เกณิยานุโมทนาคาถา

 
 

[24]
11 เมษายน 2497

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)

 

อคฺคิหุตฺตํ มุขา ยญฺญา สาวิตฺติ ฉนฺทโส มุขํ
ราชา มุขํ มนุสฺสานํ นทีนํ สาคโร มุขํ
นกฺขตฺตานํ มุขํ จนฺโท อาทิจฺโจ ตปตํ มุขํ
ปุญฺญมากงฺขมานานํ สงฺโฆ เว ยชตํ มุขํ
ภณิสฺสาม มยํ คาถา กาลทานปฺปทีปิกา
เอตา สุณนฺตุ สกฺกจฺจํ ทายกา ปุญฺญกามิโนติ

 

พระสงฆ์นั้นแหละเป็นประมุขของบุญสำคัญ เป็นหัวหน้าของบุญสำคัญ เป็นต้นของบุญสำคัญ ถ้าต้องการบุญก็ถวายในพระสงฆ์ ไม่เจาะจงภิกษุองค์หนึ่งองค์ใด มั่นหมายไปในหมู่พระสงฆ์ทีเดียว จะมีข้าวถ้วยปลาตัวก็ช่าง มีสิ่งอันใดก็ช่าง ก็ถวายพระสงฆ์ ให้ใจตรงเป็นกลาง ให้ทำดังนี้จะถูกบุญใหญ่ในพระพุทธศาสนา ... ตั้งใจอยู่ว่า ท่านผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพระอรหันต์ ผู้หนึ่งผู้ใดจะประพฤติตัวให้เป็นพระอรหันต์ต่อไป เป็นอายุพระศาสนาหมดทั้งสกลพุทธศาสนา จงรับทานของข้าพุทธเจ้าเถิด

 

ณ บัดนี้  อาตมภาพจักได้แสดงธรรมีกถา เฉลิมเพิ่มเติมศรัทธา ประดับสติปัญญาของท่านพุทธบริษัท ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต  บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ เพื่อทำธรรมสวนกิจในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า  วันนี้จะแสดงด้วย เกณิยานุโมทนาคาถา เครื่องกล่าวปรารภทั้งทางโลกและทางธรรม และทางบำเพ็ญทานการกุศล   แต่ว่า เราท่านทั้งหลายทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต เป็นพุทธศาสนิกชน ตั้งอยู่ในภูมิพื้นของปุถุชน  ต้องจำข้อสำคัญที่ขบขันไว้ในมนุษย์โลกนั้นก่อน   เพราะว่าเราท่านทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่รู้จุดหมายใจดำของการบูชา  ไม่รู้จักจุดหมายใจดำของคัมภีร์แห่งโลก  ไม่รู้จักจุดหมายใจดำของพระเจ้าแผ่นดิน  ไม่รู้จักจุดหมายใจดำของแม่น้ำสมุทรสาคร  ไม่รู้จักจุดหมายใจดำของดวงจันทร์  ไม่รู้จักจุดหมายใจดำของดวงอาทิตย์   เรื่องนี้ใน 6 ข้อนี้ควรตั้งใจสดับต่อไป

ตามวาระพระบาลีว่า อคฺคิหุตฺตํ มุขา ยญฺญา ยัญทั้งหลายมีไฟเป็นหัวหน้า  สาวิตฺติ ฉนฺทโส มุขํ สาวิตติฉันท์เป็นคัมภีร์ของฉันทศาสตร์ทั้งหลาย ราชา มุขํ มนุสฺสานํ  พระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขของมนุษย์นิกรทั้งหลาย  นทีนํ สาคโร มุขํ สมุทรสาครเป็นประมุขของแม่น้ำทั้งหลาย  นกฺขตฺตานํ มุขํ จนฺโท ดวงจันทร์เป็นประมุขของดวงดาวนักษัตรทั้งหลาย   อาทิจฺโจ ตปตํ มุขํ ดวงอาทิตย์เป็นประมุขของสิ่งที่มีความร้อนทั้งหลาย   สิ่งที่ร้อนทั้งหลาย หรือว่าความร้อนทั้งหลาย สู้แสงอาทิตย์ไม่ได้   ใน 6 ข้อนี้จะอรรถาธิบายต่อไปให้เข้าเนื้อเข้าใจ

