ชีวประวัติโดย สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) หน้า 2

 
 
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

ชีวประวัติ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ

พระนิพนธ์ของ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร)

สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
สมัยทรงสมณศักดิ์ เป็นพระธรรมวโรดม

 

ครั้นต่อไปถูกมรสุมขนาดหนัก โอวาทนั้นกลายเป็นคำพูดที่อวดดีไป แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านทำเป็นไม่รู้เท่าทัน   ไม่ปริปากโต้แย้งอย่างไร   แต่ภายในเร่งรัดกวดขันภิกษุสามเณรยิ่งขึ้น แต่กวดขันได้แต่พวกที่ติดตาม และภิกษุสามเณรที่เข้าสำนักใหม่  เปิดการสอนกรรมฐานเป็นหลักฐานขึ้น ประชาชนต้อนรับด้วยปสาทะ แต่ส่วนมากเป็นชาวบ้านตำบลเมืองอื่น  และมาจากไกล  ส่วนข้างเคียงก็มีบ้าง  เวลาย่ำค่ำแล้ว  มีการอบรมภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทุกวัน แล้วบำเพ็ญสมณธรรมด้วย  ความดีเริ่มฉายรัศมีขึ้น ความเดือดร้อนก็เป็นเงาแฝงมา

เด็กๆ ที่ไม่ได้รับการศึกษา  รบกวนวัดมาก แทบไม่มีเวลาว่าง ที่ชวนกันมาเอะอะในวัดและยิงนกเล่น เป็นภัยแก่วัด ครั้นจะตักเตือนว่ากล่าวหรือใช้อำนาจ ก็ไม่แน่ว่าจะเกิดความราบรื่น  เพราะชาวบ้านแถวนั้นยังไม่เกิดความนิยมในท่าน  เขานิยมพระพวกเก่ามากกว่า

ท่านพูดออกมาคำหนึ่งว่า เด็กๆ  ที่ไร้การศึกษาเป็นคนรกชาติ มาเที่ยวรังแกวัด  ต่อไปก็กลายเป็นพาล  ไม่ช้าท่านได้ตั้งโรงเรียนราษฎร์สำหรับวัดขึ้น  โดยหาทุนค่าครูเอง ได้อุปการะจากท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) บ้าง หลวงฤทธิ์ณรงค์รอน ธนบดีในคลองบางหลวง บ้านอยู่ข้างวัดสังข์กระจายบ้าง  จากนายต่าง บุณยมานพ  ธนบดีตลาดพลูบ้าง พระภิรมย์ราชาวาจรงค์บ้านตรงข้ามหน้าวัด  และท่านผู้มีศรัทธาอีกมากคน  ทางกรมการอำเภอส่งเสริมให้กิจการของโรงเรียนดำเนินไปโดยสะดวก

นักเรียนจากจำนวน 10 เป็นจำนวนร้อย จนถึงสามร้อยเศษให้ได้รับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน  ภาวะของวัดปากน้ำค่อยดีขึ้น ผู้ปกครองเด็กเห็นบุญคุณของท่านเกิดความเลื่อมใส บางคนมาพูดว่าหลวงพ่อดีมาก ลูกหลานผมได้เข้าโรงเรียน เพราะหลวงพ่ออนุเคราะห์  นโยบายของหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นเบื้องต้นให้คนเกรงใจวัดและเห็นบุญคุณของวัด  การเกะกะระรานในวัดก็ค่อยๆ  จางไป   บัดนี้แทบพูดได้ว่าไม่มีคนรังแกวัด   ต่อมาทางปกครองได้ใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา ทางรัฐบาลได้จัดโรงเรียนสถานการศึกษาทั่วถึงกัน  ประจวบกับเจ้าอาวาสวัดขุนจันท์ว่างลง   เจ้าคณะจังหวัดธนบุรีมอบให้หลวงพ่อวัดปากน้ำรักษาการวัดขุนจันท์  ท่านได้ย้ายโรงเรียนภาษาไทยจากวัดปากน้ำ  ไปตั้งการสอนที่วัดขุนจันท์  ต่อมาทางวัดเห็นว่าหมดความจำเป็นจึงเลิกกิจการด้านนี้  มอบให้รัฐบาลรับภาระ  หลวงพ่อหันมาจัดการศึกษาทางบาลีและทางปฏิบัติธรรมต่อไป

