๆ   จึงได้อุตส่าห์พากันทรมานร่างกายในเวลาทำกิจทางศาสนา    ทุกๆ ศาสนาล้วนแต่สอนให้ละความชั่วประพฤติความดีสิ้น ด้วยกันทุกชาติทุกภาษา

ส่วนในทางพระพุทธศาสนา  เวลาเช้าเวลาเย็นไหว้พระบูชาพระ  และสวดสังเวคกถา  ปสาทกถา ตามกาลเวลาเสร็จแล้ว  ที่มีกิจเรียนคันถธุระก็เรียนไป  ที่มีกิจเรียนวิปัสสนาธุระก็เรียนไป ฝ่ายพระเถรานุเถระก็เอาใจใส่ตักเตือนซึ่งกันและกันตามหน้าที่  เพื่อจะได้รักษาเนติแบบแผนอันดีของสาธุชนในพุทธศาสนาไว้  ให้เป็นตำรับตำราสืบสายพระศาสนาไป

บัดนี้ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย  ฟังปณามคาถา ความนอบน้อมพระรัตนตรัยในอดีต อนาคต ปัจจุบัน และถึงเป็นที่พึ่ง  โดยย่อ

ความนอบน้อมมาจาก นโม”    “นโม” แปลว่า นอบน้อม    เป็นบุคลาธิษฐาน คือ นอบน้อมด้วยกาย   นอบน้อมด้วยวาจา นอบน้อมด้วยใจ  นอบน้อมในพระผู้มีพระภาค  เมื่อพระองค์มีพระชนมายุอยู่ อุบาสกอุบาสิกาเข้าไปสู่ที่เฝ้าแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค  ด้วยเบญจางคประดิษฐ์  คือกราบพร้อมด้วยองค์ 5 เข่าและศอกทั้ง 2 ต่อกัน   ฝ่ามือทั้ง 2 วางลงให้เสมอกัน  ก้มศีรษะลงให้หน้าจรดพื้นในระหว่างมือทั้ง 2 นั้น  หรือในระหว่างที่เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่นั้น   คอยฟังพระโอวาทานุสาสนีของพระองค์   ไม่ส่งใจไปในที่อื่น   ไม่เปล่งวาจาออกในระหว่างที่พระองค์ทรงรับสั่งอยู่   เป็นการรบกวนพระองค์ด้วยวาจา  ให้เป็นที่ระแคะระคายพระทัย

อนึ่ง  เมื่อเข้าไปสู่ที่เฝ้า   ไม่นั่งให้ไกลนัก  จะเป็นการเบียดเบียนพระองค์ ด้วยต้องออกพระกำลังเสียงในเวลารับสั่ง   ไม่นั่งให้ใกล้นัก จะเป็นการเบียดเบียนพระองค์ด้วยกายอันเป็นของปฏิกูล  จะเป็นที่รำคาญพระนาสิกในเวลากลิ่นกายฟุ้งไป ไม่นั่งในที่เหนือลม  ด้วยเคารพพระองค์ กลัวจะลมพัดเอากลิ่นกายที่ฟุ้งออกไปมากระทบพระนาสิกของพระองค์ ไม่นั่งในที่ตรงพระพักตร์นัก   กลัวจะเป็นที่รำคาญพระเนตรทั้งสองของพระองค์   ไม่นั่งในที่เบื้องหลังนัก เกรงว่าพระองค์จะต้องหันพระพักตร์มากไปในเวลาจะทรงรับสั่ง    ต้องนั่งในที่สมควรนอกจากที่ๆ แสดงมาแล้ว ในเวลาอยู่ในที่เฝ้า ไม่ส่งใจไปในที่อื่น ไม่เปล่งวาจาให้เป็นที่รำคาญพระทัยแด่พระองค์   ดังนี้แล นอบน้อมด้วยกายในพระองค์

ในเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ยังเหลือแต่เจดีย์ 4 เหล่า คือ  บริโภคเจดีย์ ธาตุเจดีย์ ธรรมเจดีย์  อุทเทสิกเจดีย์   พุทธศาสนิกชนไปถึงที่เช่นนั้นเข้าแล้ว  ในเมื่อกั้นร่ม ควรลดร่มลง   ห่มผ้าปิด 2 บ่า ควรลดออกเสียบ่าหนึ่ง   ในเมื่อสวมรองเท้าเข้าไป ควรถอดรองเท้าเสีย และเข้าไปในที่นั้นไม่ควรแสดงอึงคะนึงและไม่เคารพ แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง    ต้องแสดงเคารพอย่างจริงใจ ไม่ทิ้งของที่สกปรกลงไว้  เช่น ก้นบุหรี่ หรือชานหมาก น้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ ปัสสาวะ ในที่บริเวณนั้น เมื่อเข้าไปในที่นั้นเห็นรกปัดกวาดเสีย ถากถางเสีย   เห็นไม่สะอาด ทำให้สะอาด   เห็นผุพัง ควรแก้ไข ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ได้ก็ยิ่งดี   ดังนี้เป็นความนอบน้อมพระผู้มีพระภาคด้วยกาย โดยบุคลาธิษฐาน

อนึ่ง  นำเรื่องของพระรัตนตรัยไปสรรเสริญในที่นั้น แก่บุคคลนั้นอยู่เนืองๆ ดังนี้  ก็ชื่อว่า นอบน้อมด้วยวาจา

และคิดถึงพระรัตนตรัยอยู่เนืองๆ  ไม่ยอมให้ใจไปจรดอยู่กับอารมณ์สิ่งอื่นมากนัก   คอยบังคับใจให้จรดอยู่กับพระรัตนตรัยเนืองๆ  ดังนี้ ชื่อว่า นอบน้อมพระรัตนตรัยด้วยใจ

ความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระผู้มีพระภาคผู้เป็นองค์อรหันต์  ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายต้องว่าดังนี้   ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายในเวลาทำศาสนกิจทุกครั้ง เช่น พระเถรานุเถระกระทำสังฆกรรม  และอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายจะสมาทานศีล ก็ต้องว่า “นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส” ถึง 3 หน   จะว่าแต่เพียงหนหนึ่งหรือสองไม่ได้   หรือได้เหมือนกันแต่ว่าไม่เต็มรัตนตรัยทั้ง 3 กาล   จะให้เต็มหรือถูกรัตนตรัยทั้ง 3 กาลแล้ว ต้องว่าให้เต็ม 3 หน  หนที่ 1 นอบน้อมพระรัตนตรัยในอดีต   หนที่ 2 นอบน้อมพระรัตนตรัยในปัจจุบัน   หนที่ 3 นอบน้อมพระรัตนตรัยในอนาคต   ทั้งหมดต้องว่า 3 หน จึงครบถ้วนถูกพระรัตนตรัยทั้ง 3 กาล

รัตนตรัย แบ่งออกเป็น 2 คือ รัตนะ 1  ตรัย 1,    รัตนะ แปลว่า แก้ว   ตรัย แปลว่า 3   รัตนตรัยรวมกันเข้า แปลว่า แก้ว 3     พุทธรัตนะ แก้วคือพระพุทธ   ธรรมรัตนะ แก้วคือพระธรรม   สังฆรัตนะ แก้วคือพระสงฆ์ ทำไมจึงต้องเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาเปรียบด้วยแก้ว   ที่ต้องเปรียบด้วยแก้วนั้น เพราะแก้วเป็นวัตถุทำความยินดีให้บังเกิดแก่เจ้าของผู้ปกครองรักษา   ถ้าผู้ใดมีแก้วมีเพชรไว้ในบ้านในเรือนมาก  ผู้นั้นก็อิ่มใจ ดีใจ ด้วยคิดว่าเราไม่ใช่คนจน  ปลื้มใจของตนด้วยความมั่งมี   แม้คนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของเล่า เห็นแก้วเห็นเพชรเข้าแล้ว  ที่จะไม่ยินดีไม่ชอบนั่นเป็นอันไม่มี   ต้องยินดีต้องชอบด้วยกันทั้งนั้น ฉันใด   รัตนตรัยแก้ว 3 ดวง คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ทั้ง 3 นี้ ก็เป็นที่ยินดีปลื้มใจของเทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้น

