|
|
|
ประมุขศิลป์ : คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดี (Good Leadership)
พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
การแสดงปาฐกถาธรรม เรื่อง หลักธรรมาภิบาล คือ หลักธรรมปฏิบัติช่วยให้การปกครองการบริหาร แบบบูรณาการของหัวหน้าฝ่ายบริหาร (CEO Chief Executive Officer) ตลอดถึงหัวหน้างานทุกระดับ ให้สามารถปกครองและบริหารที่ดี (Good Governance) คงจะไม่สมบูรณ์ หากจะมิได้กล่าวถึง ประมุขศิลป์ คือ คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดี (Good Leadership) อันเป็นคุณสมบัติที่ดี ที่สำคัญของหัวหน้าฝ่ายบริหาร ตลอดลงมาถึงหัวหน้างานทุกระดับให้สามารถปกครอง และบริหารองค์กรที่ตนรับผิดชอบ ให้ดำเนินไปถึงความสำเร็จอย่างได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง และให้ถึงความเจริญและสันติสุขอย่างมั่นคง ในกาลทุกเมื่อ ไม่กลับกลายเป็นความทุกข์เดือดร้อนอีกได้ในภายหลัง เป็นเสมือนนายสารถีผู้ขับรถเทียมม้า หรือเป็นเสมือนนายวงดนตรี ผู้ควบคุมวงดนตรีที่สามารถฉันใด ฉันนั้น
นายสารถีที่ดี คือ ผู้ที่สามารถขับรถเทียมม้าให้สามารถบรรทุกสิ่งของได้มาก ไปถึงจุดหมายปลายทาง ได้รวดเร็วและปลอดภัย เพราะมีคุณสมบัติของนายสารถีที่ดี ที่สามารถ หรือนายวงดนตรีที่ดี คือ ที่สามารถควบคุมวงดนตรี ซึ่งมีผู้เล่นดนตรีหลายชิ้นหลายคน เป็นวงใหญ่ ให้บรรเลงเพลงได้ไพเราะเพราะพริ้ง สะกดใจผู้ฟังให้เคลิ้มเคลิ้ม เป็นสุข หรือให้บรรเลงเพลงได้เร้าใจ ถูกใจผู้ฟัง ให้สนุกสนาน เพราะเป็นนายวงดนตรีที่มีความสามารถ กล่าวคือ มีสภาวะความเป็นผู้นำสูง ฉันใด หัวหน้าฝ่ายบริหาร ตลอดลงมาถึงหัวหน้างานทุกระดับขององค์กร ที่จะสามารถปกครองบังคับบัญชา ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และสามารถบริหารจัดการ กิจกรรม และ/หรือ โครงการต่างๆ ขององค์กรให้บรรลุผลดี มีประสิทธิภาพสูง ก็จะต้องเป็นผู้มีคุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดี คือ มีประมุขศิลป์สูง ฉันนั้น
ประมุขศิลป์ (Leadership) คือ คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดีนั้น เป็นทั้งศาสตร์ (Science) และศิลป์ (Arts) กล่าวคือ สามารถศึกษาวิเคราะห์วิจัยข้อมูลอย่างมีระบบ (Systematic Study) จากพฤติกรรมและวิธีการปกครองการบริหารองค์กรให้สำเร็จด้วยดี มีประสิทธิภาพสูงมาแล้ว ประมวลขึ้นเป็นหลักหรือทฤษฎี (Theory) ตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) สำหรับใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานของหัวหน้าฝ่ายบริหาร (CEO) ให้เกิดประโยชน์แก่การปกครองการบริหารที่ดี (Good Governance) กล่าวคือ ให้บรรลุผลสำเร็จด้วยดีมีประสิทธิภาพสูงได้ เพราะเหตุนั้น ประมุขศิลป์ คือ คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดี จึงชื่อว่า เป็นศาสตร์ (Science)
นอกจากนี้ คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดีนั้น ยังเกิดจากการที่บุคคลได้เคยศึกษาหาความรู้ ฝึกฝนอบรมบ่มนิสัย และเคยปฏิบัติพัฒนาสภาวะความเป็นผู้นำที่ดี มาแต่ปางก่อน คือ แต่อดีตกาล จนหล่อหลอม บุคลิกภาพและสภาวะ ความเป็นผู้นำที่ดี ปลูกฝัง เพิ่มพูน อยู่ในจิตสันดานยิ่งขึ้นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน ประมุขศิลป์ คือ คุณลักษณะของความเป็นผู้นำที่ดีเช่นนี้ ชื่อว่า เป็นศิลป์ (Arts) ซึ่งก็คือ บุญบารมี นั้นเอง
ต่อไปนี้ อาตมภาพจะได้กล่าว ประมุขศิลป์ คือ คุณลักษณะความเป็นผู้นำ ที่ดี ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ไปด้วยกัน จากความรู้ที่ได้เคยศึกษาหลักสูตรการบริหารธุรกิจ (Business Administration) ในชั้นปริญญาตรี และหลักสูตรการบริหารสาธารณะ หรือการบริหารราชการแผ่นดิน (Public Administration) ในชั้นปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประการ ๑ จากการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ ที่ได้เคยปฏิบัติงาน ในฐานะผู้ปกครองผู้บริหาร และในฐานะของนักวิจัยและประเมินผลงานหน่วยงาน ขององค์กรทางราชการของรัฐบาลต่างประเทศ (มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย) นี้ประการ ๑ และจากการที่ได้ศึกษาสัมมาปฏิบัติพระพุทธศาสนา ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่ออายุ ๕๗ ปีเต็ม ต่อมา ได้รับการแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาสผู้ปกครองพระภิกษุสามเณร และผู้บริหารจัดการวัด ซึ่งปัจจุบันมีพระภิกษุสามเณรประมาณ ๑๕๐ รูป รวมระยะเวลาที่ครองเพศบรรพชิตมาถึงบัดนี้ (พ.ศ.๒๕๔๗) ร่วม ๒๐ ปี จึงทำให้ได้ประสบการณ์ ในการปกครองการบริหารเพิ่มขึ้น อีกประการ ๑ ประมวลขึ้นเป็น ประมุขศิลป์ คือ หลักความเป็นผู้นำที่ดี (Good Leadership) พอเป็นแนวทางการศึกษาสัมมาปฏิบัติแก่สาธุชนผู้สนใจต่อไป
คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดีนั้น ประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้
๑. เป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี (Good Personality) คือ เป็นผู้มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี
๑.๑ มีสุขภาพกายที่ดี คือ เป็นผู้มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีท่วงท่ากิริยา รวมทั้งการแต่งกาย ที่สุภาพ เรียบร้อยดีงาม สะอาด และดูสง่างามสมฐานะ
๑.๒ มีสุขภาพจิตที่ดี คือ เป็นผู้มีอัธยาศัยใจคอที่งาม เป็นคนดี มีศีลธรรม ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา กับทั้งมีกัลยาณมิตตธรรม คือมีคุณธรรมของคนดี
ผู้มีศรัทธา หมายถึง เป็นผู้รู้จักศรัทธาบุคคล และข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา ไม่ลุ่มหลงงมงายในที่ตั้งแห่งความลุ่มหลง คือรู้จักศรัทธาในบุคคลดี ผู้ทรงศีล ทรงธรรม เป็นสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบในความจริงแท้ ๔ ประการ คือ
ความจริงแท้ในเรื่องของทุกข์ ๑
เหตุแห่งทุกข์ ๑
สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ คือ มรรคผลนิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์
และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวร ๑ และ
ความจริงแท้ ในทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ๑ และรู้จักศรัทธา ในข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา คือ ข้อปฏิบัติที่ดี ที่ชอบ ได้แก่ เบญจศีล (ศีล ๕) และเบญจกัลยาณธรรม คือคุณธรรม ๕ ประการ ที่ตรงกันข้ามกับความประพฤติผิดศีล เป็นต้น กล่าวอย่างสูง คือ รู้จักศรัทธาในคุณพระพุทธ คุณพระธรรมและคุณพระสงฆ์ และผู้ทรงศีล ทรงธรรม เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นผู้ไม่หลงงมงาย ในที่ตั้งแห่งความหลง
ผู้มีศีล คือ ผู้ที่รู้จักสำรวมระวัง ความประพฤติปฏิบัติ ทางกาย และทางวาจา ให้เรียบร้อยดีงาม ไม่ประพฤติเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
ผู้มีสุตะ คือ ผู้ได้เรียนรู้ทางวิชาการ และได้ศึกษาค้นคว้าในวิชาชีพนั้น เป็นผู้มีความรู้ในวิชาชีพนั้นดี มีสติปัญญาสามารถ และวิสัยทัศน์ในการปกครอง การบริหารที่ดี
ผู้มีจาคะ คือ เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง ไม่คับแคบ รู้จักเสียสละกำลังกาย สติปัญญา ความสามารถ กำลังทรัพย์ และแม้เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อช่วยอนุเคราะห์ สงเคราะห์ผู้อื่น ตามสมควรแก่ฐานะ และโอกาส อย่างสูง คือ ผู้เสียสละความสุขส่วนตนแม้ชีวิต เพื่อรักษาสถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่มีคำโบราณกล่าวไว้ว่า
คนที่จะเป็นใหญ่ เป็นผู้นำคนต้องใจใหญ่ คือใจกว้าง ไม่คับแคบ และเป็นนักเสียสละ
ผู้มีวิริยะ คือ ผู้ขยันหมั่นเพียร ในการประกอบกิจการงานในอาชีพ และ/หรือ ในหน้าที่รับผิดชอบ เป็นคนทำกิจการงานเข้มแข็ง จริงจัง กระฉับกระเฉง (Active) ไม่เป็นคนเฉื่อยชา (Passive) ไม่เป็นคนหยิบโหย่ง-สำรวย-กรีดกราย-ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ทอดทิ้งธุระเสียกลางคัน
ผู้มีสติ คือ ผู้รู้จัก ยับยั้ง ชั่งใจ รู้จักคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนคิด-พูด-ทำ ว่า ที่กำลังจะคิด-พูด-ทำนั้น ถูกต้องตามหลักวิชาการ ถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ถูกต้องตามหลักศีลธรรม หรือว่า ผิด เป็นทางเจริญ หรือทางเสื่อม ถ้าพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่าถูก ก็ปฏิบัติหรือดำเนินไป ด้วยความเอาใจใส่ระมัดระวัง ถ้าเห็นว่าไม่ถูก ไม่ควร ก็ไม่คิด-พูด-ทำเช่นนั้นอีกต่อไป แต่บางครั้งอาจเผลอสติหลงประพฤติ หรือดำเนินไปผิดทาง ก็ให้รีบมีสัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัว รู้เท่าทันข้อผิดพลาดนั้น ก็รีบแก้ตัว คือ กลับตัวกลับใจเสียใหม่ทันที อย่าดำเนินการ หรือปล่อยให้ดำเนินการต่อไปอย่างผิดๆ จนสายเกินแก้ไข
ผู้มีสมาธิ คือ ผู้มีจิตใจตั้งมั่น ข่มกิเลสนิวรณ์ คือ ข่มธรรมชาติเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตใจ เป็นอุปสรรคของปัญญาได้ ให้จิตใจ สงบตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ควรแก่งาน ก็จะสามารถพิจารณาเห็นปัญหา รวมทั้งเห็นข้อแก้ไข/ป้องกันปัญหา และ/หรือ ข้อวินิจฉัยต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ให้สามารถตัดสินใจแก้ปัญหา และสั่งการได้อย่างเฉียบคม
ผู้มีปัญญา คือ ผู้ที่รอบรู้กองสังขาร ผู้รอบรู้สภาวธรรมที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขาร) และที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (วิสังขาร คือพระนิพพาน) ผู้รู้แจ้งพระอริยสัจ ๔ รวมเป็น ผู้มีปัญญาอันเห็นชอบ รอบรู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิต ตามที่เป็นจริง เป็นประทีบส่องทางดำเนินชีวิตตน และสามารถนำหมู่คณะ ไปสู่ความสำเร็จ ได้ถึงความเจริญและสันติสุขได้ด้วยความสวัสดี คือ ด้วยความปลอดภัย อย่างมั่นคง คือ ไม่กลับเป็นความล้มเหลว เป็นความทุกข์เดือดร้อนได้ในภายหลัง
ผู้มีกัลยาณมิตรธรรม คือ ผู้มีคุณธรรมของมิตรที่ดี ๗ ประการ (พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย อุทาน เล่มที่ ๔๔ มหามกุฏราชวิทยาลัย, พ.ศ.๒๕๒๖, หน้า ๓๘๘-๓๘๙)