การบูชาทั้งหลายในสากลโลก  พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นในโลก เขาก็มีการบูชากัน บูชาพระพุทธเจ้า   พระพุทธเจ้าจะไม่เกิดขึ้นก็มีการบูชากัน  คำที่เรียกว่า "ยัญ" น่ะแปลว่า การบูชา หรือเซ่นสรวงต่างๆ    ที่ปรากฏทำกันอยู่  นานาประเทศจะเซ่นสรวงบูชายัญต่างๆ ต้องมีไฟเป็นหัวหน้าทั้งนั้น  ต้องมีไฟเป็นประธาน  เมื่อติดไฟขึ้นละก็ เริ่มบูชากันละ   ถ้าว่ายังไม่ติดไฟก็ยังไม่บูชา จะจัดการบูชาจัดอย่างไรจัดไป  ถ้ายังไม่ติดไฟยังไม่เริ่มบูชา  ต้องติดไฟขึ้นจึงเริ่มบูชา  นี่ไฟเป็นข้อสำคัญอยู่ เมื่อเราบูชา มีไฟเป็นประมุข  มีไฟเป็นประธานเช่นนี้   เราจะคิดอ่านว่ากระไรในการบูชา   เราเป็นพุทธศาสนิกชนก็คงไม่รู้  ก็คงจุดไปตามประเพณี  ดังนั้นข้อสำคัญ นักเรื่องไฟน่ะ  ดูก็ปรากฏเห็นด้วยตา  หุงต้มปิ้งจี่ได้ตามความปรารถนา  ไหม้บ้านไหม้ช่องก็ได้ วอดวายกันนับคณนาไม่ถ้วน ไฟน่ะสำคัญอย่างนี้   บาลียืนยันกล่าวว่า ธมฺโม ปทีโป วิย ว่า ธรรมนั่นเหมือนไฟ  เมื่อจุดไฟขึ้นแล้วละก็  เราเป็นพุทธศาสนิกชน ไฟที่ติดอยู่นี่เหมือนธรรมจริงๆ หนา  ดับไปเสียไม่มีไม่เห็น  มีไฟจุดขึ้นปรากฏฉันใด  ธรรมก็ปรากฏฉันนั้น   เมื่อผู้ปฏิบัติเป็นขึ้นเห็นทีเดียว  ธรรมใสสว่างกระจ่างชัชวาลทีเดียว   ถ้าว่าไม่เป็นก็ไม่เห็นปรากฏ เหมือนไม่มี   เมื่อเป็นเข้าเห็นปรากฏทีเดียว

ธรรมเป็นดวง  เป็นดวงเหมือนกัน  เป็นดวงใหญ่เล็กตามส่วน   ดวงอย่างขนาดเล็กก็มี ดวงขนาดใหญ่ก็มี ขนาดกลางก็มี  มีดวงเหลือที่คณานับในเรื่องดวงธรรม ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า  นั่นดวงธรรม  

  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด   2 เท่าฟองไข่แดงของไก่  ใสอีก
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์   3 เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสอีก เหมือนกันแบบเดียวกัน ใสหนักขึ้นไป
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด   4 เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม   5 เท่าฟองไข่แดงของไก่  ใสหนักขึ้นไป
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด   6 เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม   7 เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด   8 เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรม เท่าหน้าตักของธรรมกาย  หน้าตักธรรมกายกว้างแค่ไหน ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายก็ใหญ่แค่นั้น  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด 5 วา  วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 5 วา กลมรอบตัว  นั่นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา 5 วา  วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 5 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดาละเอียด 10 วา  วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 10 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคา 10 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคาละเอียด 15 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรม ที่ทำให้เป็นกายพระอนาคามี 15 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคามีละเอียด 20 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอรหัต 20 วา กลมรอบตัว
  • ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตละเอียด 20 วา กลมรอบตัว กว้างหนักออกไป หนักออกไป   นี่ ดวงธรรมใหญ่อย่างนี้

ดวงไฟล่ะ ดวงไฟฟ้าใหญ่เล็กตามส่วน   เห็นไหมล่ะ ดวงไฟฟ้าใหญ่เล็กตามส่วน  คราวนี้ เห็นแล้ว ดวงไฟทำให้เล็กให้โตได้อย่างนี้ แล้วแต่มนุษย์จัดสรรทำขึ้น ไฟที่ไหม้ป่า มนุษย์ไม่ได้ทำ ไหม้ขึ้นเอง  ลุกช่วงโชติไปหมด แล้วแต่เชื้อมากน้อย  เชื้อมากลุกมาก เชื้อน้อยลุกน้อย  ลุกกันจนกระทั่งไฟบรรลัยกัลป์ลุกเต็มโลก ใหญ่โตมโหฬารอย่างนั้น   ดวงธรรมเล่า ก็อย่างนั้นเหมือนกัน   ดวงธรรมที่เป็นฝ่ายพระน่ะ ใสสะอาดสว่างเป็นธรรมไปหมด   ดวงบาป ดวงธรรมโตเท่าไรดวงบาปก็โตเท่านั้น  ดวงธรรมเล็กเท่าไรดวงบาปเล็กเท่านั้น นี่เป็นดวงๆ เหมือนกัน    ธมฺโม ปทีโป วิย ธรรมเหมือนไฟ   เมื่อเราจุดไฟเวลาใด ก็นึกถึงธรรมเวลานั้นว่า  อ้อ ดวงไฟที่ปรากฏขึ้นนี้ ที่เรานับถือธรรม แสวงหาธรรม  เรายังไม่เป็นธรรม ที่เรายังไม่เป็นยังไม่เห็นปรากฏ ก็ให้กำหนดรู้เหมือนไฟอย่างนี้แหละ  เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปได้   ถ้าเกิดขึ้นสว่างดี ดับวูบไปเดี๋ยวนั้นก็ได้ เกิดขึ้นสว่างดีค่อยๆ ดับไปก็ได้ เกิดขึ้นแล้วไม่ดับ ติดจนกระทั่งสำเร็จก็ได้ อย่างนี้   ดวงไฟเป็นอย่างนี้   เพราะฉะนั้น การบูชาทั้งหลายมีไฟเป็นประมุขมีไฟเป็นหัวหน้า

