หาบุญได้ ใช้บุญเป็น

เมื่อกล่าวถึงเรื่องการหาบุญได้ใช้บุญเป็นก็เป็นเรื่องของบัณฑิตผู้มีปัญญา รู้จักทางเจริญ รู้จักทางเสื่อม รู้จักประโยชน์ปัจจุบัน รู้จักประโยชน์ภายหน้า รู้จัดธรรมะหรือสิ่งที่เป็นแก่นสารสาระ และสิ่งที่มิใช่แก่นสารสาระตามที่เป็นจริง   คุณสมบัติดังกล่าวนี้เป็นคุณสมบัติของ “บัณฑิต”   ความจริงคุณสมบัติที่ดีของบัณฑิตผู้รู้หรือผู้มีปัญญานั้นมีมากกว่านี้  แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะนำมากล่าวในหัวข้อหาบุญได้ใช้บุญเป็นนั้นเป็นอย่างไร 

หาบุญได้ใช้บุญเป็นนั้นมีความหมายไปถึงว่า รู้จักวิธีทำบุญเพื่อให้ได้บุญที่บริสุทธิ์ที่สุด และบุญนั้นเมื่อบริสุทธิ์ที่สุดย่อมให้ผลเป็นความสันติสุข และเป็นความเจริญรุ่งเรืองแก่เราผู้บำเพ็ญนั้นอย่างดีที่สุดทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

คำว่า “ในปัจจุบัน” มีความหมายทั้งอย่างแคบและอย่างกว้างว่า ปัจจุบันหมายถึงขณะนี้ และปัจจุบันภพหรือภพนี้ ส่วน “อนาคต” หมายถึง เวลาที่ถัดออกไปจากปัจจุบันเป็นต้นไป  จนถึงหมายถึงข้ามภพข้ามชาติ 

พึงเข้าใจว่า สัตว์โลกทั้งหลาย ตราบใดที่อวิชชาคือความไม่รู้แจ้งในสภาวธรรมและสัจจธรรมคืออริยสัจ ๔ ตามที่เป็นจริง   ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารจักรนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด และการเวียนว่ายตายเกิดนั้นย่อมต้องประสบทุกข์บ้าง สุขบ้างตามกรรม    ย่อมเป็นผู้ที่มีคุณความดี หรือความชั่ว มีมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติที่หยาบ ประณีตแตกต่างกันไปตามกรรม 

เพราะฉะนั้น สัตว์โลกทั้งหลายที่มีปัญญาจึงพึงต้องทำเหตุเป็นกรรมดี ที่จะส่งผลให้เป็นความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขด้วยมนุษย์สมบัติ ด้วยสวรรค์สมบัติ และเจริญยิ่งๆ ขึ้นเป็นนิพพานสมบัติ

บุญทาน บุญศีล บุญภาวนา

คุณความดีเบื้องต้นที่จะให้ประโยชน์สุขแก่ผู้ประกอบบำเพ็ญทั้งในปัจจุบันและในอนาคต นั้นก็คือ ทานกุศล ทานกุศลจัดเป็นบุญอย่างหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุหลายๆ อย่าง  แต่อย่างย่อ บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ คือ ทาน ศีล และ ภาวนา  อย่างกว้างเป็นบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ  อย่างพิสดารนับไม่ถ้วน ขึ้นชื่อว่าบุญ นับไม่ถ้วน ความดีมีมากนับไม่ถ้วน   การกระทำความดีทั้งหมดใดๆ ก็ตามที่มีสภาวะเป็นธรรมปฏิบัติเครื่องชำระกิเลสออกจากใจ ให้กาย วาจา และใจ สะอาด บริสุทธิ์ การกระทำนั้นชื่อว่า “บุญ” (บุญที่เป็นเหตุ)  และ ธรรมปฏิบัติใดที่ส่งผลให้ผู้ประกอบบำเพ็ญนั้นได้รับความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขทั้งในปัจจุบันและต่อไปภายหน้า ธรรมปฏิบัตินั้น ก็ชื่อว่า “บุญ” (บุญที่เป็นผล)