ต่อจากนั้นได้เริ่มจัดการศึกษานักธรรมและบาลีประจำสำนัก   ครั้งแรกนักเรียนบาลีไปเรียนต่างวัดเช่น วัดอนงค์ วัดกัลยาณมิตร วัดประยูรวงศ์ วัดมหาธาตุ วัดพระเชตุพน จังหวัดพระนคร  ตามแต่นักเรียนจะสมัครใจสำนักไหน

สมัยนั้น การคมนาคม ใช้เรือจ้างและเรือยนต์  จังหวัดธนบุรียังไม่มีถนน  สะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ ยังไม่ได้สร้าง นักเรียนต้องลำบากด้วยการเดินทาง  แต่สำเร็จด้วยการพยายามของนักเรียน  วัดเพียงแต่ส่งเสริมและอุปการะ  มีนักธรรมและเปรียญประจำสำนักขึ้น  และเป็นมาด้วยการลำบาก

การอบรมจิตใจดำเนินคู่กันมา ใครต้องการเรียนปริยัติ เรียน ใครต้องการปฎิบัติธรรม ปฎิบัติ ย่อมศึกษาได้ตามอัธยาศัย  ไม่ได้อย่างเดียว คือไม่ยอมให้อยู่เปล่า ไม่ศึกษาไม่ปฎิบัติ ก็ทำหน้าที่การบริหารไป  กิจการของท่านอยู์ในความเพ่งเล็งของประชาชน โดยวิธีนี้ย่อมเป็นที่ภาคภูมิใจของท่านนัก    ท่านพูดว่าดอกไม้ที่หอมไม่ต้องเอาน้ำหอมมาพรมก็หอมเอง  ใครจะห้ามไม่ได้  ซากศพไม่ต้องเอาของเหม็นมาละเลงใส่  ซากศพก็ต้องแสดงกลิ่นศพให้ปรากฏ  ปิดกันไม่ได้ เพราะการขาดแคลนเรื่องอาหารการบริโภคมีอยู่ประจำ  หลวงพ่อวัดปากน้ำคิดแก้ไข  ด้วยวิธีเลี้ยงภิกษุสามเณรทั้งวัด โดยท่านรับภาระทั้งสิ้น  ท่านเคยพูดว่ากินคนเดียวไม่พอกิน กินมากคนกินไม่หมด พวกแกคอยดู สำเร็จซิน่า  อันความจริงส่วนตัวท่านพอมีแก่สภาพ  แต่อัธยาศัยที่ทนอยู่ไม่ได้  จึงตั้งโรงครัววัดขึ้น  เพื่ออุปการะแก่ผู้ปฎิบัติธรรมและนักศึกษาปริยัติ ท่านได้ปฏิบัติการเลี้ยงพระมาตั้งแต่ราวปี พ.ศ.2459 จนถึง พ.ศ.2502  เมื่อท่านมรณภาพแล้ว  การเลี้ยงพระก็คงมีอยู่จนทุกวันนี้ นับเป็นเวลาประมาณ 44 ปี เริ่มต้นจนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2502 อันเป็นวันมรณภาพ เริ่มแต่จำนวนภิกษุสามเณร 20-30 รูป จนถึง 500 รูปเศษ

การอบรมภิกษุสามเณร คฤหัสถ์ บรรพชิตนั้น ถือเป็นกิจสำคัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เมื่อ พ.ศ.อะไรผู้เขียนจำไม่ได้ เกิดเรื่องอาชญากรรมขึ้นในวัด วันนั้นพระกมล ศิษย์ที่ถูกใจของท่านในด้านเทศนาใช้ปฏิภาณ และด้านปฎิบัติชั้นดี ได้เทศนาหัวข้อธรรมเกี่ยวแก่พระกรรมฐานอยู่  หลวงพ่อฟังอยู่ด้วย (ต่อมาหลวงพ่อได้ส่งพระกมลนี้ไปอยู่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเผยแพร่ธรรม ทำงานอยู่ 3-4 ปี ก็ถึงมรณภาพ)  เมื่อเสร็จการอบรมแล้วประมาณเวลา 20.00 น. ต่างกลับยังที่พักของตน มีผู้ลอบสังหารหลวงพ่อวัดปากน้ำที่หน้าศาลาการเปรียญ   ขณะที่ท่านออกมาจากศาลาจะกลับกุฏิ ผู้ร้ายใช้ปืนยิงท่านถูกจีวรท่านทะลุ 2 รู  ยิงนายพร้อมอุปัฏฐากผู้ติดตามหลัง ถูกที่ปากทะลุแก้มเป็นบาดแผลสาหัส แต่ไม่ถึงแก่กรรม ท่านรอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ น่าจักเป็นเทวดาผู้รักษาวัดปากน้ำยังต้องการท่านอยู่   จึงให้คลาดแคล้วอันตรายแห่งชีวิตอย่างหวุดหวิด  ถ้าท่านสิ้นชีวิตในขณะนั้น  วัดปากน้ำก็น่าจักไม่มีความหมายอะไรสำหรับท่านและคนทั่วไป

