สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน

 
 

[4]
13 กันยายน 2496

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)

อตฺตทีปา อตฺตสรณา นาญฺญสฺสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสฺสรณา นาญฺญสฺสรณาติ.

กายมนุษย์นี่แหละเป็นตัวโดยสมมติ    8 กายที่อยู่ในภพนั่นแหละ เรียกว่า อัตตาสมมุติ เรียกว่าตัวโดยสมมุติทั้งนั้น    ส่วน ธรรมล่ะ คือธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์น่ะ ก็เรียกว่า ธรรมสมมุติ เหมือนกัน   สมมุติชั่วคราวหนึ่ง  ไม่ใช่ตัว    ที่พระองค์ทรงรับสั่งว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ” ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว   ตัวทั้งสิ้นไม่ใช่ธรรม    ตัวก็เป็นตัวซิ  ธรรมก็เป็นธรรมซิ  คนละนัย   มีตัวกับธรรม 2 อย่างนี้เท่านั้น   กายมนุษย์ก็มีตัว กายมนุษย์ก็มีธรรมที่ทำให้เป็นตัวตลอดทุกกาย ทั้ง 18 กาย  มีตัวกับ มีธรรมที่ทำให้เป็นตัว    แต่ว่าตัวทั้งหลายเหล่านั้น ทั้ง 8 กายในภพ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หมดไม่เหลือเลย   ทั้ง 10 กายนอกภพ เป็น นิจจัง สุขัง อัตตา หมดไม่เหลือเลย   ตรงกันข้ามอย่างนี้

ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมีกถา  ว่าด้วยสิ่งที่เป็นเกาะและสิ่งที่เป็นที่พึ่งของตน ทุกถ้วนหน้า    สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสงเคราะห์พวกเราทั้งหลายซึ่งไม่รู้จักตนว่าเป็นเกาะและเป็นที่พึ่งของตน   ให้รู้จักว่าตนเป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน   พระบรมทศพลจึงได้ทรงชี้แจงแสดงธรรมนี้   ที่พึ่งอันนี้แหละไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้าย   นอกจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว   รู้เองไม่ได้  พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรู้เองได้   รู้สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตนได้   พระบรมทศพลเมื่อตรัสปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 สำเร็จแล้ว ก็ตรัสเทศนาอนัตตลักขณสูตรโปรดพระยสะและสหายรวม 55  สำเร็จแล้ว ทรงดำเนินไปยังเหล่าชฎิล 1,003 รูป ในระหว่างทางนั้น  ไปพบพวกราชกุมารเล่นซ่อนหาปิดตากันในป่าไร่ฝ้าย   ราชกุมารเหล่านั้นมีมเหสีด้วยกันทั้งนั้น    แต่ราชกุมารอีกองค์หนึ่ง   มเหสีนั้นเป็นมเหสีกำมะลอ  จ้างเขาไป  ไม่ใช่ของตนโดยตรง  จ้างหญิงแพศยาไป   ครั้นไปถึงป่าไร่ฝ้าย  เล่นซ่อนหาปิดตากันสนุกสนานนัก  ถอดเครื่องประดับ  แล้วห่อเรียบร้อยส่งให้มเหสีถือไว้ทุกๆ องค์ทั่วหน้ากัน   พระราชกุมารที่มีมเหสีกำมะลอก็ให้ถือ ดุจเดียวกัน   พระมเหสีกำมะลอของพระราชกุมารผู้นั้นเป็นหญิงนครโสเภณี   พอเห็นของมีค่าเช่นนั้น  นึกว่าเครื่องประดับเหล่านี้   เลี้ยงตัวเราได้ชาติหนึ่ง  เราไม่ต้องเดือดร้อน   เมื่อนางเห็นเช่นนั้น  ก็หาอุบายสัญญาวิปลาสแปรผันไป   หาวิธีหลบหลีกซ่อนเร้นตัวหลีกตัวสมความปรารถนา  แล้วพาเครื่องประดับหนีไป   ไปทางไหนไม่มีใครรู้เรื่อง   เมื่อราชกุมารเล่นซ่อนหาปิดตากันอย่างสนุกสนาน  หมดเวลาที่จะเล่นกันแล้ว   ก็กลับมาขอห่อเครื่องประดับที่พระมเหสีของตนประดับตกแต่งอวัยวะร่างกายไปตามหน้าที่   ฝ่ายราชกุมารที่มีพระมเหสีกำมะลอเป็นหญิงแพศยานั้น   ไม่พบตัวหญิงแพศยาที่จ้างไปเป็นพระมเหสี ซึ่งพาเอาห่อเครื่องประดับหนีไปแล้ว   ช่วยกันค้นคว้าหาสักเท่าใดก็ไม่พบ   ค้นไปค้นมาก็ไปพบพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ รุกขมูล โคนต้นไม้   ราชกุมารเหล่านั้นก็ได้ทูลถามพระจอมไตรว่า “โภ ปุริส ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ  ท่านเห็นหญิงถือห่อผ้าเดินไปทางนี้บ้างไหม”   พระจอมไตรทรงรับสั่งว่า   “แน่ะราชกุมารทั้งหลาย  ท่านจะหาหญิงถือห่อผ้านั้นดีหรือ  หรือจะหาตัวดี”   ราชกุมารก็ทูลรับว่า “หาตัวดี พระเจ้าค่ะ”   “เออ ถ้าหาตัวดีแล้ว ก็นั่งลงซิ เราจะบอกตัวให้”   พระจอมไตรก็ทรงรับสั่งให้ราชกุมาร 30 นั้นนั่ง  ให้พระมเหสีอีก 29 นั่งลงพร้อมกัน   พระองค์ก็ทรงแสดงถึงตัว ซึ่งตรงกันกับ อตฺตทีปา อตฺตสรณา นาญฺญสฺสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสฺสรณา นาญฺญสฺสรณา  เมื่อเข้าใจดังนี้ ขอเชิญท่านทั้งหลายจงเงี่ยโสตวิถีทั้งสองของอาตมาลงรองรับรสพระธรรมเทศนาในเรื่อง “สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตัว” สืบต่อไป   