ไฟเมื่อจุดขึ้นแล้ว ให้นึกถึงว่า  ไฟให้ความสว่างให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากนัก  ใช้ถูกส่วนเข้าแล้ว ให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากนัก  หุงต้มปิ้งจี่ได้ตามความปรารถนา ต้องการสิ่งใด ได้ต้องตามความปรารถนา จะให้เป็นเรือยนต์เรือบินได้สมมาดปรารถนา ใช้ไฟได้ดังนี้   ถ้าใช้ไม่ดี ไหม้บ้านไหม้ช่องก็ได้   ธรรมเหมือนกัน ถ้าใช้ดีก็วิเศษวิโสนักทีเดียว ให้สำเร็จมรรคผล ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ไปนิพพานได้สมเจตนา   ถ้าทำไม่ดีก็คร่าไปโลกันต์เหมือนกัน ไปตกโลกันต์เหมือนพวกมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน  ประพฤติธรรมไม่ดีไม่ถูก ผิดธรรมไป  ไปเป็น มิจฉาทิฏฐิ  เหมือนพระเทวทัตปฏิบัติธรรม ทำพลาดธรรมไป ไปอยู่ในอเวจี  พลาดธรรมไปอเวจีเหมือนกัน  ผิดธรรมไป    ถ้าว่าถูกธรรมดีแล้วละก็ ธรรมนั้นส่งให้รุ่งโรจน์โชตนาการ หาประมาณมิได้ทีเดียว   ธรรมน่ะ ถ้าจะกล่าวถึงส่วนแล้วละก็  ที่เรียกว่าการบูชาไฟ การบูชา มีไฟเป็นประมุขมีไฟเป็นหัวหน้า   การปฏิบัติศาสนาก็มีธรรมเป็นประมุขมีธรรมเป็นหัวหน้า เหมือนกัน แบบเดียวกัน   เหตุนี้ เราปฏิบัติศาสนาต้องมีดวงธรรมเป็นหัวหน้า  ต้องมีธรรมเป็นประธาน   ถ้าอยู่ในโลก การบูชาทั้งหลายเหล่านั้นมีไฟเป็นหัวหน้า มีไฟเป็นประธาน แบบเดียวกันดังนี้  เมื่อรู้หลักดังนี้ นี่ข้อต้น

ข้อที่ 2 รองลงไป สาวิตฺติ ฉนฺทโส มุขํ  สาวิตติศาสตร์ เรื่องนี้เป็นคัมภีร์ของพราหมณ์เขา  สาวิตติศาสตร์นี่แหละเป็นคัมภีร์สำคัญของเขา ถ้าเรียนจบคัมภีร์สาวิตติศาสตร์แล้วละก็ เป็นโปรเฟสเซอร์  อาจารย์อย่างใหญ่ทีเดียว  เป็นครูอาจารย์อย่างใหญ่ทีเดียว  คัมภีร์อื่นๆ ที่รองลงไปก็ ฉันทศาสตร์  รองสาวิตติศาสตร์ลงไป แต่ว่าคัมภีร์ใดคัมภีร์หนึ่งจะท่วมทับคัมภีร์สาวิตติศาสตร์นั้นไม่ได้  สาวิตติศาสตร์ต้องเป็นคัมภีร์ใหญ่  เหมือนธรรมวินัยพระไตรปิฎกของเรา  คัมภีร์พระวินัยปิฎก คัมภีร์พระสุตตันตปิฎก คัมภีร์พระปรมัตถปิฎก ในปิฎกทั้ง 3    ปรมัตถปิฎกเป็นคัมภีร์สูง เป็นประธานหมดของพระวินัยและพระสูตร ฉันใดก็ดี   คัมภีร์อื่นต้องรวมลงในสาวิตติศาสตร์ทั้งนั้น   เมื่อถึงสาวิตติศาสตร์แล้วเป็นความรู้สุดสายของโลกเขา มีแค่นั้นแหละ  ให้รู้จักอย่างนี้ นี่เป็นข้อที่ 2

