ชีวประวัติโดย สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร)

 
 
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

ชีวประวัติ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ

 

พระนิพนธ์ของ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร)

สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
สมัยทรงสมณศักดิ์ เป็นพระธรรมวโรดม

ความเบื้องต้น

เมื่อการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานสัตตมวาร และปัญญาสมวารล่วงแล้ว  มีท่านที่เคารพนับถือมาขอร้องให้พิมพ์ประวัติของเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี แจกจ่ายแก่ท่านที่เคารพนับถือและศิษยานุศิษย์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ต่อไป  และบางท่านก็ปรารถนาจะร่วมการกุศลในการพิมพ์นั้นด้วย

เมื่อความต้องการของส่วนมากเป็นเช่นนั้น  เห็นว่าจำต้องรวบรวมความเป็นไปตั้งแต่ต้นจนอวสาน จดเหตุการณ์อันเป็นจริงเท่าที่รู้และได้เห็น และต้องวางตนเป็นกลาง ไม่ให้มีคำยกย่องจนผิดจากความจริง  แม้ความจริงนั้นๆ  ถ้าเขียนไว้อาจเป็นเหตุกระทบกระเทือนแก่ผู้อื่นก็จำต้องงด

ผู้เขียนประวัตินี้ ได้อยู่รับใช้เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนีมาแต่ครั้งเป็นเด็กวัด  เป็นสามเณร  และเป็นภิกษุติดต่อกันมาตลอดกาล แม้ต่างคนต่างอยู่แล้ว ก็ยังติดต่อและทราบเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมากทราบจากถ้อยคำที่เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนีเล่าให้ฟัง  ท่านจะทำกิจการใดๆ เกี่ยวแก่ส่วนรวม  ท่านชอบออกความเห็นให้ฟังเป็นเรื่องของอนาคต  เมื่อฟังแล้วบางเรื่องก็หนักใจแทน  แต่ครั้นแล้วเหตุการณ์ก็ย่อมเป็นไปตามที่ท่านได้ปรารภไว้  เป็นอันรับรองว่าท่านมิได้ฝันเพื่อสร้างวิมานในอากาศ

เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี ผู้มีความสำคัญในประวัตินี้ ศิษยานุศิษย์ท่านที่เคารพนับถือ เรียกว่า "หลวงพ่อวัดปากน้ำ"  ในที่ลับหลัง   ถ้าต่อหน้าก็ชอบใช้คำแทนชื่อท่านว่า "หลวงพ่อ"  ไม่มีใครใช้คำว่าเจ้าคุณหรือพระเดชพระคุณมากนัก  เป็นทั้งนี้ก็น่าจะเรียกกันมาจนชินปาก  ถ้าใครออกชื่อว่า เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนีแล้ว แทบจะไม่มีใครรู้จัก เพราะชื่อนั้นท่านได้รับพระราชทาน เมื่อ พ.ศ.2500  นับว่าเป็นเวลาอันสั้น  จึงไม่ขึ้นปากขึ้นใจของท่านที่เคารพนับถือ ได้หันเข้าหาความสะดวก ออกนามท่านว่า หลวงพ่อ ในที่ต่อหน้า เรียกนอกวัดในที่ลับหลังว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำ เพื่อความสะดวกแก่ผู้อ่าน ต่อไปจะออกนามเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนีว่า "หลวงพ่อวัดปากน้ำ"  จนจบประวัติ

ประวัติก่อนบวช

เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี (สด) ท่านเกิดวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2427 ตรงกับวันศุกร์แรม 6 ค่ำ เดือน 11 ปีวอก ฉศก จุลศักราช 1246  ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านตำบลนี้อยู่ฝั่งใต้ ตรงกันข้ามกับวัดสองพี่น้อง   เป็นบุตรนายเงิน นางสุดใจ มีแก้วน้อย  สกุลของท่านทำการค้าขาย มีพี่น้องร่วมมารดาบิดา 5 คน คือ

  1. นางดา เจริญเรือง
  2. เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี (สด มีแก้วน้อย)
  3. นายใส มีแก้วน้อย
  4. นายผูก มีแก้วน้อย
  5. นายสำรวย มีแก้วน้อย

