ความกตัญญูเป็นมงคลอันสูงสุด

เจริญพร ท่านสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

สำหรับวันนี้อาตมาจะได้กล่าวถึงมงคลคาถา หรือมงคลยอดชีวิต ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้เป็นพระคาถาที่ 7   มีความว่า

คารโว จ นิวาโต จ สนฺตุฏฺฐี จ กตญฺญุตา
กาเลน ธมฺมสฺสวนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

ซึ่งแปลความว่า   ความเคารพ คือการแสดงออกถึงความเป็นผู้รู้จักคุณค่า และความสำคัญของคน     นี้ประการหนึ่ง   นิวาโต ได้แก่ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน นี้อีกประการหนึ่ง    ความสันโดษ คือพึงพอใจในสิ่งที่เราทำมาหาได้โดยสุจริตนี้อีกประการหนึ่ง   กับ กตัญญุตา ความเป็นผู้มีความกตัญญู นี้อีกประการหนึ่ง  กับ การฟังธรรมตามกาล คือตามเวลาและโอกาสอันสมควร นี้อีกประการหนึ่ง    ทั้งหมดนี้ เป็นมงคลอันประเสริฐสูงสุด   คือว่า เมื่อใครประพฤติปฏิบัติตามแล้วย่อมได้รับผลเป็นความสุขความเจริญในชีวิต

สำหรับในวันนี้ อาตมภาพจะได้กล่าวถึงพระคาถาที่ 7 นี้เฉพาะในหัวข้อว่า กตญฺญุตา ซึ่งแปลว่า ความเป็นผู้มีความกตัญญู คือรู้อุปการคุณที่ท่านได้ทำไว้ก่อน   เป็นมงคลอันประเสริฐสูงสุด    สำหรับการเป็นผู้มีความกตัญญูนั้น คู่กับการที่บุคคลได้กระทำอุปการะ คือคุณความดีแก่เราก่อน     ความกตัญญูนี้ จึงคู่กับความดี    หมายความว่า เมื่อมีผู้ที่กระทำคุณความดีแก่เรา  เราก็รู้จักระลึกถึงพระคุณของท่านผู้มีพระคุณ   แล้วก็คิดและกระทำการตอบแทนคุณผู้มีพระคุณ ในโอกาสอันควร   ตามกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถ และกำลังทรัพย์ของเรา

ทีนี้  เมื่อจะกล่าวถึงคุณธรรมในข้อความเป็นผู้มีความกตัญญู ก็ต้องกล่าวควบคู่กันไปกับบุคคลที่กระทำคุณความดีคืออุปการคุณต่อเราก่อนอีกด้วย  ควบคู่กันไป       ทั้ง 2 ประเภทนี้ล้วนเป็นบุคคลดีที่หาได้ยากยิ่ง  ซึ่งจะกล่าวโดยย่ออีกครั้งหนึ่ง ก็คือว่า    บุคคลที่เป็นคนดีที่หาได้ยากนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท   ประเภทที่ 1 ชื่อว่า บุพพการี คือบุคคลที่กระทำอุปการะ หรือกระทำคุณแก่ผู้อื่นก่อน     อีกประเภทหนึ่งก็คือ กตัญญูกตเวที ได้แก่ บุคคลผู้รู้อุปการคุณที่ท่านได้ทำไว้แล้ว และได้ตอบแทนคุณท่านตามโอกาสอันควร และตามกำลังสติปัญญาความสามารถ และกำลังทรัพย์ของตน ซึ่งอาตมภาพจะได้กล่าวถึงบุคคลดังกล่าวนี้แต่ละประเภท