ข้อที่ 3  ราชา มุขํ มนุสฺสานํ  พระราชาพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขของมนุษย์นิกรทั้งหลาย   หมดประเทศไทย หมดทุกๆ ประเทศ  พระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขของมนุษย์นิกร  หมดทั้งประเทศ หมดทั้งประเทศต้องบูชาพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น  ต้องเคารพพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น  ต้องนับถือพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น  ต้องยำเกรงพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น  เพราะพระเจ้าแผ่นดินนั้นเป็นประมุขเป็นหัวหน้า  ถ้าว่าใครไม่ให้สิทธิ์ต่อพระเจ้าแผ่นดิน  ลุอำนาจพระเจ้าแผ่นดิน ดูถูกพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ประพฤติดี ประพฤติผิดบาทบทกฏหมายของพระเจ้าแผ่นดิน  พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องจับใส่คุก  พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องลงโทษตัดศีรษะ  ทำได้อย่างนี้แล้วไม่มีใครว่ากระไร จะตัดศีรษะอย่างไรก็ตามชอบใจ  นี่เป็นใหญ่กว่านิกรมนุษย์ทั้งหลาย  อย่างนี้ หมดทั้งประเทศ  พระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุข พระเจ้าแผ่นดินเป็นหัวหน้า พระเจ้าแผ่นดินเป็นประธาน นี่เป็นข้อที่ 3

ข้อที่ 4  นทีนํ สาคโร มุขํ  สมุทรสาครเป็นประมุขของแม่น้ำทั้งหลาย   แม่น้ำน้อยใหญ่ มีมากน้อยเท่าใดในสกลโลกธาตุ  เมื่อฝนตกแล้วก็ท่วมล้นไปตามหน้าที่  เมื่อเต็มแม่น้ำน้อย ก็ไหลไปแม่น้ำใหญ่   เมื่อเต็มแม่น้ำใหญ่ก็ต้องไหลไปสู่สมุทรสาครทะเลใหญ่โน่น   ทะเลใหญ่นั่นแหละเป็นประมุขของแม่น้ำทั้งหลาย  แม่น้ำทั้งหลายย่อมไหลไปรวมที่นั่น   เมื่อรู้จักน้ำ สมุทรสาครดังนี้แล้วละก็  สัตว์ทั้งโลก จะเป็นหญิงก็ดี ชายก็ดี  ในกามภพนี้  รวมอยู่ในกามทั้งนั้น  กามบังคับป่นปี้ทั้งหญิงทั้งชาย   กิเลสกาม วัตถุกาม บังคับป่นปี้ทีเดียว   ให้ติดอยู่ในกิเลสกามบ้าง วัตถุกามบ้าง  ร้องไห้ร้องครางไปต่างๆ นานา  รบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน เพราะกิเลส พัสดุกาม เหล่านี้แล   หมกอยู่ในกามนี้  นี่แหละฉันใด   สมุทรสาครให้สรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่อาศัยได้ตามความปรารถนา   สมุทัยสัจ ที่ให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิด นี่ตัวสมุทัยแท้ๆ ให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิดนั้น เป็นใหญ่สำคัญ   ในสากลโลก หมดทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ อยู่ในสมุทัยทั้งนั้น ข้ามพ้นสมุทัยไปไม่ได้   สมุทัยเป็นคู่กับพระนิพพาน   ถ้าพ้นสมุทัยก็ไปนิพพาน   เหมือนแม่น้ำทั้งหลาย ถ้าตกลงมาแล้วจะไปไหนไม่ได้ ต้องไปขังอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรนั่น  ติดมหาสมุทรนั่นแหละไม่ไปไหน   สัตว์โลกเกิดมาแล้วไปไหนไม่ได้ ติดอยู่ในสมุทัยสัจนั้น  ให้รู้จักที่สำคัญอย่างนี้  เมื่อรู้จักที่สำคัญอย่างนี้ เป็นข้อที่ 4

ข้อที่ 5  นกฺขตฺตานํ มุขํ จนฺโท  พระจันทร์เวลากลางคืนขึ้นเป็นประมุขของดาวนักขัตฤกษ์ทั้งหลาย  ดาวมีมากน้อยเท่าใดในท้องฟ้า  ดาวย่อมเป็นรองดวงจันทร์ ดวงจันทร์เป็นใหญ่กว่า   ดวงดาวทั้งหมดมีมากน้อยเท่าใด ดวงจันทร์เป็นสำคัญกว่า  แสงสว่างก็มากกว่า ดวงดาวมีมากน้อยเท่าใด จะรวมเท่าใดก็ไม่เท่าดวงจันทร์  ดวงจันทร์สำคัญกว่า  ดวงจันทร์สว่างกว่า   เมื่อรู้จักหลักอันนี้  ดวงจันทร์ทำแสงสว่างให้สำคัญ  ลบดวงดาวหมดทั้งสิ้นฉันใดก็ดี  ดวงที่ให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิดเหล่านี้  ก็มีดวงธรรมอีกสำหรับแก้ไขให้สัตว์โลกให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด  ดวงธรรมใหญ่เป็นลำดับจนกระทั่งดวงของพระอรหัต   ใหญ่วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 20 วา กลมรอบตัว  สว่างหมดทั้งธาตุทั้งธรรม  จะดูอะไรเห็นหมด ฉันใด   ดวงที่เป็นบาปอกุศลมีมากเท่าใด ก็ถูกดวงธรรมที่ใหญ่เช่นนั้นครอบงำหมด ดวงธรรมที่ย่อยๆ ทำอะไรไม่ได้   เหมือนดวงดาวทำอะไรไม่ได้  ดวงจันทร์เป็นประมุขของดวงดาวทั้งหลาย   ดวงธรรมที่ดีที่สุดที่ใหญ่ก็เป็นประมุขของดวงบาปทั้งหลายเหล่านี้   ดวงธรรมย่อยๆ ทำอะไรไม่ได้  สู้ดวงที่ใหญ่ไม่ได้  พาสัตว์ให้ข้ามพ้นจากสมุทัยได้ นี้ก็เป็นข้อสำคัญ เป็นข้อที่ 5