ระยะนี้ความตึงเครียดกับเจ้าคณะอำเภอภาษีเจริญทวีขึ้นอีก   เข้ากันไม่ติด ดุจขมิ้นกับปูน   ทางเจ้าคณะอำเภอว่าวัดปากน้ำผิดสัญญาต่อกัน ไม่ทำตามโอวาท   ทางวัดปากน้ำก็ว่า จะให้งอมืองอเท่านั้นไม่ได้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน  ชีวิตเป็นหมัน  ท่านพูดแข็งแรงมาก  ฟังท่านแล้วก็หนักใจ แล้วท่านก็ดำเนินปฏิปทารุดหน้าต่อไป คำว่าถอยหลังท่านไม่เคยใช้

สมัยกำลังตั้งเนื้อตั้งตัว ท่านคิดก้าวหน้าไปไกลมาก กล่าวคือมีความตั้งใจมั่นในการศึกษา พูดมาไม่น้อยกว่า 20 ปี ว่าจะสร้างโรงเรียนถาวรขนาด 3 ชั้น จุนักเรียนได้ 1,000 คน  2 ชั้นล่างให้เรียนปริยัติ  ชั้นที่ 3 จะให้เรียนปฏิบัติธรรม  ถ้าหลังเดียวไม่พอจะสร้างขึ้นอีก 1 หลังขนาดเดียวกัน  ได้ฟังท่านสร้างวิมานบนอากาศมานาน  ฟังแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะเกิดความคิดเห็นว่าย่อมเป็นไปไม่ได้ และปรารภต่อไปว่า เมื่อสร้างโรงเรียนสำเร็จแล้ว  จะจัดการฉลองมีแจง 500 โดยหาเจ้าภาพจัดสำรับคาวหวานองค์ละคู่  สมณบริขารพร้อม รวม 500 ชุด เท่าจำนวนพระ  ถ้าการเนิ่นช้าถึง พ.ศ.2500 จะจัดการฉลองโดยอาราธนาพระจำนวน 2,500 รูป พร้อมด้วยสมณบริขารดังกล่าวแล้วครบชุด เมื่อเสร็จแล้วสำรับคาวหวานขอถวายไว้สำหรับวัด  วัดปากน้ำก็จะสมบูรณ์ด้วยเครื่องใช้เป็นประโยชน์แก่วัดต่อไป  และพูดแถมท้ายว่า "แกคอยดู  จะสนุกกันใหญ่"

เป็นความตั้งใจของหลวงพ่อวัดปากน้ำดังนั้น  ท่านชอบพูดเรื่องนี้แก่ผู้เขียน และท่านก็รู้ว่าผู้เขียนไม่ได้เลื่อมใสอะไรในท่านมากนัก  แต่ชอบพูดฝากไว้

หลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ในลักษณะพูดจริงทำจริง  และไม่ใคร่ฟังเสียงใครคัดค้าน  เมื่อท่านมองเห็นช่องจะสำเร็จ   ฉะนั้นโรงเรียนทันสมัยหลังหนึ่งจึงเกิดขึ้นในวัดปากน้ำ เป็นตึก 3 ชั้นจริงดังพูด  พร้อมด้วยเครื่องประดับตกแต่งอย่างดียิ่ง และทันสมัย มีห้องเรียน ห้องน้ำ ห้องส้วมประจำชั้น มีเครื่องอุปกรณ์การศึกษาชั้น 1 ครบบริบูรณ์สมแก่นักเรียน จำนวนไม่น้อยกว่าที่ได้ดำริไว้ ชั้นบนเปิดเป็นห้องโถงเพื่อปฏิบัติพระกัมมัฏฐานสมจริงดังปณิธานทึ่ได้ตั้งไว้ เป็นโรงเรียนตึกคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 3.ชั้น ยาว 29 วา 2 ศอก กว้าง 5 วา 1 ศอก  ค่าก่อสร้าง 2,598,110.39 บาท (สองล้านห้าแสนเก้าหมื่นแปดพันหนึ่งร้อยสิบบาทสามสิบเก้าสตางค์) ติดไฟฟ้าและพัดลมทันสมัย  โรงเรียนหลังนี้เป็นพยานแห่งความฝันของหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า "มิใช่ดีแต่พูด  ย่อมทำดีตามพูดด้วย"  จึงควรแก่คำสรรเสริญยิ่งนัก   แต่การฉลองนั้นท่านรอ 25 ศตวรรษ เมื่อใกล้ 25 ศตวรรษ  ท่านเกิดอาพาธ ไม่สามารถจะดำเนินงานตามเจตนาได้  โรงเรียนหลังนี้เป็นประโยชน์แก่คณะสงฆ์มาก เพราะเมื่อก่อนนั้นการสอบนักธรรมหมุนเวียนไปวัดโน้นบ้าง  วัดนั้นบ้าง  แล้วแต่เจ้าคณะอำเภอจะสั่งไป ได้รับความขัดข้องประการต่างๆ  บางแห่งก็ใกล้ บางแห่งก็ไกล ไม่สะดวกด้วยสถานที่สอบ

เมื่อโรงเรียนวัดปากน้ำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  ทางคณะสงฆ์ได้ย้ายการสอบจากที่อื่นมาเปิดสนามสอบที่วัดปากน้ำ รวมสอบแห่งเดียวในอำเภอภาษีเจริญ ธนบุรี เป็นการสะดวกแก่นักเรียนทุกประการ  บางวันก็มาฉันเพลที่วัดปากน้ำเสียทีเดียว  เป็นสถานที่สอบประจำทุกปีมา

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2502 เป็นวันครบ 100 วัน นับแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำถึงแก่มรณภาพ  ศิษยานุศิษย์ ท่านที่เคารพนับถือ  ได้บำเพ็ญกุศลสตมวารตามศาสนพิธี  ได้มีเทศน์ปฐมสังคายนาแจง 500 โดยหาเจ้าภาพรับเป็นองค์อุปถัมภ์ 500 คน บริจาคจตุปัจจัยคนละ 100 บาท  เมื่อปัจจัยเหลือจากการใช้จ่ายแล้ว  จะรวบรวมไว้เป็นทุนพระราชทานเพลิงศพต่อไป  ทั้งนี้  ช่วยกันสนองความตั้งใจของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้เป็นผลสำเร็จแม้ท่านมรณภาพแล้ว  ก็ยังภูมิใจว่าหลวงพ่อได้กระทำ เพราะปรารภคุณสมบัติของท่านเป็นมูลเหตุ  และแจงห้าร้อยนี้ย่อมเป็นไปเรียบร้อยสมเกียรติของท่านทุกประการ

การปฎิบัติธรรมด้านพระกัมมัฎฐาน ถือว่าเป็นงานใหญ่ในชีวิตของท่าน   ด้านคันถธุระมอบให้ศิษย์ที่เป็นเปรียญดำเนินงานไป   นักปริยัตินักปฏิบัติเพิ่มจำนวนยิ่งขึ้นเพราะท่านมีความปรารถนาไว้ตั้งแต่มาปกครองวัดปากน้ำ  และได้ปฏิญาณในพระอุโบสถว่า "บรรพชิตที่ยังไม่มา ขอให้มา   ที่มาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข" ฉะนั้นใครจะบ่ายหน้ามาพึ่งท่าน จึงไม่ได้รับคำปฏิเสธกลับไป ใครพูดถึงจำนวนภิกษุสามเณรว่ามากมายเกินไป ท่านดีใจกลับหัวเราะพูดว่า "เห็นคุณพระพุทธศาสนาไหมล่ะ"  ถ้าพูดถึงเรื่องนี้เป็นถูกอารมณ์มากทีเดียว  ท่านไม่พูดว่าเลี้ยงไม่ไหว  มีแต่พูดว่า "ไหวซิน่า" แล้วก็หัวเราะ คิดว่าท่านคงปลื้มใจที่ความคิดความฝันของท่านเป็นผลสำเร็จขึ้น