สำหรับประเภทที่ 1 ที่ว่าบุคคลดีที่หาได้ยากชื่อว่า บุพพการี นั้นคือบุคคลที่ทำอุปการะก่อน  ที่ใกล้ชิดเราที่สุดก็คือ คุณพ่อคุณแม่ หรือบิดามารดาของเรา   และต่อๆ ไปก็ได้แก่ ผู้ปกครอง ผู้อุปการะเลี้ยงดูเราจนเติบใหญ่  ให้เราได้มีชีวิตสุขสบายตามสมควรแก่ฐานะมาจนถึงปัจจุบันนี้     โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อคุณแม่นั้นท่านได้ให้ความอุปการะแก่เราตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน   นับว่าท่านได้เป็นบุรพาจารย์ของลูก   คือว่าตั้งแต่เราเกิดมา ก็มีคุณพ่อคุณแม่ได้ช่วยชี้แนะให้เราได้รู้จักการดำเนินชีวิต   ตั้งแต่การเดิน ยืน นั่ง นอน และรับประทาน เป็นต้น   และท่านได้ช่วยอุปการะแก่ชีวิตของลูกทุกอย่างทุกประการ  ด้วยความมุ่งหวังเพียงว่าให้ลูกมีความสุข   ไม่ให้เป็นไปในทางที่เป็นทุกข์เดือดร้อน     เพราะฉะนั้น  ท่านจึงเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำสั่งสอนแก่เราว่าสิ่งนี้หรือความปฏิบัติอย่างนี้ไม่ดี อย่าทำ   เพราะจะนำไปสู่โทษความทุกข์เดือดร้อน    อย่างนี้ๆ หรือทางนี้เป็นทางดี จงทำ  เพื่อความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข  และได้ให้คำแนะนำสั่งสอนวิธีการปฏิบัติตน  การอยู่ร่วมกับสังคมให้ดี ด้วยการเป็นผู้มีระเบียบวินัย มีศีลมีธรรมเป็นต้น    ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้ทรงประทานคติธรรมในวันแม่ไว้ว่า การสอนระเบียบวินัยให้ลูก เหมือนกับสร้างวินัยให้แก่ชาติ อย่างนี้เป็นต้น     นอกจากนั้น คุณพ่อคุณแม่ของเรายังนับว่าเป็นบูรพาเทพของลูก  คือว่าคอยดูแลคุ้มครองป้องกันในทุกทิศทุกทางว่า ลูกจะไปอยู่ที่ใด  จะกระทำอย่างไร    ทำดีก็ชมเชย   ทำไม่ดี มีคนตำหนิติฉิน ก็คอยคุ้มครองป้องกันอยู่ตลอดเวลา     อีกอย่างหนึ่ง  เป็นพรหมของลูก  คือว่ามีความเมตตาปรารถนาให้ลูกมีแต่ความสุข  มีความกรุณา  คือปรารถนาให้ลูกไม่มีความทุกข์เดือดร้อน   ถ้าว่าเป็นความทุกข์แล้ว    หากพ่อแม่จะรับไว้เองเสียได้ก็จะทำด้วยความยินดี  อย่างนี้เป็นต้น

นอกจากนั้นพ่อแม่ยังเป็นพระอรหันต์ของลูก   คือว่า เมื่อลูกกระทำดีต่อพ่อแม่   ลูกคนนั้นก็จะมีแต่ความเจริญ   ถ้าลูกใดกระทำความไม่ดีแก่พ่อแม่   ลูกคนนั้นก็หาความเจริญมิได้    เพราะเหตุไร  เพราะเจตนาอันบริสุทธิ์อันจริงใจของพ่อแม่ที่มีต่อลูกนั้น   เปรียบได้ดังพระอรหันต์ทีเดียว  จึงชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ของลูก     นอกจากนั้นผู้มีอุปการคุณแก่เราที่ห่างออกไป   ก็ได้แก่คุณครูอาจารย์  นี้ว่าสำหรับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน    ตลอดไปถึงพระอุปัชฌาย์อาจารย์   สำหรับพระภิกษุสามเณร  และตลอดไปถึงญาติมิตรผู้บังคับบัญชา   และสูงที่สุดในชีวิตของคฤหัสถ์  คือประชาชนทั้งปวงนั้น  ก็ได้แก่ท้าวพระยามหากษัตริย์ ผู้ทรงทศพิธราชธรรม  และพระราชินี  หรือผู้ปกครอง ผู้บริหารประเทศ  ที่มีเจตนาบริสุทธิ์ยุติธรรม  เป็นต้น

