|
|
|
การให้ทานที่มีผลมาก
การให้นั้นผู้รับย่อมได้รับอานิสงส์เสมอ แต่อานิสงส์คือผลแห่งทานที่ได้ทำไปแล้วนั้น จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ประการ เช่น ทายกทายิกาคือผู้ให้นั้นตนเอง เป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยศีลด้วยคุณธรรม ให้ด้วย เจตนาที่บริสุทธิ์ และวัตถุทานที่มอบให้นั้นได้ มาด้วยความบริสุทธิ์ ปฏิคาหกคือผู้รับนั้นเป็น ผู้บริสุทธิ์ด้วยศีลด้วยคุณธรรม เมื่อเป็นเช่น นี้ ผลของทานย่อมจะได้มาก
การให้ เป็นการกำจัดกิเลสประเภทความ ตระหนี่ ยึดติดลุ่มหลงที่เป็นทั้งโลภะและโมหะ ถ้าเกิดความเสียดายก็จะเป็นโทสะตามมาด้วย ผู้ให้ยังได้อานิสงส์เป็นการลดกิเลสภายในตน
ปัจจัยสำคัญของการให้ที่มีผลมากประการ หนึ่ง ก็คือ เจตนาในการให้ ถ้าเจตนาบริสุทธิ์ ประกอบด้วยกุศล เช่น ให้เพื่อมุ่งสงเคราะห์ ให้เพื่อสละละความตระหนี่ ให้ด้วยศรัทธา ยินดี เต็มใจ และไม่เจือด้วยอกุศล เช่นความ ตระหนี่ ความโอ้อวด เป็นต้น ไม่ว่าในขณะ ก่อนให้ ขณะที่ให้ และภายหลังที่ให้ หรือทั้ง ๓ กาล ย่อมจะได้อานิสงส์มาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจตนาในการให้โดย ไม่เจาะจงตัวบุคคล มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ แก่ส่วนรวมหรือหมู่คณะ ซึ่งมีพระพุทธพจน์ กล่าวรับรองการให้ประเภทนี้ว่า ให้อานิสงส์ ผลบุญนับประมาณมิได้ การให้ประเภทนี้ เรียกว่า สังฆทาน คำว่า สังฆะ แปลว่า หมู่ คณะ เพราะฉะนั้น สังฆทานจึงเป็น เรื่องของเจตนาอันกว้างขวาง ไม่คับแคบ ของ ผู้ให้ที่ให้สิ่งของปัจจัย ๔ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อ สงฆ์ ต่อส่วนรวม ให้ได้ใช้สอยร่วมกัน เป็น การช่วยจรรโลงสงฆ์คือหมู่ภิกษุ ให้ท่าน สามารถปฏิบัติกิจพระศาสนาสืบต่อไปได้
เจตนาเช่นนี้แหละจะช่วยรักษาพระศาสนาไว้ ได้ จึงมีอานิสงส์มาก
เนื้อแท้ของการให้แบบสังฆทานนี้ ก็คือ ตัวเจตนาของผู้ให้หรือผู้ถวาย ซึ่งให้หรือ ถวายไม่เจาะจงแด่พระรูปใดหรือบุคคลใด เพียงเท่านี้ก็จัดว่าเป็นสังฆทานสมบูรณ์แบบแล้ว ส่วนคำกล่าวถวายสังฆทานก็เป็นเพียง รูปแบบที่มาประกอบเข้าเท่านั้น และสิ่งของ ที่นำมาถวายก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นถัง พลาสติกสีเหลืองใส่อาหารและเครื่องใช้ต่างๆ ที่ซื้อมาจากร้านค้า (ที่พากันเรียกว่า ถังสังฆทาน) จึงจะเรียกว่าเป็น "สังฆทาน" ได้ ในส่วนของผู้รับก็ไม่จำเป็นต้องเป็นภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป แม้มีพระภิกษุเพียงรูปเดียวรับ ทานนั้น แต่ผู้ถวายมีเจตนาถวาย โดยไม่เจาะจงแก่ภิกษุรูปใด และตั้งใจถวาย แก่พระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม ดังที่กล่าว แล้ว ก็จัดว่าเป็นสังฆทานอย่างแน่นอน สรุป ว่าจะเป็นสังฆทานหรือไม่ อยู่ที่เจตนาเพียง ประการเดียวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ถ้าวัดใด หมู่คณะใด ส่งเสริม การทำบุญของสาธุชน ให้เป็นไปและยัง ประโยชน์ให้เกิดแก่หมู่สงฆ์ เพื่อประโยชน์ ต่อส่วนรวมแก่สงฆ์ ที่เรียกว่า สังฆทาน ผู้ให้ ย่อมได้รับผลแห่งทานมาก ผู้ทำบุญจึงต้อง พิจารณาด้วยปัญญาว่าทานใดจัดเป็น สังฆทาน
การทอดกฐิน ผ้าป่า สร้างเสนาสนะ เผยแพร่ธรรมะ และการให้การอบรมธรรมปฏิบัติ จัดเป็นการถวายแด่หมู่สงฆ์ จึง เป็นสังฆทาน ตามนัยแห่งประโยชน์ที่เกิดขึ้น และเจตนาที่ให้ด้วยศรัทธา เพื่อประโยชน์ต่อพุทธบริษัท ก็ย่อมได้อานิสงส์มากเช่นกัน
| Powered by bythailand.com |