แปลตามวาระพระบาลีว่า อตฺตทีปา มีตนเป็นเกาะ   อตฺตสรณา มีตนเป็นที่พึ่ง   นาญฺญสฺสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่   ธมฺมทีปา มีธรรมเป็นเกาะ   ธมฺมสฺสรณา มีธรรมเป็นที่พึ่ง   นาญฺญสฺสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่ นี้พึงรู้ใจความตามวาระพระบาลีให้แจ่มชัดเสีย   ให้แน่ในใจว่าตนนี่แหละเป็นเกาะ เป็นที่พึ่งตอนหนึ่ง 

ตอนที่สองรองลงไป   ธรรมนั่นแหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง  ที่จะฟังเทศนาเรื่องนี้ออก   ต้องรู้จักตน  รู้จักธรรมเสียก่อน คำว่าตนนั่นหมายอะไร   หมายหลายชั้น   กายมนุษย์นี่ก็เรียกว่าตน   กายมนุษย์ละเอียดเข้าไปอีกก็เรียกว่าตน  กายทิพย์ก็เรียกว่าตนของกายทิพย์  กายทิพย์ละเอียดก็เรียกว่าตนของกายทิพย์ละเอียด  กายรูปพรหมก็เรียกว่าตนของกายรูปพรหม   กายรูปพรหมละเอียดก็เรียกว่าตนของกายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมก็เรียกว่าตนของกายอรูปพรหม   กายอรูปพรหมละเอียดก็เรียกว่าตนของกายอรูปพรหมละเอียด   ตนเป็นดังนี้   นี่เป็นตนในภพ    ตนนอกภพออกไปยังมีอีก   ตนในภพนี้เป็นตนโดยสมมติ  ไม่จริงจังอะไร  สมมติชั่วคราวหนึ่ง   ตนนอกภพออกไป   กายธรรมก็เป็นตน  กายธรรมละเอียดก็เป็นตน  กายธรรมพระโสดาก็เป็นตน  กายธรรมพระโสดาละเอียดก็เป็นตน   กายธรรมพระสกทาคาก็เป็นตน  กายธรรมพระสกทาคาละเอียดก็เป็นตน   กายธรรมพระอนาคาก็เป็นตน   กายธรรมพระอนาคาละเอียดก็เป็นตน  กายธรรมพระอรหัตก็เป็นตน   กายธรรมพระอรหัตละเอียดก็เป็นตน   นี่ 10 กายเป็นตนทั้งนั้น   ตน 10 กายนี้เป็นตนโดยวิมุตติ ไม่ใช่สมมติ   ออกไปนอกภพ    นี่ให้รู้จักตนเสียดังนี้ก่อน   ตนนี่แหละเป็นเกาะ   ตนนี่แหละเป็นที่พึ่ง