และยังมีสูงที่สุดยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ   คุณพระรัตนตรัย  ได้แก่  คุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า    ซึ่งถ้าจะกล่าวแต่เฉพาะคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้   ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า  พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอริยสัจ 4 ด้วยพระองค์เอง   เมื่อทรงรู้แจ้งในความจริงอย่างประเสริฐ 4 ประการ คือในเรื่องของทุกข์  ในเรื่องของเหตุแห่งทุกข์  ในเรื่องของสภาวะที่ทุกข์ดับเพราเหตุดับ  และในเรื่องของหนทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่างถาวรแล้ว    ก็มิทรงเก็บงำไว้แต่ผู้เดียว  พระองค์ไม่ทรงนึกถึงแต่เพียงความสันติสุขของพระองค์แต่ผู้เดียว  แต่ทรงประกอบด้วยพระเมตตากรุณาต่อสัตวโลกทั้งหลาย   จึงได้ทรงสั่งสอนพระสัจจธรรมนั้นแก่สัตว์โลก  เพื่อให้สัตว์โลกรู้แจ้งเห็นจริงตาม และประพฤติตาม   นำตนไปสู่ความสุขความเจริญ   ไม่ไปในทางเสื่อม  ที่เป็นโทษ  ที่เป็นความทุกข์เดือดร้อน     และความดีสูงสุดก็คือว่า  เมื่อปฏิบัติตามพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว สามารถที่จะปฏิบัติได้ถึงมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง และที่เป็นบรมสุข

ส่วนพระธรรมเจ้านั้นอีกเล่า   ผู้ใดประพฤติปฏิบัติตามพระสัจธรรมของพระพุทธเจ้า  ย่อมได้รับผลดีเป็นความสันติสุข  และความเจริญในปัจจุบันทันตาเห็น   และต่อๆ ไปในอนาคต ถึงข้ามภพ ข้ามชาติ    ซึ่งนี้ก็เป็นสัจธรรมที่ผู้ที่มีปัญญาได้ศึกษาพระสัทธรรมให้เข้าใจแจ่มแจ้ง และปฏิบัติตามแล้วย่อมได้รับผลดี  ตามพระสัจธรรมของพระพุทธเจ้า   เป็นปัจจุบันธรรมทันที  

ส่วนพระสงฆ์เจ้านั้นอีกเล่า   ก็เป็นผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า  ได้รับผลดี  ได้รับประสบการณ์ที่ดี  ได้รับปัญญาอันเห็นแจ้งอย่างไรๆ   ก็นำเอาพระสัทธรรมพร้อมด้วยผลของการปฏิบัติและประสบการณ์นี้จากการปฏิบัตินั้น สืบต่อ คือว่าถ่ายทอดสั่งสอนต่อๆ กันมา ให้พระสัทธรรมของพระพุทธเจ้ายังคงดำรงอยู่ เป็นประโยชน์แก่สาธุชนประชาชนหมู่ใหญ่ มาจนตราบถึงเท่าทุกวันนี้   ก็นับว่าเป็นผู้ทำอุปการคุณอย่างสูงสุดยิ่งของชีวิตของสัตวโลกผู้มีปัญญา  ผู้มีบุญบารมีและมีปัญญา เพื่อได้สดับพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามแล้วย่อมได้รับผลเป็นความดับทุกข์และเป็นความสันติสุขได้จริง

เฉพาะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งถ้าจะว่า  ก็ครอบคลุมไปถึงพระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้านั้น ทรงเป็นพระบรมครูของหมู่มนุษย์และเทวดา  ผู้ปรารถนาความสิ้นทุกข์ และความสันติสุข    พระพุทธเจ้าทรงเป็นที่พึ่งของชาวโลกผู้มีปัญญาและสัมมาทิฏฐิ  ด้วยประการฉะนี้   นี่ว่าพระผู้มีผู้อุปการะคุณที่ประเสริฐสูงสุดในชีวิตของสัตวโลกทั้งหลาย    เฉพาะประชาชนชาวไทยเรา  ผู้มีอุปการะสูงสุดต่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ  รวมทั้งชาวต่างประเทศที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ผู้ทรงทศพิธราชธรรมของเรานี้เอง พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า  พระบรมราชินีนาถ  ผู้มีอุปการะคุณอันยิ่งใหญ่  เป็นที่พึ่งของพสกนิกรชาวไทยทั้งปวง 

ทีนี้ บุคคลดีที่หาได้ยากอีกประเภทหนึ่ง   นับเป็นประเภทที่ 2  ที่ชื่อว่า กตัญญูกตเวที นั้น  คือผู้ที่รู้คุณระลึกถึงคุณ รู้ในพระคุณและตอบแทนพระคุณท่านผู้มีหรือผู้ให้อุปการคุณแก่ตน  ตามโอกาสอันควร ตามกำลังสติปัญญาความสามารถ และตามกำลังทรัพย์    บุคคลที่ประกอบด้วยคุณธรรมนี้ คือเป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทิตาธรรมนี้   ได้ชื่อว่าเป็นคนดี เพราะความกตัญญูกตเวทิตาธรรมเป็นเครื่องหมายของคนดี   ดังที่สมเด็จพระสังฆราช (สา) ได้ประพันธ์ไว้เป็นภาษาบาลีว่า

นิมิตฺตํ  สาธุ  รูปานํ  กตญฺญูกตเวทิตา
ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี

นี่แหละคนดีอย่างนี้แหละ   ใครๆ ก็อยากคบหาสมาคมด้วย   อยากใกล้ชิดสนิทสนมเป็นมิตรสหายด้วย    ใครมีบุตรหลานอย่างนี้ย่อมเป็นที่ชื่นอกชื่นใจของพ่อแม่    ใครมีบริษัทบริวารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างนี้   มีมิตรสหายอย่างนี้  ย่อมสบายใจได้    เพราะว่าบุคคลผู้มีความกตัญญูกตเวทีนี้ จะอยู่แห่งหนตำบลใดก็ไม่มีการตกต่ำ   จะมีแต่คนคอยช่วยเหลือเกื้อหนุน  เกื้อกูลให้ความอุปการะด้วยความเต็มใจ   ด้วยความสนิทใจ  ด้วยความไว้วางใจว่า  เขาจะระลึกถึงอุปการคุณของเรา   เขาจะตอบแทนคุณเราในโอกาสอันสมควรตามฐานะ    เพราะฉะนั้น  บุคคลผู้มีคุณธรรมเช่นนี้ จึงมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขยิ่งๆ ขึ้นไป   ไม่มีตกต่ำเลย  เพราะได้รับความคุ้มครองรักษาในทุกที่  ในทุกสถาน   แม้เทพยดาอารักษ์ก็ยังคงอนุโมทนาสาธุการ  และให้ความอารักขาคุ้มครองตามฐานะ   ดังที่คนโบราณเขามักกล่าวกันว่า คนดีผีคุ้ม   ก็คือคนดีนั้น แม้เทวดาก็ยังช่วยปกปักรักษา    