การบำเพ็ญสมณธรรม ด้วยการเจริญพระกัมมัฏฐาน กำลังแผ่รัศมีไปไกล  ประชาชนต้อนรับการปฏิบัติ  ภิกษุสามเณรต่างจังหวัดมากขึ้น  เกียรติคุณกีแพร่หลาย  วันธรรมสวนะจะเห็นคนลงเรือจ้างจากปากคลองตลาดมาวัดปากน้ำไม่ขาดสาย  จนพวกเรือจ้างดีใจไปตามๆ กัน  เพราะเพิ่มรายได้แก่ผู้มีอาชีพทางนั้น  วันพฤหัสบดีเป็นวันเรียนและเริ่มปฏิบัติ  วันนี้ก็มีคนมาก  วันละหลายๆ  สิบคนก็มี  ยิ่งทางรถสะดวกคนยิ่งมากขึ้น

ผู้ปฎิบัติคนใดเห็นธรรมด้วยปัญญาของตน  ท่านบอกว่าได้ธรรมกาย  อันคำว่า ธรรมกายนั้น  เป็นคำที่แปลกหูคนเอามากๆ  เพราะเป็นชื่อที่ไม่มีใครสนใจ  ผู้ไม่ทันคิดก็เหมาเอาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำอุตริบัญญัติขึ้นใช้เฉพาะวิธีการของท่าน  คำว่าธรรมกาย  เป็นที่เย้ยหยันของผู้ไม่ปรารถนาดีต่อใคร  บางคนก็ว่าอวดอุตริมนุสสธรรม  พูดเหยียดหยามว่าใครอยากเป็นอสุรกายจงไปเรียนธรรมกายวัดปากน้ำ  ข่าวนี้ก็ทราบถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำเหมือนกัน  ท่านยิ้มรับถ้อยคำเช่นนั้น  ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แสดงให้เห็น  หลวงพ่อพูดว่า  น่าสงสาร พูดไปอย่างไร้ภูมิ  ไม่มีที่มา เขาจะบัญญัติขึ้นได้อย่างไร  เป็นถ้อยคำของคนเซอะ ท่านว่าอย่างนั้น

เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คำว่า "ธรรมกาย" เช่นนั้น และพูดไปในแนวที่ทำลายท่าน  นิสัยที่ไม่ยอมแพ้ใครอันมีมาแต่กำเนิด  หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้คำว่าธรรมกายเป็นสัญญลักษณ์ของสำนักกัมมัฎฐานวัดปากน้ำทีเดียว  เอาคำว่าธรรมกายขึ้นเชิดชู  ศิษยานุศิษย์รับเอาไปเผยแพร่ทั่วทิศ  และอิทธิพลของคำว่า "ธรรมกาย" นั้นไปแสดงความอัศจรรย์ถึงทวีปยุโรป ถึงกับศาสตราจารย์วิลเลียมต้องเหาะมาศึกษาและอุปสมบท ณ วัดปากน้ำเป็นคนแรกที่ชาวยุโรปมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในประเทศไทย นายวิลเลียมนี้เป็นชาวอังกฤษ

คำว่าธรรมกายเป็นคำที่ระคายหูของคนบางพวก  จึงยกเอาคำนั้นมาเสียดสี  เพื่อให้รัศมีวัดปากน้ำเสื่อมคุณภาพ หลวงพ่อวัดปากน้ำพูดว่า เรื่องตื้น ๆ  ไม่น่าตกใจอะไร ธรรมกายเป็นของจริง   ของจริงนี้จะส่งเสริมให้วัดปากน้ำเด่นขึ้น ไม่น้อยหน้าใคร  พวกแกคอยดูไปเถิด  ดูเหมือนว่าไม่มีใครช่วยแก้แทนท่าน