- เป็นผู้น่ารัก (ปิโย) คือ เป็นผู้มีจิตใจกอปรด้วยเมตตากรุณาพรหมวิหาร ไม่ผูกพยาบาท ไม่ผูกใจเจ็บ หรือเจ้าเคียด เจ้าแค้น ไม่เกรี้ยวกราด รู้จักให้อภัย เป็นที่สบายใจ แก่ผู้เข้าไปพบหา หรือผู้อยู่ในปกครอง
- เป็นผู้น่าเคารพบูชา (ครุ) คือ เป็นผู้ที่สามารถเอาเป็นที่พึ่งอาศัย เป็นที่พึ่งทางใจ อบอุ่นใจ แก่ผู้อยู่ในปกครอง และ/หรือ ศิษยานุศิษย์ จึงเป็นผู้น่าเทิดทูน และน่าเคารพบูชา
- เป็นผู้น่านับถือ น่าเจริญใจ (ภาวนีโย) ด้วยว่า เป็นผู้ได้ฝึกฝนอบรมตนมาดีแล้ว ควรแก่การยอมรับและยกย่องนับถือ เอาเป็นเยี่ยงอย่างได้ เป็นผู้อันใครๆ เอ่ยอ้างถึงได้อย่างสนิทใจ และภาคภูมิใจ ว่า ท่านผู้นี้ เป็นผู้บังคับบัญชา หรือเป็นครูอาจารย์ของเรา
- เป็นผู้รู้จักพูดจาโดยมีเหตุผลและหลักการ (วัตตา) รู้จัก ชี้แจงแนะนำให้ผู้อื่นเข้าใจดี แจ่มแจ้ง เป็นที่ปรึกษาที่ดี เป็นครู ผู้สอนที่ดี แก่ศิษยานุศิษย์ แก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือผู้ได้มาคบค้าสมาคมด้วย ตามฐานะ
- เป็นผู้อดทน ต่อถ้อยคำที่ล่วงเกิน วิพากษ์ วิจารณ์ ซักถาม หรือขอปรึกษาหารือ ขอให้คำแนะนำต่างๆ ได้ (วจนักขโม)
- สามารถแถลงชี้แจง เรื่องที่ลึกซึ้ง หรือเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง และตรงประเด็นได้ สามารถแนะนำสั่งสอนพระธรรมวินัย ทั้งที่ตื้นและที่ลึกซึ้ง ให้เข้าใจและให้สามารถนำไปปฏิบัติให้เห็นผลดีจริงได้ (คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา)
- ไม่ชักนำในอฐานะ (โน จัฏฐาเน นิโยชเย) คือไม่ชักจูงไปในทางเสื่อม หรือไปในทางที่เหลวไหล ไร้สาระ หรือที่เป็นโทษ เป็นความทุกข์ เดือดร้อน
คุณธรรม คือ ความเป็นผู้มีศีล มีธรรม ดังกล่าวนี้แหละ ที่หล่อหลอมบุคลิกภาพของผู้นำที่ดี คือ ให้เป็นผู้มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี รวมทั้งสติปัญญา ความสามารถ และวิสัยทัศน์ที่ดี ที่กว้างไกล ให้สามารถปกครองและบริหารจัดการองค์กร ที่รับผิดชอบให้ถึงความสำเร็จ ให้สามารถได้บรรลุผลดี มีประสิทธิภาพสูง ให้ถึงความเจริญ และสันติสุขได้โดยสวัสดี คือ ด้วยความปลอดภัย อย่างมั่นคง ไม่กลับกลายเป็นความเสื่อม เป็นความทุกข์เดือดร้อนต่อไปในอนาคต ทั้งในภพชาติปัจจุบันทันตาเห็น และต่อๆไป ในสัมปรายภพ คือ ในภพชาติต่อๆ ไปได้อีก
ผู้นำที่ดีสูงสุด ในพระพุทธศาสนา (พระธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๖ เรื่องนางจิญจมาณวิกา หน้า ๗๔-๗๘) คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้เคยถูกพวกเดียรถีย์ คนพาล ปัญญาโฉดเขลา ให้ร้ายป้ายสีอย่างรุนแรง เพื่อทำลายพระพุทธเจ้า เพราะอิจฉาริษยาพระพุทธองค์ ถึงกับออกอุบาย ให้นางจิญจมาณวิกา ไปแกล้งแต่งตัวเหมือนคนตั้งท้อง ไปก่นด่าว่าพระพุทธเจ้า ทำนองว่า พระพุทธเจ้าทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามไว้กับเธอ แล้วไม่รับผิดชอบ ซึ่งไม่เป็นความจริง พระพุทธองค์ก็ทรงอดทน ต่อถ้อยคำที่ล่วงเกิน วิพากษ์ วิจารณ์นั้น ด้วยขันติธรรม จนกระทั่งความจริงปรากฏ ว่า ที่นางจิญจมาณวิกา กล่าวร้ายนั้น เป็นเท็จ ที่พวกเดียรถีย์ผู้มีความอิจฉาริษยา พระพุทธเจ้าเป็นกำลัง ได้ออกอุบาย ให้นางจิญจมาณวิกา แกล้งทำเป็นคนท้อง แล้วกล่าววาจาล่วงเกินพระองค์ ด้วยคำหยาบคาย และไม่เป็นจริง ครั้นความจริงปรากฏ นางจิญจมาณวิกา ก็ได้รับกรรมอย่างรุนแรง ถึงถูกธรณีสูบตาย แล้วก็ไปเกิดในอบายภูมิ คือ ในอเวจีมหานรก เป็นสัตว์นรกที่ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน อย่างแสนสาหัสชั่วกาลนาน
ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง (พระธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๗ เรื่องของพระองค์ : พระศาสดาถูกพวกมิจฉาทิฏฐิด่า หน้า ๒๑๑-๒๑๖) สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปประทับอยู่ใกล้กรุงโกสัมพี ซึ่งเป็นนครหลวงแห่งแคว้นวังสะ ได้มีพวกมิจฉาทิฏฐิ ผู้ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ได้ติดตามบริภาษ คือ ด่าว่าพระพุทธเจ้าต่างๆ นานา ด้วยถ้อยคำด่า ๑๐ อย่าง เป็นต้นว่า
"...เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นอูฐ เจ้าเป็นโค เจ้าเป็นลา เจ้าเป็นสัตว์นรก เจ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน สุคติไม่มีสำหรับเจ้า ทุคคติเท่านั้น เจ้าพึงหวัง"จนพระอานนท์เถรเจ้า พระพุทธอุปัฏฐากทนไม่ไหว จึงกราบทูลขอให้เสด็จไปสู่เมืองอื่น พระพุทธองค์ ก็ได้ตรัสถามท่านพระอานนท์ ว่า ถ้าไปเมืองนั้น แล้วมีคนเขาด่าอีกล่ะ เธอจะไปไหน พระอานนท์ก็กราบทูลพระองค์ ว่า ไปเมืองอื่นต่อๆ ไปอีก พระองค์ก็ตรัสอย่างเดิมอีก จนสุดท้ายพระองค์ตรัสว่า
อานนท์ การทำอย่างนั้น ไม่ควร อธิกรณ์เกิดขึ้นที่ใด เมื่อมันสงบแล้ว ในที่นั้นแหละ การไปสู่ที่อื่นจึงควร ; อานนท์ ก็พวกใดล่ะที่ด่าพระอานนท์กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหมด ตลอดจนกระทั่งพวกทาส และกรรมกร ที่พากันด่าพระเจ้าข้าพระพุทธองค์ จึงได้ตรัสกะพระอานนท์ ว่า