ข้อที่ 6  อาทิจฺโจ ตปตํ มุขํ  ความร้อนของดวงอาทิตย์  แสงร้อนอื่นหมดทั้งสากลโลก ไม่เท่าทันแสงร้อนดวงอาทิตย์  จนกระทั่งไฟบรรลัยกัลป์ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศเหล่านี้ไหม้บรรลัยหมด   อากาศก็ทนไม่ไหว อากาศหยาบหรืออากาศละเอียดเท่าใดก็ช่าง  ร้อนหมดทั้งนั้น  ด้วยอำนาจดวงอาทิตย์ขึ้นหลายดวงๆ เข้า   แต่ดวงเท่านี้เราก็ร้อนพอใช้อยู่แล้ว   นี่แหละ ถ้าพูดถึงความร้อนดวงอาทิตย์ไม่มีอะไรเท่า

เราเป็นพุทธศาสนิกชน  หญิงก็ดี ชายก็ดี ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิตไม่ว่า   เมื่อเราจะแสวงหาบุญกุศลในทางพุทธศาสนา จะบำเพ็ญในโลกกับเขา  ถ้าไม่พบพุทธศาสนาไม่พบพระสงฆ์แล้ว  เสียคราวเสียสมัยที่เกิดมาเป็นมนุษย์   ถ้าว่าพบพระพุทธศาสนาพบพระสงฆ์เข้าแล้ว  บุญลาภอันล้ำเลิศ  ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทีเดียว แล้วจะต้องทำอะไร ถ้าพบหมู่พระสงฆ์เข้าแล้ว  เราเป็นบุญลาภอย่างไรล่ะ  ก็มาพบพระสงฆ์เข้าแล้วนี่ เป็นบุญลาภอย่างไรล่ะ   พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ  มาต้องการบุญเท่าไรก็โกยเอาซิ  ตวงเอาซิ ตามความปรารถนา   ปฏิบัติวัตรฐากเข้าซิ จะได้บุญยิ่งใหญ่ไพศาล   มีบาลีบริหารรับสมอ้างว่า ปุญฺญมากงฺขมานานํ  สงฺโฆ เว ยชตํ มุขํ พระสงฆ์นั้นแหละเป็นประมุข หรือเป็นหัวหน้า หรือเป็นประธานของมนุษย์นิกรทั้งหลายผู้ต้องการบุญบำเพ็ญทานอยู่ฉันนั้น   ถ้าต้องการบุญบำเพ็ญทานละก็ นี่ในพระสงฆ์นี่แหละเป็นสำคัญ  ใหญ่โตหาที่เปรียบมิได้   บัดนี้เรามาพบหมู่พระสงฆ์แล้ว คือภิกษุสามเณรทรงไว้ซึ่งผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นธงชัยของพระอรหันต์ เราได้บำเพ็ญบุญปรากฏอยู่ในบัดนี้   นี้เป็นประธานของบุญทีเดียว เป็นหัวหน้าของบุญทีเดียว เป็นประมุขของบุญทีเดียว รู้จักหลักอันแน่นอนแล้ว  ให้อุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจว่า  เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระสงฆ์เข้าแล้ว ตัวบุญล่ะ ต้องการอื่นไม่สมความมุ่งหมายที่มาพบละ  หรือไม่ฉะนั้น เป็นบุรุษของเราก็จะบวชเป็นพระสงฆ์บ้าง เราจะบำเพ็ญกิจของพระสงฆ์ให้เต็มที่  ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ครองเรือนเล่า เราจะต้องบริจาคทานให้เป็นที่เป็นฐานทีเดียว  มาพบบุญอันล้ำเลิศอันประเสริฐแล้ว  เป็นประมุขของบุญทั้งหมดแล้ว

