สมาธิเบื้องต่ำและสมาธิเบื้องสูง

[17]
28 กุมภาพันธ์ 2497

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)

 

กถญฺจ สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา. เหฏฺฐิเมนปิ ปริยาเยน สมฺมทกฺขาโต ภควตา. อุปริเมนปิ ปริยาเยน สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา. 
กถญฺจ เหฏฺฐิเมน ปริยาเยน สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา. อิธ อริยสาวโก โวสฺสคฺคารมฺมณํ กริตฺวา ลภติ สมาธึ ลภติ จิตฺตสฺเสกคฺคตนฺติ.  เอวํ โข เหฏฺฐิเมน ปริยาเยน สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา. 
กถญฺจ อุปริเมน ปริยาเยน สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา. อิธ ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชมฺปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชมฺปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพ ว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ. เอวํ โข อุปริเมน ปริยาเยน สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตาติ.

 

ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงในเรื่องสมาธิ  ซึ่งเป็นลำดับอนุสนธิมาจากศีล   ศีลแสดงแล้วโดยปริยายเบื้องต่ำ และโดยปริยายเบื้องสูง   ส่วนสมาธิเล่าก็จักแสดงโดยปริยายเบื้องต่ำ   โดยปริยายเบื้องสูงดุจเดียวกัน  ตามวาระพระบาลีที่ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นนั้น   จะแปลความเป็นสยามภาษา พอเป็นเครื่องประคับประคองสนองศรัทธา ประดับสติปัญญาคุณสมบัติของท่าน ผู้พุทธบริษัท ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า    เริ่มต้นแห่งพระธรรมเทศนาในเรื่องสมาธิ  เป็นลำดับต่อไป

มีคำปุจฉาวิสัชชนาว่า  กถญฺจ สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา   สมาธิที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วเป็นไฉน    เหฏฺฐิเมนปิ ปริยาเยน สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา  สมาธิที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องต่ำบ้าง     อุปริเมนปิ ปริยาเยน สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา สมาธิที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องสูงบ้าง

กถญฺจ เหฏฺฐิเมน ปริยาเยน สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา   สมาธิที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องต่ำนั้นเป็นไฉนเล่า

อิธ อริยสาวโก อริยสาวกในธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้   โวสฺสคฺคารมฺมณํ กริตฺวา   กระทำสละอารมณ์เสียแล้ว   ลภติ สมาธึ ย่อมได้ซึ่งสมาธิ   ลภติ จิตฺตสฺเสกคฺคตํ   ย่อมได้ซึ่งความที่แห่งจิตเป็นหนึ่ง   เอวํ โข เหฏฐิเมน ปริยาเยน สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา   อย่างนี้แหละ  สมาธิที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องต่ำ

กถญฺจ อุปริเมน ปริยาเยน สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ภควตา  สมาธิที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องสูงเป็นไฉนเล่า

อิธ ภิกฺขุ   ภิกษุผู้ศึกษาในธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้    วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย  สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  ย่อมเข้าถึงซึ่ง ปฐมฌาน ความเพ่งที่ 1 เป็นไปด้วยกับวิตก วิจาร   ปีติและสุขเกิดแต่วิเวก

วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส   เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมาย สงบเสียซึ่งวิตกวิจาร   ความตรึกตรองนั่นสงบเสียได้   อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส จิตผ่องใสในภายใน   เอโกทิภาวํ  ถึงซึ่งความเป็นเอกอุทัย  เข้าถึงซึ่ง ทุติยฌาน ความเพ่งที่ 2  ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร  มีแต่ปีติสุขเกิดแต่วิเวก   วิเวกชํ มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกดังนี้   อย่างนี้แหละเป็นฌานที่ 2

ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ  ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ปราศจากความปีติ   อุเปกฺขโก จ วิหรติ มีอุเบกขาอยู่ 1,   สโต จ สมฺปชาโน มีสัมปชัญญะ 1,    สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ เสวยความสุขด้วยนามกาย 1,   อริยา อาจิกฺขนฺติ อันพระอริยะทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่าเข้าถึงซึ่ง ตติยฌาน ความเพ่งที่ 3    อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ เสวยสุขอยู่  มีสติอยู่เป็นอุเบกขา   ชื่อว่าเข้าถึงซึ่งตติยฌาน เป็นความเพ่งที่ 3  อย่างนี้แหละ