ทานกุศล มีผลเป็นธรรมปฏิบัติเครื่องกำจัดกิเลส ความตระหนี่เหนียวแน่น  ความขาดปัญญา ไม่รู้บาป บุญ คุณ โทษ ไม่รู้ทางเจริญทางเสื่อม ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนตัว หรือพวกพ้องหมู่เหล่าให้หมดสิ้นไปจากจิตตสันดาน   ทานกุศลจึงจัดเป็น “บุญ” อย่างยิ่ง ประการหนึ่ง เพราะเป็นธรรมเครื่องกำจัดกิเลสออกจากจิตใจ และเป็นธรรมเครื่องบำรุงผู้ประพฤติปฏิบัติให้เจริญรุ่งเรืองและให้บริสุทธิ์ทั้งด้วยกาย วาจา และด้วยใจ

บุญ บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี

ที่ว่าให้ความเจริญรุ่งเรืองนั้นเป็นอย่างไร   บุญนั้นเมื่อประกอบบำเพ็ญมากๆ เข้า แก่กล้าเข้า แก่กล้า คือ กล้าเสียสละ ยอมเสียสละด้วยปัญญา  รู้ว่าการเสียสละนี้กระทำไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น เสียสละไปในสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์  มิใช่เป็นไปในเรื่องราวหรือสิ่งที่ไร้สาระ ธรรมปฏิบัติอย่างนี้เมื่อแก่กล้าเข้าก็จะกลั่นตัวเองเป็นบารมี บารมีนั้นเมื่อผู้ประกอบบำเพ็ญแก่กล้าเข้าก็จะกลั่นตัวเองเป็นอุปบารมีและปรมัตถบารมี ตามลำดับ

บุญบารมีอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบบำเพ็ญไว้ด้วยดี ต่อเนื่อง เจริญด้วยธรรมปฏิบัตินั้นยิ่งๆ ขึ้นไป  ก็จะมีผลสำคัญในการที่จะเป็นบาทฐาน เป็นพื้นฐาน เป็นอุปการะ ให้บุญและบารมีอื่นๆ เจริญตามไปด้วย บุญบารมีเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุญบารมีที่จะเป็นพลวปัจจัยให้ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวงได้   และบุญบารมีที่จะเจริญงอกงามตามกันไปนั้น ได้แก่ ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี รวมเรียกว่า บารมี ๑๐ ทัศ บารมี ๑๐ ทัศ นี้ หากเจริญเต็มส่วนเป็นอุปบารมี ปรมัตถบารมีแล้ว ย่อมเป็นพลวปัจจัยให้ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวงได้   เพราะฉะนั้น เฉพาะทานบารมีอย่างเดียวจึงนับเป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่เป็นบุญเป็นกุศลอย่างยิ่ง

ที่ตั้งของบุญ

บุญบารมีทุกประการที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นอยู่ที่ไหน ?   อยู่ที่ใจ  ใจมีที่ตั้งถาวรอยู่ที่ศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ตรงศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ ๒ นิ้วมือนั้นแหละ  เป็นที่ตั้งของกายในกาย จิตในจิต และธรรมในธรรมของสัตว์โลก   ธรรมในธรรมนั้นก็คือ บุญหรือบาป หรือธรรมชาติกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว 

บุญของผู้ที่ประกอบบำเพ็ญและเจริญรุ่งเรืองมาดีแล้วนั้น จะปรากฏเห็นได้อยู่ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ที่ศูนย์กลางกายนั้นเอง  ถ้าเอาใจไปหยุดรวมเป็นจุดเดียวกันตรงนั้นจะเห็น “ดวงบุญ”  เป็นดวงใส บริสุทธิ์ พร้อมด้วยขนาดโตใหญ่ของบุญ บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี   เพราะฉะนั้น ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมนี้จึงเป็นทะเลบุญ  และเป็นศูนย์กลางที่สั่งสมบุญ  นี้เรารู้ได้ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย  ที่หลวงพ่อท่านรู้จุดสำคัญ คือ ที่ตั้งของบุญนี้

บุญอันอยู่ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมนี้แหละ เมื่อสะสมกันแล้วกลั่นตัวเองเป็นบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี จะส่งผลสะท้อนย้อนกลับมาสู่สัตว์โลกที่ประพฤติปฏิบัติธรรมที่เป็นบุญเป็นกุศลนั้น ให้ได้รับแต่สิ่งที่เป็นความสุขความเจริญรุ่งเรืองและสันติด้วย ถ้าหากว่ารู้จักหาบุญได้และใช้บุญเป็น

และตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้นชื่อว่า “ธรรม”   แต่ธรรมะ ณ ที่นี้ตามหลักสติปัฏฐาน ๔ หมายเอาธรรมชาติ ๓ ฝ่าย คือฝ่ายบุญกุศล ฝ่ายบาปอกุศล และฝ่ายกลางๆ    เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจริญขึ้น อีกฝ่ายหนึ่งก็จะหายไป   ประดุจดังแสงสว่าง หรือความขาว ใส ละเอียด ประณีตปรากฏขึ้น   ความมืด ความหยาบ ความขุ่นมัว ย่อมหมดไป   บุญที่บำเพ็ญดีแล้ว ย่อมเป็นธรรมชาติที่ชำระบาปอกุศลได้เช่นนั้นเหมือนกัน 

โดยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงแสดงธรรมปฏิบัติให้แก่ผู้มีปัญญาว่า  พึงมีสติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ณ ภายใน   เราจะเห็นธรรมชาติว่า เรานั้นมีธรรมชาติฝ่ายที่เป็นบุญกุศล หรือเป็นบาปอกุศล หรือธรรมชาติฝ่ายกลางๆ มากน้อยเพียงไร   แต่ว่า การเห็นนั้น เห็นได้ไม่ง่าย  ถ้าไม่เอาใจไปรวมหยุดเป็นจุดเดียวกันตรงนั้นไม่ได้ เห็นไม่ได้  ก็ได้แต่เพียงรู้ เพียงคิดเอา เพียงตรึกเอา พิจารณาเอาด้วยสติสัมปชัญญะธรรมดาว่า ขณะนี้ใจเราเป็นบุญหรือบาป   เรียกว่าพิจารณาเห็นจิตในจิต เป็นบุญรู้เรื่องบาปว่ามีปรากฏอยู่ในกิริยาการกระทำของเราทางกาย ทางวาจาและทางใจ ก็เป็นความรู้ว่าเป็นธรรมในธรรม เรียกว่ามีสติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ว่าสิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติไปนั้นเป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นความดี หรือความชั่ว 

“รู้จักหาบุญได้” เป็นอย่างไร ?

เฉพาะในส่วนของทานกุศล  เรามาพูดจุดนี้เสียก่อน   ทานกุศลนั้นประกอบด้วยบุญกุศลที่เราเสียสละ ที่เราบริจาคไปใน ๒ ทางใหญ่ๆ   

  • ประการที่หนึ่ง คือ การให้ การบริจาคหรือเสียสละทรัพย์สิน สละขาดออกจากใจ  เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น  นี้เรียกว่า “อามิสทาน” 
  • อีกประการหนึ่ง การให้วิชา ความรู้ คำแนะนำ แก่ผู้อื่นโดยตรง  หรือการทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นโดยการสละ โดยการกำจัดธรรมชาติที่เป็นบาปอกุศลหรือเป็นความชั่วที่มีอยู่ในจิตตสันดานแล้วก็ดี ที่ยังไม่มีแต่อาจจะมีขึ้นก็ดี เราเสียสละออกไปและป้องกันไม่ให้เกิดอีก อันนี้ชื่อว่า “ธรรมทาน”

ผู้ที่ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ในทางความประพฤติปฏิบัติสะอาด บริสุทธิ์และประณีตยิ่งๆขึ้นไป ผู้ที่ปฏิบัติดีด้วยกาย วาจา ใจ เช่นนี้ จึงชื่อว่า ผู้แจกธรรมะ   ส่วนผู้ปฏิบัติตนไม่ดี ไม่ว่าในทางใดก็ตาม ได้ชื่อว่าเป็นผู้แจกอธรรม 

ธรรมทาน ด้วยการทำตนเป็นแบบอย่างนั้น สามารถทำได้ใน ๓-๔ วิธีใหญ่ๆ คือ

  1. ทานกุศล เสียสละความสุขส่วนตัว ทรัพย์สินแม้ชีวิตเลือดเนื้อ ร่างกาย สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ให้ผู้อื่น
  2. ศีลกุศล รักษากาย วาจา ใจให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษแก่ผู้ใด ทั้งแก่ตนเองและทั้งผู้อื่น
  3. ภาวนากุศล ทำใจให้สะอาด บริสุทธิ์ และเจริญปัญญารู้แจ้งในสภาวะของธรรมชาติและสัจจธรรมตามที่เป็นจริง ในพระพุทธศาสนา คือ ทุกขสัจจะ สมุทัยสัจจะ นิโรธสัจจะ และมรรคสัจจะ นี่เป็นทางมรรค ผล นิพพาน