พระรัตนตรัยเป็นแก้วจริงๆ   หรือเปรียบด้วยแก้ว   ถ้าเป็นทางปริยัติเข้าใจตามอักขระแล้ว เป็นอันเปรียบด้วยแก้ว   ถ้าเป็นทางปฏิบัติเข้าใจตามปฏิบัติแล้ว  เป็นแก้วจริงๆ   ซึ่งนับว่าประเสริฐ เลิศกว่าสวิญญาณกรัตนะและอวิญญาณกรัตนะ  ซึ่งมีในไตรภพ ลบรัตนะในไตรภพทั้งหมดสิ้น

จะกล่าวถึงรัตนะในทางปฏิบัติ    “ปฏิปตฺติ” แปลว่า ถึงเฉพาะ   ผู้ปฏิบัติถึงเฉพาะซึ่งพระรัตนตรัย  การถึงรัตนตรัยของผู้ปฏิบัติในยุคนี้ต่างๆ กัน   ผู้ไม่ได้เล่าเรียนศึกษาก็ถึงรูปพระปฏิมาในโบสถ์วิหารการเปรียญ  ถึงพระธรรมในตู้ในใบลาน  ถึงพระสงฆ์สมมติทุกวันนี้    ผู้ได้เล่าเรียนศึกษา รู้พุทธประวัติ ก็ถึงพระสิทธัตถราชกุมารที่ได้ตรัสรู้ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ ที่ได้มาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน   ถึงพระธรรมก็คือปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร กับธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ให้ได้บรรลุมรรคผล ทั้งสิ้น   ถึงพระสงฆ์ก็คือพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 จนถึงสุภัททภิกษุซึ่งเป็นปัจฉิมสาวกเวไนย

ผู้มีสติปัญญา เป็นผู้เฒ่าเหล่าเมธา  เล่าเรียนศึกษามาก   การถึงรัตนตรัยของท่านลึกล้ำ ท่านคิดว่า “พุทธ” ก็แปลกันว่า  ตรัสรู้    ตรัสรู้เป็นภาษาเจ้า  เพราะพระพุทธเจ้าท่านเป็นเจ้า จึงแปลว่า “ตรัสรู้”   ภาษาสามัญก็แปลว่า “รู้” เท่านั้น   ท่านก็ทำขึ้นในใจของท่านว่ารู้นั่นเอง เป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็ถึงความรู้ของท่านที่ถูกดี ถึงธรรมของท่านความดีไม่มีผิด  ถึงสงฆ์ของท่าน “สงฺเฆน ธาริโต” พระสงฆ์ทรงไว้ ตัวของเรานี้เองที่รักษาความรู้ถูกรู้ดีไม่ให้หายไป เป็นสงฆ์

การถึงพระรัตนตรัยดังแสดงมาแล้วนี้ก็ถูก   เหมือนต้นไม้  เอานิ้วไปจรดเข้าที่กะเทาะ  ก็ถูกต้นไม้ เอานิ้วไปจรดเข้าที่เปลือกก็ถูกต้นไม้   เอานิ้วไปจรดเข้าที่กระพี้ก็ถูกต้นไม้   ถูกแต่ กะเทาะ เปลือก กระพี้ เท่านั้น หาถูกแก่นของต้นไม้ไม่