แล้วจะแสดงเรื่องธรรมต่อไป   ให้รู้จักธรรมเสียอีกอย่างหนึ่ง   คำที่เรียกว่าธรรมน่ะอะไร  อยู่ที่ไหนต้องรู้จักเสีย  ถ้าไม่รู้จักก็เลอะเทอะเป็นป้าป้อนหลาน  ไม่รู้จักธรรมละก้อ ฟังธรรมไปสักเท่าใดๆ ก็ไม่รู้เรื่องของธรรม เพราะไม่รู้จักธรรม   จะรู้เรื่องจริงอย่างไร   ต้องรู้จักธรรมเสียก่อน   คำว่าธรรมน่ะอะไร ธรรมก็สำหรับให้ตนนั้นเป็นอยู่   ตนนั้นไม่มีธรรมเลยก็เป็นอยู่ไม่ได้   ทั้งกายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-กาย รูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-กายอรูปพรหมละเอียด, มีธรรมให้ตั้งอยู่ทั้งนั้น   ถ้าไม่มี ธรรมก็ดับหมด  กายธรรม-กายธรรมละเอียด, กายธรรมพระโสดา-กายธรรมพระโสดาละเอียด,  กายธรรมพระสกทาคา-กายธรรมพระสกทาคาละเอียด, กายธรรมพระอนาคา-กายธรรมพระอนาคาละเอียด,  กายธรรมพระอรหัต-กายธรรมพระอรหัตละเอียด,    มีธรรมให้เป็นอยู่ทั้งนั้น   ถ้าไม่มีธรรมแล้ว   กายธรรมนั้นก็เป็นอยู่ไม่ได้

คำว่าธรรมนี้อยู่ที่ไหนล่ะ   อยู่กลางกายมนุษย์    สะดือทะลุหลัง  ขวาทะลุซ้าย   ด้ายกลุ่มสองเส้นขึงให้ตึง  ตรงกลางเส้นด้ายที่พาดกันนั้นเรียกว่ากลางกั๊ก  นั่นคือถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใสเท่าฟองไข่แดงของไก่   ดวงนั้นแหละเรียกว่าธรรม   ธรรมดวงนั้นดับไป กายมนุษย์ก็ดับ   ธรรมดวงนั้นผ่องใสสะอาดสะอ้าน   กายมนุษย์ก็รุ่งโรจน์โชตนาการ  ธรรมดวงนั้นซูบซีดเศร้าหมอง   กายมนุษย์ก็ไม่ผ่องใส  ซอมซ่อ ไม่สวย ไม่งาม  น่าเกลียดน่าชังไป เพราะธรรมดวงนั้นสำคัญนัก    ธรรมดวงนั้นแหละเป็นชีวิตของมนุษย์   คือความเป็นอยู่ของมนุษย์   ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ อยู่กลางดวงนั้น   ออกจากกลางธรรมดวงนั้นเป็นชีวิตธรรมสำคัญทีเดียว   นั่นแหละธรรมดวงนั้นแหละอยู่กลางกายของ   เราเหมือนกันทุกๆ คนไป   กายมนุษย์มีดวงใสเท่าฟองไข่แดงของไก่   กายมนุษย์ละเอียดมีดวงใส  สองเท่าฟองไข่แดงของไก่ กายทิพย์ก็มีดวงใสอยู่กลางกายแบบเดียวกัน   สามเท่าฟองไข่แดงของไก่   กายทิพย์ละเอียดสี่เท่าฟองไข่แดงของไก่  เป็นดวงใส   กายรูปพรหมเป็นดวงใส ห้าเท่าฟองไข่แดงของไก่  กายรูปพรหมละเอียดเป็นดวงใส   หกเท่าฟองไข่แดงของไก่   กายอรูปพรหมเป็นดวงใส เจ็ดเท่าฟองไข่แดงของไก่  กายอรูปพรหมละเอียดเป็นดวงใส   แปดเท่าฟองไข่แดงของไก่   พอไปถึงกายอรูปพรหม  ธรรมดวงนั้นแหละเรียกว่าธรรม   ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมเล่าเป็นดวงใสแบบเดียวกัน วัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย   ธรรมกายหน้าตักเท่าใด  เช่นหน้าตัก 2 ศอก  ธรรมดวงนั้นก็วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง กลมรอบตัว 2 ศอก    ถ้าว่าธรรมกายหน้าตัก 4 ศอก ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายนั้นก็วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 4 ศอก กลมรอบตัวเหมือนกัน    ถ้าธรรมกายนั้นหน้าตัก 2 วา ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายก็วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 2 วาเหมือนกัน กลมรอบตัว    ถ้าธรรมกายนั้น หน้าตัก 4 วา 3 ศอก   ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายนั้นก็วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 4 วา 3 ศอก กลมรอบตัว  อยู่กลางกายธรรม   ธรรมดวงนั้นแหละเรียกว่าธรรม   นี่นอกภพออกไป  ไม่ใช่ในภพ   จึงได้ขยายส่วนใหญ่ออกไปดังนี้   ถ้าในภพแล้ว อย่างใหญ่ก็เพียง 8 เท่าฟองไข่แดงของไก่เท่านั้น   นี่ใหญ่โตมโหฬาร  ดวงธรรมนอกภพ   ดวงธรรมภายนอกภพ ใหญ่โตมโหฬาร  เป็นดวงใส  วิเศษชัชวาล  นั่นแหละเรียกว่า ธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรม ดวงหนึ่งล่ะ  ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายละเอียดอยู่ในกลางดวงธรรมนั้น   วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 5 วา กลมรอบตัว นี่เอง  กายธรรมละเอียด   

  • ธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 5 วา กลมรอบตัว เท่าของกายธรรมโคตรภูละเอียด
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระโสดาละเอียด   วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 10 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคาวัดผ่าเส้นศูนย์ กลาง 10 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระสกทาคาละเอียด วัดผ่าเส้น ศูนย์กลาง 15 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคา วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 15 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคาละเอียด วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 20 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัต วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 20 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตละเอียด  วัดผ่าเส้นศูนย์กลางโตขึ้นเป็นลำดับไป  จนนับอสงไขยไม่ถ้วน

นั่นแหละธรรมที่เรียกว่าธรรม  เป็นอย่างนี้   รู้จักเสียที  ที่เรียกว่าธรรมน่ะ

ทีนี้จะแสดง  อตฺตทีปา อตฺตสรณา นาญฺญสฺสรณา   กายน่ะเป็นเกาะนั้นเป็นอย่างไร   เป็นที่พึ่งน่ะเป็นอย่างไร  เกาะได้อย่างไร  พึ่งได้อย่างไรหรือ   จึงได้ชื่อว่าเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง   พึงนึกถึงมนุษย์ที่เรือล่มจมลงในท่ามกลางมหาสมุทร   มนุษย์ก็ต้องว่ายน้ำละซิ   มนุษย์ปรารถนาเกาะไหมล่ะ  ว่ายน้ำไปๆ ไปพบเกาะเข้าสักเกาะจะเป็นอย่างไร  ก็ชื่นอกชื่นใจ   ขึ้นเกาะนั้นโดยฉับพลันเชียว   ได้เกาะดีแล้ว  ได้อาศัยแล้ว   ไม่อย่างนั้นต้องว่ายน้ำกระเดือกๆ อยู่ในน้ำ   เหนื่อยแทบประดาตาย   ขึ้นเกาะเสียได้หมดเหนื่อย หมดยาก หมดลำบาก   นั่นได้เกาะในท่ามกลางมหาสมุทร   อาศัยได้อย่างนั้นหนา นั่นเป็นเกาะของคนที่เรือล่มจม ลงไปในท่ามกลางมหาสมุทร นั่นเป็นเกาะละหนึ่งล่ะ เกาะมีคุณอย่างนั้นแหละ 