สุขสฺส จ ปหานา   ทุกฺขสฺส จ ปหานา   ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ละสุขละทุกข์เสียได้แล้ว    ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา สงบสุขทุกข์อันมี ในก่อนเสีย สงบความดีใจเสียใจอันมีในก่อนเสียได้    อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทธึ เข้าถึงซึ่ง จตุตถฌาน ความเพ่งที่ 4   ไม่มีสุขไม่มีทุกข์   มีสติเป็นอุเบกขาวางเฉยอยู่  มีสติบริสุทธิ์เป็นอุเบกขาอยู่อย่างนี้แหละ   สมาธิที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเบื้องสูง   นี้เนื้อความ  ของพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษาได้ความเพียงเท่านี้

ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบาย ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ในสมาธิสืบต่อไป   เป็นข้อที่ลึกล้ำคัมภีรภาพนัก แต่สมาธิจะแสดงโดยปริยายเบื้องต่ำก่อน

สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำ ถือเอาความตามพระบาลีนี้ ว่า อิธ อริยสาวโก แปลว่า พระอริยสาวกในพระธรรมวินัย โวสฺสคฺคารมฺมณํ กริตฺวา กระทำให้ปราศจากอารมณ์ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ อารมณ์ทั้ง 6 ไม่ได้เกี่ยวแก่ ใจเลย เรียกว่าปราศจากอารมณ์ ลภติ สมาธึ นั่นแหละสมาธิล่ะ ได้สมาธิในความตั้งมั่น ลภติ จิตฺตสฺเสกคฺคตํ ได้ซึ่งความที่แห่งจิตเป็นหนึ่ง หรือได้ความที่แห่งจิตเป็นธรรมชาติหนึ่ง ไม่มี สองต่อไป นี่ส่วนสมาธิโดยเบื้องต่ำ

สมาธิโดยปริยายเบื้องสูง บาลีว่า อิธ ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ ภิกษุผู้ศึกษาในธรรมวินัย ของพระตถาคตเจ้านี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงซึ่ง ปฐมฌาน ความเพ่งที่หนึ่ง เป็นไปด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา “วิตก” ความตรึกถึงฌาน “วิจาร” ความตรองในเรื่องฌาน เต็มส่วนของวิจารแล้วชอบใจอิ่มใจ “ปีติ” ชอบอกชอบใจ ปลื้มอกปลื้มใจ เรียกว่า ปีติ “สุข” มีความสบายกายสบายใจ เกิดแต่วิเวก วิเวกชํ ประกอบ ด้วยองค์ 5 ประการ วิตก วิจาร ปีติ สุข เกิดจากวิเวก ก็เข้าเป็นองค์ 5 ประการ นี้ปฐมฌาน

ทุติยฌานเล่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมาย สงบวิตกวิจารเสียได้ ความตรึกความตรอง ตรวจตราไม่มี สงบวิตกวิจารเสียได้ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เข้าถึงซึ่งทุติยฌาน ความเพ่งที่สอง ระคนด้วยองค์ 3 ประการ คือ ปีติ สุข เกิดแต่สมาธิเหมือนกัน นี่เข้าถึงทุติยฌาน

ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ ปราศไปจากความปีติ ไม่มีปีติ เข้าถึงซึ่งตติยฌาน ความเพ่งที่สาม ระคนด้วยองค์ 2 ประการ คือ สุข เกิดแต่สมาธิ หรือ “สุข” “เอกัคคตา” อย่างนี้ ก็ได้ เพราะเกิดแต่สมาธิ

ระงับสุข สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ละสุขละทุกข์เสียได้ หรือดับความดีใจ เสียใจอันมีในก่อนเสียได้ เข้าถึงจตุตถฌาน ความเพ่งที่สี่ ระคนด้วยองค์ 2 ประการ มีสติ บริสุทธิ์ วางเฉย อยู่สองประการเท่านั้น ที่จับตามวาระพระบาลี ได้ความอย่างนี้ นี่เป็นปริยัติ แท้ๆ ยังไม่เข้าถึงทางปฏิบัติ