อานนท์ เราเป็นเช่นกับช้าง ที่เข้าสู่สงคราม, การอดทนต่อลูกศรที่แล่นมาจาก ๔ ทิศ เป็นภาระของช้างที่เข้าสู่สงคราม ฉันใด, ชื่อว่า การอดทนถ้อยคำที่ชนทุศีลแม้มาก กล่าวแล้ว เป็นภาระของเรา ฉันนั้น เหมือนกันเมื่อทรงปรารภพระองค์แสดงธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ ในนาควรรค ว่า
เราจักอดกลั้นคำล่วงเกิน เหมือนช้างอดทนลูกศร ที่ตกจากแล่ง ในสงคราม ฉะนั้น, เพราะชนเป็นอันมากเป็นผู้ทุศีล. ชนทั้งหลาย ย่อมนำสัตว์พาหนะ ที่ฝึกแล้ว ไปสู่ที่ประชุม, พระราชาย่อมทรงสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้ว, บุคคล ผู้อดกลั้นคำล่วงเกินได้ ฝึก(ตน)แล้ว เป็นผู้ประเสริฐ ในมนุษย์ทั้งหลาย, ม้าอัสดร ๑ ม้าสินธพผู้อาชาไนย ๑ ช้างใหญ่ชนิดกุญชร ๑ ที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นสัตว์ประเสริฐ, แต่บุคคลที่มีตนฝึกแล้ว ย่อมประเสริฐกว่า (สัตว์พิเศษนั้น)นี่คือตัวอย่าง ผู้นำสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระทัยหลุดพ้นแล้ว จากสรรพกิเลสทั้งปวง ทรงไม่หวั่นไหวต่อถ้อยคำล่วงเกินด้วยขันติธรรม และด้วยพระสติปัญญาอันเห็นชอบ
ขอยกตัวอย่าง ผู้นำผู้ทรงคุณประเสริฐ ในพระพุทธศาสนาอีกองค์หนึ่ง ในยุคปัจจุบันนี้ คือ เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นสมเด็จพระกรรมวาจาจารย์ ของอาตมภาพเอง จากประสบการณ์ของอาตมภาพที่ได้พบเห็น ได้สัมผัสกับเจ้าประคุณสมเด็จผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ของอาตมภาพ ได้เห็นคุณธรรมอันประเสริฐ หลายประการของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ความอดกลั้น ต่ออนิฏฐารมณ์ที่มา กระทบ คือ แม้จะถูกบริภาษ ล่วงเกิน วิพากษ์ วิจารณ์ ด้วยถ้อยคำที่เลวร้าย และไม่เป็นจริง จากบุคคลผู้หลงผิด ริษยา ด้วยความโฉดเขลา เบาปัญญา ก็สามารถอดกลั้นได้ ด้วยขันติธรรม ด้วยพรหมวิหารธรรม และด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบเสมอ แม้จะได้เคยมีบรรดาศิษยานุศิษย์บางคน ทนฟังคำล่วงเกินเหล่านั้นไม่ไหว อยากจะยกเป็นคดีขึ้นฟ้องร้อง ท่านก็ห้ามปรามและกล่าวว่า
อย่าเลย ช่างเขาเถอะ เดี๋ยวเหนื่อย ก็หยุดเอง... "อย่าเลย ช่างเขาเถอะ เดี๋ยวเหนื่อย ก็หยุดเอง...แล้วท่านก็ยิ้มด้วยอารมณ์ดี ด้วยใบหน้าเป็นสีชมพูเป็นปกติ
ด้วยความที่ทรงคุณธรรม คือ ขันติธรรมเป็นปกติ ในวันที่รัฐบาล โดย ฯพณฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้นิมนต์พระมหาเถระ และพระเถรานุเถระรวม ๔๐๙ รูป ไปเจริญพระพุทธมนต์ และฉันภัตตาหารเพล ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ศกนี้ (พ.ศ.๒๕๔๗) อาตมภาพ ก็ได้รับนิมนต์ให้ไป ณ โอกาส อันเป็นมงคลนั้นด้วย เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธาน คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ผู้เป็นประธานสงฆ์ ณ ที่นั้น จึงได้แสดง สัมโมทนียกถา มีความตอนหนึ่งว่า
การจัดงานทำบุญ ที่ทำเนียบฯ ถือว่า เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี และเป็นความปรารถนาดี ของนายกรัฐมนตรี ที่จะให้เกิดความสุขสวัสดีแก่ประชาชน ถือเป็นเรื่องที่ดีงาม ย่อมเป็นที่ยินดีของชาวพุทธ และการที่ให้พระสงฆ์ ที่รับผิดชอบมารวมกัน ถือว่าได้มาเห็นการทำงานของรัฐบาล การจัดงานในวันนี้ เป็นสาเหตุที่กล่าวถึง คือ รัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลแรก ที่บริหารประเทศครบ ๔ ปี ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มิเพียงเป็นประวัติศาสตร์ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นความดีของประเทศไทยด้วย ที่ได้ช่วยกันประคับประคอง และทำให้ประเทศอื่น รู้สึกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย การจัดงานทำบุญ ที่ทำเนียบฯ ถือว่า เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี และเป็นความปรารถนาดี ของนายกรัฐมนตรี ที่จะให้เกิดความสุขสวัสดีแก่ประชาชน ถือเป็นเรื่องที่ดีงาม ย่อมเป็นที่ยินดีของชาวพุทธ และการที่ให้พระสงฆ์ ที่รับผิดชอบมารวมกัน ถือว่าได้มาเห็นการทำงานของรัฐบาล การจัดงานในวันนี้ เป็นสาเหตุที่กล่าวถึง คือ รัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลแรก ที่บริหารประเทศครบ ๔ ปี ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มิเพียงเป็นประวัติศาสตร์ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นความดีของประเทศไทยด้วย ที่ได้ช่วยกันประคับประคอง และทำให้ประเทศอื่น รู้สึกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยและได้ยกคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงเปรียบพระองค์เอง เหมือนช้างศึกที่ถูกลูกศรจากทั้ง ๔ ทิศ พุ่งมาหาพระองค์ และพระองค์ทรงอดทน เหมือนที่รัฐบาลบริหารประเทศ ก็ถูกลูกศรทิ่มแทง การที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหา ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และทำการเผยแพร่พุทธศาสนาแก่ชาวโลก ถือเป็นการสร้างสิ่ง ที่ดีงามแก่ชาวโลก ก็ขอให้นายกฯ นึกถึงคำสอนที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระสงฆ์ คือ ขันติธรรม ความอดกลั้น เป็นพลังอันสูงส่ง และนิพพานคือความดับทุกข์ ถือเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด ของพระพุทธศาสนา ก็ขอให้เป็นแนวทาง ในการนำมา ปฏิบัติทั้งนายกรัฐมนตรี และครม. ถ้าอดทนได้และยึดหลักขันติธรรม ไม่ว่าจะไปแห่งหนใด ก็จะต่อสู้กับสถานการณ์ที่รุนแรงได้