เนื่องในมหามงคลสมัย เฉลิมพระชนม์พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ผู้ทรงคุณประเสริฐ ทรงเป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย  ถึงการได้รับด้วยความยกย่องว่า ทรงเป็นแม่ของชาตินี้   ขอเหล่าปวงชนชาวไทย และแม้ชาวต่างประเทศ  ผู้ที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  ในผืนแผ่นดินไทย พึงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน  และกระทำกตัญญูกตเวทิตาธรรม ถวายพระองค์ท่านโดยตั้งใจกระทำแต่คุณความดี   ประกอบสัมมาอาชีวะ  ละเว้นความชั่วทั้งปวง  และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

แม้ผู้เป็นพ่อแม่   ก็จงรำลึกถึงคติธรรมของพระองค์ท่าน   ที่ทรงมีพระเมตตาประทานแก่พ่อแม่ทั้งหลายว่า การสอนระเบียบวินัยให้ลูก เหมือนกับสร้างวินัยให้แก่ชาติ    ก็คือระเบียบวินัยนั้นต้องเริ่มต้นที่บ้านก่อน   พ่อแม่ต้องเป็นคนดี มีศีลมีธรรม  มีระเบียบวินัยที่ดีเอง เป็นปกติก่อน    แล้วจึงหมั่นดูแล  แนะนำสั่งสอนระเบียบวินัยให้แก่ลูกๆ    ทั้งสอนและปฏิบัติตามระเบียบวินัยที่ดี ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกๆ    เมื่อลูกๆ ของคนในชาติได้รับการอบรมวินัยมาดีแล้ว    และทั้งพ่อแม่ก็เป็นคนดี  เป็นคนมีระเบียบวินัย  มีศีลมีธรรม  ไม่กบฏคดโกง  หรือเบียดเบียนผู้อื่น   ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม   ทั้งโดยส่วนตัวและโดยส่วนรวม  ของประเทศชาติ     ระเบียบวินัยที่เริ่มต้นด้วยดีตั้งแต่แรกที่บ้าน  คือในครอบครัวก่อนนั้นนั่นแหละ  ก็จะเป็นระเบียบวินัยของคนในชาติหมดทั้งประเทศ     ซึ่งนี้ก็คือพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้า  พระบรมราชินีนาถ  ผู้ทรงคุณประเสริฐ  ผู้ทรงเป็นแม่ของชาติ  ที่ได้ทรงประทานคติธรรมนี้มาให้เป็นพื้นฐานในทางจิตใจ  ให้เป็นแนวทางของความประพฤติปฏิบัติแก่ปวงชนชาวไทย   ให้ดำเนินชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข

ทีนี้  ในส่วนของคุณความดีที่อาตมภาพได้เจริญพรไว้ว่า   จงกระทำแต่คุณความดี  และจงละเว้นความชั่วทั้งปวงนั้น  ท่านทั้งหลายพึงเข้าใจความชั่วเสียก่อนว่าคืออย่างไร    

