อาทิตตปริยายสูตร

 
 

[3]
25 สิงหาคม 2496

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)

 

เอวมฺเม สุตํ. เอกํ สมยํ ภควา คยายํ วิหรติ คยาสีเส สทฺธึ ภิกฺขุสหสฺเสน. ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ.    สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ. กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ อาทิตฺตํ. จกฺขุํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ รูปา อาทิตฺตา จกฺขุวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ จกฺขุสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ. เกน อาทิตฺตํ. อาทิตฺตํ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อาทิตฺตํ ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตฺตนฺติ วทามิ. โสตํ อาทิตฺตํ สทฺทา อาทิตฺตา โสตวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ โสตสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมฺปิทํ โสตสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ. เกน อาทิตฺตํ ฯลฯ อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน ตสฺส ภิกฺขุสหสฺสสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสูติ.

 

... คนมั่งมีเขาก็เหนี่ยวรั้งคนมั่งมีไปรวมกัน  คนยากจนมันก็เหนี่ยวรั้งคนยากจนไปรวมกัน ... อุบาสกก็เหนี่ยวพวกอุบาสกไปรวมกัน  อุบาสิกาก็เหนี่ยวพวกอุบาสิกาไปรวมกัน   มีคล้ายๆ กันอย่างนี้ ...  เช่น  โลกายตนะ อายตนะของโลกในกามภพ   อายตนะของกามมันดึงดูดให้ข้องอยู่ในกาม คือ กามภพ รูปภพ  อายตนะรูปพรหมดึงดูด เพราะอยู่ในปกครองของรูปฌาน  อายตนะดึงดูดให้รวมกัน   อรูปภพ อายตนะของอรูปพรหม อรูปฌานดึงดูดเข้ารวมกัน   อตฺถิ ภิกฺขเว สฬายตนํ นิพพานเป็นอายตนะอันหนึ่ง เมื่อหมดกิเลสแล้ว นิพพานก็ดึงดูดไปนิพพานเท่านั้น ให้รู้หลักจริงอันนี้ก็เอาตัวรอดได้ ...

 

ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมีกถา เรื่อง อาทิตตปริยายสูตร  ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ชฎิล 1,000 มีปุราณกัสสป นทีกัสสป คยากัสสป เป็นประธาน    พระบรมศาสดาจารย์ทรงทรมานชฎิลทั้งหลายเหล่านี้ ได้ทรงทำปาฏิหาริย์มากอย่าง   จะทำปาฏิหาริย์สักท่าหนึ่งท่าใด  ชฎิลผู้เป็นประธาน ปุราณชฎิลนั้นก็ยังแย้งว่าสู้ของเราไม่ได้ร่ำไป   จนกระทั่งหมดทิฏฐิมานะยอมรับธรรมเทศนาเชื่อต่อพระศาสดา   พระองค์จึงได้ทรงแสดงธรรมเทศนาให้ชฎิลละทิฏฐิของตน พร้อมด้วยบริวารทั้ง 3 พี่น้อง   เมื่อยอมรับถือตามคำสอนของพระศาสดาแล้ว  เมื่อได้เวลาสมควรพระองค์ก็ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ชฎิลทั้งหลายเหล่านั้น มีปุราณชฎิลเป็นต้น   อาทิตตปริยายสูตรนี้แสดงของร้อนให้ชฎิลเข้าเนื้อเข้าใจ   เพราะชฎิลทั้งหลายเหล่านั้นเคยบูชาไฟมาชำนิชำนาญ ชำนาญในการร้อน   พระองค์ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร เรื่องของร้อนทั้งนั้น

ตามวาระพระบาลีที่ยกไว้เบื้องต้นว่า เอวมฺเม สุตํ อันข้าพเจ้าพระอานนทเถระได้สดับตรับฟังแล้วด้วยอาการอย่างนี้   เอกํ สมยํ สมัยครั้งหนึ่ง   ภควา องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงเสด็จประทับอยู่ ณ คยาสีสะประเทศ ใกล้แม่น้ำคยา พร้อมด้วยภิกษุ 1,000 รูป  ทรงรับสั่งเตือนพระภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นว่า สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน    กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ อาทิตฺตํ ภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงอะไรเล่า เป็นของร้อน