ก็กายเป็นที่พึ่งล่ะ ที่ตนเป็นที่พึ่งน่ะ  พึ่งอย่างไรกัน   เมื่อไปพบเกาะล่ะเป็นอย่างไร ถามว่าเมื่อไปพบเกาะล่ะเป็นอย่างไร   เมื่อไปพบเกาะเข้าแล้วก็ดีใจ  ได้พึ่งพาอาศัยเกาะนั้น ไปพึ่งอื่นไม่ได้ แล้วต้องพึ่งเกาะอาศัยเกาะนั้น   มันมีผลไม้พอที่จะยังอัตตภาพให้เป็นไป   อาศัยเกาะนั้น พึ่งเกาะนั้น  นี่เหมือนดังนี้ 

บัดนี้เราท่านทั้งหลายก็มาอาศัยกายมนุษย์นี่แหละ  พึ่งกายมนุษย์อยู่   เวลานี้อาศัยกายมนุษย์จริงๆ นะ  พึ่งกายมนุษย์จริงๆ   ถ้าว่าไม่อาศัยจริงๆ กายมนุษย์นี่ไม่เป็นเกาะของเราจริงๆ ละก้อ  ก็ลองทิ้งดูซี   ถ้าทิ้งกายมนุษย์ละเอียดก็อยู่ไม่ได้   มนุษย์ก็ไม่เห็น  หายไป  ก็เรียกว่าตายกันเสียทีนั่นแหละ   มันออกไปอย่างนี้แหละ ปรากฏอย่างนี้   เมื่อปรากฏอย่างนี้ละก็  กายมนุษย์นี่เป็นเกาะจริงๆ หนา

ธรรมล่ะเป็นที่พึ่ง   ธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง   เป็นเกาะอย่างไร   ธรรมเป็นเกาะ  ถ้าไม่ได้ธรรมดวงนี้แล้ว  กายมนุษย์ละเอียดจะไปอาศัยอะไร   กายมนุษย์ก็ไม่มี  หายไป   กายมนุษย์ก็ไม่มีที่อาศัย  กายมนุษย์อาศัยธรรมดวงนั้น   กายมนุษย์ละเอียดอยู่ในกลางธรรมดวงนั้น  นั่นแหละ เขาก็พึ่งธรรมดวงนั้น   อาศัยธรรมดวงนั้นเป็นเกาะ   แล้วเขาก็พึ่งธรรมในตัวของเขา ดุจเดียวกัน นั่นธรรมดวงนั้นแหละของกายมนุษย์หยาบ เป็นที่อาศัยของกายมนุษย์ละเอียด 

ดวงธรรมของกายมนุษย์ละเอียดก็เป็นที่พึ่งของกายมนุษย์ละเอียด   ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่พึ่งที่อาศัยจริงๆ   กายมนุษย์หยาบเป็นเกาะสำหรับให้กายมนุษย์ละเอียดนั้นอาศัยด้วย   แล้วกายมนุษย์ละเอียดนั้นก็มีกายของตัวเป็นเกาะ   ตัวก็ต้องอาศัยกายของตัวด้วย   มีธรรมเป็นเกาะ ก็ต้องอาศัยธรรมของตัวด้วย   กายมนุษย์ละเอียดมีธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละเป็นที่พึ่ง   เป็นทั้งเกาะด้วย เป็นทั้งที่พึ่งด้วย   ทั้ง 2 อย่างปรากฏอย่างนี้   ยังมัวไม่เข้าใจชัด   ค่อยๆ ฟังไปก่อน  จะเข้าใจชัดเป็นลำดับไป   

กายมนุษย์ละเอียดมีกายของตัวเองเป็นเกาะ   มีกายของตัวเองเป็นที่พึ่ง   แล้วก็มีธรรมของกายมนุษย์ละเอียดนั้น  ก็เป็นเกาะด้วย เป็นที่พึ่งด้วย   กายมนุษย์ละเอียดมีกายเป็นเกาะ  ต้องอาศัยกายมนุษย์หยาบ  ถ้าไม่มีกายมนุษย์แล้ว  กายมนุษย์ละเอียดก็ไม่มีหน้าที่ในกายมนุษย์นั้น   ต้องส่งไปถึงหน้าที่กายทิพย์  เพราะฉะนั้น กายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละถ้ามีอยู่แล้ว  กายมนุษย์ละเอียดก็ต้องอาศัยกายของตัวด้วย  เป็นเกาะเป็นที่พึ่งด้วย  แล้วก็ธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ  ถ้าไม่มีกายมนุษย์นั้นก็มีไม่ได้  ก็ต้องเป็นที่พึ่งของตัวด้วย   เพราะฉะนั้นกายมนุษย์ละเอียดเป็นเกาะของตัวด้วย   และเป็นที่พึ่งของตัวด้วย  แล้วก็ธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั้นเป็นเกาะของตัวด้วย   เป็นที่พึ่งของตัวด้วย  นี่ชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 ชั้นที่ 3 ตามลำดับ