ความชั่วนั้นได้แก่ความประพฤติปฏิบัติทางกาย  ทางวาจา  และทางใจ  ก็ตามที่มีผลให้เป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อน ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น   และมีผลทำให้จิตใจประกอบด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน     พูดอย่างง่ายๆ ว่า  ทำให้จิตใจมัวหมองเศร้าหมองด้วยกิเลสและผลของความชั่วดังกล่าวนั้น จะติดตามให้ผลเป็นปัจจุบันธรรม   และต่อๆ ไปในอนาคต ทั้งในภพชาตินี้และข้ามภพข้ามชาติต่อๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุด  นานเท่านาน   ความประพฤติปฏิบัติเช่นนี้  เรียกว่า ความชั่ว    และความชั่วเช่นนี้ ก็เรียกว่า ทุจริต   ซึ่งประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต     สำหรับในกายทุจริตนั้น ก็ประกอบด้วยความชั่ว หรือความไม่ดีนี้อย่างน้อย 3 ประการ  ตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้  ได้แก่  เจตนาฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  หรือผจญสัตว์ที่มีชีวิตให้เดือดร้อน   ได้แก่ การกบฏคดโกง หลอกลวงผู้อื่น ทำมาหากินทุจริต คิดมิชอบ ด้วยประการต่างๆ  และด้วยการประพฤติผิดในกาม    3 ประการนี้เป็นกายทุจริต     และยังมีกายทุจริต ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ ณ ที่อื่นอีกด้วยว่า ได้แก่ อบายมุข อบายมุขนั้นหมายถึงความประพฤติปฏิบัติที่ใกล้ต่อปากทางความฉิบหาย   พูดอย่างง่ายๆ ก็คือว่า เมื่อปฏิบัติไปแล้ว ใกล้ต่อหรือดำเนินเข้าไปสู่ความฉิบหาย  ได้แก่การหลงติดอยู่ในการเสพสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษ เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เรียกว่า นักเลงสุรา  และความหลงติดอยู่ในความประพฤติผิดในกาม หมกมุ่นในกิเลสกาม มากชู้หลายเมีย   หรือสตรีก็มีความวุ่นวายอยู่กับเพศตรงกันข้าม  อย่างนี้ก็เรียกว่านักเลงผู้หญิง  หรือผู้หญิงเป็นนักเลงผู้ชาย     นอกจากนั้นก็มีนักเลงการพนัน หรือว่า การติดเที่ยวกลางคืน  ตลอดทั้งการคบคนชั่วเป็นมิตร  และการเกียจคร้านในการงาน   เหล่านี้เป็นต้น

จำเพาะในเรื่องการติดเที่ยวกลางคืนนั้น   ให้โทษมากมายปลายประการ   เกี่ยวข้องกับยาเสพติด  และหลงระเริงในเรื่องเพศ   จนเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนต่างๆ  และแม้แต่โรคภัยไข้เจ็บก็ถามหา  และการเที่ยวกลางคืนนั้นเสี่ยงต่อการที่จะได้รับโทษความทุกข์เดือดร้อนติดตามมามากมายหลายประการ นี่ว่าแต่ทุจริตทางกาย ที่เรียกว่า กายทุจริต  ซึ่งเป็นความประพฤติไม่ดี   สมควรที่จะยกเลิก   ถ้าใครประพฤติปฏิบัติแล้วก็เลิกเว้นไปเสีย    นั่นแหละจะนำความสันติสุขมาสู่ตน

อีกอย่างหนึ่ง  วจีทุจริตนี้มี 4   ได้แก่  วาจาโป้ปดมดเท็จ หลอกลวงผู้อื่น นั้นประการหนึ่ง     วาจาหยาบคาย กระด้าง ด่าทอ ทำให้คนอื่นเขาเจ็บช้ำน้ำใจ นั้นอีกประการหนึ่ง     วาจายุให้รำตำให้รั่ว ก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะ นั้นอีกอย่างหนึ่ง    และวาจาที่เหลวไหลไร้สาระ ซึ่งมีมากนักสำหรับเด็กวัยรุ่นในยุคนี้  ได้ยินว่าแต่ละคนๆ นี่ เปลืองค่าโทรศัพท์เหลือเกิน  คุยกันเหลือเกินในเรื่องไร้สาระ ประเภทนี้เรียกว่า วจีทุจริต    และประเภทที่ชอบนินทากาเลอยู่มากมายก่ายกอง หาสาระอันใดไม่ได้     นี่แหละเรียกว่า วจีทุจริต  นำความทุกข์เดือดร้อนมาสู่ตนได้   หรืออย่างน้อยก็ตนเองนั้นแหละที่เป็นผู้ไม่มีความเจริญในตัวเอง