แต่คำว่า "ธรรมกาย" นั้น ย่อมซาบซึ้งกันแจ่มแจ้ง เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำได้มรณภาพแล้ว กล่าวคือเมื่อทำบุญ 50 วันศพของพระคุณท่าน   คณะเจ้าภาพได้อาราธนาเจ้าคุณพระธรรมทัศนาธร วัดชนะสงคราม มาแสดงธรรม  เจ้าคุณพระธรรมทัศนาธรได้ชี้แจงว่า  คำว่าธรรมกายนั้นมีมาในพระสุตตันตปิฎก  ท่านอ้างบาลีว่า  ตถาคตสฺส วาเสฎฺฐ เอตํ ธมฺมกาโยติ วจนํ ซึ่งพอจะแปลความได้ว่า "ธรรมกายนี้เป็นชื่อของตถาคต  ดูกรวาเสฏฐะ"  ทำให้ผู้ฟังเทศน์เวลานั้นหลายร้อยคนชื่นอกชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง  ทุกคนกราบสาธุการแด่เจ้าคุณพระธรรมทัศนาธร  และประหลาดใจว่าทำไมเจ้าคุณพระธรรมทัศนาธร  จึงทราบประวัติและการปฏิบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ถูกต้อง

ผู้เขียนเรื่องนี้ก็แปลกใจมาก  เมื่อแสดงธรรมจบ  ลงจากธรรมาสน์แล้ว  จึงถามผู้แสดงธรรมว่า คุ้นเคยกับหลวงพ่อวัดปากน้ำหรือ จึงแสดงธรรมได้ถูกต้องตามเป็นจริง

พระธรรมทัศนาธรตอบว่า "อ้าว ไม่รู้หรือ   ผมติดต่อกับท่านมานานแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำข้ามฟากไปฝั่งพระนครแทบทุกคราวไปหาผมที่วัดชนะสงคราม และผมก็หมั่นข้ามมาสนทนากับเจ้าคุณวัดปากน้ำ   การที่หมั่นมานั้น   เพราะได้ยินเกียรติคุณว่ามีพระเณรมาก แม้ตั้ง 4-5 ร้อยรูป ก็ไม่ต้องบิณฑบาตฉัน วัดรับเลี้ยงหมด  อยากจะทราบว่าท่านมีวิธีการอย่างไรจึงสามารถถึงเพียงนี้  และก็เลยถูกอัธยาศัยกับท่านตลอดมา" เมื่อทราบความจริงเช่นนั้น ทุกคนก็หายข้องใจ ผู้เขียนก็เคยแปลกใจ โดยท่านเจ้าคุณมงคลเทพมุนีเคยพูดถึงเจ้าคุณพระธรรมทัศนาจรเสมอว่า องค์นี้ใช้ได้ๆ โดยที่ไม่ทราบว่าท่านหมายความอย่างไร

หลวงพ่อวัดปากน้ำ มีวาทะตรงกับใจเมื่อจะพูดอะไรก็พูดโดยไม่สะทกสะท้านและไม่กลัวคำติเตียนด้วย  เช่นครั้งหนึ่งผู้เขียนเรื่องนี้ได้มาฉันเพลที่วัดปากน้ำ  วันนั้นมีประชาชนมาก  ร่วมใจบริจาคทานแก่ภิกษุสามเณรทั้งวัดเป็นกรณีพิเศษ  เมื่อทายกประเคนอาหารเรียบร้อยแล้ว  มีพ่อค้าตลาดสำเพ็งผู้มั่งคั่งคนหนึ่งไปกราบและถามว่า "หลวงพ่อขอรับ วันนี้จะมีผู้บริจาคสร้างกุฏิเพื่อเจริญพระกัมมัฏฐานบ้างไหม"   ชาวบ้านไม่น้อยกว่า 20 คนนั่งใกล้ๆ ได้ยินคำถามนั้น  คิดว่าคงตั้งใจฟังคำตอบของหลวงพ่อต่างทอดสายตามามองหลวงพ่อเพื่อฟังคำตอบ

เวลานั้นข้าพเจ้าผู้เขียน มีทั้งโกรธผู้ถาม ทั้งหนักใจแทนหลวงพ่อ และได้มองดูหน้าผู้ตอบ หลวงพ่อมีดวงหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หลับตาสัก 5 นาที ครั้นแล้วตอบทันทีว่า "มี"  ผู้ถามได้ถามย้ำต่อไปว่ากี่หลัง  ตอบว่า 2-3 หลัง  และย้ำอีกว่าต้องได้แน่