พระสงฆ์น่ะเป็นประมุขของบุญอย่างไร  พระพุทธเจ้าไม่เป็นประมุขของบุญหรือ  ไม่ยิ่งกว่าพระสงฆ์หรือ    พระสงฆ์เป็นประมุขของบุญยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้น พระสงฆ์จะมีได้อย่างไร มีไม่ได้   พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นก็มีพระสงฆ์ขึ้น  พระสงฆ์นั่นแหละเป็นประมุขสำคัญ   เมื่อพระผู้มีพระภาคมีพระชนม์อยู่นั้น พระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมีทอผ้าคู่หนึ่งไปถวายพระบรมศาสดา  เพื่อจะให้พระองค์ทรงใช้ด้วยพระองค์เดียว 2 ผืน   พระองค์ เพื่อจะสงเคราะห์พระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมี  เมื่อพระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมีทอผ้า เอาคู่ผ้ามาถวายแล้ว  เมื่อประสูติจากพระมารดาได้ 7 วัน  พระมารดาก็ทิวงคตไป   พระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมีได้พิทักษ์รักษาเลี้ยงดูจนกระทั่งเติบโตมา  เราจะสงเคราะห์พระเจ้าแม่น้าให้เป็นผู้มีบุญใหญ่กุศลใหญ่ รับคู่ผ้าของพระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมีรับผืนเดียว  รับสั่งให้ถวายพระสงฆ์เสียผืนหนึ่ง   พระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมีไม่ปรารถนาจะถวายพระสงฆ์  ปรารถนาจะถวายแก่พระองค์เท่านั้น   ทำอย่างประณีตด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง  พระองค์ก็ไม่ทรงรับ  แค่นสักเท่าไรก็ไม่ทรงรับ  แค่นพระอานนท์ให้ช่วยแค่นพระบรมศาสดาให้ทรงรับทั้ง 2 ผืนเถิด  พระองค์ไม่ทรงรับอีก   จำเป็นต้องถวายเป็นของสงฆ์ไป   เมื่อถวายเป็นของสงฆ์ ท่านก็รับเป็นลำดับ   เฉพาะผ้าผืนนั้นไปถูกเอาอชิตภิกขุผู้บวชใหม่   พระเจ้าแม่น้าเสียพระทัย ถ้าว่าเราได้ทำโดยประณีตด้วยตนเอง ไปถูกกับภิกษุบวชใหม่ หาสมควรไม่   พระองค์ทรงทราบพระอัธยาศัย  ทรงเรียกพระอานนท์ให้นำเอาบาตรมา   พระอานนท์ส่งบาตรให้  พระจอมไตรเขวี้ยงบาตรไปในอากาศ ให้ภิกษุสามเณรในที่นั้นไปนำเอาบาตรมาให้   พระตถาคตขว้างลับเข้ากลีบเมฆหายไปแล้ว  ไม่รู้ไปทางไหน  พระอรหันต์ท่านก็รู้ว่าปัญหานี้ผูกเพื่ออชิตภิกษุบวชใหม่โน้น   ปุถุชนก็ไม่รู้ว่าผูกเพื่อกระทำเพื่ออะไร  จะเอาก็ไม่ได้   เหาะไปก็ไม่ได้  อชิตภิกษุบวชใหม่ยกมือขึ้นนมัสการ   ด้วยบุญญาภินิหารที่ข้าพเจ้าสั่งสมอบรมมาแต่ชาติก่อน  ถ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระศาสดาเอกในโลกเหมือนพระบรมศาสดานี้แล้ว   ขอให้บาตรนั้นมาสู่หัตถ์ของข้าพเจ้าในบัดนี้   พอขาดคำอธิษฐานเท่านั้น  บาตรก็กลับลอยลิ่วมาสู่หัตถ์ของอชิตภิกษุบวชใหม่   พอบาตรสู่หัตถ์ของอชิตภิกษุบวชใหม่   พระจอมไตรตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายรู้จักไหมนั่นน่ะ  ภิกษุบวชใหม่นั้นคือใคร    ภิกษุตอบว่าไม่รู้จัก   พระองค์ทรงรับสั่งว่า  นั้นแหละนะ ภิกษุทั้งหลาย  น้องชายเราตถาคต ไปในภายภาคข้างหน้าจะได้เป็นศาสดาเหมือนกับเราดังนี้แหละ   พระเจ้าแม่น้าก็ดีอกดีใจ ปลื้มอกปลื้มใจว่า ได้ทำด้วยความตรากตรำ ลำบาก  จำเดิมแต่จ้างให้ช่างทองตีทองทำเป็นอ่างกรุฝ้าย รดน้ำด้วยน้ำอันประณีต ด้วยน้ำหอม บ้าง  ทำมาด้วยความตรากตรำลำบากสิ้นกาลช้านาน กว่าจะได้ผ้าสองผืน  ตั้งใจเอามาถวายพระบรมศาสดา 2 ผืน   พระศาสดาได้เป็นศาสดาในโลกนี้ ในปัจจุบันทันตาเห็น   เราได้ถวายซึ่งผ้านี้แก่พระศาสดาผืนหนึ่ง และผ้าของเราอีกผืนหนึ่งเล่า ถวายแก่อชิตภิกษุบวชใหม่ จะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายภาคหน้า  ที่ว่าเราถวายผ้ากับพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล  ก็ปานกัน ก็เลื่อมใสยินดีปรีดายิ่งนัก