อีกอย่างหนึ่ง  ก็คือมโนทุจริต  ได้แก่ ความเป็นผู้มีกิเลสหยาบๆ ในใจของตน เรียกว่า อภิชฌา ความเพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่นไม่ว่าทางตรง  ทางอ้อม   ไม่ว่าทางดี ทางไม่ดี อย่างเช่นในปัจจุบันนี้ ได้ยินมากที่สุดดกดื่นก็คือการผลิตและการจำหน่ายแจกจ่ายยาเสพติดให้โทษต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรียกกันว่ายาม้า   เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นยาบ้า   ซึ่งนำความเดือดร้อนให้แก่บุคคลที่หลงเข้าไปเสพ  เพราะว่าได้มียาต่างๆ ที่เป็นโทษ  เป็นยาเสพติด อย่างเฮโรอีน หรือยาฆ่าแมลงนี้เจือเข้าไป มากมาย เดี๋ยวนี้แพร่ระบาดเกือบจะเรียกว่าเต็มประเทศ  เพราะบุคคลที่โลภเพ่งเล็งของคนอื่นโดยไม่คำนึงถึงว่าคนอื่นจะเดือดร้อนเพียงไร   นับเป็นโจรปล้นชาติเลยทีเดียว    เพราะเหตุไร  เพราะเหตุว่า  เขาได้หยดยาพิษลงในดวงใจของประชาชน ฆ่าประชาชนเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน  ให้ตายไปทีละน้อยๆ   เรียกว่า ตายทั้งเป็น  เพราะฉะนั้นพวกนี้นี่แหละ   เพราะจิตใจโลภโมโทสันอย่างนี้  จึงประกอบกายทุจริตและวจีทุจริต  นี้ประการหนึ่ง    อีกประการหนึ่ง ก็คือพวกโกรธ พยาบาท อาฆาต จองเวร เหล่านี้เป็นต้น   ก็นับว่าเป็นมโนทุจริตประการที่ 2   ส่วนประการที่ 3 นั้น ได้แก่ โมหะ ความหลง ไม่รู้บาปบุญคุณโทษตามที่เป็นจริง  ก็ดลจิตดลใจให้คิดผิด รู้ผิด เห็นผิด ทำผิด พูดผิด นำคนอื่นผิดๆ แล้วก็หลงตามคนอื่นผิดๆ ไป  อย่างนี้ เรียกว่า มโนทุจริต

ทั้งกายทุจริต 3  วจีทุจริต 4  มโนทุจริต 3  รวมเป็นอกุศลกรรมบถ 10     เมื่อรวมทั้งอบายมุขอีก 6 ก็เป็น 16    ความไม่ดีอย่างนี้ จงเลิกละเสีย   ทั้งไม่กระทำเองและไม่ยินดีที่จะเห็นคนอื่นกระทำ   และไม่ชักนำให้คนอื่นกระทำ   ถ้าทำได้อย่างนี้ก็นับว่าท่านได้ตั้งใจทำความดีแล้ว   โดยประการว่าละเว้นความชั่ว  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ   ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระองค์ท่าน  นอกจากนั้นการกระทำคุณความดีอย่างอื่น  ก็เป็นตรงกันข้ามกับความชั่วนี้เอง    ประการแรกที่สำคัญที่สุดก็คือ  งดเว้นกายทุจริต  วจีทุจริต  มโนทุจริต ดังกล่าวแล้ว   ตั้งใจรักษาศีล  ตั้งใจเจริญภาวนาธรรม  เพื่อชำระจิตใจให้ผ่องใส  แล้วก็ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษานี้   อาตมภาพจึงขอถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ โดยขออ้างถึงคุณพระศรีรัตนตรัยจงได้โปรดดลบันดาล  อภิบาลคุ้มครองสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงคุณประเสริฐ  ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของพสกนิกรชาวไทย  ให้ทรงมีพระเกษมสำราญ  ปราศจากโรคาพาธ และสรรพอันตรายทั้งปวง   จงทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน สถิตสถาพรอยู่ในไอศูรย์สิริราชสมบัติคู่บารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเป็นร่มโพธิ์ทองปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรชาวไทย  ให้มีความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข ตลอดกาลนานเทอญ.  ขอถวายพระพร


พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.6 เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2539