บุญอันประณีต

บุญจะปรากฏอย่างสะอาด บริสุทธิ์ และให้ผลอย่างรุ่งเรือง สมบูรณ์ที่สุดขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย ซึ่งอยู่ที่ ๑) ผู้ให้ คือ ทายก ๒) ผู้รับ ปฏิคาหก จะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคล ๓) ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่เราให้    ถ้าหากว่าบริสุทธิ์ใน ๓ ฝ่ายนี้แล้ว ก็ได้ชื่อว่าทานกุศลนั้นมีความบริสุทธิ์ใน ๓ ฝ่าย  ฝ่ายผู้ให้ ฝ่ายผู้รับ และสิ่งที่ให้ ความบริสุทธิ์ของทานกุศลประเภทนี้เองที่ให้ผลเป็นความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข สะท้อนย้อนกลับมาสู่ผู้ให้เป็นทับทวีนับภพนับชาติไม่ถ้วน ติดตามให้ผลจนกว่าจะได้บรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน เป็นที่สุดแห่งทุกข์นั้น

ผู้ใดต้องการบำเพ็ญบุญบารมีให้เจริญต้องทำเอง และเป็นผู้ให้เอง   อยู่เฉยๆ จะให้มีบุญบารมีขึ้นมาอย่างนั้นย่อมไม่ได้  อุปมาดั่งอาหาร ใครกิน ใครอิ่ม ไม่กินก็ไม่อิ่ม ผู้มีบารมีก็เพราะเขาได้สร้างบารมี   ถ้าไม่สร้าง ยังจดๆ จ้องๆ อยู่  บุญบารมีก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นบุญบารมีเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นในฝ่ายตัวเราและด้วยตัวเราเป็นสำคัญ

การสร้างบารมีนั้นทั้งทำเองและทั้งชักนำผู้อื่นเข้ามาด้วย จึงจะส่งผลให้เต็มที่และสมบูรณ์ ว่าเราได้ประกอบบำเพ็ญทั้งอามิสทานและธรรมทาน ว่าเราได้เป็นผู้ปฏิบัติธรรมในทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้เจตนาความคิดอ่านทั้งหลายบริสุทธิ์และรอบรู้สิ่งที่เป็นสาระและไม่เป็นสาระ

เมื่อเราจะให้จึงต้องบริสุทธิ์ที่เจตนาและบริสุทธิ์ที่กาย วาจา ใจ ใจนั้นต้องบริสุทธิ์ที่ปัญญาอีกด้วย นี้เป็นอาการของบัณฑิต พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่าการทำบุญนั้น จริงๆ แล้วท่านสรรเสริญการเลือกทำบุญ รู้จักการทำบุญที่บริสุทธิ์และให้บุญนั้นส่งผลให้อย่างสมบูรณ์ที่สุด  เสมือนการปลูกต้นไม้ย่อมมุ่งหมายที่จะได้ผลดก รสดียิ่งๆ ขึ้นไป เพราะฉะนั้น ฝ่ายผู้ที่จะให้ต้องทำตนให้บริสุทธิ์ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยปัญญาว่า ควรทำบุญเพื่อบำรุงโครงการหรือกิจกรรมใด ของคณะบุคคลใดหรือสำนักใด จึงจะเกิดประโยชน์ในทางช่วยขจัดขัดเกลากิเลสตนและผู้อื่น เพื่อสร้าง “พระในใจคน และในใจตน” เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่มวลมนุษย์อย่างกว้างขวางที่สุด ก็จะเป็นผลดีที่สมบูรณ์ที่สุด

รู้จักเลือกให้

การให้หรือทำบุญกับบุคคลที่ไม่ควรให้ และไม่ให้หรือไม่ทำบุญกับคนหรือคณะบุคคลที่ควรให้ เวลามีอันตรายแล้วไม่มีสหายที่จริงใจมาช่วยเกื้อหนุนเรา  นี้เป็นพุทธวจนะ 