อย่าทำงาน เพื่อความเป็นอรหันต์ของตนเอง แต่ต้องทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อทักษิณ หรือคนใดคนหนึ่ง และจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ การดับทุกข์โดยไม่มีเหตุมารบกวนจิตใจ นั่นคือหน้าที่ในการดับทุกข์ของประชาชน คือ การแก้ปัญหาความยากจน และการที่นายกรัฐมนตรีให้พระสงฆ์ช่วยกัน ยกจิตใจของคนไทยให้สูงขึ้น ถือเป็นหน้าที่ ช่วยให้คนไทยมีคุณธรรม และจริยธรรมเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์กล่าว และว่า การที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ มีพระเจ้าแผ่นดินที่สูงส่ง ได้ทรงแนะนำว่า อะไรควรหรือไม่ควร รวมทั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวนีย์ ถือเป็นเรื่องน่าชื่นใจ ที่ทรงห่วงใย ให้ทหาร ตำรวจ ทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมถึงพระสงฆ์ก็ต้องช่วยกันประคับประคอง
๒. เป็นผู้ประกอบด้วย หลักธรรมาภิบาล คือ คุณธรรมของนักปกครอง นักบริหาร ที่ดี (Good Governance) คือ
- หลักความถูกต้อง คือ มีการพิจารณาวินิจฉัยปัญหา การทำการตัดสินใจ (Decision Making) และสั่งการ (Command) ด้วยความถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง และกฎระเบียบข้อบังคับขององค์กร ที่ออกตามกฎหมาย ถูกต้องด้วยพระธรรมวินัย กล่าวคือ ถูกต้องตามหลักศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของสังคม ถูกต้องตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือ และถูกต้องตรงประเด็นตามหลักวิชา และได้รับความพึงพอใจจากชนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
- หลักความเหมาะสม คือ รู้จักคิด พูด ทำกิจการงาน และปฏิบัติตน ได้เหมาะสม ถูกกาละ เทศะ บุคคล สังคม และสถานการณ์
- หลักความบริสุทธิ์ คือ มีการวินิจฉัย สั่งการ กระทำกิจการงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ คือ ด้วยเจตนา ความคิดอ่าน ที่บริสุทธิ์
- หลักความยุติธรรม คือ มีการวินิจฉัย สั่งการ และปฏิบัติต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ด้วยความชอบธรรม บนพื้นฐานแห่งหลักธรรม หลักการ เหตุผล และข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และตรงประเด็น และด้วยความเที่ยงธรรม คือ ไม่อคติ หรือลำเอียงด้วยความหลงรัก หลงชัง ด้วยความกลัวเกรง และด้วยความหลง ไม่รู้จริง คือ ขาดข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสมบูรณ์ เป็นเครื่องประกอบการวินิจฉัย ตัดสินใจ ให้ความเที่ยงธรรม
๓. เป็นผู้ประกอบด้วย สัปปุริสธรรม คือ คุณธรรมของสัตบุรุษ คือคนดีมีศีลธรรม ให้รู้จักเหตุ รู้จักผล ให้รู้เขา-รู้เรา แล้วให้รู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับกาละ เทศะ บุคคล สังคม และสถานการณ์
สัปปุริสธรรม คือ คุณธรรมของสัตบุรุษ ๗ ประการ (ที. ปาฏิ. ๑๑/๓๓๑/๒๖๔) มีดังต่อไปนี้ คือ
- ธัมมัญญุตา รู้จักเหตุ ได้แก่ ปัญญารู้เหตุแห่งทางเจริญ และทางเสื่อม เป็นต้น
- อัตถัญญุตา รู้จักผล ได้แก่ ปัญญารู้ผล ที่เป็นมาแต่เหตุ หรือปัจจัยให้เกิดผลต่างๆ ตามที่เป็นจริง
- อัตตัญญุตา รู้จักตน คือ รู้ภูมิธรรม ภูมิปัญญา และฐานะของตนตามที่เป็นจริง แล้ววางตนให้เหมาะสมแก่ฐานะ
- มัตตัญญุตา รู้จักประมาณตน ปฏิบัติตน วางตน ให้เหมาะสมแก่ฐานะ และรู้จักประมาณ ในการบริโภคใช้สอยทรัพย์ที่มีอยู่ และตามมีตามได้
- กาลัญญุตา รู้จักกาล คือ รู้จักเวลา หรือโอกาสที่ควร และไม่ควร พูด หรือกระทำการต่างๆ
- ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน ว่า มีอัธยาศัยใจคอ ฐานะความเป็นอยู่ และขนบธรรมเนียม ประเพณีของหมู่ชนต่างๆ เพื่อให้รู้จักวางตัวให้เหมาะสม
- ปุคคลัญญุตา รู้จักบุคคล ว่า มีอัธยาศัยใจคอ มีภูมิธรรม ภูมิปัญญา และมีฐานะอย่างไร เพื่อปฏิบัติตน หรือวางตนให้เหมาะสมตามฐานะของเราและของเขา
๔. รู้จักหลักปฏิบัติต่อกันด้วยดี ระหว่างผู้บังคับบัญชากับลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ชื่อ เหฏฐิมทิศ ๑ ในทิศ ๖ (ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๓/๒๐๕) มีเนื้อความว่า
เหฏฐิมทิศ คือ ทิศเบื้องต่ำ เจ้านาย หรือผู้บังคับบัญชา พึงบำรุงบ่าว คือ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ด้วยสถาน ๕ คือ
- ด้วยการจัดงานให้ตามกำลัง กล่าวคือ มอบหมายหน้าที่การงานให้ตามกำลังความรู้ สติปัญญา ความสามารถ (Put the right man on the right job รู้จักใช้คนให้ถูกกับงาน)
- ด้วยการให้อาหารและบำเหน็จรางวัล กล่าวคือ เมื่อทำดี ก็รู้จักยกย่องชมเชย และ/หรือ สนับสนุน อุดหนุน ให้ได้รับบำเหน็จรางวัล เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ตามสมควรแก่ฐานะ เมื่อทำไม่ดี ก็ให้คำตักเตือน แนะนำ สั่งสอน ให้พัฒนาสมรรถภาพให้ดีขึ้น ถ้าไม่ยอมแก้ไข พัฒนาตนให้ดีขึ้น ก็ต้องตำหนิ และมีโทษตามกฎเกณฑ์ โดยชอบธรรม