ส่วนสมาธิในทางปฏิบัติเป็นไฉน ในทางปฏิบัติละก้อ มีรสมีชาติดีนัก สมาธิในทาง ปฏิบัติ ว่าโดยปริยายเบื้องต่ำเบื้องสูงแบบเดียวกัน

อริยสาวกในธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้   นี่สมาธิในทางปฏิบัติ  กระทำอารมณ์ทั้ง 6 รูปารมณ์ สัททารมณ์ รสารมณ์ คันธารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ ไม่ให้ติดกับจิต   หลุดจากจิตทีเดียว   เหลือแต่จิตล้วนๆ ไม่มีอารมณ์เข้าไปแตะทีเดียว   เหมือนอะไร   เหมือนคนที่เวลานอนจะใกล้หลับ   เมื่อยังไม่หลับ มีอารมณ์เข้าไปติดอยู่   รูปารมณ์บ้าง นึกถึงอดีตบ้าง ปัจจุบันบ้าง อนาคตบ้าง    สัททารมณ์บ้าง ที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต    คันธารมณ์บ้าง ที่เป็น อดีต ปัจจุบัน อนาคต    รสารมณ์บ้าง ที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต    โผฏฐัพพารมณ์บ้าง ที่เป็น ของเก่าของใหม่ ของปัจจุบัน   หรือธรรมารมณ์บ้างที่เกิดอยู่ในเดี๋ยวนั้น ที่ล่วงไปแล้ว และ ที่จะเกิดต่อไป    อารมณ์เหล่านี้แหละวุ่นอยู่กับใจ  ติดอยู่กับใจ  เปลื้องจากกันไม่ได้   ไม่หลับนอน  ตลอดคืนยังรุ่งก็ไม่หลับ   เพราะอารมณ์มันเข้าไปติดกับใจ   มันไปเกี่ยวข้องกับใจ  มันไปบังคับใจเสียนอนไม่หลับ  มันไม่หลุด   เมื่อไม่หลุดเช่นนี้ละก็  เรียกว่าสละอารมณ์ไม่ได้

