ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์

 
 
  “วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา อวิวาทญฺจ เขมโต
  สมคฺคา สขิลา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี
“ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และเห็นความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน มีความประนีประนอมกันเถิด นี้เป็นพุทธานุสาสนี (คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย)” (ขุ. มหาโลมหังสจริยา 33/35/595)


“สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี”
“ความสามัคคีพร้อมเพรียงแห่งหมู่นำสุขมาให้”
(ขุ. ธ. 25/24/41)

เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชน ผู้ฟังทุกท่าน

วันนี้ อาตมภาพก็ได้มาพบกับท่านผู้ฟังอีกเช่นเคยในรายการปาฐกถาธรรม วันนี้จักได้กล่าวถึงเรื่องความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ ซึ่งสังคมประเทศชาติของเรากำลังประสบปัญหาขาดความสามัคคี ปรองดอง และสมานฉันท์ กันอย่างมากในยุคปัจจุบัน ที่มีแต่ความเจริญทางด้านวัตถุและเทคโนโลยี แต่ขาดความเจริญทางด้านจิตใจด้วยคุณธรรมและจริยธรรม อันนับเป็นภยันตรายอย่างยิ่งต่อความเจริญมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจ และทางการเมือง ของประเทศชาติ ดังปรากฏเป็นข่าวความแตกแยกสามัคคีของสังคมประเทศชาติของเราในทุกวันนี้

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทุกยุคทุกสมัยตระหนักถึงปัญหาความแตกแยกสามัคคีของหมู่คณะมาตั้งแต่อดีตจนถึงพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน จึงต่างสอนพระภิกษุสาวกทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และเห็นความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว จงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน มีความประนีประนอมกันเถิด นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย” และทรงสอนอีกว่า “ความสามัคคีพร้อมเพรียงแห่งหมู่คณะนำสุขมาให้”

จากพระพุทธานุสาสนี คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ มีประเด็นสำคัญอยู่ว่า
(1) ความวิวาทเป็นภัย   (2) ความไม่วิวาทเป็นความปลอดภัย   (3) ภิกษุทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และเห็นความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว  จงเป็นผู้สามัคคีพร้อมเพรียงกัน   (4) จงมีความประนีประนอมกัน   กับอีกพระคาถาว่า (5) ความสามัคคีพร้อมเพรียงกันแห่งหมู่คณะนำมาซึ่งความสุข ซึ่งจักได้อธิบายขยายความพอสมควรแก่เวลาสืบไป

ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึง “ความวิวาท” ว่าเป็น “ภัย” นั้น อธิบายว่า ความทะเลาะเบาะแว้ง เริ่มแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ จนกลายเป็นการทะเลาะวิวาท เป็นปากเป็นเสียงกัน ทุ่มเถียงกัน โต้เถียงกันรุนแรง ด้วยความโกรธเคืองกัน ระหว่างบุคคลหรือคณะบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไปนั้น ย่อมก่อให้เกิดความบาดหมางใจกัน ด้วยความโกรธและเกลียดชังกัน ถึงความพยาบาท ผูกใจเจ็บแค้นกัน นำไปสู่ความแตกสามัคคีกันระหว่างบุคคล และ/หรือหมู่คณะนั้น

บุคคลหรือคณะบุคคลที่แตกสามัคคีกัน นับตั้งแต่สังคมย่อย อย่างเช่น สังคมในครอบครัว ย่อมหาความสงบสุขมิได้ การที่จะปฏิบัติต่อกันด้วยความรัก ด้วยความเห็นอกเห็นใจ และเอื้ออาทรต่อกันด้วยดี ก็ไม่มี ทำให้ขาดความปรองดองสมานฉันท์ที่จะร่วมแรงร่วมใจกันประกอบกิจการงานอาชีพ สร้างฐานะของครอบครัวให้เจริญเป็นปึกแผ่นมั่นคง ฐานะของครอบครัวเช่นนั้นย่อมถึงความเสื่อมและทรุดลง ถึงเป็นครอบครัวแตกแยก มีผลให้สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกๆที่อยู่ในวัยเด็กขาดที่พึ่งอันอบอุ่น ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมาอีกนับนานาประการ ฉันใด

การทะเลาะวิวาทในสังคมประเทศชาติ ก็ย่อมยังให้เกิดความเสียหายแก่ฐานะทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคมประเทศชาติ ฉันนั้น เหมือนกัน
และถ้ายิ่งการทะเลาะวิวาทนั้นรุนแรงยิ่งขึ้น ขยายวงเขตกว้างขวางออกไปยิ่งขึ้น ถึงทำลายฝ่ายตรงกันข้ามให้พินาศเสียหายด้วยประการต่างๆ และหนักเข้าถึงประทุษร้าย ประหัตประหารกัน เพียงไร ก็ยิ่งก่อให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนแก่ประชาชนโดยส่วนรวมมากยิ่งขึ้น เพียงนั้น

พระพุทธองค์จึงได้ตรัสแสดง “ความวิวาท” ว่า “เป็นภัย” และได้ตรัสสอนภิกษุสงฆ์สาวกทั้งหลายให้เห็น “ความวิวาทโดยความเป็นภัย” และให้เห็น “ความไม่ทะเลาะวิวาทโดยความปลอดภัย” แล้ว “ให้มีความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ให้มีความประนีประนอมกัน” และตรัสผลของความสามัคคีปรองดอง ว่า “ความสามัคคีพร้อมเพรียงกันของหมู่คณะนำมาซึ่งความสุข

ตามพระพุทธดำรัสนี้ ว่า “สมคฺคา สขิลา โหถ” แปลตรงตัวว่า “เธอทั้งหลายจงเป็นผู้สามัคคีกัน มีถ้อยคำสุภาพอ่อนหวานกันเถิด” ซึ่งหมายความว่า จงเป็นผู้สามัคคีปรองดองกัน รู้จักประนีประนอมตกลงกัน ด้วยความปรารถนาดีมีไมตรีจิตต่อกัน หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้แก่กัน ไม่ถือโทษผูกโกรธกัน ด้วยจิตเมตตากรุณาต่อกัน ไม่ทะเลาะวิวาทแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในทางทำลายล้างผลาญกัน ด้วยความโกรธ ความจงเกลียดจงชัง และ/หรือด้วยความพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกัน

ส่วนว่าถ้าบุคคลใดหรือฝ่ายใดที่ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม ด้วยเจตนาทุจริตคิดมิชอบจริงๆ อีกฝ่ายหนึ่งหรือสังคมก็สามารถดำเนินมาตรการตรวจสอบตามกฎหมาย หรือหาความชอบธรรมจากศาลสถิตยุติธรรมได้

มิใช่คอยแต่จะกล่าวร้ายป้ายสี ทำลายเกียรติคุณความดีของซึ่งกันและกัน หรือตั้งข้อกล่าวหากันโดยไม่เป็นธรรม อันก่อให้เกิดความร้าวฉานและถึงความแตกสามัคคีกันในที่สุด อันรังแต่จะเกิดโทษและเป็นความทุกข์เดือดร้อนไปด้วยกันทุกฝ่าย เหมือนการสาดน้ำใส่กัน ย่อมเปียกปอนไปด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย แล้วยังกระเซ็นไปเปียกผู้อื่นทั้งโดยตรงและโดยอ้อมด้วย ฉันใด ฉันนั้น

เมื่อสังคมหรือหมู่คณะใดมีความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ด้วยจิตใจที่เป็นมิตรไมตรี มีน้ำใจดีต่อกัน สังคมหรือหมู่คณะนั้นย่อมสามารถช่วยเหลือเกื้อกูล อนุเคราะห์สงเคราะห์กันและกัน กับทั้งพร้อมเพรียงกัน ร่วมแรงร่วมใจกัน ดำเนินชีวิตหรือกระทำกิจการร่วมกัน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและของสังคมประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า เป็นปึกแผ่นมั่นคงได้ และให้มีความสงบร่มเย็นสันติสุขไปด้วยกันทุกฝ่าย