การถึงพระรัตนตรัย   ต้องเอากาย วาจา ใจ ของเราที่ละเอียด จรดเข้าไปให้ถึงแก่นพระรัตนตรัยจริงๆ รัตนตรัยซึ่งแปลว่า แก้ว 3   แก้วคือพระพุทธ 1, แก้วคือพระธรรม 1, แก้ว คือพระสงฆ์ 1   ได้ในบทว่า สกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ  กระทำตนให้เป็นแก้วคือพุทธ    สกฺกตฺวา ธมฺมรตนํ กระทำตนให้เป็นแก้วคือธรรม    สกฺกตฺวา สงฺฆรตนํ กระทำตนให้เป็นแก้วคือสงฆ์

การเข้าถึงพระรัตนตรัย   ต้องใช้กายวาจาใจที่ละเอียด   ที่หยาบเข้าไม่ถึง   กายที่ละเอียดซึ่งได้กับกายสังขาร วาจาที่ละเอียดซึ่งได้กับวจีสังขาร   ใจที่ละเอียดซึ่งได้กับจิตสังขาร   กายสังขารคือลมหายใจเข้าออกซึ่งปรนเปรอกายให้เป็นอยู่   วจีสังขารคือความตรึกตรองที่จะพูด   จิตสังขารคือความปรุงของจิตสำหรับใช้ทางใจ    กายสังขารหยุด วจีสังขารก็หยุด จิตสังขารก็หยุด เป็นจุดเดียวกัน  อยู่ที่ตรงศูนย์กลางของกายมนุษย์   มีธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์   เป็นดวงใสเท่าฟองไข่แดงของไก่   ใสดังกระจกส่องเงาหน้า    กายวาจาใจที่ละเอียดจรดลงที่ศูนย์กลางของธรรมนั้น  ก็หยุดพร้อมทั้งกายสังขาร  วจีสังขาร จิตสังขาร   นับว่าหยุดเป็นจุดเดียวกัน  ได้ชื่อว่าสังขารสงบ    การสงบสังขารชนิดนี้  เด็กในท้องมารดาก็สงบ   จึงอยู่ในที่แคบเป็นอยู่ได้   เทวดาใน 6 ชั้นทำได้   รูปพรหมและอรูปพรหมทำได้ เด็กในท้องก็นับว่าสังขารสงบ   เทวดาก็นับว่าสังขารสงบได้   รูปพรหมและอรูปพรหมก็นับว่าสังขารสงบได้  การสงบสังขารเสียเป็นสุข   สมด้วยคาถา 4 บาท ในบาทเบื้องปลายว่า “เตสํ วูปสโม สุโข”   สงบสังขารเหล่านั้นเสียได้ นำมาซึ่งความสุข   นี้สงบสังขารได้ตามสมควร เป็นทางทำตนให้เป็นพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ชั้น 1

กายสังขารสงบคือลมหายใจหยุด  วจีสังขารสงบคือความตรึกตรองหยุด   จิตสังขารสงบคือใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  ชื่อว่า สันติ    ลมหยุดลงไป ในที่เดียวกันชื่อว่า อานาปาน ซึ่งแปลว่าลมหยุดนิ่งหรือไม่มี    เมื่อสังขารทั้ง 3 หยุดถูกส่วนเข้าแล้ว เรียกว่า  กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ด้วยส่วนหนึ่ง    เมื่อสังขารสงบมีความสุขเกิดขึ้น เรียกว่า  เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน   จิตคิดว่าเป็นสุขเรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน   ในเมื่อสติปัฏฐานทั้ง 3 ถูกส่วนพร้อมกันเข้า เกิดเป็นดวงใสขึ้นเท่าฟองไข่แดง หรือเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์   ใสบริสุทธิ์สนิทเหมือนกระจกส่องเงาหน้านั่นแหละ  ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   ดวงนี้บางท่านเรียกว่าพระธรรมดวงแก้ว   โบราณท่านใช้แปลในมูลกัจจายน์ว่า “ปฐมมรรค” ธรรมดวง นี้แหละคือ ดวงศีล   เพราะอยู่ในเหตุว่างของธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ไม่มีราคี    ตาของกายทิพย์เห็น  ต้องเอาใจของตนจรดลงที่ตรงกลางของดวงศีลนั้น   ทำใจให้หยุดนิ่ง แต่ พอถูกส่วนเข้า ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงศีล ดวงศีลก็ว่างออกไปเห็นดวงสมาธิ เอาใจหยุดนิ่ง ลงไปที่กลางดวงสมาธิ แต่พอถูกส่วนเข้า ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงสมาธิ ดวงสมาธิก็ว่างออกไป   ตาของกายทิพย์ก็เห็นดวงปัญญาที่อยู่ในกลางดวงสมาธินั้น แล้วเอาใจของตนจรดเข้าที่ศูนย์ กลางดวงปัญญา ทำให้ใจหยุดนิ่ง แต่พอถูกส่วนเข้า ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติ ก็ว่างออกไป   ตาของกายทิพย์ก็เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะที่อยู่ในกลางดวงวิมุตตินั้น แล้วเอาใจของตนจรดเข้าที่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ทำใจให้หยุดนิ่ง แต่พอถูกส่วนเข้า ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงวิมุตติญาณทัสสะก็ว่างออกไป     ตาของกายทิพย์ก็เห็นตนของตนเองอยู่ในศูนย์กลางของดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั้น เหมือนตาของกายมนุษย์ เห็นตัวของกายมนุษย์ฉะนั้น ที่ได้แสดงมาแล้วนี้ ก็เป็นวิธีทำตัวให้เป็นพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ชั้น 1