จกฺขุ ํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ นัยน์ตาเป็นของร้อน   รูปา อาทิตฺตา รูปทั้งหลายเป็นของร้อน   จกฺขุวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ความรู้แจ้งทางตาเป็นของร้อน   จกฺขุสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ความสัมผัส ถูกต้องทางตาเป็นของร้อน   ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ   ความรู้สึกอารมณ์ มีขึ้นเกิดเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน   เกน อาทิตฺตํ ร้อนเพราะอะไร   อาทิตฺตํ ราคคฺคินา ร้อนเพราะไฟคือ ความกำหนัดยินดี ร้อนเพราะไฟคือความโกรธประทุษร้าย ร้อนเพราะไฟคือความหลงงมงาย อาทิตฺตํ ชาติยา ร้อนเพราะชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย โสกะ ความแห้งใจ ปริเทวะ ความพิไรรำพัน ทุกข์ ความไม่สบายกาย โทมนัส ความเสียใจ อุปายาส ความ คับแค้นใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อน

โสตํ อาทิตฺตํ หูเป็นของร้อน   สทฺทา อาทิตฺตา เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน   โสตวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ความรู้ทางหูเป็นของร้อน   โสตสมฺผสฺโส อาทิตฺโต การกระทบถูกต้องทางหูเป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์มีเกิดขึ้นเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์ บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน   เกน อาทิตฺตํ ร้อนเพราะอะไร อาทิตฺตํ ราคคฺคินา ร้อนเพราะไฟคือความกำหนัดยินดี ร้อนเพราะไฟคือความโกรธประทุษร้าย ร้อนเพราะไฟคือ ความหลงงมงาย   อาทิตฺตํ ชาติยา ร้อนเพราะชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย โสกะ ความแห้งใจ ปริเทวะ ความพิไรรำพัน ทุกข์ ความไม่สบายกาย โทมนัส ความเสียใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ เราจึงกล่าวว่า เป็นของร้อน

ฆานํ อาทิตฺตํ จมูกเป็นของร้อน   คนฺธา อาทิตฺตา กลิ่นที่กระทบจมูกเป็นของร้อน   ฆานวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ความรู้ทางจมูกเป็นของร้อน   ฆานสมฺผสฺโส อาทิตฺโต การกระทบทางจมูกเป็นของร้อน   ยมฺปิทํ ฆานสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา อารมณ์มีเกิดขึ้นอาศัยฆานสัมผัสเป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน   ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟคือความกำหนัดยินดี  ร้อนเพราะไฟคือความโกรธประทุษร้าย   ร้อนเพราะไฟคือความหลงงมงาย   ร้อนเพราะชาติ ความเกิด   ชรา ความแก่   มรณะ ความตาย   โสกะ ความแห้งใจ   ปริเทวะ ความพิไรรำพัน   ทุกข์ ความไม่สบายกาย   โทมนัส ความเสียใจ   อุปายาส ความคับแค้นใจ เรากล่าวว่าเป็นของร้อน

ชิวฺหา อาทิตฺตา ลิ้นก็เป็นของร้อน   รสา อาทิตฺตา รสที่กระทบลิ้นก็เป็นของร้อน   ชิวฺหาวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ความรู้สึกทางลิ้นก็เป็นของร้อน   ชิวฺหาสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ความสัมผัสแห่งลิ้นก็เป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์มีเกิดขึ้นอาศัยชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน   เกน อาทิตฺตํ  ร้อนเพราะอะไร   ร้อนเพราะไฟคือความกำหนัดยินดี  ความโกรธประทุษร้าย ความหลงงมงาย   ร้อนเพราะ ชาติ ความเกิด   ชรา ความแก่   มรณะ ความตาย   โสกะ ความแห้งใจ   ปริเทวะ ความพิไร รำพัน   ทุกข์ ความไม่สบายกาย   โทมนัส ความเสียใจ   อุปายาส ความคับแค้นใจ   เรากล่าวว่าเป็นของร้อน