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี” แปลความว่า “ความสามัคคีพร้องเพรียงแห่งหมู่คณะนำมาซึ่งความสุข

พระพุทธานุสาสนี คือ คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามที่ได้ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทในเบื้องต้นนี้นั้น  บัณฑิตผู้มีปัญญาผู้มีปกติประพฤติธรรมย่อมเข้าใจคุณค่าของความสามัคคีปรองดอง เห็นโทษของความแตกแยกสามัคคีกัน และย่อมประพฤติปฏิบัติแต่ข้อปฏิบัติอันเป็น “ธรรม” หรือบุญกุศล อันก่อให้เกิดความสามัคคีปรองดองในหมู่คณะอยู่แล้ว

ส่วนคนพาลปัญญาโฉดเขลา ผู้ไม่เห็นคุณค่าของความสามัคคีปรองดอง ผู้มักประพฤติ “อธรรม” หรือ “บาปอกุศล” นั้นแหละ เป็นผู้ก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะ

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงถึงมูลเหตุแห่งการวิวาท บาดหมาง กลายเป็นความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า มี 6 ประการใหญ่ (มีปรากฏใน ที. ปาฏิ. 11/318) มีความโดยย่อว่า

เป็นผู้มักโกรธ มักผูกโกรธ 1  เป็นผู้ลบหลู่ ตีตัวเสมอ 1   เป็นผู้มักริษยา มีความตระหนี่ 1   เป็นผู้โอ้อวด มีมารยา 1   เป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม 1  และ เป็นผู้ยึดมั่นในความเห็นของตน คือ ไม่ยืนอยู่บนหลักธรรม คือ ไม่มั่นคงในหลักธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว มักถือรั้น คลายได้ยาก อีก 1

อธิบายว่า

(1) ความเป็นผู้มักโกรธ และ มักผูกโกรธ นั้น บางคนแสดงออกให้เห็นอาการกิริยาและทางวาจาได้ง่าย แต่บางรายผูกโกรธคุกรุ่นลึกอยู่ในใจ ผูกพยาบาทมาตรร้าย มุ่งแต่จะคิดทำลายล้างผลาญให้ผู้อื่นเป็นที่ฝ่ายตรงกันข้ามกับตน ให้ถึงความพินาศในทรัพย์สิน ในเกียรติคุณความดี ตลอดถึงร่างกายและแม้ให้ถึงชีวิต ก็คอยแต่ครุ่นคิด ผูกพยาบาทมาตรร้ายอยู่ร่ำไป ก่อให้เกิดโทษ/ความทุกข์เดือดร้อนแก่ทั้งตนเองและผู้อื่นได้มาก

(2) ความเป็นผู้ลบหลู่คุณความดีของผู้อื่น และความเป็นผู้ตีตัวเสมอด้วยมานะทิฏฐิ หลงตัวหลงตนว่า เสมอกับเขา หรือว่าสูงกว่าเขา แล้วย่อมแสดงกิริยาอาการและวาจาที่แข็งกร้าว ไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กัน ไม่รู้จักประนีประนอมยอมความกัน เหล่านี้ก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีกันหนักขึ้น จนหาความสงบสุขมิได้

(3) ความเป็นผู้มักริษยาหรืออิจฉา เห็นผู้อื่นได้ดีมีสุข ก็ทนไม่ได้ และมักคิด-พูด-ทำร้ายเขา ด้วยประการต่างๆ เช่น ใส่ไคล้ ให้ร้าย ป้ายสี ทำลายเกียรติคุณความดีของผู้อื่นด้วยความอิจฉาริษยา มุ่งแต่จะกระทำให้เขาให้เขาพินาศเสียหายจากสุขสมบัติหรือคุณสมบัติที่เขามีอยู่
ส่วนตัวเอง ก็มักเป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่น ไม่ยอมเสียสละหรือบริจาคเพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่นใด และสุดท้าย ไม่ยอมอภัยให้แก่กันและกัน เพราะความที่ไม่ปรารถนาที่จะเห็นใครอื่น มีเกียรติคุณความดี หรือมั่งมีศรีสุขเสมอกับตน หรือมีดียิ่งไปกว่าตน