เครื่องกำจัดขัดเกลากิเลสเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายคือให้ทั้งอามิสทาน  และธรรมทานคือปฏิบัติกำจัดขัดเกลากิเลสของตนเองอีกด้วย และสนับสนุนชักนำ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นในการกระทำความดี 

ซึ่งข้อนี้สำคัญเช่น ท่านทั้งหลายมาบำรุง สนับสนุนผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมในโครงการกิจกรรมของ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม และ สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย  หรือทีไหนๆ ก็แล้วแต่ ซึ่งทำดีอย่างนี้ หรือมากกว่านี้   และการสนับสนุนนี้ยิ่งมีประโยชน์ คือ คณะผู้บริหารยิ่งทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้กว้างขวางขึ้นไปเพียงใด ละเอียดลึกซึ้งและสูงขึ้นไปเพียงใด ผลย่อมตอบแทนมาถึงท่านให้ได้รับผลสูงขึ้นเพียงนั้น

อย่างเช่น ท่านทั้งหลายได้รักษาศีล เจริญภาวนา ร่วมบุญกุศลทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างเสนาสนะ วิหารทาน เป็นต้น อีกประการหนึ่งชักนำตั้งแต่บิดามารดา ครูอาจารย์ ญาติมิตร ผู้มีอุปการคุณ และเพื่อนทั้งหลายผู้ที่ยังไม่ศรัทธาในทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศลให้เกิดมีศรัทธาขึ้น ผู้ที่มีศรัทธาอยู่แล้วให้มีศรัทธายิ่งขึ้น  นี่ปฏิบัติเองหนึ่ง สนับสนุนหนึ่ง แนะนำชักนำผู้อื่นหนึ่ง เป็นธรรมทาน โดยเฉพาะชักนำพ่อแม่ ผู้มีอุปการคุณ ครูอาจารย์ที่ยังไม่มีศรัทธาให้มีศรัทธาโดยถูกต้อง ที่มีศรัทธาแล้วให้มียิ่งๆขึ้นไป ในทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีกตัญญูกตเวทิตาธรรมอย่างเยี่ยมยอด  ยิ่งกว่าการให้อามิสทานหรือบูชาท่านด้วยอามิสทานเสียอีก เพราะนั่นจะเป็นเสบียงเลี้ยงตนแก่ผู้มีอุปการคุณแก่เราให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไปในสัมปรายภพอีกด้วย

“การใช้บุญเป็น” เป็นอย่างไร?

ถ้าเราหาบุญได้แล้วไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป   ถึงแม้บุญที่เราทำได้ทำไว้นั้นมีอยู่ แต่บางทีบาปหรือกรรมไม่ดีมาบัง   ทำให้บุญนั้นยังไม่สามารถให้ผล   ถ้าไม่ต้องการให้บาปอกุศลหรือกรรมไม่ดีบัง ทำอย่างไร ?    คือการไม่ทำบาปอกุศลทั้งปวง และเมื่อเราบริจาคทาน จงทำทานให้ครบวงจร ทั้งอามิสทานและธรรมทาน   ธรรมทานนั้นปฏิบัติธรรมเอง ชักนำให้ผู้อื่นให้ปฏิบัติ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นให้ปฏิบัติ นี้ ๓ ประการ  เมื่อปฏิบัติเองก็ปฏิบัติทางตรงในทาน ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อไปสู่วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ   และทั้งทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเป็นธรรมเครื่องกำจัดกิเลสเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย และเป็นธรรมที่จะเป็นเหตุให้ส่งผลเป็นความเจริญรุ่งเรืองด้วยมนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ

“การใช้บุญเป็น” ทำอย่างไร ?