เมื่อสละอารมณ์ได้ในทางปฏิบัติ  ไม่เกี่ยวด้วยอารมณ์เลย   ใจหลุดจากอารมณ์เหมือนอะไร  เหมือนไข่แดงกับไข่ขาวอยู่ด้วยกันจริงๆ   แต่ว่าไม่เกี่ยวกัน   ไข่แดงมีเยื่อหุ้มอยู่นิดหนึ่ง  บางๆ  ไม่เกี่ยวกับไข่ขาวด้วย   ไข่ขาวหุ้มอยู่ข้างนอกไม่ติดกัน   รสชาติของไข่แดงก็รสหนึ่ง   รสชาติของไข่ขาวก็รสหนึ่ง  ไม่เข้ากัน อยู่คนละทาง   เห็นปรากฏทีเดียว  เห็นที่ไหน อยู่ที่ไหน จึงเป็นทางปฏิบัติ  เห็นปรากฏชัดอยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่   กลางกายมนุษย์นี่  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ก็ใสบริสุทธิ์เท่า   ฟองไข่แดงของไก่นั่นแหละ  แต่ส่วนจิตที่เป็นสมาธิก็อยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นแหละ   ไม่ใช่จิตดวงเดียว  ในกลางดวงจิตมีวิญญาณ  แต่ดวงจิตอยู่ในกลางดวงจำ   ดวงจำอยู่ในกลางดวงเห็น   แต่ว่าพูดถึงจิตดวงเดียวแล้วก็ จิตไม่เกี่ยวด้วยอารมณ์ทีเดียว   อารมณ์ไม่เข้าไปแตะทีเดียว  นิ่งหยุด ดิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์   แล้วผู้ปฏิบัติของตัวก็เห็น   ใครเห็น   นี้เป็นทางปฏิบัติ กายมนุษย์ละเอียดมันเห็น  ไม่ใช่กายมนุษย์คนหยาบนี่   กายมนุษย์ละเอียดที่มันฝันออกไป  กายมนุษย์คนนั้นแหละมันเห็น   มันอยู่ในกลางดวงนั่นแหละ  มันเห็นดวงจิตบริสุทธิ์สนิทหลุดจากอารมณ์ดังนี้  ไม่มีอารมณ์เข้าไปเกี่ยวข้องเลยทีเดียว   เป็นดวงจิตใสเหน่งอยู่นั่นแหละ   เหมือนไข่แดง  แต่ว่ามันไม่ใสอย่างไข่แดงหรอก  ใสเหมือนกระจกส่องเงาหน้า   ใสเหน่งทีเดียว   ตากายมนุษย์ละเอียดมันเห็น  เพราะว่ามันก็รู้ว่าดวงจิตของมนุษย์   เวลานี้ไม่เกี่ยวด้วยอารมณ์ทั้ง 6 เลย   อารมณ์ทั้ง 6 ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวเลย  หลุดจากกันหมด   เห็นอย่างนี้เรียกว่า โวสฺสคฺคารมฺมณํ กริตฺวา ลภติ สมาธึ   มันก็นิ่ง  นิ่งแน่นอนอยู่กับดวงจิต  มั่นไม่คลาดเคลื่อน   ดวงจิตนั่นก็ซ้อนอยู่กับดวงจำ ดวงเห็น   ดวงวิญญาณก็ซ้อนอยู่ในกลาง ดวงจิตนั่นแหละ    ทั้ง 4 อย่างนี้ซ้อนไม่คลาดเคลื่อนกันเป็นจุดเดียวกันนั่นแหละ   ไม่ลั่นลอดจากกัน  เป็นก้อนเดียวชิ้นเดียวอันเดียวทีเดียว   เห็นชัดๆ อย่างนี้เรียกว่าสมาธิในทางปฏิบัติแท้ๆ    อย่างนี้เรียกว่าได้สมาธิ  จิตฺตสฺเสกคฺคตํ ได้ถึง เอกคฺคตา ได้ถึงซึ่งความเป็นหนึ่ง   จิตดวงนั้นแหละ  ถึงซึ่งความเป็นหนึ่งทีเดียว   ไม่มีสอง ไม่มีเขยื้อน   แน่นแน่ว เหมือนอย่างกับน้ำที่ใส่ไว้ในแก้วตั้งไว้  ในที่มั่น ไม่มีลมพัดมาถูกต้องเลย   ไม่เขยื้อนเลยทีเดียว  อยู่ทีดียว  หยุดอยู่กับที่ทีเดียว   นั้นได้ชื่อว่า จิตฺตสฺเสกคฺคตํ ถึงซึ่งความเป็นหนึ่งทีเดียว   จิตถึงซึ่งความเป็นหนึ่งขนาดนั้น   นั่นได้สมาธิอย่างนี้   เรียกว่าได้สมาธิแล้ว  แต่ว่าสมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำ   อย่างนี้สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำ  ไม่ใช่สมาธิ   โดยปริยายเบื้องสูง

สมาธิท่านวางหลักมาก  ไม่ใช่แต่จิตแน่นเท่านี้   ไม่ใช่แต่จิตปราศจากอารมณ์ถึงซึ่งความเป็นหนึ่งเท่านี้  สมาธิท่านวางหลักไว้ถึง 40 แต่ว่า 40 ยกเป็นปริยายเบื้องสูงเสีย 8    เหลืออีก 32 นั้นก็เป็นที่ทำสมาธิเหมือนกัน  แต่ว่าเป็นสมาธิฝ่ายนอกพระศาสนา   ไม่ใช่ในนะ  สมาธิข้างนอก   แต่ว่าเห็นข้างนอกแล้วก็น้อมเข้าไปข้างในได้  ถ้าสมาธิตรงข้างในดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เช่นนี้ละก็   ถูกเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนาทีเดียว  