กาโย อาทิตฺโต กายก็เป็นของร้อน โผฏฺฐพฺพา อาทิตฺตา ความถูกต้องของกาย ความสัมผัสของกาย สิ่งที่ถูกต้องกาย ก็เป็นของร้อน ความรู้แจ้งทางกายก็เป็นของร้อน ความสัมผัสถูกต้องทางกายก็เป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์มีเกิดขึ้นอาศัยกายสัมผัสเป็นปัจจัย นี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน เกน อาทิตฺตํ ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟคือความกำหนัดยินดี ความโกรธประทุษร้าย ความหลงงมงาย ร้อนเพราะชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย โสกะ ความแห้งใจ ปริเทวะ ความพิไรรำพัน ทุกข์ ความไม่สบายกาย โทมนัส ความเสียใจ อุปายาส ความ คับแค้นใจ อาทิตฺตนฺติ วทามิ เรากล่าวว่าเป็นของร้อน

มโน อาทิตฺโต ใจก็เป็นของร้อน ธมฺมา อาทิตฺตา ธรรมทั้งหลายก็เป็นของร้อน มโนวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ความรู้แจ้งทางใจก็เป็นของร้อน มโนสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ความถูกต้อง ทางใจก็เป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์นึกคิดมีเกิดขึ้นอาศัยมโนสัมผัสเป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อน เพราะไฟคือความกำหนัดยินดี ความโกรธประทุษร้าย ความหลงงมงาย ร้อนเพราะชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย โสกะ ความแห้งใจ ปริเทวะ ความพิไรรำพัน ทุกข์ ความไม่สบายกาย โทมนัส ความเสียใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ อาทิตฺตนฺติ วทามิ เรากล่าวว่าเป็นของร้อน

เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อริยสาวกผู้ได้ฟัง เมื่อเห็นอย่างนี้    จกฺขุสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในตาบ้าง   รูเปสุปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในรูปบ้าง   จกฺขุวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในจักษุวิญญาณบ้าง จกฺขุสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในตาสัมผัสบ้าง   ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ   ความรู้สึกอารมณ์ มีเกิดขึ้นอาศัยจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้นั้นบ้าง   โสตสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในหูบ้าง   สทฺเทสุปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในเสียง   โสตวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในความรู้ทางหูบ้าง   โสตสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในความกระทบถูกต้องทางหูบ้าง   ยมฺปิทํ โสตสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกอารมณ์เกิดขึ้นอาศัยโสตสัมผัสเป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้อันนั้นบ้าง ฆานสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในจมูกบ้าง   คนฺเธสุปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในกลิ่นทั้งหลายบ้าง   ฆานวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้ทางจมูกบ้าง  ฆานสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในทางกระทบถูกต้องทางจมูกบ้าง ยมฺปิทํ ฆานสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกมีเกิดขึ้นอาศัยฆานสัมผัสเป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้อันนั้นบ้าง   ชิวฺหายปิ นิพฺพินฺทติ  ย่อมเบื่อหน่ายในลิ้นบ้าง   รเสสุปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในรสทั้งหลายบ้าง   ชิวฺหาวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้ในทางลิ้นบ้าง   ชิวฺหาสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในชิวหาสัมผัสบ้าง   ยมฺปิทํ ชิวฺหาสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกมีเกิดขึ้นอาศัยชิวหาสัมผัส เป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้สึกนั้นบ้าง   กายสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในกายบ้าง   โผฏฺฐพฺเพสุปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในสิ่งที่มากระทบกายบ้าง   กายวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้ทางกายบ้าง กายสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในการถูกต้องทางกายบ้าง   ยมฺปิทํ กายสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกมีเกิดขึ้นอาศัยกายสัมผัสเป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็น ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้สึกอันนั้น   มนสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในใจบ้าง   ธมฺเมสุปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในธัมมารมณ์บ้าง   มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายความรู้ทางใจบ้าง   มโนสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในความถูกต้องทางใจบ้าง   ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกอารมณ์มีเกิดขึ้น อาศัยมโนสัมผัสเป็นปัจจัยนี้แม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้สึกอันนั้นบ้าง   นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมสิ้นกำหนัด   วิราคา วิมุจฺจติ พอสิ้นกำหนัด จิตก็หลุดพ้น   วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ เมื่อจิตหลุดพ้น เกิดความรู้ขึ้นว่า พ้นแล้วดังนี้ พระอริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีกแล้ว   อิทมโวจ ภควา สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงตรัสธรรมบรรยายอันนี้แล้ว อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมีใจยินดี   ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุเพลิดเพลินในภาษิตของพระผู้มีพระภาค   อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน ก็แลเมื่อไวยากรณ์ อันพระผู้มีพระภาคทรงตรัสอยู่   จิตของพระภิกษุ 1,000 รูปเหล่านั้นก็พ้นจากอาสวะทั้งหลาย พร้อมด้วยความไม่ถือมั่น ด้วยประการฉะนี้  นี่จบ อาทิตตปริยายสูตร    ต่อแต่นี้จะชี้แจงตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบายต่อไป

อาทิตตปริยายสูตรนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงทราบชัดว่าบริษัทคือชฎิล มีปุราณชฎิลเป็นต้น สาละวนในการบูชาไฟ  เพลิดเพลินในการบูชาไฟ  เป็นที่สักการะนับถือของชาวมคธรัฐ มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประธาน   เป็นครูของพระเจ้าพิมพิสารทีเดียว  เป็นที่นับถือทีเดียว ชฎิลพวกนี้เคยรับสังเวยของพลเมืองเป็นเนืองนิตย์อัตรา   ชฎิลเหล่านี้ พระพุทธเจ้าอุบัติตรัสรู้ในโลกแล้ว ปรากฏว่าเราจะไปโปรดพระเจ้าพิมพิสารที่จะสำเร็จเป็นหลักฐาน จะทำเป็นประการใด   เมื่อสอดส่องด้วยพระปรีชาญาณก็ทราบหลักฐานว่า  จะต้องไปทรมานชฎิลเหล่านั้นให้มาเลื่อมใสในลัทธิของเราก่อน  เมื่อมาเลื่อมใสในลัทธิทางพุทธศาสนาแน่แท้แล้ว   เราจะพาชฎิลเหล่านั้นไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร  แล้วให้ชฎิลเหล่านี้ปฏิญาณตัวว่าเป็นลูกศิษย์ของเรา  ถ้าไม่เช่นนั้นชนชาวเมืองราชคฤห์ก็จะพากันตระหนกตกใจสนเท่ห์สงสัยว่า  พระสมณโคดมจะเป็นใหญ่กว่า หรือว่าพวกชฎิลของเราเป็นใหญ่กว่า เป็นประการใดแล้ว ไม่ตกลงกัน   เมื่อมหาชนสนเท่ห์เช่นนั้น ก็ให้ปุราณชฎิลนั้นแหละปฏิญาณตัวว่าเป็นศิษย์พระสมณโคดมบรมครู ให้เหาะขึ้นไปในอากาศ แล้วกลับลงมากราบพระบรมศาสดา 3 ครั้ง แล้วปฏิญาณตนว่าเป็นศิษย์พระบรมครูทีเดียว   เมื่อชฎิลประกาศตัวเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าพิมพิสารทั้งราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสารก็พร้อมใจกันเชื่อถือแน่นอน มั่นหมายในพระสมณโคดมบรมครู   พระองค์ก็ทรงตรัสเทศนาแก่บริษัทที่มาประชุมพร้อมกันได้ 12 นหุต เมื่อพระองค์ทรงตรัสเทศนาจบลง ในกาลครั้งนั้นราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสารทั้งหมด ปรากฏว่าได้สำเร็จมรรคผล 11 นหุต   เหลืออีกนหุตหนึ่งได้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณาคมน์ แล้วพระเจ้าพิมพิสารอุทิศราชอุทยานของพระองค์ชื่อว่า เวฬุวัน สวนไม้ไผ่ให้แก่พระโคดมบรมครู ตั้งเป็นสังฆิกาวาสอยู่ในเวฬุวนาราม  มอบให้เป็นสิทธิ์ทีเดียว   พุทธศาสนาก็ตั้งมั่นในเมืองราชคฤห์เพราะเหตุนี้

เพราะฉะนั้นเราได้ฟังอาทิตตปริยายสูตร ว่าด้วยของร้อนในเวลาวันนี้ เป็นธรรมอันพระองค์ใช้ดับของร้อน ของร้อนต้องดับของร้อนมันจึงจะถูกเงื่อนถูกสายกัน   ดับของร้อนได้อย่างไร ความร้อนน่ะ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย โสกะ ความแห้งใจ ปริเทวะ ความพิไรรำพัน ทุกข์ ความไม่สบายกาย โทมนัส ความเสียใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ  ดังนี้เป็นผล