ญาติพี่น้องของหลวงพ่อวัดปากน้ำ แทบทุกคนนั้น คนสุดท้องตายก่อน แล้วเลื่อนขึ้นมาตามลำดับชั้น   คนหัวปีตายทีหลังแทบทุกคน   เช่นพี่น้องหลวงพ่อวัดปากน้ำคนที่ 5 ตายก่อน แล้วถึงคนที่ 4 คนที่ 3 แล้วตัวหลวงพ่ออันดับที่ 3 นั้นเพิ่งตายก่อนหลวงพ่อไม่ถึงเดือน  คล้ายกับว่าจะรักษาระเบียบแห่งการตายไว้   มัจจุราชไม่ยอมให้ลักลั่นเป็นการผิดระเบียบ  จนบัดนี้เหลือแต่คนที่ 1

การศึกษาเมื่อเยาว์วัย

เรียนหนังสือวัดกับพระภิกษุน้าชายของท่าน ณ วัดสองพี่น้อง เมื่อพระภิกษุน้าชายลาสิกขาแล้ว ได้มาศึกษาอักขรสมัย ณ วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม  ในปกครองของพระอาจารย์ทรัพย์ เพราะชาติภูมิของบิดาอยู่ที่บางปลา  ปรากฏว่าหลวงพ่อเรียนได้ดีสมสมัย และการศึกษาขั้นสุดท้ายของเด็กวัดในสมัยนั้น ก็คือเขียนอ่านหนังสือขอมได้คล่องแคล่ว  อ่านหนังสือพระมาลัยซึ่งเขียนเป็นอักษรขอมเป็นบทเรียนขั้นสุดท้าย อ่านกันไปคนละหลายๆ  จบ จนกว่าจะออกจากวัด  ซึ่งจะเรียกกันสมัยนี้ว่าจบหลักสูตรการศึกษาก็ได้  การศึกษาของหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ในลักษณะนี้  ท่านมีนิสัยจริงมาตั้งแต่เล็กๆ  คือตั้งใจเรียนจริง ๆ  ไม่ยอมอยู่หลังใคร

การอาชีพ

เมื่อเสร็จการศึกษาแล้ว  ออกจากวัดช่วยมารดาบิดาประกอบอาชีพเกี่ยวแก่การค้าขาย  โดยซื้อข้าวบรรทุกเรือต่อล่องมาขายให้แก่โรงสีในกรุงเทพฯ บ้าง  ที่นครชัยศรีบ้าง

เมื่อสิ้นบุญบิดาแล้ว  ได้รับหน้าที่ประกอบอาชีพสืบต่อมา  ท่านเป็นคนรักงานและทำอะไรทำจริง ทั้งขยันขันแข็ง อาชีพการค้าจึงเจริญโดยลำดับ ทั้งวงศ์ญาติก็อุปการะ  แทบจะพูดได้ว่าการค้าไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก   เพราะว่าตีราคาข้าวเปลือก ตกลงราคากันแล้ว ขนข้าวลงเรือโดยยังไม่ต้องชำระเงินก่อน  เมื่อขายข้าวแล้วจึงชำระเงินกันได้ อันเกี่ยวแก่การเชื่อใจกัน ท่านประกอบอาชีพนี้ตลอดมา จนปรากฏในยุคนั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง

ท่านเป็นคนมีนิสัยชอบก้าวหน้า มุ่งไปสู้ความเจริญ   ท่านพบกับญาติหรือคนชอบพอ แล้วถามถึงการประกอบอาชีพ  ถ้าทราบว่าผู้ใดเจริญขึ้น  ก็แสดงมุทิตาจิต  เมื่อทราบว่าทรงตัวอยู่หรือทรุดลง  ท่านก็จะพูดว่าหากินอย่างไก่  หาได้ไม่มีเก็บอย่างนี้ต้องจนตาย  ควรหาอุบายใหม่

เมื่ออายุ 19 ปี  ระหว่างที่ทำการค้าอยู่นั้น ความคิดอันประกอบด้วยความเบื่อหน่าย เกิดแก่ท่าน  เป็นทั้งนี้ก็น่าจะลำบากใจอันเกี่ยวแก่อาชีพ  เพราะต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทำงานเลี้ยงมารดา  และรับผิดชอบในกิจการต่างๆ  โดยเกิดธรรมสังเวชขึ้นในใจว่า

"การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลำบาก  บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้น  ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา   บุรพชนต้นสกุลก็ทำมาอย่างนี้เหมือนกัน  จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ ก็คงทำอยู่อย่างนี้   ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายไปหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน เราจะมัวแสวงหาทรัพย์อยู่ทำไม  ตายแล้วเอาไปไม้ได้  บวชดีกว่า"

 เมื่อได้โอกาสท่านได้จุดธูปเทียนบูชาพระ อธิษฐานว่า "ขอเราอย่าได้ตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวชเสียก่อน เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา  ขอบวชไปจนตลอดชีวิต"  นี้ท่านบอกว่าเริ่มอธิษฐานมาตั้งแต่อายุ 19 ปื

หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเล่าต่อไปว่า  เมื่อตกลงใจบวชไม่สึกแล้ว  จิตคิดเป็นห่วงมารดาเกิดขึ้น จึงขะมักเขม้นทำงานสะสมทรัพย์ เพื่อให้มารดาเลี้ยงชีพไปจนตลอดชีวิด  เมื่อจะเทียบราคาเงินในบัดนี้กับสมัยก่อน   50 ปีที่ล่วงมานั้นไกลกันมาก  เพราะเมื่อก่อน 50ปี  กล้วยน้ำว้า 100 หวีเป็นราคา 50 สตางค์   สมัยก่อนใช้อัฐเรียกว่า 100 ละ 2 สลึง  บางคราว 100 เครือ ต่อเงิน 2.50 บาท  เพราะเงินจำนวนชั่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำหาให้มารดานั้นก็ย่อมมีราคาสูงสุดในสมัยนั้น   และย่อมเป็นน้ำเงินที่อาจเลี้ยงชีวิตจนตายได้จริง   ถ้าหากน้ำเงินไม่มีราคาต่ำลงเช่นปัจจุบันนี้  แต่ก็ประหลาดที่มารดาของท่านมีอายุยืนมาจนถึงยุคกล้วยน้ำว้าหวีละบาทกว่า

อุปสมบท

เดือนกรกฎาคม 2449  ต้นเดือน 8 ท่านได้อุปสมบท  เวลานั้นอายุย่างเข้า 22 ปี บวช ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มีฉายาว่า จนฺทสโร

  • พระอาจารย์ดี วัดประตูศาล อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอุปัชฌายะ
  • พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง  อินฺทโชโต)  เป็นพระกรรมวาจาจารย์
  • พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

คู่สวดอยู่วัดเดียวกัน คือวัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้จำพรรษาอยู่วัดสองพี่น้อง 1 พรรษา ปวารณาพรรษาแล้ว เดินทางมาจำพรรษา ณ วัดพระเชตุพน กรุงเทพฯ   เพื่อเล่าเรียนพระธรรมวินัยต่อไป

การศึกษาของภิกษุสามเณรสมัยนั้น  การเรียนบาลีต้องท่องสูตรก่อน  เมื่อท่องจบสูตรเบื้องต้นแล้ว จึงเริ่มจับเรียนมูล  เริ่มแต่เรียนสนธิขึ้นไป หลวงพ่อวัดปากน้ำเริ่มต้นโดยวิธีนี้แล้วเรียน นาม สมาส ตัทธิต อาขยาต กิตก์  แล้วเริ่มขึ้นคัมภีร์จับแต่พระธรรมบทไป ท่านเรียนพระธรรมบทจบทั้ง 2 บั้น เมื่อจบ 2 บั้นแล้วกลับขึ้นต้นใหม่ เรียนมงคลทีปนีและสารสังคหะตามความนิยมของสมัย  จนชำนาญและเข้าใจและสอนผู้อื่นได้

เมื่อกําลังเรียนอยู่นั้น  ท่านต้องพบกับความลำบากมาก  สมัยนั้นเรียนกันตามกุฏิ ต้องเดินไปศึกษากับอาจารย์ตามวัดต่างๆ  เมื่อฉันเช้าแล้วข้ามฟากไปเรียนที่วัดอรุณราชวราราม กลับมาฉันเพลที่วัด เพลแล้วไปเรียนวัดมหาธาตุ ตอนเย็นไปเรียนวัดสุทัศน์บ้าง  วัดสามปลื้มบ้าง กลางคืนเรียนที่วัดพระเชตุพน แต่ไม่ได้ไปติดๆ  กันทุกวัน มีเว้นบ้าง สลับกันไป