สมาธินอกพุทธศาสนาออกไปน่ะ    ที่พระพุทธเจ้ารับรองอนุโลมเข้ามาในพระพุทธศาสนา  นั่น กสิณ 10, อสุภะ 10, อนุสสติ 10 เป็น 30 แล้ว   อาหาเรปฏิกูลสัญญา, จตุธาตุววัตถาน เป็น 32    นี่สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำทั้งนั้น ไม่ใช่สมาธิโดยปริยายเบื้องสูง   ถึงจะทางปริยัติก็ดี  ทางปฏิบัติก็ดี   ว่าโดยปริยายเบื้องต่ำ สมาธิโดยทางปริยัติก็แบบเดียวกัน   สมาธิโดยทางปฏิบัติ ก็แบบเดียวกัน    แต่ว่าสมาธิโดยทางปริยัติไม่เห็น ผู้ทำสมาธิไม่เห็น   นั่นสมาธิในทางปริยัติ

ถ้าสมาธิในทางปฏิบัติ   ผู้ได้ ผู้ถึง เห็นทีเดียว   เห็นปรากฏชัดทีเดียว   นั่นสมาธิในทางปฏิบัติ   เห็นปรากฏชัด  เห็นปรากฏชัดดังนั้น

ส่วนสมาธิโดยปริยายเบื้องสูง   ต้องพูดถึงฌาน   จิตที่เป็นดวงใส  ที่เห็นเป็นดวงใสอยู่นั่นแหละ  ผู้ปฏิบัติจะเข้าถึงซึ่งสมาธิโดยปริยายเบื้องสูงต่อไปได้   ใจต้องหยุดนิ่งกลางดวงจิตที่ใสนั่น   ต้องหยุดนิ่งทีเดียว  พอหยุดถูกส่วนเข้าเท่านั้นแหละ   ก็เกิดเป็นฌานขึ้นกลางดวงจิตที่หยุดนั่น   กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  กลางดวงจิตที่หยุดนั่น   นิ่งหนักเข้าๆ พอถูกส่วนเข้า   ก็เข้ากลางของหยุดนั้น เข้ากลางของหยุดพอถูกส่วนถึงขนาดถึงที่เข้า   เป็นดวงผุดขึ้นมา   เป็นดวงผุดขึ้นๆ กลางนั่นแหละ ดวงใหญ่ไม่ใช่ดวงย่อย   วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 2 วา (8 ศอก) หนาคืบหนึ่ง   กลมเป็นปริมณฑล   กลมรอบตัว   วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 2 วา  หนาคืบหนึ่ง   ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า   ถ้าดวงนั้นผุดขึ้นมา   มีกายๆ หนึ่ง  กายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละขึ้น   นั่งอยู่กลางดวงนั้น

เมื่อกายมนุษย์ละเอียดขึ้นนั่งอยู่กลางดวงนั้นแล้ว   นี่เนื่องมาจากดวงนั้นนะ ใจของกายมนุษย์ละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด    เห็นดวงจิตของตัวอีก   นี่เป็นสมาธิทำไว้แล้วน่ะ   แต่ว่าไม่ใช่ดวงจิตมนุษย์คนโน้น   เป็นดวงจิตของกายมนุษย์ละเอียด   เห็นปรากฏทีเดียว   มันก็นั่งนิ่งอยู่   กายมนุษย์ละเอียดก็เอาใจหยุดนิ่งอยู่กลางดวงจิตของตัวนั่น   อยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่น   นี่ขึ้นมาเสียชั้นหนึ่งแล้ว   พ้นจากกายมนุษย์หยาบขึ้นมาแล้ว   กายมนุษย์ละเอียดก็นั่งอยู่กลางดวงฌาน   วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 8 ศอก (2 วา)  กลมรอบตัวเป็นวงเวียนหนาคืบหนึ่ง   จะไปไหนก็ไปได้แล้ว  เข้าฌานแล้ว  กายมนุษย์ละเอียดเข้าฌานแล้ว  เมื่อเข้าฌานเช่นนั้นแล้วก็คล่องแคล่ว   จะไปไหนก็คล่องแคล่ว   เมื่อเข้าฌานเข้ารูปนั้นแล้ว   เกิดวิตกขึ้นแล้วว่านี่อะไร   รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนี้   ไม่เคยพบเคยเห็น   เกิดวิตกขึ้น   ตรึกตรองทีเดียว  ลอกคราบลอกคูดู   วิจารก็เกิดขึ้นเต็มวิตกก็ตรวจตรา   สีสันวรรณะ  ดูรอบเนื้อรอบตัว  ดูซ้ายขวาหน้าหลัง ดูรอบตัวอยู่   ตรวจตราแน่นอนแล้ว   เป็นส่วนของความตรวจตราแล้ว   เกิดปีติชอบอกชอบใจปลื้มอกปลื้มใจ  เบิกบานสำราญใจ   เต็มส่วนของปีติเข้ามีความสุขกายสบายใจ   เมื่อสุขกายสบายใจแล้วก็นิ่งเฉยเกิดแต่วิเวก ใจวิเวกวังเวง   นิ่งอยู่กลางดวงนั่น   นี่เต็มส่วนขององค์ฌานอย่างนี้   กายมนุษย์ละเอียดเข้าฌานแล้วอย่างนี้ เรียกกายมนุษย์ละเอียดเข้าฌานอยู่กลางดวงนั่น   นี่สมาธิในทางปฏิบัติเป็นอย่างนี้   แต่ว่าขั้นสูงขึ้นไป เมื่อตัวอยู่ในฌานนี้   ยังใกล้กับของหยาบนัก