ทำต่อไป ทำใจให้หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ แต่พอถูก ส่วนเข้า ก็เห็นดวงศีล   ให้ใจหยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงศีล ดวงศีลก็ว่างออกไป เห็นดวงสมาธิอยู่ในกลางดวงศีล ให้ใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงสมาธิ   แต่พอถูกส่วนเข้า  ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงสมาธิ   ดวงสมาธิก็ว่างออกไป  เห็นดวงปัญญาอยู่ในกลางดวงสมาธิ  ให้ใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงปัญญา   แต่พอถูกส่วนเข้า  ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงปัญญา   ดวงปัญญาก็ว่างออกไป  เห็นดวงวิมุตติอยู่ในกลางดวงปัญญา   ให้ใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ   แต่พอถูกส่วนเข้า  ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงวิมุตติ  ดวงวิมุตติก็ว่างออกไป  เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะอยู่ในกลางดวงวิมุตติ ให้ใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   แต่พอถูกส่วนเข้า ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็ว่างออกไป   ตาของกายรูปพรหมก็เห็นตนของตนเองอยู่ในศูนย์กลางของดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั้น เหมือนตาของกายทิพย์เห็นตนของกายทิพย์เองฉะนั้น    ที่ได้แสดงมานี้ก็เป็นวิธีทำตัวให้เป็นพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ชั้น 1

ทำต่อไป  ทำใจให้หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม   แต่พอถูกส่วนเข้า ก็เห็นดวงศีล ให้ใจหยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล   ถูกส่วนเข้า   ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงศีล  ดวงศีลก็ว่างออกไป  เห็นดวงสมาธิอยู่ในกลางดวงศีล   ให้ใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางของดวงสมาธิ  แต่พอถูกส่วนเข้า  ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงสมาธิ   ดวงสมาธิก็ว่างออกไป  เห็นดวงปัญญาอยู่ในกลางดวงสมาธิ  ให้ใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงปัญญา   แต่พอถูกส่วนเข้า   ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงปัญญา  ดวงปัญญาก็ว่างออกไป  เห็นดวงวิมุตติอยู่ในกลางดวงปัญญา   ให้ใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ   แต่พอถูกส่วนเข้า  ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงวิมุตติ   ดวงวิมุตติก็ว่างออกไป   เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะอยู่ในกลางดวงวิมุตติ ให้ใจหยุดอยู่ในศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   แต่พอถูกส่วนเข้า   ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็ว่างออกไป   ตาของกายอรูปพรหมก็เห็นตนของตนเองอยู่ในศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั้น  เหมือนตาของกายรูปพรหมเห็นตนของกายรูปพรหมเองฉะนั้น   ที่แสดงมานี้ก็เป็นวิธีทำตัวให้เป็นพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ชั้น 1