บุญอยู่ที่ไหน ได้กล่าวไว้แล้ว อยู่ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม  เมื่ออยากจะให้บุญนั้นบริสุทธิ์อยู่เสมอ และให้บุญนั้นส่งผลให้เราเต็มที่ ทั้งบริสุทธิ์และสมบูรณ์ จงเอาใจไปจรดที่ทะเลบุญตรงศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม  บุญหยาบจะเริ่มเห็นได้เป็นดวงใส ด้วยทานกุศล และถ้าจรดละเอียดเข้าไปๆ จะเห็นและเข้าถึงบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมีที่อยู่ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมของเราทุกกายสุดหยาบสุดละเอียด 

แต่การที่เอาใจไปจรดตรงนั้นได้ก็ด้วยศีล เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าถึงธรรมฝ่ายบุญกุศลแล้ว กาย วาจา ใจ ของเราบริสุทธิ์แล้วก็จะถึงศีลบริสุทธิ์  ศีลบริสุทธิ์ในกัมมัฏฐานอยู่ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมอีกเช่นกัน กลางดวงบุญนั่น เพราะมีศีล ศีลนั้นคือความบริสุทธิ์เจตนา ความคิดอ่าน ทั้งหลายทางใจ กาย วาจา ก็บริสุทธิ์ตามด้วย  และกลางดวงศีลมีธรรมปฏิบัติที่บริสุทธิ์อีก คือ จิตบริสุทธิ์ หรือเรียกว่า “จิตยิ่ง” หรือ “สมาธิยิ่ง” กลางดวงสมาธิเป็น “ดวงปัญญา” กลางดวงปัญญาเป็น “ดวงวิมุตติ” กลางดวงวิมุตติเป็น “วิมุติญาณทัสสนะ” กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถึงกายสุคติของเรา ภพสุคติของเรา ด้วยมนุษยธรรมคือ “บุญ” อยู่ตรงกลางนั่นแหละ เมื่อเราจรดให้ใสสะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอแล้ว บุญย่อมส่งผล  เพราะของละเอียด ยิ่งละเอียดขึ้นไปเท่าไรด้วยบุญ ด้วยบารมีของมนุษย์ ละเอียดเข้าไปของทิพย์ ของรูปพรหม ของอรูปพรหมจนถึง “ธรรมกาย” คือ กายธรรม เจริญด้วยบุญ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์ ยิ่งขึ้นสุดละเอียดเข้าไปเท่าไร สุดละเอียดเราเชื่อมถึงบุญศักดิ์สิทธิ์ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์ได้เท่าไร ย่อมส่งผลมาจากภาคผู้เลี้ยง ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครอง ต้นๆในอายตนะนิพพาน ส่งผลมาเป็นความสุข ความเจริญรุ่งเรืองสู่กายหยาบ คือ กายมนุษย์ ให้กอปรด้วยเป็นผู้มีสติ มีปัญญาอันเห็นชอบ ให้ดำเนินชีวิตไปสู่ทางเจริญ รุ่งเรืองและสันติสุข ไม่ดำเนินไปในทางเสื่อม

ถ้ารักษาดวงบุญที่ละเอียดบริสุทธิ์อยู่อย่างนี้เสมอ จะได้รับผลอย่างนี้ และประการสำคัญที่สุด การดำเนินชีวิตนั้นจะไปสู่แต่ความสุขความเจริญด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติโดยตรงแต่ฝ่ายเดียว นี่แหละเรียกว่า “หาบุญได้ ใช้บุญเป็น” ไม่ต้องไปใช้ที่ไหน ใช้ที่กาย วาจา ใจ สะอาดบริสุทธิ์  หาบุญหาทั้งหยาบเป็นอามิสทาน  หาทั้งละเอียดเป็นธรรมทาน ไปจนถึงใจทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งหยาบและละเอียด 

หาแล้วต้องรักษาไว้  ถ้าไม่รักษาเดี๋ยวมีบุญแต่กรรมมันบัง  ต้องรักษา ต้องปฏิบัติ ขจัดขัดเกลากิเลสเครื่องเศร้าหมองที่จะมากีดกั้นบุญของเราไม่ให้ให้ผล  เช่น  เวลามีความทุกข์เดือดร้อน จะมีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น หรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ โดยจรดใจไว้ที่ทะเลบุญให้สุดละเอียดเข้าไป  ก็จะได้รับผลเป็นความเจริญ รุ่งเรืองและสันติสุขทั้งทางโลกและทางธรรมแต่ฝ่ายเดียว.

 
Powered by bythailand.com