ลงไปกายมนุษย์ละเอียด   ธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนี่แหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตัว  และเป็นเกาะเป็นที่พึ่งของกายทิพย์ด้วย   แล้วธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์นั่นแหละ เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของกายทิพย์ด้วย   กายทิพย์ละเอียดก็พึ่งกายทิพย์หยาบและธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์หยาบ   ธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียดก็เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของกายทิพย์ละเอียดด้วย   กายทิพย์ละเอียดก็เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของกายทิพย์ละเอียดด้วย   สิ่งอื่นไม่มีนอกจากนี้แล้ว เป็นลำดับลงไป

  • กายรูปพรหมก็มีธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียดนั้น   เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของกายรูปพรหม  ธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม ก็เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของกายรูปพรหม   กายรูปพรหมละเอียดก็ได้อาศัยกายรูปพรหม และธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม
  • และกายอรูปพรหมก็ได้อาศัยกายรูปพรหมละเอียด ได้พึ่งธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด แล้วกายอรูปพรหมละเอียดก็ได้พึ่งได้อาศัยกายอรูปพรหมหยาบ   ได้อาศัยธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม
  • ธรรมกายเล่าก็ได้อาศัยกายอรูปพรหมละเอียด   ได้พึ่งกายอรูปพรหมละเอียด   ได้อาศัยธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด  ได้พึ่งธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด   กายธรรมละเอียดก็ได้พึ่งได้อาศัยกายธรรมโคตรภูหยาบ   และธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมโคตรภูหยาบ
  • กายธรรมพระโสดาได้อาศัยกายธรรมละเอียด  ได้พึ่งกายธรรมละเอียด ได้อาศัยดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายละเอียด  ได้พึ่งดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายละเอียด  กายธรรมพระโสดาได้อาศัยดังนี้   
  • กายธรรมพระโสดาละเอียดได้อาศัยกายธรรมพระโสดาหยาบ  ได้พึ่งดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระโสดาหยาบ
  • กายธรรมพระสกทาคาได้อาศัยกายพระโสดาละเอียด  ได้พึ่งกายธรรมพระโสดาละเอียด ได้พึ่งดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระโสดาละเอียด  
  • กายธรรมพระสกทาคาละเอียด ได้อาศัยกายธรรมพระสกทาคาหยาบ ได้พึ่งดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระสกทาคาหยาบ
  • กายธรรมพระอนาคาได้อาศัยกายธรรมพระสกทาคาละเอียด ได้พึ่งกายธรรมพระสกทาคาละเอียด ได้อาศัยดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระสกทาคาละเอียด ได้พึ่งดวงธรรม ที่ทำให้เป็นพระสกทาคาละเอียด 
  • กายธรรมพระอนาคาละเอียด ได้อาศัยกายธรรมพระอนาคาหยาบ  ได้พึ่งกายธรรมพระอนาคาหยาบ ได้อาศัยดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคาหยาบ ได้พึ่งดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคาหยาบ
  • กายธรรมพระอรหัตได้อาศัยกายธรรมของพระอนาคาละเอียด ได้พึ่งกายธรรมของพระอนาคาละเอียด ได้อาศัยดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคาละเอียด  ได้พึ่งดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคาละเอียด 
  • กายธรรมพระอรหัตละเอียด ได้อาศัยกายธรรมพระอรหัตหยาบ  ได้พึ่งกายธรรมพระอรหัตหยาบ ได้อาศัยดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตหยาบ  ได้พึ่งดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตหยาบ พึ่งอาศัยกันดังนี้ 