ทำต่อไป ทำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม    แต่พอถูกส่วนเข้า ก็เห็นดวงศีล ให้ใจหยุดนิ่งอยู่ที่กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้า  ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงศีล   ดวงศีลก็ว่างออกไป เห็นดวงสมาธิอยู่ในกลางดวงศีล   ให้ใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงสมาธิ   แต่พอถูกส่วนเข้า ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงสมาธิ   ดวงสมาธิก็ว่างออกไป   เห็นดวงปัญญาอยู่กลางดวงสมาธิ  ให้ใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงปัญญา   แต่พอถูกส่วนเข้า   ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงปัญญา   ดวงปัญญาก็ว่างออกไป  เห็นดวงวิมุตติอยู่ในกลางดวงปัญญา   ให้ใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  แต่พอถูกส่วนเข้า  ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงวิมุตติ   ดวงวิมุตติก็ว่างออกไป  เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะอยู่ในกลางดวงวิมุตติ    ให้ใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  แต่พอถูกส่วนเข้า   ใจก็ละเอียดยิ่งกว่าดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็ว่างออกไป ตาของกายธรรมก็เห็นกายของพระองค์เองอยู่ที่ศูนย์กลางของดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั้น  เหมือนตาของกายอรูปพรหม   เห็นตนของตนเองฉะนั้น    ที่ได้แสดงมานี้เป็นวิธีที่ทำตัวให้เป็นพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ชั้น 1

เมื่อทำมาถึงกายธรรมหรือธรรมกายดังนี้แล้ว ก็รู้จักตัวตนชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัย   เพราะกายทั้ง 5 บอกตัวของตัวเอง     กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ทั้ง 4 กายนี้ บอกตัวเองอยู่ว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเป็นแต่สมมติเท่านั้น   รู้ได้เองว่ากายมนุษย์มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว  ก็ชั่วคราวตามอายุขัยและวัย  สิ้นปัจจัยคือบุญและบาปแล้วก็แตกสลายไป    รู้ได้จริงๆ อย่างนี้   ไม่ใช่แต่รู้เห็นด้วยตาของตนทุกๆ คนด้วยกันทั้งนั้น

ส่วนกายทิพย์ หรือ รูปพรหม อรูปพรหม    สิ้นอำนาจของบุญกรรม และรูปฌาน อรูปฌานแล้ว ก็แปรไปเหมือนกายมนุษย์   ต่างกันแต่ช้าและเร็วเท่านั้น

ส่วนกายธรรมหรือธรรมกายเป็นตัวยืนบอกความจริงว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นตัว   ส่วนกาย ทั้ง 4 เป็นตัวยืนบอกเท็จว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัว   เท็จต่อความจริงอย่างนี้   เมื่อไม่รู้เห็นจริง จะรู้เห็นเท็จได้อย่างไร   ต้องรู้จริงเห็นจริงเสียก่อน   จึงย้อนมารู้จักเท็จได้ดังนี้

ธรรมกายนี้เองเป็นพุทธรัตนะ  ซึ่งแปลว่าแก้วคือพุทธะ   เมื่อรู้จักพุทธรัตนะแล้ว ก็ควรรู้จักธรรมรัตนะเสียทีเดียว  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม อรูปพรหม เป็นธรรมรัตนะ แต่เป็นส่วนโลกีย์ ส่วนธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมนั้นเป็นโคตรภู    ต่อเมื่อใด ธรรมกายเลื่อนขึ้นไปเป็นพระโสดาแล้ว ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระโสดานั้นเองเป็นโลกุตตระ