นี่พระศาสดาวางตำราไว้เป็นตัวอย่าง  ถวายแก่พระองค์น่ะไม่อัศจรรย์ดอก  ถวายพระสงฆ์นั่นแน่  ให้ถวายในหมู่พระสงฆ์ พระสงฆ์ที่มาสวดมนต์ในวัดปากน้ำ ที่เป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคข้างหน้าจะกี่องค์เราก็ไม่รู้เหมือนกัน   บางทีมีบารมีแก่ๆ สร้างมาหลายอสงไขย เราก็ไม่รู้  ไม่รู้ว่าใครสร้างบารมีมาเท่าไร   พระสงฆ์นั้นแหละเป็นประมุขของบุญสำคัญ เป็นหัวหน้าของบุญสำคัญ เป็นต้นของบุญสำคัญ   ถ้าต้องการบุญก็ถวายในพระสงฆ์ ไม่เจาะจงภิกษุองค์หนึ่งองค์ใด มั่นหมายไปในหมู่พระสงฆ์ทีเดียว  จะมีข้าวถ้วยปลาตัวก็ช่าง มีสิ่งอันใดก็ช่าง ก็ถวายพระสงฆ์  ให้ใจตรงเป็นกลาง ให้ทำดังนี้จะถูกบุญใหญ่ในพระพุทธศาสนา

เมื่อรู้จักหลักอันนี้  ภณิสฺสาม มยํ คาถา  เราจักสวดพระคาถา  กาลทานปฺปทีปิกา เราจักสวดพระคาถาแสดงอานิสงส์ของการให้ตามสมัย  เอตา สุณนฺตุ สกฺกจฺจํ ทายกา ปุญฺญกามิโน  ทายกทายิกาทั้งหลายผู้ต้องการบุญ จงตั้งใจฟังพระคาถาทั้งหลายสืบต่อไป โดยความเคารพ   คาถานี้แสดงตามกาลทานสูตร เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาทรงทอดพระกฐิน ณ สถานที่ใด  สงฆ์ทุกวัดหมดประเทศไทยย่อมแสดงกาลทานสูตรนี้ถวายเป็นเบื้องหน้า  กาลทานสูตรนี้เป็นทานสำคัญ ตามวาระพระบาลีว่า กาเล ททนฺติ สปญฺญา วทญฺญู วีตมจฺฉรา ...  ปติฏฐา โหนฺติ ปาณินนฺติ  แปลเนื้อความเป็นสยามภาษาว่า ทายกทายิกาทั้งหลายผู้ประกอบด้วยปัญญา ฉลาดพูด ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใส แล้วในพระอริยบุคคลในพระอริยสงฆ์ เป็นผู้เลื่อมใสแล้วในพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้ตรงคงที่   ถวายทาน ทำให้เป็นทานที่ตนถวายแล้วโดยกาลสมัย  ในกาลทักขิณาทานที่เขาถวายนั้น  ทกฺขิณา แปลว่า ทานสมบัติเป็นเครื่องเจริญผล   ทานที่ทายกถวายนั้นเรียกว่าทักขิณา ทักขิณาของทายกนั้นย่อมเป็นคุณชาติมีผลไพบูลย์ ถวายในพระสงฆ์ สรรเสริญว่าทักขิณาทานที่ถวายใน พระสงฆ์นั้นเป็นคุณชาติมีผลไพบูลย์ทีเดียว ผลสมบูรณ์บริบูรณ์ทีเดียว   ถ้าว่าพูดถึงน้ำ  เปี่ยมสระ เปี่ยมมหาสมุทร เปี่ยมแม่น้ำทั้งนั้น  ผลเต็มเปี่ยม ไม่ขาดตกบกพร่องอันใด   เพราะบริจาคทานในเขตบุญทีเดียว