เราจะทำให้สูงขึ้นไปกว่านี้   ใจกายละเอียดก็ขยาย   ใจขยายจากปฐมฌานของกายมนุษย์ละเอียด  ใจกายมนุษย์ละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด  กลางกายนั่น   หยุดนิ่งอยู่กลางดวงจิตที่เห็นใสนั่น   นิ่งหนักเข้าๆๆๆ   พอถูกส่วนเข้า   เกิดขึ้นมาอีกดวงเท่ากัน   นี่เรียกว่า  ทุติยฌาน    พอเกิดขึ้นอีกดวงหนึ่งแล้วละก็  กายทิพย์ทีเดียว   กายทิพย์ละเอียดทีเดียวเข้าฌาน  ไม่ใช่กายทิพย์หยาบล่ะ   กายทิพย์ละเอียดเข้าฌานอีก   แบบเดียวกับกายมนุษย์ละเอียด  กายทิพย์ละเอียดก็เข้าฌาน   อาศัยกายทิพย์หยาบเข้าฌานทีเดียว   นั่งอยู่กลางดวงอีกแบบเดียวกัน   ชนิดเดียวกัน  นั่งอยู่กลางดวงอีก   ทีนี้ ไม่มีวิตกวิจาร   ละวิตกวิจารเสียแล้ว  เหลือแต่ปีติ ชอบอกชอบใจ มันดีกว่าเก่า   ใสสะอาดดีกว่าเก่ามาก  ปลื้มอกปลื้มใจ   เมื่อปลื้มอกปลื้มใจเช่นนั้น  เต็มส่วนของความปีติก็เกิดความสุขขึ้น   เต็มส่วนของความสุข  เข้าใจก็นิ่งเฉย   นิ่งเฉยอยู่ในอุราเรียกว่า อุเบกขา  นิ่งเฉยอยู่กลางนั่น  นี่กายทิพย์ละเอียดเข้าฌานแล้ว   กายทิพย์ละเอียดก็นึกว่าใกล้ต่อกายมนุษย์ละเอียด ที่ละเอียดกว่านี้มีอีก