- ด้วยการรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ กล่าวคือ ต้องรู้จักดูแลสารทุกข์ สุกดิบ ของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่เป็นผู้แล้งน้ำใจ คือไม่ปฏิบัติกับลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา อย่างทำนอง ยามดีก็เรียกใช้ ยามไข้กลับไม่รักษา
- ด้วยแจกของมีรสดีแปลกๆ ให้กิน หมายความว่า ให้รู้จักมีน้ำใจ แบ่งปันของกินของใช้ดีๆ ให้ลูกน้อง เพื่อเป็นกำลังใจแก่ลูกน้องที่รับใช้รับสนองงานแก่ตนบ้าง ไม่เอาแต่รับจากลูกน้อง แต่ตนเอง กลับมีจิตใจคับแคบเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักให้เป็นสินน้ำใจแก่ลูกน้อง
- ด้วยปล่อยในสมัย คือ รู้จักให้ลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ลาพักผ่อนบ้าง ไม่ใช่คอยแต่จะใช้ให้ทำงานโดยไม่เห็นใจ ให้ได้รับการพักผ่อนบ้าง
ส่วนบ่าว หรือลูกน้องผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เมื่อเจ้านาย หรือผู้บังคับบัญชาทำนุบำรุงอย่างนี้แล้ว ก็พึงปฏิบัติอนุเคราะห์เจ้านาย ผู้บังคับบัญชาด้วยสถาน ๕ ตอบแทนด้วยเช่นกัน คือ
- ลุกขึ้นทำงานก่อนนาย คือ ให้รับสนองงานผู้บังคับบัญชาด้วยความขยันขันแข็ง ควรมาทำงานก่อนนาย หรือผู้บังคับบัญชา อย่างน้อย ก็มาให้ทันเวลาทำงาน ไม่มาสายกว่านาย หรือสายกว่าเวลาทำงานตามปกติ
- เลิกการงานทีหลังนาย คือ ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง แม้เลิก ก็ควรเลิกทีหลังนาย หรือผู้บังคับบัญชา อย่างน้อยก็อยู่ทำงานให้เต็มเวลา ไม่หนีกลับก่อนเวลาเลิกงาน
- ถือเอาแต่ของที่นายให้ คือ มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ไม่คดโกงนาย หรือผู้บังคับบัญชา ไม่คอร์รัปชั่น ไม่เรียกร้องต้องการโดยไม่เป็นธรรม หรือเกินเหตุ
- ทำงานให้ดีขึ้น คือ ต้องรู้จักพัฒนาคุณวุฒิ ความรู้ ความสามารถ และวิสัยทัศน์ในการทำงาน ให้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง
- นำคุณของนายไปสรรเสริญ คือ รู้จักนำคุณความดีของเจ้านายผู้บังคับบัญชาไป ยกย่อง สรรเสริญ ตามความเป็นจริง ในที่และโอกาสอันสมควร
กล่าวโดยย่อ ผู้บังคับบัญชา กับ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา พึงปฏิบัติต่อกัน ดังคำ นักปกครองนักบริหารแต่โบราณ กล่าวว่า
อยู่สูง ให้นอนคว่ำ อยู่ต่ำ ให้นอนหงาย
อยู่สูงให้นอนคว่ำ หมายความว่า เป็นผู้ปกครอง ผู้บังคับบัญชา หรือเป็นผู้นำคน พึงดูแลเอาใจใส่ ทำนุบำรุง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือลูกน้องด้วยดี คือ ด้วยความเป็นธรรม ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ตามที่กล่าวข้างต้นนี้ เพื่อให้ ลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา มีขวัญและกำลังใจในการสนองงานได้เต็มที่ อย่าให้ลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเกิดความรู้สึกท้อถอย ว่า ทำดีสักเท่าใด ผู้ใหญ่ก็ไม่เหลียวแล ดังคำโบราณท่านว่า
หรืออย่าให้ลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่า ผู้ใหญ่ไม่ยุติธรรม มักเลือกปฏิบัติไม่เสมอกัน ดังคำที่ ว่ามีปาก ก็มีเปล่า เหมือนเต่าหอย มีปาก ก็มีเปล่า เหมือนเต่าหอย
เป็นผู้น้อย แม้ทำดี ไม่มีขลัง เป็นผู้น้อย แม้ทำดี ไม่มีขลัง(เรา) ทำงานทั้งวัน ได้พันห้า
(ส่วนคนอื่น) เดินไปเดินมา ได้ห้าพันอยู่ต่ำให้นอนหงาย หมายความว่า ลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ก็พึงปฏิบัติตน ต่อเจ้านายหรือผู้บังคับบัญชาด้วยดี รับสนองงานท่านด้วยความยินดี ด้วยใจจริง และทำงานด้วยความเข้มแข็ง ตามหลักธรรม คือ เหฏฐิมทิศ ดังที่กล่าวมาแล้ว
๕. เป็นผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relation) ที่ดี ด้วยคุณธรรม คือ พรหมวิหารธรรม และสังคหวัตถุ เป็นต้น
พรหมวิหารธรรม คุณธรรมเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ ๔ ประการ (อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๗๔๑/๗๔๑) คือ
- เมตตา คือ ความรัก ปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นอยู่ดีมีสุข
- กรุณา คือ ความสงสาร ปรารถนาให้ผู้มีทุกข์ เดือดร้อน ให้พ้นทุกข์
- มุทิตา คือ ความพลอยยินดี ที่ผู้อื่นได้ดี ไม่คิดอิจฉาริษยากัน
- อุเบกขา คือ ความวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย เมื่อผู้อื่นถึงซึ่งความวิบัติ โดยที่เราเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ ก็ต้องปล่อยวางใจของเราเองด้วยปัญญา ตามพระพุทธพจน์ว่า สัตว์โลก เป็นไปตามกรรม
พรหมวิหาร ๔ ประการนี้ เป็นคุณธรรมเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เป็นหัวหน้า ผู้นำคน ให้เป็นคนเที่ยงธรรม รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้รู้จักเห็นใจ รู้จักเข้าใจ เอ็นดูผู้น้อย หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ให้ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะยังความน่าเคารพนับถือ เลื่อมใส ศรัทธา ให้เกิดแก่หมู่ชนทุกฝ่ายได้