ที่เราตั้งใจบริจาคทานบัดนี้  ก็บริจาคทานอยู่ในสงฆ์ บางท่านมีทานเล็กน้อย   เข้าไปถวายองค์โน้นถวายองค์นี้นั้นทำให้ผลน้อยลงไป  ถ้าทำให้ผลมาก มีน้อยเดียวก็ช่าง  ผลไม้หน่อย กล้วยใบก็ช่าง  มุ่งถวายพระสงฆ์ซิ  ถวายพระสงฆ์น่ะถวายอย่างไร  เพราะว่าในหมดทั้งสากลโลกมีเท่านั้น  ก็ขอถวายในสงฆ์ หรือไม่ฉะนั้นตั้งใจอยู่ว่า ท่านผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพระอรหันต์  ผู้หนึ่งผู้ใดจะประพฤติตัวให้เป็นพระอรหันต์ต่อไป เป็นอายุพระศาสนาหมดทั้งสกลพุทธศาสนา จงรับทานของข้าพุทธเจ้าเถิด  ถ้าว่าท่านเห็นองค์หนึ่งองค์ใดที่เป็นสามเณรก็ช่าง เป็นภิกษุแก่ก็ช่าง รูปพรรณสัณฐานเป็นชนิดใดก็ช่าง   โอ! ท่านองค์นี้ องค์นี้เป็นอรหันต์ล่ะ ท่านองค์นี้แหละจะเป็นพระอรหันต์ต่อไป  ท่านองค์นี้แหละเป็นอายุพระศาสนาละ ก็น้อมเคารพสักการะด้วยเบญจางคประดิษฐ์ทีเดียว แล้วก็ถวายทานนั้นไป ทานนั้นก็ตกเป็นสังฆทานแท้ๆ   ได้ชื่อว่าถวายทานในสงฆ์แท้ๆ   นี้แหละถวายมีของเล็กน้อย ให้ถวายฉลาดอย่างนี้   ถ้าฉลาดอย่างนี้ก็เอาตัวรอดได้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา  ตสฺมา ทเท อปฺปฏิวานจิตฺโต  ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ  เพราะเหตุนั้น  ทายกผู้มีจิตมิได้ท้อถอยว่า  ทายกผู้มีจิตมิได้ย่อหย่อนท้อถอย ให้ในที่เช่นใดมีผลมาก ควรให้ในที่เช่นนั้น   ให้ให้ฉลาดอย่างนี้  เป็นทายกต้องฉลาด โง่ไม่ได้  ถ้าว่าถวายเจาะจงเสีย ผลมันก็น้อยไป   ถ้าฉลาดก็ถวายเป็นกลางอยู่ร่ำไป   ผลมันก็มากยิ่งใหญ่ไพศาล   ท่านจึงได้วางหลักฐานไว้ว่า  ตสฺมา ทเท อปฺปฏิวานจิตฺโต ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ  เพราะเหตุนั้น  ทายกผู้มีจิตมิได้ย่อหย่อน มิได้ท้อถอย  ให้ในที่เช่นใดมีผลมาก ต้องให้ในที่เช่นนั้น ให้ยืนยันอย่างนี้นะ

ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณีนํ บุญย่อมเป็นที่ตั้งของสัตว์ทั้งหลายในโลกเบื้องหน้า  ในโลกนี้บุญก็เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายด้วย ไปในโลกเบื้องหน้าบุญก็เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกเบื้องหน้าด้วยอีกเหมือนกัน   เมื่อรู้จักหลักอันนี้มั่นละก็ ให้แน่นอนในใจ ของตัวพินิจพิจารณาไปว่า   การบูชาทั้งหลายมีไฟเป็นหัวหน้า  คัมภีร์ทั้งหลายมีสาวิตติฉันท์เป็นหัวหน้า   ประเทศทั้งหมด หมู่มนุษย์ทั้งหมดมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นหัวหน้า   สมุทรสาคร แม่น้ำทั้งหมด บึงจะใหญ่กว้างสักเท่าใด ทะเลสาบสักเท่าหนึ่งเท่าใด มหาสมุทรสาครเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า    ดวงดาวทั้งหมดมีดวงจันทร์เป็นหัวหน้า   แสงร้อนทั้งหมดมีแสงอาทิตย์เป็นหัวหน้า เป็นประมุข    เมื่อรู้จักหลักดังนี้ การบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีพระสงฆ์เป็นหัวหน้า ให้รู้จักหลักดังนี้ ที่จะให้เป็นสงฆ์ต้องให้เป็นกลางๆ นะ ได้ชื่อว่าวางหลักพระพุทธศาสนา เพราะศาสนาของพระศาสดาจะทรงอยู่ได้ก็เพราะอาศัยความเป็นกลาง   ภิกษุสามเณรบวชในพระธรรมวินัย ประพฤติเป็นกลาง ปฏิบัติเป็นกลาง ไม่เข้าข้างตน ไม่เข้าข้างบุคคลผู้อื่น   อุบาสกอุบาสิกา บริจาคทานในพระพุทธศาสนา ให้ให้เป็นกลาง ไม่ค่อนข้างตนและหมู่ตนพวกตน ให้ให้เป็นกลางอย่างนั้น ได้ชื่อว่าบริจาคทานถูกทางสงฆ์ ถูกประมุขของบุญทีเดียว  ถูกเป้าหมายของบุญ ทีเดียว ให้แน่แน่วในใจอย่างนี้ทุกถ้วนหน้านะ

ที่ได้ชี้แจงแสดงมาตามวาระพระบาลี  ในเกณิยานุโมทนาคาถา ตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา  เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติ ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้   สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดี จงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า  สพฺพพุทฺธานุภาเวน ด้วยอานุภาพพระพุทธเจ้าทั้งปวง  สพฺพธมฺมานุภาเวน ด้วยอำนาจพระธรรมทั้งปวง  สพฺพสงฺฆานุภาเวน ด้วยอานุภาพพระสงฆ์ทั้งปวง  ปิฏกตฺตยานุภาเวน ด้วยอานุภาพปิฎกทั้ง 3 คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก ปรมัตถปิฎก  ชินสาวกานุภาเวน ด้วยอานุภาพสาวกของท่านผู้ชนะมาร จงดลบันดาลสุขสวัสดิ์ให้เกิดมีในขันธปัญจกแห่งท่านผู้ทานิสสราธิบดีทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า   อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมีกถาด้วยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้   เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.