สมัยที่ท่านศึกษาอยู่นั้น กําลังนิยมใช้หนังสือขอมที่จารลงในใบลาน และนักเรียนที่ไปขอศึกษากับอาจารย์นั้น บทเรียนไม่เสมอกัน ต่างคนต่างเรียนตามสมัครใจ กล่าวคือบางองค์เรียนธรรมบทบั้นต้น บางองค์เรียนบั้นปลาย ยิ่งนักเรียนมาก หนังสือที่เอาไปโรงเรียนก็เพิ่มจำนวนขึ้น เช่นนักเรียน 10 คน เรียนหนังสือกันคนละผูก นักเรียนที่ไปเรียนนั้นก็ต้องจัดหนังสือติดตัวไปครบจำนวนนักเรียน เป็นทั้งนี้ก็เพราะนอกจากเรียนตามบทเรียนของตนแล้ว เอาหนังสือไปฟังบทเรียนของคนอื่นด้วย ช่วยให้ตนมีความรู้กว้างขวางขึ้น ฉะนั้น ปรากฏว่านักเรียนต้องแบกหนังสือไปคนละหลายผูก แบกจนไหล่ลู่ คือว่าหนังสือเต็มบ่า

หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นนักเรียนประเภทดังกล่าว ท่านพยายามไม่ขาดเรียน แบกหนังสือ ข้ามฟากลงท่าประตูนกยูงวัดพระเชตุพน ไปขึ้นท่าวัดอรุณฯ เข้าศึกษาในสำนักนั้น ท่านเล่าให้ฟังว่าลำบากอยู่หลายปี   ความเพียรของท่านจนชาวประตูนกยูงเกิดความเลื่อมใสได้ปวารณาเรื่องภัตตาหาร  คืออาราธนาท่านรับบิณฑบาตเป็นประจำ  และขาดเหลือสิ่งใดขอปวารณา ระยะนี้ท่านเริ่มมีความสุขขึ้นเรื่องภัตตาหาร มีแม่ค้าขายข้าวแกงคนหนึ่งจัดอาหาร เพลถวายเป็นประจำ แม่ค้าคนนี้ชื่อนวม เมื่อหลวงพ่อท่านย้ายมาวัดปากน้ำ แม่ค้าผู้นี้ทุพพลภาพลงเพราะความชรา ขาดผู้อุปการะ ท่านได้รับตัวมาอยู่วัดปากน้ำได้อุปการะทุกวิถีทาง เมื่อสิ้นชีวิตก็ได้จัดการฌาปนกิจศพให้ หลวงพ่อว่าเป็นมหากุศล  เมื่อเราอดอยาก  อุบาสิกานวมได้อุปการะเรา ครั้นอุบาสิกานวมยากจน เราได้ช่วยอุปถัมภ์ ที่สุดต่อที่สุดมาพบกัน จึงเป็นมหากุศลอันยากที่จะหาได้ง่ายๆ 

ท่านเดินทางไปศึกษาในสำนักต่างๆ อยู่หลายปี  ครั้นต่อมามีผู้เลื่อมใสในท่านมากขึ้น  พวกข้าหลวงในวัง กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม  ซึ่งชาวบ้านใกล้เคียงเรียกว่าวังพระองค์เพ็ญ เลื่อมใสในท่าน เวลาเพลช่วยกันจัดสำรับคาวหวานมาถวายทุกวัน นับว่าเป็นกำลังส่งเสริมให้สะดวกแก่การศึกษาเป็นอย่างดี เมื่อได้กำลังในด้านส่งเสริมเช่นนี้ หลวงพ่อจึงจัดการตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดพระเชตุพน โดยใช้กุฏิของท่านเป็นโรงเรียน  สมัยนั้นโรงเรียนวัดพระเชตุพนมีหลายแห่ง ใครมีความสามารถก็ตั้งได้ หลวงพ่อวัดปากน้ำสมัยนั้นท่านได้พระมหาปี วสุตตมะ เปรียญ 5 ประโยคเป็นครูสอน โดยท่านจัดหานิตยภัตรถวายเอง มหาปี วสุตตมะ ผู้นี้มาจากวัดมหาธาตุ จังหวัดพระนคร ติดตามสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม ธมฺมสโร) มา  เมื่อคราวสมเด็จฯ  จากวัดมหาธาตุมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน  ท่านตั้งโรงเรียนเอง  และเข้าศึกษาด้วยตนเองด้วย  เรียนขึ้นธรรมบทใหม่    ท่านว่าฟื้นความจำทบทวนให้ดีขึ้น  มีภิกษุสามเณรเข้าศึกษา 10 กว่ารูป

ต่อมาการศึกษาทางบาลีเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม ทางคณะสงฆ์จัดหลักสูตรการศึกษาเริ่มให้เรียนไวยากรณ์ วัดพระเชตุพนดำเนินตามแนวนั้น และได้รวมการศึกษาเป็นกลุ่มเดียวกัน การศึกษาตามแบบเก่าต้องยุบตัวเองเพื่อให้เข้ายุคไวยากรณ์  โรงเรียนที่กล่าวถึงนี้ก็ระงับไป

หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ตั้งใจศึกษาจนเข้าใจตามหลักสูตรนั้นๆ  แต่ไม่ได้แปลในสนามหลวง  แม้การสอบเปลี่ยนจากแปลด้วยปากมาเป็นสอบด้วยการเขียนตอบ  ท่านก็ไม่ได้สอบ เพราะการเขียนท่านไม่ถนัดมากนัก และอีกประการหนึ่งท่านไม่ปรารถนาด้วย แต่สำหรับผู้อื่นแล้วท่านส่งเสริมและให้กำลังใจ โดยพูดเสมอว่า การศึกษานั้นเปลี่ยนชีวตผู้ศึกษาให้สูงกว่าพื้นเดิม  คนที่มีการศึกษาดีจะได้อะไรก็ดีกว่า ประณีตกว่าผู้อื่น คนมีวิชาเท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิ ใช้ไม่หมด 

ต่อจากนั้นท่านก็มุ่งธรรมปฏิบัติ  เบื้องต้นอ่านตำราก่อน  โดยมากใช้วิสุทธิมรรค  ท่านศึกษาตามแบบแผนเพื่อจับเอาหลักให้ได้ก่อน  ประกอบกับนักศึกษาทางปฏิบัติกับอาจารย์  ท่านได้ผ่านอาจารย์มามาก เช่นเจ้าคุณพระมงคลทิพย์มุนี  (มุ้ย) อดีตเจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ  พระครูฌานวิรัต (โป๊) วัดพระเชตุพน พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ จังหวัดธนบุรี พระอาจารย์ปลื้มวัดเขาใหญ่ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ใครว่าดีที่ไหน ท่านพยายามเข้าศึกษา  เมื่อมีความรู้พอสมควร ได้ออกจากวัดพระเชตุพนไปจำพรรษาต่างจังหวัด เพื่อเผยแพร่ธรรมวินัยตามอัธยาศัยของท่าน  แต่ส่วนมากแนะนำทางปฏิบัติ  การเทศนาท่านใช้ปฏิภาณ 

แหล่งสุดท้ายได้ไปอยู่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี คราวหนึ่งโดยท่านเห็นว่าวัดนั้นเป็นที่สงัดสงบเหมาะสมแก่ผู้ที่ต้องการความเพียรทางใจ  ไกลจากหมู่บ้าน เป็นวัดโบราณ มีลักษณะกึ่งวัดร้างอยู่แล้ว พระพุทธรูปศิลาองค์ใหญ่น้อยนับจำนวนร้อย  ถูกทำร้ายเพราะอันธพาลบ้าง เพราะความเก่าคร่ำคร่าบ้าง พระเศียรหัก แขนหัก ดูเกลื่อนกล่นไปหมด ท่านเกิดความสังเวชในใจ ใช้วิชชาพระกรรมฐานแนะนำประชาชน แนะนำผู้มีศรัทธาให้ช่วยปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปเหล่านั้น พรรณนาอานิสงส์แห่งการเสียสละ พระพุทธรูปได้ถูกปฏิสังขรณ์ขึ้นบ้าง แต่เพราะมิใช่น้อย จึงต้องใช้เวลานาน การซ่อมนั้นยังไม่ทันสมความมุ่งหมาย  ประชาชนได้เข้าปฎิบัติธรรมกันมาก 