สังคหวัตถุธรรม ๔ ประการ (องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๑๒/๔๒) คือ
- ทาน รู้จักให้ปัน สิ่งของ ของตน แก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
- ปิยวาจา รู้จักเจรจาอ่อนหวาน คือ กล่าวแต่วาจา ที่สุภาพ อ่อนโยน
- อัตถจริยา รู้จักประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
- สมานัตตตา เป็นผู้มีตนเสมอ คือ ไม่ถือตัวเย่อหยิ่ง จองหอง อวดดี
คุณธรรม ๔ ประการนี้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้อื่นไว้ได้ และยังความสมัครสมานสามัคคี ให้เกิดขึ้นระหว่างกันและกันด้วย หรือจะเรียกว่า เป็น หลักมหาเสน่ห์ ก็ได้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของเรานั้น ได้ทรงเจริญคุณธรรม คือ พรหมวิหารธรรม และราชสังคหวัตถุ ๔ ประการ เป็นพระราชจรรยานุวัตร ของพระองค์อยู่เป็นนิตย์ ดังที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงอรรถาธิบายราชสังคหวัตถุ (หนังสือทศพิธราชธรรม หน้า ๑๓-๑๔) มีเนื้อความตอนหนึ่ง ว่า
สังคหวัตถุ อันเนื่องในพระราชจรรยานุวัตร นั้น ๔ ประการ โบราณบัณฑิต ได้บัญญัติตั้งไว้เป็นแบบอย่าง ดังนี้ ว่า สสฺสเมธํ ความที่ทรงพระปรีชา ในการบำรุงธัญญาหาร ให้บริบูรณ์ในพระราชอาณาเขต ๑ ปุริสเมธํ ความที่ทรงพระปรีชา ในการทรงสงเคราะห์บุรุษ ๑ สมฺมาปาสํ อุบายเครื่องผูก คล้องน้ำใจมนุษย์ ให้นิยมยินดี ๑ วาจาเปยฺยํ ตรัสวาจาอ่อนหวาน ควรดื่มไว้ในใจ ทำความเป็นที่รักให้เกิด ๑ สี่สังคหวัตถุนี้ เป็นอุบายให้เกิดรัฐสมบัติ ซึ่งได้นามบัญญัติ ว่า นิรคฺคลํ สถานที่ราบคาบปราศจากโรคภัย จนถึงมีทวารเรือน ไม่ต้องลงกลอน เป็นคำรบ ๕ "สังคหวัตถุ อันเนื่องในพระราชจรรยานุวัตร นั้น ๔ ประการ โบราณบัณฑิต ได้บัญญัติตั้งไว้เป็นแบบอย่าง ดังนี้ ว่า สสฺสเมธํ ความที่ทรงพระปรีชา ในการบำรุงธัญญาหาร ให้บริบูรณ์ในพระราชอาณาเขต ๑ ปุริสเมธํ ความที่ทรงพระปรีชา ในการทรงสงเคราะห์บุรุษ ๑ สมฺมาปาสํ อุบายเครื่องผูก คล้องน้ำใจมนุษย์ ให้นิยมยินดี ๑ วาจาเปยฺยํ ตรัสวาจาอ่อนหวาน ควรดื่มไว้ในใจ ทำความเป็นที่รักให้เกิด ๑ สี่สังคหวัตถุนี้ เป็นอุบายให้เกิดรัฐสมบัติ ซึ่งได้นามบัญญัติ ว่า นิรคฺคลํ สถานที่ราบคาบปราศจากโรคภัย จนถึงมีทวารเรือน ไม่ต้องลงกลอน เป็นคำรบ ๕
พรรณนาความ โดยอนุรูปนัย ว่า ข้อที่พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าเอาพระราชหฤทัยใส่ อุดหนุนบำรุงกสิกรรม คือ การทำนาให้เจริญโดยอุบายนั้นๆ เช่น ขุดคลองในภูมิภาค อันจะให้ผลดีแก่การทำนา แต่หากว่า เป็นที่รกร้างเพราะห่างจากน้ำ เพื่อราษฎรจะได้จับจอง แล้วขวนขวาย โก่นสร้างสถานที่รกร้างนั้น ให้ควรแก่กสิกรรม ยกเว้นค่านา แก่ผู้เริ่มลงมือทำในที่เช่นนั้นกว่าจะได้ผลดี ค่านาที่เก็บอยู่เล่า ก็ลดหย่อนผ่อนเบา เพื่อผู้ทำได้รับประโยชน์ ออกโฉนดเป็นสำคัญกันพิพาท ป้องกันสัตว์พาหนะ ให้ปราศจากภัยอันตราย สอดส่องแสวงหาอุบายอันจะให้ทุ่นแรงทำ และบำรุงให้เจริญ ผลผ่อนปรนทดน้ำเข้า ไขน้ำออก ตามเวลา ดังนี้ นับว่า สสฺสเมธํ เป็นสังคหวัตถุที่ต้น แม้บำรุงการทำสวน ให้ได้ผลไพบูลย์ ด้วยอุบายนั้นๆ ก็ สงเคราะห์เข้าในข้อนี้ "พรรณนาความ โดยอนุรูปนัย ว่า ข้อที่พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าเอาพระราชหฤทัยใส่ อุดหนุนบำรุงกสิกรรม คือ การทำนาให้เจริญโดยอุบายนั้นๆ เช่น ขุดคลองในภูมิภาค อันจะให้ผลดีแก่การทำนา แต่หากว่า เป็นที่รกร้างเพราะห่างจากน้ำ เพื่อราษฎรจะได้จับจอง แล้วขวนขวาย โก่นสร้างสถานที่รกร้างนั้น ให้ควรแก่กสิกรรม ยกเว้นค่านา แก่ผู้เริ่มลงมือทำในที่เช่นนั้นกว่าจะได้ผลดี ค่านาที่เก็บอยู่เล่า ก็ลดหย่อนผ่อนเบา เพื่อผู้ทำได้รับประโยชน์ ออกโฉนดเป็นสำคัญกันพิพาท ป้องกันสัตว์พาหนะ ให้ปราศจากภัยอันตราย สอดส่องแสวงหาอุบายอันจะให้ทุ่นแรงทำ และบำรุงให้เจริญ ผลผ่อนปรนทดน้ำเข้า ไขน้ำออก ตามเวลา ดังนี้ นับว่า สสฺสเมธํ เป็นสังคหวัตถุที่ต้น แม้บำรุงการทำสวน ให้ได้ผลไพบูลย์ ด้วยอุบายนั้นๆ ก็ สงเคราะห์เข้าในข้อนี้
ข้อที่ พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทรงสงเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้ประกอบราชกิจฉลองพระเดชพระคุณ ยึดหน่วงน้ำใจ ให้นิยมยินดีด้วยวิธีนั้นๆ เป็นต้นว่า พระราชทานยศฐานันดร โดยสมควรแก่กุลวงศ์วิทยาและความชอบในราชการ พระราชทานพระราชทรัพย์ ให้เป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต ยกย่อง ให้มีอำนาจในราชกิจสมแก่หน้าที่ ดังนี้ นับว่า ปุริสเมธํ เป็นสังคหวัตถุ ที่ ๒. "ข้อที่ พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทรงสงเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้ประกอบราชกิจฉลองพระเดชพระคุณ ยึดหน่วงน้ำใจ ให้นิยมยินดีด้วยวิธีนั้นๆ เป็นต้นว่า พระราชทานยศฐานันดร โดยสมควรแก่กุลวงศ์วิทยาและความชอบในราชการ พระราชทานพระราชทรัพย์ ให้เป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต ยกย่อง ให้มีอำนาจในราชกิจสมแก่หน้าที่ ดังนี้ นับว่า ปุริสเมธํ เป็นสังคหวัตถุ ที่ ๒.