(4) ความเป็นผู้โอ้อวด มีมารยา คือ เป็นคนเจ้าเล่ห์ ตนเองแม้มีดีเด่นแต่เพียงเล็กน้อย หรือไม่มีอะไรดีเด่น แม้ไม่มีใครถาม ก็ชอบแต่จะโอ้อวดความดีเด่นของตน ส่วนความดีเด่นของผู้อื่นแม้มีมาก ก็พยายามปกปิดหรือบิดเบือนมิให้สังคมทราบคุณความดีของเขาตามความเป็นจริง ความผิดหรือปมด้อยของผู้อื่นแม้เล็กน้อย ก็พยายามเปิดเผย แต่ส่วนความผิดหรือปมด้อยของตนเองแม้มีมาก ก็พยายามปกปิดไว้ มิให้ใครรู้ เรียกว่า ชอบเอาดีมาใส่ตัว ชอบเอาความชั่วไปใส่ให้ผู้อื่น

(5) ความเป็นผู้มีความปรารถนาลามก ได้แก่ ความเป็นผู้มักโลภจัด เห็นแก่ตัวจัด ตัณหาราคะจัด มักหม่นมุ่นในกาม/ไม่สำรวมในกาม เป็นผู้ทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงเกินฐานะ – เกินความรู้ความสามารถ และเกียรติคุณความดี ตามที่เป็นจริงของตัว

อีกอย่างหนึ่ง ความเป็นผู้มีความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม คือ เป็นมิจฉาทิฏฐิ มักเห็นผิดเป็นชอบ หรือที่กล่าวกันว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ไม่รู้บาป – บุญ คุณ – โทษ ไม่รู้ผิด – ชอบ ชั่ว – ดี และไม่รู้ทางเจริญ – ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง เป็นต้น บุคคลผู้เช่นนี้แหละ ที่ทุกๆ นาทีที่เขามีลมหายใจอยู่ ย่อมมีแต่ความคิด – คำพูด และการกระทำที่ชั่วร้าย เป็นอันตรายต่อทั้งตัวเขาเองและต่อทั้งผู้อื่น และทั้งเป็นอันตรายต่อสังคมประเทศชาติอย่างมากที่สุด

(6) ความเป็นผู้ยึดมั่นอยู่แต่ในความคิดเห็นของตน ไม่ยอมฟังเหตุผลอันชอบธรรมจากผู้ใด ไม่ยืนอยู่บนหลักธรรม คือ เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่มีธรรม ไม่มั่นคง ไม่จริงใจอยู่ในหลักศีลธรรม มักปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยอคติ ไม่เที่ยงธรรมตามหลักกฎหมาย กล่าวคือ หลักนิติรัฐ – นิติธรรม และตามกติกาสังคม หรือหลักการปกครองประเทศโดยธรรม ที่ประชาชนส่วนใหญ่และนานาอารยประเทศยอมรับว่า มีส่วนดีมากที่สุด มีส่วนเสียน้อยที่สุด

มักเป็นผู้ถือรั้น คือ ดื้อดึงด้วยทิฏฐิชั่วของตน มิใยที่ใครๆ จะชี้โทษหรือชี้แนะ ก็ไม่ยอมฟัง เป็นบุคคลประเภทที่คลายจากความยึดถือผิดๆ ได้ยาก

ทั้ง 6 ประการนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นมูลเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาท บาดหมาง อันเป็นเหตุปัจจัยสำคัญให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะ และลุกลามออกไปเป็นความแตกแยกความสามัคคีของประชาชนทั้งประเทศ และแม้ถึงเหล่าทวยเทพเทวาทั้งหลายด้วย ได้