อธิบายดังนี้ดูมัวไป  จะต้องกลับอธิบายอีกสักครั้งหนึ่ง ไม่สนิทที่อธิบายมาแล้ว   พลั้งๆ พลาดๆ ไปไม่สนิทนัก แต่ขอให้เรียบเรียงเป็นตัวอย่างใหม่ว่า

กายทั้ง 18 กายนี้ พูดถึงกายมนุษย์ใหม่   กายมนุษย์เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง 2 อย่างนี้   เวลานี้เราอาศัยอยู่กับกายมนุษย์  มีกายมนุษย์เป็นเกาะจริงๆ ได้มีเกาะอาศัยอยู่   แล้วก็มีกายมนุษย์นี่เป็นที่พึ่งจริงๆ   คนอื่นพึ่งไม่ได้  จะพึ่งคนอื่น พึ่งอย่างไร   กายมนุษย์นี้มันต้องพึ่งตัวของมันเอง   อตฺตทีปา มันต้องพึ่งตัวมันเอง  จะพึ่งคนอื่นอย่างไร  อาบน้ำ อุจจาระ  มันก็ต้องพึ่งตัวของมันทั้งนั้น  คนอื่นไม่พึ่ง พึ่งตนเอง 

เมื่อกายมนุษย์นี่มีกายของตัวเป็นเกาะเป็นที่พึ่งดังนี้ละก็   ธรรมล่ะ มีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง อีกเหมือนกัน   ไม่ใช่แต่กายมนุษย์มีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง   ธรรมดวงนี้เป็นดวงใสอยู่กลางตัว  นั่นแหละเป็นเกาะ   แล้วมีธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่พึ่ง  เป็นเกาะน่ะเป็นอย่างไร   มีกายมนุษย์ละเอียดมาอาศัยดวงธรรมนั้น  มาอาศัยอยู่กับดวงธรรมนั้น   ถ้าไม่มีดวงธรรมนั้นอยู่  กายมนุษย์ละเอียดก็มาอาศัยอยู่ไม่ได้ นี่กายมนุษย์ละเอียดมาอาศัยอยู่ได้ ก็มีธรรมดวงนั้น   ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่อาศัยของตัวเอง กายมนุษย์ละเอียดๆ นั่นแหละเป็นตัวของตัวเอง  เป็นที่อาศัยด้วย และธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่พึ่งด้วย ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่พึ่งสำคัญ   เพราะได้มาด้วยความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ  ไม่มีพิรุธเลย   จึงเกิดธรรมดวงนั้น  ถ้าธรรมดวงนั้นดับไป   กายมนุษย์ละเอียดก็หมดที่พึ่ง   กายมนุษย์ละเอียดก็แบบเดียวกัน   มีตัวเป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง   และมีธรรมดวงนั้นแหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่งดุจเดียวกัน

เมื่อถึงกายทิพย์ล่ะ  กายทิพย์ก็ดุจเดียวกัน   เป็นเกาะเป็นที่พึ่งกันเป็นลำดับไป

เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้วละก็   สิ่งอื่นไม่มีหนา   ตัวของตัวนี่เท่านั้นเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง   กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด  กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด   8 กายนี้อยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบแล้ว   แต่เขาก็มีที่พึ่งของเขาอย่างนั้นแหละ   แต่ว่าพึ่งโดยสมมติ  ชั่วคราวหนึ่งไม่จริงจังนัก  เรียกว่าโลกีย์  ยังยักเยื้องแปรผันอยู่   เอาจริงเอาจังไม่ได้   ที่จะเอาจริงเอาจังได้ต้องเข้าไปถึงกายธรรม

กายธรรมโคตรภู มีกายธรรมหยาบ กายธรรมละเอียดแบบเดียวกัน   กายธรรมหยาบ ก็เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมหยาบก็เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง   กายธรรมละเอียดก็เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียดก็เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง  จนกระทั่ง ถึงพระโสดา พระโสดาก็มีกายของท่านเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง   ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระโสดา  ก็เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตัวเองทั้งนั้น จะไปพึ่งสิ่งอื่น เลอะละ  ไม่ได้   ถ้าพึ่งเจ้าพึ่งผี เที่ยวบนบานศาลกล่าว   นี่เพราะพวกเหล่านี้ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ  ไม่ได้ศึกษาในธรรมของสัตบุรุษ  ความเห็นจึงพิรุธไปเสียแล้ว   ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า   ไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรมของพระพุทธเจ้า   ความเห็นจึงได้เลอะเลือนไปเช่นนั้น   ถ้าไม่เลอะเลือน จะต้องมี 2 อย่างนี้เท่านั้น คือ มีกายกับธรรม 2 อย่างนี้เท่านั้น   

  • กายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด  ก็มีกายกับธรรม 2 อย่างนี้เท่านั้น มีกายมนุษย์กับมีธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ 2 อย่างนี้เท่านั้น 
  • กายมนุษย์ละเอียดกับธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด 2 อย่างนี้เท่านั้น กายทิพย์ก็มีกายทิพย์กับธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์   
  • กายทิพย์ละเอียดก็มีกายทิพย์ละเอียด กับธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด   
  • กายรูปพรหมเล่า ก็มีกายรูปพรหมกับธรรมที่ทำให้ เป็นกายรูปพรหม กายอรูปพรหมก็มีกายอรูปพรหมกับธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม 2 อย่างนี้เท่านั้น ทั้งหยาบทั้งละเอียด แบบเดียวกัน

เพราะฉะนั้นจะต้องเรียนให้รู้จักกายของตัวเสียก่อนว่า  กายมนุษย์นี่แหละเป็นตัวโดย สมมติ    8 กาย ที่อยู่ในภพนั่นแหละ เรียกว่า อัตตาสมมุติ เรียกว่าตัวโดยสมมุติทั้งนั้น    ส่วน ธรรมล่ะ คือธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์น่ะ ก็เรียกว่า ธรรมสมมุติ เหมือนกัน   สมมุติชั่วคราวหนึ่ง  ไม่ใช่ตัว    ที่พระองค์ทรงรับสั่งว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ” ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว   ตัวทั้งสิ้น ไม่ใช่ธรรม    ตัวก็เป็นตัวซิ  ธรรมก็เป็นธรรมซิ  คนละนัย   มีตัวกับธรรม 2 อย่างนี้เท่านั้น   กายมนุษย์ก็มีตัว กายมนุษย์ก็มีธรรมที่ทำให้เป็นตัวตลอดทุกกาย ทั้ง 18 กาย  มีตัวกับ มีธรรมที่ทำให้เป็นตัว    แต่ว่าตัวทั้งหลายเหล่านั้น ทั้ง 8 กายในภพ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หมดไม่เหลือเลย   ทั้ง 10 กายนอกภพ เป็น นิจจัง สุขัง อัตตา หมดไม่เหลือเลย   ตรงกันข้ามอย่างนี้ 
  เป็น นิจจัง สุขัง อัตตา เป็นของเที่ยงของจริงหมด แต่ว่าในภพแล้ว เป็นของไม่เที่ยงไม่จริงหมด ให้รู้ชัดเสียอย่างนี้ที่เกิดมาในมนุษย์โลกเป็นภิกษุ เป็นสามเณร เป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็เย็นอกเย็นใจ สบายอกสบายใจ ไม่ถือเลอะเลือน ผิดๆ พลาดๆ ไป ให้รู้จักหลักพระพุทธศาสนาอย่างนี้ ตามความเป็นจริงของทางมรรค ผล ตามความเป็นจริง ของกายที่เป็นของในภพ นอกภพ ชัดอย่างนี้ละก็ ก็ไม่งมงาย การหาเลี้ยงชีพหรือการเป็นอยู่ ในหมู่มนุษย์ ก็ไม่สับสนอลหม่านกับใคร ให้แต่ความสุขกับตนและบุคคลผู้อื่นเป็นเบื้องหน้า

ที่ได้ชี้เแจงแสดงมานี้ใน ตนของตน และ ธรรมที่ทำให้เป็นตนของตน  ทั้งเป็นเกาะทั้งเป็น ที่พึ่ง ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบาย   พอสมควรแก่เวลา เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติ  ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้  สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย  บรรดามาสโมสร ณ สถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา   สมมติว่ายุติธรรมมีกถา  โดยอรรถนิยมความเพียงแค่นี้   เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.