เวลานั้นผู้เขียนฉันภัตตาหารไม่มีรส โกรธผู้ถามว่า ช่างไม่มีอัธยาศัย  คำถามเช่นนั้น เท่ากับเอาโคลนมาสาดรดหลวงพ่อ  เมื่อต้องการทราบ ควรถามเฉพาะสองต่อสอง และโกรธหลวงพ่อว่า ช่างไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  คิดว่าทำไมนะหลวงพ่อจึงไม่พูดว่า เวลานี้ยังไม่เป็นโอกาสที่จะพยากรณ์คำถามนั้น  ที่ตอบออกไปว่าจะมีผู้บริจาค 2-3 หลังนั้น หมิ่นต่ออันตรายมากนัก อาจเป็นคำพูดที่ฆ่าตนเองได้  ดาบของตนฆ่าตนเอง  เวลานั้นก็เอาใจช่วยหลวงพ่อขอให้มีผู้บริจาคจริงๆ เถิด  เสร็จการฉันของหวานแล้ว  คำพยากรณ์ของหลวงพ่อก็ยังไม่ปรากฏเป็นความจริงขึ้น  ผู้เขียนเรื่องนี้นั่งอยู่ด้วยความอึดอัดใจ  นึกตำหนิท่านว่าไม่รอบคอบพอ

ได้เวลาอนุโมทนา มีคณะอุบาสกอุบาสิกากลุ่มหนึ่งเข้ามากราบหลวงพ่อ บอกว่าศรัทธาจะสร้างกุฏิเล็กๆ  อย่างที่หลวงพ่อสร้างไว้แล้วสัก 2-3 หลัง ประมาณราคา 3-4 ร้อยบาทต่อหนึ่งหลัง   ขอให้หลวงพ่อช่วยจัดการให้ด้วย   ตอนนี้หลวงพ่อไม่หัวเราะ ยิ้มน้อยๆ พอสมควรแก่กาละ  ครั้นแล้วหลวงพ่อเรียกตัวผู้ถามมาบอกว่า "ได้แล้วกุฏิกัมมัฏฐาน 3 หลัง เจ้าของนั่งอยู่นี่"  แล้วท่านชี้มือไปยังเจ้าภาพผู้บริจาค  ผู้ถามได้กระโดดเข้าไปกราบที่ตักหลวงพ่อพูดว่า "ยิ่งกว่าตาเห็น"  ผู้เขียนดีใจจนเหงื่อแตก ที่ความจริงมากู้เกียรติของหลวงพ่อไว้ได้

เกรงจะเป็นลูกไม้ จึงหาโอกาสสนทนากับผู้บริจาคว่านัดกับหลวงพ่อไว้หรือว่าจะสร้างกุฏิถวาย   ได้รับคำตอบว่า เพิ่งคิดเมื่อมาทำบุญวันนี้เอง   เดินมาเห็นกุฏิเล็กๆ  สวยดีอยากจะสร้างบ้าง  แต่ทุนไม่พอ  จึงรักษากับพวกพ้องที่บังเอิญมาพบกันวันนี้  เห็นดีร่วมกัน  จึงได้มอบเงินแก่หลวงพ่อให้จัดการสร้างต่อไป  นี่เป็นเรื่องก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วม 20 ปี

เมื่ออุบาสกอุบาสิกากลับหมดแล้ว ผู้เขียนจึงได้พูดกับหลวงพ่อต่อไป เบื้องต้นยกย่องว่าหลวงพ่อพยากรณ์แม่นเหมือนตาเห็น  แต่น่ากลัวอันตราย  ไม่ควรตอบในเวลานั้น  ควรจะบอกเฉพาะตัวหรือสองต่อสอง หลวงพ่อถามว่าอันตรายอย่างไร จึงเรียนท่านว่า ถ้าไม่เป็นความจริงดังคำพยากรณ์ ชาวบ้านจะเสื่อมศรัทธา  หลวงพ่อพูดว่า "เรามันเซอะ  พระพุทธศาสนาเก๊ได้หรือ  ธรรมของพระพุทธเจ้าต้องจริง  ธรรมกายไม่เคยหลอกลวงใคร"  เมื่อได้ยินดังนั้นก็จำต้องนิ่ง และไม่คิดจะถามความเห็นอะไรต่อไป ที่นำมาเขียนไว้นี้เพื่อจะแสดงว่า  ญาณของหลวงพ่อให้ความรู้แก่หลวงพ่ออย่างไรในวิถีของผู้ปฏิบัติธรรม  หลวงพ่อต้องพูดอย่างนั้น  ถ้าญาณไม่แสดงออก จะเอาอะไรมาพูดได้  ผู้เขียนก็รับเอาความหนักใจแทนมาโดยลำดับๆ  หลวงพ่อรู้เต็มอกว่า ผู้เขียนเรืองนี้ไม่เชื่อวิชาของท่าน และได้เคยพูดกับผู้อื่นหลายคนว่า "เขาไม่เชื่อเรา"  คำว่า "เขา" นั้นหมายถึงผู้เขียนโดยเฉพาะ