สมัยนั้น  การปกครองประเทศจัดเป็นมณฑล  เจ้าเมืองสุพรรณบุรี และสมุหเทศาภิบาล เกรงว่าจะเป็นการมั่วสุมประชาชน วันหนึ่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครชัยศรี   ได้พบกับสมเด็จพระวันรัต (ติสฺสทตฺตเถร) วัดพระเชตุพน เวลานั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอภาษีเจริญ ได้ปรารภถึงเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ ไปทำพระกรรมฐานที่นั่น  จะเป็นการไม่เหมาะสมแก่ฐานะ ขอให้ทางคณะสงฆ์พิจารณาเรียกกลับ หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมาด้วยความเคารพในการปกครอง  แล้วมาอยู่วัดสองพี่น้อง  จังหวัดเดียวกัน

วัดสองพี่น้อง พระเถระในวัดนั้น ไม่เห็นความสำคัญในการศึกษา มีบางท่านสนใจ แต่ไม่สามารถจะจัดการไปได้  เพราะพระเถระส่วนไหญไม่ส่งเสริม   ผู้สนใจก็ส่งภิกษุสามเณรผู้ใคร่ต่อการศึกษามาเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ หลวงพ่อวัดปากน้ำมาอยูวัดสองพี่น้องได้เป็นกำลังตั้งโรงเรียนนักธรรมขึ้น  โดยไม่ครั่นคร้ามต่ออุปสรรคใดๆ ได้ผลสืบต่อมาจนบัดนี้ และท่านได้ชักชวนตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาขึ้นโดยมีคณะกรรมการ  มูลนิธินั้นได้เป็นทุนการศึกษามาจนทุกวันนี้ นับว่าท่านได้ทำความดีไว้แก่วัดสองพี่น้องเป็นเดิมมา

สมเด็จพระวันรัต (ติสฺสทตฺตเถร) วัดพระเชตุพน ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี ในยุคนั้น  วัดปากน้ำเป็นพระอารามหลวงวัดหนึ่งในอำเภอนั้นว่างเจ้าอาวาสลง พระคุณท่านหวังจะอนุเคราะห์หลวงพ่อวัดปากน้ำให้มีที่อยู่เป็นหลักฐาน หวังเอาตำแหน่งเจ้าอาวาสผูกหลวงพ่อไว้วัดปากน้ำ  เพื่อไม่ให้เร่ร่อนไปโดยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง  ครั้งแรกท่านได้พยายามปัดไม่ยอมรับหน้าที่  แต่ครั้นแล้วก็จำต้องยอมรับด้วยเหตุผล  ก่อนจะส่งไปนั้น  สมเด็จพระวันรัตตั้งข้อแม้ให้หลายข้อ เช่นห้ามแสดงอภินิหาร  และทำการเกินหน้าพระคณาธิการวัดใกล้เคียง ให้เคารพการปกครองตามลำดับ ให้อดทนเพื่อความสงบ  และไม่ให้ใช้อำนาจอย่างรุนแรง

การที่เจ้าคณะอำเภอเอาความมั่นสัญญากับหลวงพ่อวัดปากน้ำเช่นนั้น  เพราะเห็นว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำชอบทำสิ่งที่ตนเห็นว่าดีงาม  ไม่ชอบอยู่เฉยๆ  โดยไม่ทำกิจอะไรให้เป็นประโยชน์ขึ้นแม้แก่ตัวเอง   อนึ่งเจ้าคณะอำเภอได้ปกครองอำเภอนี้มานาน ทราบซึ้งถึงอัธยาศัยและความเป็นไปในอำเภอนั้นได้ดี  เพราะจิตปรานีจะไม่ให้เกิดความกระทบกระเทือนแก่ใครผู้ใด   หวังความสงบในการปกครองเป็นหลักสำคัญ  เบื้องต้นหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านยอมรับด้วยดี   เป็นทั้งนี้ก็เนื่องด้วยยังไม่เคยประสบความขัดข้อง เนื่องด้วยยังไม่เคยปกครองวัดมาก่อน

พ.ศ.2459 ราวปีนั้น  วันเดือนจำไม่ได้   ท่านได้จากวัดพระเชตุพนในฐานะเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ โดยเรือยนต์หลวงซึ่งกรมการศาสนาจัดถวาย เพื่อเป็นเกียรติยศแก่พระอารามหลวง   มีพระอนุจรติดตามมา 4 รูป ทางกรมได้จัดสมณบริขารถวายเจ้าอาวาส และนิตยภัตรอีก 4 เดือน  เดือนละ 30 บาท   พระอนุจร 4 รูป รูปละ 20 บาท เจ้าคณะอำเภอภาษีเจริญนำมาส่งถึงวัดปากน้ำ พร้อมด้วยพระเถรานุเถระและพระคณาธิการในอำเภอนั้นมากรูป   มีคฤหัสถ์ชายหญิงหลายคนมาต้อนรับ  ก่อนจะมาวัดปากน้ำ   ท่านได้เป็นฐานานุกรมของเจ้าคุณพระศากยยุตติยวงศ์  เจ้าคณะอำเภอในตำแหน่งสมุห์ด้วย