อเทยฺเยสุ อททํ ทานํ, เทยฺเยสุ  โย ปเวจฺฉติ, พยสนํ ปตฺโต สหายํ อธิคจฺฉติ. ผู้ใดไม่ให้ทานในคนที่ไม่ควรให้ ยอมให้ในคนทึ่ควรให้ ผู้นั้นประสบความเสื่อมเพราะอันตราย ย่อมได้สหาย   
อเทยฺเยสุ ททํ ทานํ, เทยฺเยสุ นปฺปเวจฺฉติ, อาปาสุ พยสนํ ปตฺโต สหายํ นาธิคจฺฉติ. ผู้ใดให้ทานในบุคคลที่ไม่ควรให้ ไม่ให้ในคนที่ควรให้ ผู้นั้นถึงความเสื่อมเพราะอันตราย ย่อมไม่ได้สหาย
  (ขุ.ชา.จตุกก.๒๗/๑๒๙)

กล่าวเนื้อความว่า ผู้ใดทำบุญให้ทานกับบุคคลที่ไม่ควรให้  แต่ไม่ให้กับบุคคลที่ควรให้ ผู้นั้นเวลามีอันตรายจะไร้สหายที่พึ่งอันประเสริฐ คือ จะไม่มีกัลยาณมิตรที่เป็นที่พึ่งได้จริง  จะพบแต่มิตรปฏิรูป (มิตรเทียม)   เอาเป็นที่พึ่งแท้จริงไม่ได้   นี้เป็นความหมายอย่างหนึ่ง

แต่ถ้าผู้ที่รู้จักทำบุญให้ทานกับคนที่ควรทำหรือคณะบุคคลที่ควรทำ (วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตถํ การเลือกให้อันพระสุคตทรงสรรเสริญ (ส.ส.๑๕/๓๐, ขุ.ชา.อฏฐก. ๒๗/๒๔๙, เปต.๒๖/๑๙๗)   ไม่จำเป็นต้องทำในบุคคลหรือคณะที่ไม่ควรทำ   เวลามีอันตรายแล้ว ผู้ที่ทำถูกต้องย่อมได้สหายอันประเสริฐ กล่าวคือ จะได้กัลยาณมิตรแท้เป็นสหายที่พึ่งได้จริง    แต่ถ้าทำผิด คือ ให้ทานกับบุคคลที่ไม่ควรให้ และไม่ให้กับบุคคลหรือคณะที่ควรให้   เวลามีอันตรายไม่ได้ที่พึ่งอันประเสริฐ   นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่  บางท่านอาจเข้าใจว่า  ให้ทานไม่ควรเลือกให้    ขึ้นชื่อว่าทานไม่ว่าจะให้แก่สรรพสัตว์ใดก็ตาม ย่อมได้ผลเป็นบุญทั้งสิ้น  แต่ผลที่ได้มานั้นจะเป็นผลแต่ในทางรุ่งเรืองเสมอไปนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น เช่น