พระพุทธดำรัส ตรัสมูลเหตุแห่งการวิวาท บาดหมาง ถึงความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะ 6 ประการ ที่กล่าวนั้น ก็เพราะว่าบุคคลผู้เป็นเช่นนั้น ย่อมไม่เคารพยำเกรง กล่าวคือ ไม่ตระหนักในคุณค่า จึงไม่ศรัทธา เคารพ นับถือในคุณพระพุทธ ในคุณพระธรรม และในคุณพระสงฆ์อยู่ จึงไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่ ในการศึกษาอบรมกาย อบรมวาจา และอบรมใจให้สงบ ให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษ โดยการปฏิบัติศีล สมาธิ และเจริญปัญญา ให้เห็นแจ้ง-รู้แจ้งสภาวธรรม และอริยสัจธรรมตามที่เป็นจริง ว่า นี่ทุกข์ นี่เป็นเหตุแห่งทุกข์ นี่เป็นแนวทางปฏิบัติให้ถึงความพ้นทุกข์ และนี่คือสภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ ว่ามีได้เป็นได้จริงอย่างไร จึงไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ไม่รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง แล้วหลงประพฤติผิดจากทำนองคลองธรรม ผิดหลักกฎหมายและผิดหลักการปกครองบ้านเมืองโดยธรรม กล่าวคือ โดยหลักนิติรัฐ-นิติธรรม ด้วยความเป็นผู้มักโกรธ มักผูกโกรธไว้ , เป็นผู้ลบหลู่ ตีตนเสมอ, เป็นผู้มักริษยา มีความตระหนี่, เป็นผู้โอ้อวด มีมารยา-เจ้าเล่ห์, เป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม, เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นผู้ยึดมั่นอยู่แต่ในความเห็นของตนอย่างผิดๆ และกลายเป็นผู้มักถือรั้น คลายทิฏฐิความเห็นผิดได้ยาก และนี้เองคือ มูลเหตุในเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท บาดหมาง ก่อให้เกิดความแตกสามัคคีในหมู่คณะ ถึงรบราฆ่าฟัน ประหัตประหารกันด้วยเล่ห์เพทุบาย และด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ก่อให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนไปด้วยกันทุกฝ่าย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถานภาพทางการเมือง การเศรษฐกิจ และทางสังคมอย่างมาก ดังที่เห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้

ข้อแก้ไขปัญหาความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะเช่นนี้ จักแก้ไขได้ด้วยประการที่ ผู้นำประเทศ คือ ผู้ทำหน้าที่ปกครอง/บริหารราชการแผ่นดินทุกระดับ ผู้นำชุมชน หรือ ผู้นำกลุ่มคน และทั้งประชาชนทุกหมู่เหล่า ปฏิบัติ “ธรรม” และเว้นขาดจากข้อปฏิบัติที่เป็น “อธรรม” เสีย

ข้อปฏิบัติอันเป็น “ธรรม” นั้น ย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมมิให้ตกไปในที่ชั่ว และให้ผลเป็นความเจริญสันติสุขในชีวิต และก่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ในหมู่คณะตลอดถึงสังคมประเทศชาติ

ส่วนข้อปฏิบัติที่เป็น “อธรรม” นั้น ย่อมนำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติตกไปในที่ชั่ว และให้ได้รับผลเป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อน และก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมประเทศชาติ ดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ 6 ประการ ที่ได้อัญเชิญมาแสดงไว้ในข้างต้นนั้นแล้ว

ข้อปฏิบัติที่เป็น “อธรรม” ก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะ ในสังคมประเทศชาติ อันบัณฑิตผู้มีปัญญาได้พิจารณาเห็นเป็นโทษ จึงเป็นข้อปฏิบัติที่ต้องเว้นขาด กล่าวคือ ไม่ปฏิบัติเอง ไม่ชักนำให้ผู้อื่นปฏิบัติ ไม่ยินดีที่ผู้อื่นปฏิบัติ และไม่สรรเสริญผู้ปฏิบัติ “อธรรม” ทั้ง 6 ประการ เหล่านี้ คือ เป็นผู้มักโกรธ มักผูกโกรธ พยาบาทมาดร้าย 1 เป็นผู้ลบลู่คุณผู้อื่น เป็นผู้มักตีตัวเสมอ 1 เป็นผู้มักอิจฉาริษยา มีความตระหนี่ – เห็นแก่ตัวจัด 1 เป็นผู้โอ้อวด มีมารยาหรือเจ้าเล่ห์ 1 เป็นผู้มีความปรารถนาลามก และมีความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม รวมทั้งมีความเห็นผิดจากหลักกฎหมายและหลักการปกครองของบ้านเมืองโดยธรรม 1 และเป็นผู้ยึดมั่นอยู่แต่ในความเห็นผิดๆ ของตน ไม่ยืนอยู่บนหลักธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว มักถือรั้น คลายได้ยากอีก 1