สภาพของวัดปากน้ำสมัยนั้นทุกอย่างไม่เรียบร้อย  มีสภาพกึ่งวัดร้าง  เป็นที่ควรแก้ไขให้เป็นวัดสมสภาพ   งานเบื้องต้นหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ประชุมพระภิกษุสามเณรที่อยู่เดิมและมาใหม่  ท่านให้โอวาทปรับความเข้าใจแก่กันว่า

"เจ้าคณะอำเภอส่งมาเพื่อให้รักษาวัด  และปกครองตักเตือนว่ากล่าวผู้อยู่วัดโดยพระธรรมวินัย   อันจะให้วัดเจริญได้ ต้องอาศัยความพร้อมเพรียง และเห็นอกเห็นใจกัน จึงจะทำความเจริญได้   ถิ่นนี้ไม่คุ้นเคยกับใครเลย มาอยู่นี้เท่ากับถูกปล่อยโดยไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร  เพราะต่างไม่รู้จักกัน

แต่ก็มั่นใจว่า  ธรรมที่พวกเราปฏิบัติตรงต่อพระพุทธโอวาท จะประกาศความราบรื่นและรุ่งเรืองให้แก่ผู้มีความประพฤติเป็นสัมมาปฎิบัติ  ธรรมวินัยเหล่านั้นจะกำจัดอธรรมให้สูญสิ้นไป

พวกเราบวชกันมากันละมากๆ ปี ปฏิบัติธรรมเข้าขั้นไหน  มีพระปาฎิโมกข์เรียบร้อยอย่างไร ทุกคนทราบความจริงของตนได้ ถ้าเป็นไปตามแนวพระธรรมวินัยก็น่าสรรเสริญ  ถ้าผิดพระธรรมวินัยก็น่าเศร้าใจ  เพราะตนเองก็ติเตียนตนเองได้

เคยพบมาบ้าง แม้บวชตั้งนานนับเป็นสิบๆ ปี  ก็ไม่มีภูมิจะสอนผู้อื่น จะเป็นที่พึ่งของศาสนาก็ไม่ได้ ได้แต่อาศัยศาสนาอย่างเดียว ไม่ทำประโยชน์ให้เกิดแก่ตนและแก่ท่านซ้ำร้ายยังทำให้พระศาสนาเศร้าหมองอีกด้วย  บวชอยู่อย่างนี้เหมือนตัวเสฉวน   (เรื่องเสฉวนนี้หลวงพ่อท่านชอบพูดบ่อย ๆ  ต่อมาก็หายไป) จะได้ประโยชน์อะไรในการบวช ในการอยู่วัด

ฉันมาอยู่วัดปากน้ำ   จะพยายามตั้งใจประพฤติให้เป็นไปตามแนวพระธรรมวินัย  พวกพระเก่าๆ จะร่วมกันก็ได้ หรือจะไม่ร่วมด้วยก็แล้วแต่อัธยาศัย ฉันจะไม่รบกวนด้วยอาการใดๆ   เพราะถือว่าทุกคนรู้สึกผิดชอบด้วยตนเองดีแล้ว  ถ้าไม่ร่วมใจก็ขออย่าขัดขวาง  ฉันก็จะไม่ขัดขวางผู้ไม่ร่วมมือเหมือนกัน  ต่างคนต่างอยู่   แต่ต้องช่วยกันรักษาระเบียบของวัด  คนจะเข้าจะออกต้องบอกให้รู้   ที่แล้วมาไม่เกี่ยวข้อง  เพราะยังไม่อยูในหน้าที่  จะพยายามรักษาเมื่ออยู่ในหน้าที่"

นี้เป็นโอวาทที่หลวงพ่อให้แก่ภิกษุสามเณร  อุบาสก  อุบาสิกา เมื่อไปปกครองวัดนั้น  ผู้เขียนได้ร่วมประชุมอยู่ด้วย

 

หน้า 1    หน้า 2    หน้า 3    หน้า 4