บุคคลที่ทำทานกับบุคคลหรือคณะบุคคลที่เป็นพาลชน หรือมีจิตใจที่เป็นพาล (คำว่า “พาล” แปลว่า อ่อน หมายถึงสติปัญญาอ่อน) ก็ได้แก่ ผู้ประพฤติผิดศีล ทุศีล เป็นต้น แม้ผลบุญจะส่งมาให้เป็นความเจริญรุ่งเรือง เป็นโภคทรัพย์  แต่โภคทรัพย์นั้นเมื่อได้รับเข้ามาแล้วกลับกลายเป็นโภคทรัพย์ที่นำมาซึ่งความเดือดร้อน อย่างเช่น ท่านทั้งหลายคงจะได้ยินประเทศในตะวันออกกลางมีทรัพยากรน้ำมันเป็นเศรษฐี  แต่ไม่ได้อยู่ดีมีสุข รบราฆ่าฟันกันไม่หยุดหย่อน   นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้   มิได้หมายความว่าทำบุญแล้วจะไม่ได้บุญ   บุญนั้นได้ แต่ได้บุญที่คละเคล้าด้วยบาปของปฏิคาหกคือบุคคลผู้รับ ให้ผลมาเป็นทรัพยากรที่กลับกลายมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง  เพราะฉะนั้นการทำบุญต้องเลือกพอสมควร   สำหรับเราที่มีทรัพยากรน้อย เพราะว่าการทำบุญกับใคร ย่อมได้รับผลบุญหรือได้เสวยบุญร่วมกับบุคคลนั้น   ถ้าบุคคลนั้นเป็นคนทุศีล ไม่จริงใจ หรือคณะบุคคลนั้นทำงานในสิ่งที่ไร้สาระ  ทำงานที่ประกอบไปด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน ผลที่ออกมาก็ไปเสวยผลบุญจากท่านกุศลเช่นนั้น  และผลบุญนั้นก็จะกลับกลายให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ  และถึงรบราฆ่าฟัน  หรือห่างไกลจากพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า ทำให้การดำเนินชีวิตและบำเพ็ญบารมีนั้นเนิ่นออกไป   กว่าที่จะเข้าถึงมรรค ผล นิพพาน ได้โดยทางตรง ง่าย ลัด  ก็จะเนิ่นออกไป  เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์จึงทรงแสดงความจริงข้อนี้ไว้  

แต่พึงเข้าใจว่า  ไม่ว่าจะให้แก่สัตว์ดิรัจฉาน คนพาล หรือบัณฑิต ผลของท่านย่อมส่งให้เสมอ  แต่ส่งในลักษณะใดก็เป็นดังตัวอย่างที่ยกไว้ให้ทราบแล้ว

ชื่อว่าบัณฑิต

ถ้าทำบุญกับบุคคลหรือคณะบุคคลที่ประพฤติปฏิบัติสะอาดบริสุทธิ์ ให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้นไปและยังช่วยให้ผู้อื่นประพฤติปฏิบัติที่ดีที่ชอบยิ่งๆ ขึ้นไป  เช่น การสร้างพระในใจคน  และสร้างแม่พิมพ์คือ พระวิปัสสนาจารย์เพื่อให้สร้างพระในใจคนยิ่งๆ ขึ้นไปอย่างนี้   นี้เป็นตัวอย่าง  มิใช่เฉพาะสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เท่านั้น   ที่ไหนก็ได้ที่เขาทำดีอย่างนี้ มากกว่านี้   ผลบุญจะได้ทั้งมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ  และจะเป็นพลวปัจจัยให้ถึงนิพพานสมบัติได้ตรง  เพราะกอปรด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบทั้งฝ่ายปฏิคาหก ทั้งฝ่ายทายก  เห็นว่าการทำบุญนี้  เป็นสาระประโยชน์จริงๆ และฝ่ายปฏิคาหกซึ่งเป็นผู้ที่ประกอบบำเพ็ญความดีสร้างแม่พิมพ์คือวิทยากรที่จะให้ไปสั่งสอน ชักนำ และปฏิบัติตนให้ดียิ่งๆ ขึ้นเรื่อยๆ เป็นทับทวี อย่างนี้มีผลสูงมาก   และมุ่งตรงไปยังมรรค ผล นิพพาน ไม่อ้อมค้อม เพราะคนเราจะดีหรือชั่ว อยู่ที่ปัญญาบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ จะเกิดขึ้นด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากสัมมาสมาธิ ศีล และทานที่บริสุทธิ์ ผู้ที่เข้าใจสิ่งที่เป็นสาระตามที่เป็นจริงชื่อว่าบัณฑิตและผู้รู้จักประโยชน์ปัจจุบัน  ประโยชน์อนาคต รู้จักหาบุญได้ใช้บุญเป็น ก็ชื่อว่าบัณฑิต

 
Powered by bythailand.com