ยังมีข้อปฏิบัติอันเป็น “อธรรม” ทางกาย ชื่อ กายทุจริต 3 ได้แก่ เป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ 1 เป็นผู้ชอบลักทรัพย์ รวมทั้งการกบฏคดโกง 1 เป็นผู้ชอบประพฤติผิดในกาม 1 “อธรรม” ทางวาจา ชื่อ วจีทุจริต 4 ได้แก่ เป็นผู้ชอบพูดเท็จ 1 เป็นผู้ชอบพูดส่อเสียด คือ ยุแยกให้เขาแตกสามัคคีกัน 1 เป็นผู้ชอบพูดคำหยาบคาย 1 และเป็นผู้ชอบพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ 1

“อธรรม” ทางใจ คือ เจตนาความคิดอ่านทางใจ ชื่อ มโนทุจริต 3 ได้แก่ เป็นผู้โลภจัด คือ เพ่งเล็งอยากได้ 1 เป็นผู้มีจิตใจพยาบาท – ปองร้าย 1 และเป็นผู้มีความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม 1 รวมเป็น “อธรรม” หรือ อกุศลกรรมบถ 10 ประการ อันบัณฑิตผู้มีปัญญาเห็นโทษของอธรรมนี้แล้ว พึงต้องงดเว้นโดยเด็ดขาดเอง 1 ทั้งไม่ชักนำหรือสั่งให้ผู้อื่นกระทำ 1 ไม่ยินดีที่ผู้อื่นกระทำ 1 และไม่สรรเสริญผู้ประพฤติอธรรม ดังกล่าวนี้ อีก 1

ส่วนข้อปฏิบัติอันเป็น “ธรรม” 10 ประการ อันบัณฑิตผู้มีปัญญาประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงด้วยตนเอง 1 ทั้งชักชวน/แนะนำสั่งสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติ1 ยินดีที่ผู้อื่นปฏิบัติ 1 และยกย่องสรรเสริญผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันเป็นธรรมทั้ง 10 ประการ ดังต่อไปนี้ อีกด้วย 1

ข้อปฏิบัติอันเป็น “ธรรม” นี้ ได้แก่ การเว้นขาดจากการปฏิบัติ “อธรรม” 10 ประการดังกล่าวข้างต้น และประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรม หรือ กุศลกรรมบถ 10 ประการ ได้แก่

  1. ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยจิตใจเมตตา-กรุณาธรรม คือ ด้วยความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเป็นสุขและพ้นทุกข์ ได้แก่ ปฏิบัติต่อกันด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน ไม่คิดประหัตประหารกัน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และรู้จักอภัยให้แก่กัน ไม่ถือโทษโกรธพยาบาท-จองเวรกัน
  2. ประกอบอาชีพสุจริต มีน้ำใจโอบอ้อมอารีเผื่อแผ่ เสียสละความสุขส่วนตัว และ/หรือ แบ่งปันทรัพย์สินให้เป็นทานเพื่ออนุเคราะห์-สงเคราะห์ผู้อื่น
  3. มีความสันโดษในคู่ครองของตน และมีความสำรวมในกาม ไม่คิด-พูด-ทำ ความนอกใจคู่สมรสให้ต้องเป็นทุกข์เดือดร้อน
  4. กล่าวแต่วาจาที่จริง เป็นผู้มีความสัตย์ ไม่เจ้าเล่ห์ตลบตะแลง อำพราง หลอกลวงผู้อื่น
  5. กล่าวแต่คำสุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน
  6. กล่าวแต่คำประสานไมตรี
  7. กล่าวแต่คำพูดที่ดี มีสารประโยชน์ ไม่เพ้อเจ้อ-เหลวไหล-ไร้สาระ
  8. อบรมจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส เบาบางจากความโลภจัด-ความเห็นแก่ตัวจัด-ตัณหาราคะจัด
  9. อบรมจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส เบาบางจากความเป็นคนเจ้าอารมณ์ มักโกรธจัด และพยาบาท ผูกใจเจ็บแค้น-จองเวร
  10. อบรมจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส เบาบางจากความหลงงมงาย ไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ไม่รู้ผิด-ชอบ ชั่ว-ดี ไม่รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อม แห่งชีวิตตามที่เป็นจริง