หลวงพ่อมีเมตตาปรานีเป็นนิสัย  ใครเดือดร้อนมาไม่เคยปฏิเสธ  ย่อมให้อุปการะตามสมควร  แต่ไม่ชอบคนโกหก  ถ้าจับโกหกได้แม้ครั้งเดียว  ท่านก็ว่าคนนี้เก๊  โกหกกระทั่งเรา  ก็เป็นคนหมดดี   เช่น คราวหนึ่งมีคนแก่มาเรียนกัมมัฏฐาน  ศรัทธากล้า พอได้ผลแห่งการปฏิบัติบ้าง  แต่ยังอ่อน   กลับบ้านลาลูกเมียมาวัดปากน้ำอีก มีปลา แห้งตัวหนึ่งมาถวายหลวงพ่อ   บอกว่ามีเท่านั้นเองเพราะความยากจน  หลวงพ่อหัวเราะชอบใจ  พูดว่า "เออ ! ให้มันได้อย่างนี้ซิน่า   นี่แหละเขาเรียกว่าคนรวยแล้ว  มีเท่าไรถวายจนหมด  เมื่อครั้งพระพุทธเจ้า นางปุณณทาสีถวายแป้งจี่ทำด้วยรำแก่พระพุทธเจ้า   ต่อมากลายเป็นคนมั่งมี  ปลาแห้งของเราตัวหนึ่งราคาสูงกว่ารำมากนัก  เป็นกุศลมากแล้วที่นำมาให้"  พูดกันไปมาในที่สุดก็ขอร้องให้หลวงพ่อบวชให้ เพราะไม่มีสมณบริขารจะบวช  หลวงพ่อก็ได้จัดการให้ความปรารถนาของเขาเป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่ง

เมื่อพระศากยยุตติยวงศ์ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชสุธี   พระสมุห์สดได้เป็นพระครูสมุห์ตามขึ้นไป   ท่านได้ปกครองวัดมาจนถึง พ.ศ.2464  ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร มีพระราชทินนามว่า "พระครูสมณธรรมสมาทาน"

เกียรติคุณขยายตัวกว้างออกไปเพียงไร   ข่าวอกุศลก็ขยายเป็นเงาติดตามตนไป   แต่เป็นของอัศจรรย์ที่ผู้นิยมการปฏิบัติก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น  ภิกษุสามเณรก็มากขึ้น  การใช้จ่ายเรื่องภัตตาหาร ค่าน้ำค่าไฟ ก็ทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ต้องสละสมณบริขารสบงจีวรอุปการะแก่ภิกษุสามเณรมากขึ้น  แต่ก็ไม่มีใครได้ยินท่านบ่นและท้อใจ   ยิ่งมากยิ่งยินดี   ท่านพูดว่าเขามาพึ่งพาอาศัย  เราไม่ปฏิเสธ  อุปการะ เท่าที่มี

คำกล่าวร้ายป้ายสีที่เรียกว่าอกุศล  รัดรึงตรึงตัวมากอยู่  แต่ก็ยังมีผู้มีใจเป็นกลางช่วยเหลือท่าน เช่นคุณพระทิพย์ปริญญา ได้สังเกตการณ์มาโดยลำดับ และคุณพระได้เขียนหนังสือเกี่ยวแก่วัดปากน้ำเรื่องหนึ่ง  ซึ่งเป็นประหนึ่งเปิดภาชนะที่คว่ำให้หงายขึ้น ทำให้คำกล่าวร้ายฝ่ายอกุศลสงบตัวลง   สงบอย่างไม่มีอิทธิพลมาประทุษร้ายวัดปากน้ำได้ หนังสือนั้นได้นำมาพิมพ์ตามต้นฉบับเดิม  และที่นำมาพิมพ์นี้ เฉพาะคำนำเท่านั้น  มีสำเนาความดังต่อไปนี้ (อ่าน คำนำหนังสือเรื่อง ธรรมกาย โดย พระทิพย์ปริญญา)

 

หน้า 1    หน้า 2    หน้า 3    หน้า 4