ร้อนด้วยไฟคือราคะ โทสะ โมหะ นั้นสำคัญนัก   อันนี้จะแก้ไขวันนี้ว่าเกิดมาจากไหน ราคะ โทสะ โมหะ เกิดมาจากจักขุบ้าง รูปบ้าง ความรู้ทางจักขุบ้าง ความสัมผัสทางจักขุบ้าง    มันเกิดมาทางนี้ต้องแก้ไขทางนี้ แก้ไขทางอื่นไม่ได้   ต้องแก้ไขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์  ที่มากระทบถูกต้องอายตนะ ทั้ง 6 นั้น   ให้ทำใจให้หยุด   หยุดเสียอันเดียวเท่านั้นดับหมด พอหยุดได้เสียก็เบื่อหน่าย  เบื่อหน่าย ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์  เบื่อหน่ายในความรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เบื่อหน่ายในการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เบื่อหน่ายหมด   ต้องทำใจให้หยุดอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย   สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊ก ใสเหมือนดวงจันทร์ดวงอาทิตย์  หยุดนิ่งหยุดทีเดียว  พอหยุดก็รู้ว่าใจของเราหยุดแล้ว  ที่ว่าใจหยุดก็เข้ากลางของกลาง นิ่งอยู่ที่เดียว กลางของกลางๆๆ ไม่ถอย แล้วเข้ากลางของกลางหนักเข้าไป   พอใจหยุดก็เข้ากลางของกลาง   ซ้ายขวาหน้าหลังล่างบนไม่ไป  กลางของกลางหนักขึ้นทุกที  ไม่มีถอยออก  กลางของกลางหนักขึ้น พอถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์   นั่นเป็นดวงปฐมมรรค หนทางเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน กลางของกลางไม่เลิก อยู่กลางดวงนั่นแหละ  เกิดขึ้นที่หยุดนั่นแหละ นิ่งอยู่กลางดวงของดวงที่หยุดนั่นแหละ หยุดหนักเข้าๆ ก็ ถึงดวงศีล  เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ เท่ากัน   หยุดอยู่กลางดวงศีลนั่นแหละ กลางของกลางหนักขึ้น พอถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึงดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ พอถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึงดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญานั่นแหละ พอถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตตินั่นแหละ พอถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นแหละ พอถูกส่วนเข้า ก็จะเห็นกายมนุษย์ละเอียด อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ของกายมนุษย์หยาบหายไปหมด เหลือของกายมนุษย์ละเอียด

ใจก็หยุดอย่างนั้นแหละ ในศูนย์กลางกายมนุษย์ละเอียด ก็เห็นแบบเดียวกันอย่างนี้แหละ ก็ถึงกายทิพย์   อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ หายไปหมด พอเข้าถึงกายทิพย์แล้ว หยุดอยู่ในกลางกายทิพย์อย่างนี้แหละ จะเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด หยุดอยู่กลางกายทิพย์ละเอียด อย่างนี้แหละ ก็จะเข้าถึงกายรูปพรหม นี่ โลภะ โทสะ โมหะ หายไปหมดแล้ว เหลือแต่ราคะ โทสะ โมหะ หยุดดังนี้ในกายรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียด จะเข้าถึงกายอรูปพรหม นี่ ราคะ โทสะ โมหะ หายไปหมดอีกแล้ว

หยุดอยู่ดังนี้แหละในกายอรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียด  เข้าถึงกายธรรม   พอเข้าถึงกายธรรมเท่านั้น กามราคานุสัย อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ก็หายไปหมด   กายธรรมเป็นวิราคธาตุวิราคธรรมส่วนหยาบส่วนย่อย  เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมที่ยังเจือปนระคนอยู่ด้วยฝ่ายหยาบ   ยังไม่เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมแท้สิ้นเชิงทีเดียว แต่เข้าเขตวิราคธาตุวิราคธรรมแล้ว    ก็หยุดอยู่ในกายธรรมทั้งหยาบทั้งละเอียดอย่างนี้แหละ จะเข้าถึงกายโสดาทั้งหยาบทั้งละเอียด นี่หมดสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส   เข้าถึงพระโสดาไปแล้ว  หยุดอยู่ที่พระโสดาดังนี้   พอถูกส่วนเข้า จะเข้าถึงพระสกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด พยาบาท กามราคะ อย่างหยาบหมด   หยุดอยู่ในพระสกทาคาอย่างนี้ทั้งหยาบทั้งละเอียด   ถูกส่วนดังนี้จะเข้าถึงพระอนาคา กามราคะ พยาบาท อย่างละเอียดหมด nbsp; nbsp;เหลือแต่รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา หยุดอยู่ในกายพระอนาคาอย่างนี้แหละ   จะเข้าถึงกายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา หลุดหมด  พอเข้าถึงกายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียดนี้   เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมแท้ นี้เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา   แต่ให้รู้จักหลักอย่างนี้  ทางเป็นจริงของพุทธศาสนา  เป็นอย่างนี้