เหล่านี้ เป็นข้อปฏิบัติอันเป็น “ธรรม” ที่จะนำไปสู่ความเจริญและสันติสุข และเป็นอุปการะในการประนีประนอม ประสานไมตรี นำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ได้ดี

ยังมีข้อปฏิบัติอันเป็นธรรม สำหรับผู้นำหมู่ชนทุกระดับ ให้ปกครอง-บริหารหมู่คณะ ให้ถึงความเจริญ-สันติสุข และนำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ได้สำเร็จ และเจริญขึ้นได้ ด้วยหลักการปกครอง/การบริหารที่ดีอีก 6 ประการ ดังต่อไปนี้

  1. หลักความถูกต้อง กล่าวคือ ผู้นำหรือผู้ปกครอง/ผู้บริหารหมู่คณะทุกระดับ พึงปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลัก “ธรรม” และเว้นขาดจากการปฏิบัติ “อธรรม” ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นี้ประการ 1
       พึงปฏิบัติตนและปกครอง-บริหารหมู่คณะ ถึงสังคมประเทศชาติ ให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายของบ้านเมือง กล่าวคือ ตามหลักนิติรัฐ-หลักนิติธรรม และพึงต้องดำรงตนด้วยความเลื่อมใส ศรัทธาอยู่ในกติกาอันเป็นธรรมของสังคม และ/หรือ อยู่ในหลักการปกครองประเทศ ตามระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทยโดยประชาชน เพื่อประชาชน โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และนานาอารยประเทศเขายอมรับดี และนิยมว่า มีส่วนเสียน้อยที่สุด
       โดยนัยนี้ ราชการจึงต้องฟังและพิจารณาสนองตอบเสียงเรียกร้องต้องการโดยธรรมของประชาชนส่วนใหญ่
       และพึงปกครองบริหารหมู่คณะตลอดถึงประเทศชาติตามหลักวิชา ตามหลักฐาน – ข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และที่ตรงประเด็น อย่างสมบูรณ์ดีพอ แก่การใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยและตัดสินใจสั่งการ มิใช่วินิจฉัย – สั่งการ หรือ พูดพล่อยๆ โดยปราศจากหลักวิชา และไร้ข้อมูลที่ถูกต้อง ที่เชื่อถือได้ ที่ตรงประเด็น และที่สมบูรณ์ดีพอ ในการประกอบการวินิจฉัยโดยรอบคอบแล้ว
  2. หลักความเหมาะสม รู้จักยืดหยุ่น ผ่อนหนัก-ผ่อนเบา โดยไม่เสียหลักการ โดยอาศัยหลักสัปปุริสธรรม 7 คือ ความเป็นผู้รู้จักพิจารณาเหตุ สังเกตผล ความเป็นผู้รู้จักบุคคล รู้จักฐานะของตน รู้จักประชุมชน รู้จักกาลเวลาที่เหมาะสม และรู้จักประมาณในการบริโภค – ใช้สอยทรัพย์ ตลอดทั้งงบประมาณของแผ่นดินให้ได้ประโยชน์คุ้มค่า ไม่สูญเปล่า ฯลฯ เป็นต้น
  3. หลักความบริสุทธิ์ กาย-วาจา-ใจ ด้วยธรรมปฏิบัติดังกล่าว และ/หรือ การบริหารกิจการ ตลอดทั้งการบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยจิตใจซื่อ – มือสะอาด โปร่งใส ตรวจสอบได้
  4. หลักความยุติธรรม กล่าวคือ ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเที่ยงธรรม ตามหลักนิติรัฐ – นิติธรรม ชื่อว่า “ยุติธรรม” ให้เสมอหน้ากัน ไม่เลือกปฏิบัติด้วยความลำเอียง หรือ อคติ 4 คือ ลำเอียงเพราะความรัก หรือ เห็นแก่หน้ากัน 1 ลำเอียงเพราะความเกลียดชัง 1 ลำเอียงเพราะความเกรงกลัว 1 และลำเอียงเพราะความหลงไม่รู้เหตุผล หรือ ข้อมูลที่ถูกต้อง ที่เชื่อถือได้ ที่ตรงประเด็น และที่สมบูรณ์ดีพอแก่การพิจารณาวินิจฉัยให้ถูกต้อง 1
  5. หลักพรหมวิหารธรรม (คุณธรรมเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่) คือ ปฏิบัติต่อกันด้วยเมตตาพรหมวิหาร ปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเป็นสุข กรุณาพรหมวิหาร ปรารถนาที่จะให้ผู้ที่มีทุกข์ให้พ้นทุกข์ มุทิตาพรหมวิหาร พลอยยินดีที่ผู้อื่นได้ดีมีสุข ไม่อิจฉาริษยากัน และอุเบกขาพรหมวิหาร มีใจมัธยัสถ์เป็นกลาง วางเฉย เมื่อผู้อื่นถึงซึ่งความทุกข์หรือความวิบัติ อันเราช่วยอะไรมิได้ และไม่ดูถูก เหยียด ซ้ำเติม
  6. หลักความเสียสละ  ผู้นำคน หรือ นักปกครอง/นักบริหาร เป็นผู้มีอำนาจเหนือผู้อื่น พึงลดมานะ ละทิฏฐิ ด้วยความเสียสละความสุขส่วนตน และสละความเห็นแก่ตัว เพื่อประโยชน์สุขของหมู่คณะ และ/หรือ เพื่อประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม

แล้วทุกฝ่ายพึงลดมานะละทิฏฐิ หันหน้าเข้าหากัน ปรึกษาหารือกัน ด้วยความประนีประนอมยอมความกัน ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ ย่อมเกิดและเจริญขึ้นได้ ด้วยคุณธรรมของผู้นำ และ ประชาชนทุกหมู่เหล่า ดังที่กล่าวนี้ ประชาชนก็จะอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์
สมดังพระพุทธภาษิตมีมาในธัมมิกสูตร (องฺ. จตุกฺก. 21/70/ 98 – 99) มีความว่า

“ในหมู่มนุษย์ ก็เหมือนกับฝูงโค ผู้ใดได้รับสมมุติให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนที่เหลือก็ย่อมประพฤติไม่เป็นธรรมตามโดยแท้ ราษฎรย่อมอยู่กันอย่างเป็นทุกข์ทั่วหน้า ถ้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรม”

“ในหมู่มนุษย์ ก็เหมือนกับฝูงโค ผู้ใดได้รับสมมุติให้เป็นผู้นำ ถ้าผู้นั้นประพฤติเป็นธรรม ประชาชนที่เหลือก็ประพฤติธรรมตามไปโดยแท้ ราษฎรย่อมอยู่เป็นสุขกันทั่วหน้า ถ้าราชการตั้งอยู่ในธรรม”

และมีมาในพระไตรปิฎก (ขุ. ธ. 25/24/41) อีกว่า

“สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี”
“ความสามัคคีพร้อมเพรียงแห่งหมู่ นำสุขมาให้”

วันนี้ขอยุติปาฐกถาธรรมไว้แต่เพียงนี้ก่อน ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน เจริญพร


พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล) ป.ธ.6 เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 16 พฤษภาคม 2553

ผู้เขียน-บรรยาย: 
พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
วันเวลา: 
05/16/2010