ส่วนศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ที่อยู่ในศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม แลกายอรูปพรหมเป็นโลกียมรรค   เพราะกายทั้ง 4 นั้นเป็นโลกีย์   ธรรมจึงเป็นโลกีย์ไปตามกาย ส่วนศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ที่อยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายเป็นโลกุตตระ เพราะธรรมกายของพระโสดาเป็นโลกุตตระ   ธรรมจึงเป็นโลกุตตระไปตามกาย    ธรรมที่ทำให้เป็นกายต่างๆ นี้เอง เป็นธรรมรัตนะ  ซึ่งแปลว่า แก้วคือธรรม   เมื่อรู้จักธรรมรัตนะแล้วก็ควรรู้จักสังฆรัตนะเสียทีเดียว   ธรรมกายหรือกายธรรมหมดทั้งสิ้น  ยกธรรมกายของพระสัพพัญญู และธรรมกายของพระปัจเจกพุทธเจ้าออกเสีย  นอกจากนั้นเป็นธรรมกายของสาวกพุทธทั้งสิ้น   มีมากน้อยเท่าใดเป็นสังฆรัตนะ แก้วคือสงฆ์

การที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยที่ถูกแท้นั้น  ต้องเอาใจของตนจรดลงที่ศูนย์กลางของธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เป็นดวงใสบริสุทธิ์เท่าๆ ฟองไข่แดงของไก่   ตั้งอยู่ศูนย์กลางของกายมนุษย์  มีเหมือนกันหมดทุกคน  จำเดิมแต่อยู่ในท้องมารดา   ใจของกุมารกุมารีจรดจี้หยุดนิ่งอยู่ตรงศูนย์กลางของดวงธรรมนั้นทุกคน  ตรงศูนย์กลางของดวงธรรมมีว่างอยู่ประมาณเท่าเมล็ดโพธิ์หรือเมล็ดไทร ใจของกุมารหรือกุมารีก็จรดอยู่ศูนย์กลางนั้น

ผู้ที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัย   ต้องเอาใจของตนไปจรดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของตนนั้น   แล้วทำใจให้หยุด  หยุดในหยุด หนักเข้าไปทุกทีไม่ให้คลายออก    ทำไปจนใจไม่คลายออก   ใจนั้นหยุดในหยุดหนักเข้าไปทุกที นี้เป็นทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์   ไม่ใช่ทางไปของปุถุชน    ทางไปของปุถุชนไม่หยุด  ออกนอกจากหยุด  ออกจากทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์อยู่เสมอ   จึงได้เจอะเจอพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ยากนัก  ขอผู้จงรักภักดีต่อตนของตนที่แท้แล้ว   จงตั้งใจแน่แน่ว   ให้ถูกทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เถิดประเสริฐนัก    พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ไปทางเดียวเหมือนกันทั้งหมด

เพราะฉะนั้นพวกเราที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัย   จึงต้องทำใจให้หยุดให้นิ่ง  ให้ตรงต่อทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์  จึงจะถูกหลักฐานในพุทธศาสนา   ทั้งถูกตำราของสัตว์ผู้ไปเกิดมาเกิดด้วย    สัตว์ผู้ไปเกิดมาเกิดเข้าสิบไม่ถูก ก็ไม่ตกศูนย์   เมื่อไม่ตกศูนย์ก็ไปเกิดมาเกิดไม่ได้    ธรรมดาของเกิดแลตาย ต้องมีสิบศูนย์เป็นเครื่องหมายเหมือนกันทั้งหมด ทั้งในภพ และนอกภพ    การที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยก็เหมือนกัน ต้องเข้าสิบศูนย์เป็นชั้นๆ ไป จึงจะเข้าถึงพระรัตนตรัยได้   ดังแสดงมาตั้งแต่ต้นเป็นชั้นๆ มาแล้วทุกประการ