ใจของกายทิพย์ละเอียดก็ขยายจากฌานที่ 2   ใจก็นิ่งอยู่กลางดวงจิตของตัวดังเก่า   ต่อไปอีก ของกายทิพย์ละเอียดต่อไปอีก   กลางดวงจิตนั่น  พอถูกส่วนเข้า   ฌานก็ผุดขึ้นมาอีกดวงหนึ่งเท่ากัน  ดวงเท่ากันแต่ใสกว่านั้น   ดีกว่านั้น   วิเศษกว่านั้น  คราวนี้กายรูปพรหมขึ้นมาแล้ว    กายรูปพรหมละเอียดก็เข้าฌานนั่น   แต่ว่าอาศัยกายรูปพรหมหยาบนั่งนิ่งอยู่กลางดวงของตติยฌาน   ในนี้ไม่มีปีติ เป็นสุข เอกคฺคตา   ก็นิ่งเฉยอยู่กับสุขนั่น  มีองค์ 2 เต็มส่วน  รับความสุขของตติยฌานนั่นพอสมควรแล้ว กายรูปพรหมละเอียดก็นึกว่าละเอียดกว่านี้มีอีก  

ใจกายรูปพรหมละเอียดก็ขยายจิตจากตติยฌาน   นิ่งอยู่ในกลางดวงจิตของตัวนั่น  ใส  อยู่นั่น  กลางของกลางๆๆๆๆๆ ถูกส่วนเข้า   ผุดขึ้นมาอีกดวงหนึ่งเป็นดวงที่ 4  เข้าถึงจตุตถฌาน   เข้าถึงจตุตถฌานอาศัยกายอรูปพรหมหยาบ  และกายอรูปพรหมละเอียดเข้าจตุตถฌาน   กายอรูปพรหมละเอียดก็เข้าจตุตถฌานไป  เมื่อเข้าจตุตถฌานหนักเข้าเป็นอุเบกขา   กายอรูปพรหม เมื่อเข้าฌานนี้มีแต่ใจวางเฉยอยู่   มีสติบริสุทธิ์อยู่เท่านั้น มีสติวางเฉยบริสุทธิ์เป็น 2 ประการ   พอถูกหลักฐานดีแล้ว  เมื่อเข้าสู่รูปฌานแน่นอนดังนี้แล้ว  ใจกายอรูปพรหมละเอียด  ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด อยู่ศูนย์กลางดวงจตุตถฌานนั้น   จะเข้าอรูปฌานต่อไป  เข้าอากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน   ต่อนี้ไปใช้กายรูปพรหมละเอียดไม่ได้   ใช้กายอรูปพรหม  ใช้กายอรูปพรหมกายเดียวเข้าฌานเหล่านั้น   นี้เป็นฌานในภพ   ไม่ใช่ฌานนอกภพ   ฌานทั้ง 4 ประการนี้แหละเป็นสมาธิโดยปริยายเบื้องสูง    โดยทางปฏิบัติดังกล่าวมานี้    ปฏิเวธ ที่ปรากฏชัด ตามส่วนของตนๆ  มารู้เห็นตามความเป็นจริงนั้น   เป็นตัวปฏิเวธทั้งนั้น   เมื่อเข้าถึงฌานที่ 1 ก็เป็นตัวปฏิเวธอยู่แล้ว  เข้าถึงฌานที่ 2 ก็เป็นตัวปฏิเวธอยู่อีก    รู้เห็นปรากฏชัด    เมื่อเข้าถึงฌานที่ 3 ก็เป็นปฏิเวธอีก   ปรากฏชัดด้วยตาของตัว เข้าฌานที่ 4 ก็เป็นปฏิเวธอีก   เป็นปฏิเวธทั้งกายมนุษย์  เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดก็เป็นปฏิเวธอยู่อีก เข้าถึงกายรูปพรหมก็เป็นปฏิเวธของกายรูปพรหม เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียดก็เป็นปฏิเวธของกายรูปพรหมละเอียด   ส่วนอรูปพรหมเป็นของละเอียด  ส่วนจตุตฌานก็เป็นของละเอียดแต่ว่าเกี่ยวกัน   ที่จะเข้าอรูปฌานต้องเริ่มต้นแต่รูปฌานนี้ พอเข้าอากาสานัญจายตนฌานก็ใช้กายอรูปพรหมอย่างเดียวเท่านั้น   อย่างนี้แล สมาธิโดยปริยายเบื้องสูง

แสดงมาโดยปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ พอสมควรแก่เวลา   เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติ ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้    ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านเจ้าภาพและสาธุชน  จงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิตทุกถ้วนหน้า   อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา   สมมติยุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้    เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้.