เมื่อเรารู้หลักจริงดังนี้แล้วให้ปฏิบัติไปตามแนวนี้   ถ้าผิดแนวนี้จะผิดทางมรรคผลนิพพาน   อะไรเป็นมรรค อะไรเป็นผล อะไรเป็นนิพพาน  มรรคผลนิพพาน   กายธรรมอย่างหยาบ กายธรรม โคตรภู โสดา สกทาคา อนาคา อรหัต  อย่างหยาบนั่นแหละเป็นตัวมรรค  กายธรรมอย่างละเอียด โสดาอย่างละเอียด สกทาคาอย่างละเอียด อนาคาอย่างละเอียด อรหัตอย่างละเอียด นั่นแหละเป็นตัวผล   นั่นแหละมรรค นั่นแหละผล   แล้วนิพพานล่ะ ธรรมที่ทำให้เป็นกายโคตรภู โสดา สกทาคา อนาคา อรหัต  พอถึงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตก็ถึงนิพพานกัน  นิพพานอยู่อย่างนี้   ถ้าไม่มีธรรมที่ทำให้เป็นอรหัต ก็ไปถึงนิพพานไม่ได้   ธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม   ตัวนิพพานเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม   เขาก็ดึงดูดกัน  พอถูกส่วนเข้า ก็ดึงดูดกันรั้งกันไปเอง   เหมือนมนุษย์ในโลกนี้   คนมั่งมีเขาก็เหนี่ยวรั้งคนมั่งมีไปรวมกัน  คนยากจนมันก็เหนี่ยวรั้งคนยากจนไปรวมกัน  นักเลงสุรามันก็เหนี่ยวรั้งนักเลงสุราไปรวมกัน  นักเลงฝิ่นมันก็เหนี่ยวรั้งนักเลงฝิ่นไปรวมกัน  ภิกษุก็เหนี่ยวพวกภิกษุไปรวมกัน  สามเณรก็เหนี่ยวพวกสามเณรไปรวมกัน  อุบาสกก็เหนี่ยวพวกอุบาสกไปรวมกัน  อุบาสิกาก็เหนี่ยวพวกอุบาสิกาไปรวมกัน   มีคล้ายๆ กันอย่างนี้   แต่ที่จริงที่แท้เป็นอายตนะสำคัญ  อายตนะดึงดูด เช่น  โลกายตนะ อายตนะของโลกในกามภพ   อายตนะของกามมันดึงดูดให้ข้องอยู่ในกาม คือ กามภพ รูปภพ  อายตนะรูปพรหมดึงดูด เพราะอยู่ในปกครองของรูปฌาน  อายตนะดึงดูดให้รวมกัน   อรูปภพ อายตนะของอรูปพรหม อรูปฌานดึงดูดเข้ารวมกัน   อตฺถิ ภิกฺขเว สฬายตนํ นิพพานเป็นอายตนะอันหนึ่ง เมื่อหมดกิเลสแล้ว นิพพานก็ดึงดูดไปนิพพานเท่านั้น ให้รู้หลักจริงอันนี้ก็เอาตัวรอดได้

ที่ได้ชี้แจงมาตามวาระพระบาลี อาทิตตปริยายสูตร โดยสังเขปกถาและตามมตยาธิบาย  พอสมควรแก่เวลา   เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้   สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย  บรรดามาสโมสร ณ สถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา   สมมติว่ายุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยมความเพียงแค่นี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.