รัตนะทั้ง 3 นี้ เป็นแก้วจริงๆ จังๆ     แก้วที่มีในไตรภพนี้มีคุณภาพไม่เทียมทัน   ส่วนแก้วในไตรภพที่มนุษย์ใช้อยู่บัดนี้   เพชรเป็นสูงกว่า  หรือแก้วที่มีรัศมีเป็นของหายาก  ไม่มีใครจะใช้กันนัก แก้วชนิดอย่างนั้น มีสีต่างๆ    ถ้าสีนั้นเขียว ใส่ลงไปในน้ำ น้ำก็เขียวไปตามสีแก้วนั้น    ถ้าสีเหลือง น้ำก็เหลืองไปตาม   ถ้าแดง น้ำก็แดงไปตามสีแก้ว   ตกว่าแก้วสีอะไร น้ำก็เป็นไปตามสีแก้วนั้นๆ  นี้เป็นรัตนะที่สูงในโลก   สูงยิ่งกว่านี้ขึ้นไป   ก็ต้องเป็นแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ์

พระเจ้าจักรพรรดิ์มีแก้ว 7 ประการคือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คหบดีแก้ว ปรินายกแก้ว    แก้ว 7 ประการนี้เกิดขึ้นในโลกกาลใด    มนุษย์ในโลกได้รับความสุข  ปราศจากการไถและหว่าน สำเร็จความเป็นอยู่   อาศัยแก้ว 7 ประการของพระเจ้าจักรพรรดิ์   ให้เป็นอยู่ได้โดยตลอดชีวิต ไม่ต้องทำกิจการใดๆ ทั้งสิ้น   พระเจ้าจักรพรรดิ์สอนให้ตั้งอยู่ในศีล 5  กรรมบถ 10   ครั้นสิ้นชีพแล้ว ไปบังเกิดในสุคติโดยส่วนเดียว   ไม่มีตกไปอยู่ในทุคตติเลย

แก้วทั้งหลายในโลกพิเศษถึงเพียงนี้แล้ว    ยังไม่มีพิเศษเท่าแก้ว คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ แก้วคือพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ นั้น ถ้าผู้ใดเข้าไปได้เข้าไปถึงแล้ว   ลืมแก้วลืมสวรรค์ลิบๆ ในโลกหมดทั้งสิ้น

ผู้ที่จะเข้าไปได้ถึงแก้วทั้ง 3 นี้ ต้องดำเนินไปตามต้น กาย วาจา ใจ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ดังแสดงมาแล้วในเบื้องต้น จนถึงธรรมกาย คือให้ดำเนินไปตามโพธิปักขิยธรรม 37   ตั้งต้นแต่ กาย เวทนา จิต ธรรม ไป    แต่พอถึงธัมมานุปัสสนา ก็เห็นเป็นดวงใส ที่เรียกว่าดวงศีล   ต่อแต่นั้นก็ถึงสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งนับว่าเป็นที่รวมพระไตรปิฎก   พระไตรปิฎกรวมอยู่ในศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นี้ทั้งสิ้น   เมื่อจับที่รวมของกายมนุษย์ได้แล้ว  กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กายธรรม ก็เหมือน กันดังแสดงมาแล้ว

ที่ได้แสดงมาแล้วนี้   เป็นวิธีให้เข้าถึงรัตนะทั้ง 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ มีอาการต่างๆ กัน   ในเมื่อจับหลักยังไม่ได้   ต่อเมื่อจับหลักคือธรรมกายเสียได้แล้ว  จะเห็นว่าไม่ต่างกัน เนื่องเป็นอันเดียวกันแท้ๆ

สมด้วยกระแสบาลีในเบื้องต้นว่า  “หมวด 3 ของรัตนะนี้ คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ”   แม้ต่างกันโดยวัสดุ แต่เนื้อความเป็นอันเดียวกัน   เป็นของเนื่องซึ่งกันและกัน พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้พระธรรม พระธรรมพระสงฆ์ทรงไว้ พระสงฆ์เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เนื่องเป็นอันเดียวกันเป็นบรรทัดฐาน ดังแสดงทุกประการ    พอสมควรแก่เวลา ด้วยประการฉะนี้.