ข้อที่ พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทรงผูกคล้องน้ำใจ มนุษย์นิกรให้นิยมยินดี ด้วยวิธีนั้นๆ คือ ทรงอุดหนุนสรรพณิชกรรม อันจะนำให้เกิดผลอันดีแก่แผ่นดิน เปิดสินค้าภายใน ภายนอก ให้เข้าออกได้ตามถนัด ตั้งพิกัดเก็บภาษี เป็นส่วนหลวงแต่พอสมควร ผู้ค้าจะได้กำไร ผู้ใด คิดจะประกอบกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เจริญผลแก่แผ่นดิน แต่ไม่มีทรัพย์พอจะทำกิจนั้นได้ ก็พระราชทานพระราชทรัพย์อุดหนุนให้เป็นกำลัง ตั้งพระราชบัญญัติจัดมาตรา กำหนดเครื่องสอบประมาณสินค้าวางลงเป็นหลักแห่งการซื้อขาย ออกกฎหมายลักษณะกู้ยืม ให้เจ้าหนี้ และลูกหนี้ มีสุจริตต่อกันในเรื่องทรัพย์ ดังนี้ นับว่า สมฺมาปาสํ เป็นสังคหวัตถุ ที่ ๓. "ข้อที่ พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทรงผูกคล้องน้ำใจ มนุษย์นิกรให้นิยมยินดี ด้วยวิธีนั้นๆ คือ ทรงอุดหนุนสรรพณิชกรรม อันจะนำให้เกิดผลอันดีแก่แผ่นดิน เปิดสินค้าภายใน ภายนอก ให้เข้าออกได้ตามถนัด ตั้งพิกัดเก็บภาษี เป็นส่วนหลวงแต่พอสมควร ผู้ค้าจะได้กำไร ผู้ใด คิดจะประกอบกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เจริญผลแก่แผ่นดิน แต่ไม่มีทรัพย์พอจะทำกิจนั้นได้ ก็พระราชทานพระราชทรัพย์อุดหนุนให้เป็นกำลัง ตั้งพระราชบัญญัติจัดมาตรา กำหนดเครื่องสอบประมาณสินค้าวางลงเป็นหลักแห่งการซื้อขาย ออกกฎหมายลักษณะกู้ยืม ให้เจ้าหนี้ และลูกหนี้ มีสุจริตต่อกันในเรื่องทรัพย์ ดังนี้ นับว่า สมฺมาปาสํ เป็นสังคหวัตถุ ที่ ๓.
ข้อที่ พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ตรัสพระวาจาอ่อนหวาน ควรดื่มไว้ในใจ ทักทายปราศรัย ประปรายไปแก่บุคคลทุกชั้น ทั้งพระราชวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ตลอดลงมาถึงราษฎรสามัญ ทั้งผู้ใหญ่ ผู้น้อย โดยควรแก่ชาติสกุลและวัย ยังความรักของชนนั้นๆ ให้เกิดในพระองค์ ทั่วหน้า ดังนี้ นั้บว่า วาจาเปยฺยํ เป็นสังคหวัตถุที่ครบ ๔. "ข้อที่ พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ตรัสพระวาจาอ่อนหวาน ควรดื่มไว้ในใจ ทักทายปราศรัย ประปรายไปแก่บุคคลทุกชั้น ทั้งพระราชวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ตลอดลงมาถึงราษฎรสามัญ ทั้งผู้ใหญ่ ผู้น้อย โดยควรแก่ชาติสกุลและวัย ยังความรักของชนนั้นๆ ให้เกิดในพระองค์ ทั่วหน้า ดังนี้ นั้บว่า วาจาเปยฺยํ เป็นสังคหวัตถุที่ครบ ๔.
นิรคฺคลํ บทที่ ๕ นั้น แสดงรัฐสมบัติ ของพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ซึ่งทรงสงเคราะห์ยึดหน่วงน้ำใจประชาชน ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้ ให้มีความยินดีเบิกบาน ตั้งใจรับราชการ ด้วยความสวามิภักดิ์ ซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวที เป็นเบื้องหน้า ประกอบการค้าขาย แสวงหาเลี้ยงชีพโดยทางธรรม ไม่ต้องทำโจรกรรม แย่งชิงทรัพย์สิ่งของๆ ผู้อื่นมาเลี้ยงชีวิตตน ซึ่งจะก่อจลาจล ให้เกิดในรัฐชนบท เรียบร้อยราบคาบทั้งหมด ทั่วทุกสถาน จนทวารเรือนไม่ต้องลงลิ่มกลอน เพื่อจะระวังโจรภัย สังคหวัตถุนัย ดังรับพระราชทาน ถวายวิสัชนา มาด้วยประการฉะนี้ "นิรคฺคลํ บทที่ ๕ นั้น แสดงรัฐสมบัติ ของพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ซึ่งทรงสงเคราะห์ยึดหน่วงน้ำใจประชาชน ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้ ให้มีความยินดีเบิกบาน ตั้งใจรับราชการ ด้วยความสวามิภักดิ์ ซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวที เป็นเบื้องหน้า ประกอบการค้าขาย แสวงหาเลี้ยงชีพโดยทางธรรม ไม่ต้องทำโจรกรรม แย่งชิงทรัพย์สิ่งของๆ ผู้อื่นมาเลี้ยงชีวิตตน ซึ่งจะก่อจลาจล ให้เกิดในรัฐชนบท เรียบร้อยราบคาบทั้งหมด ทั่วทุกสถาน จนทวารเรือนไม่ต้องลงลิ่มกลอน เพื่อจะระวังโจรภัย สังคหวัตถุนัย ดังรับพระราชทาน ถวายวิสัชนา มาด้วยประการฉะนี้
๖. รู้จักปกครอง ดูแล ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาด้วยหลัก อ่อนนอก แข็งใน คือ หลัก ๙ ป. ดังต่อไปนี้คือ
- ป. ที่ ๑ ปลุก คือ รู้จักปลุกใจ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ให้มีใจเบิกบาน แจ่มใส กระปรี้กระเปร่า ยินดีในการทำกิจการงาน ด้วยความเข้มแข็งจริงจัง และอดทน
- ป. ที่ ๒ ปลอบ คือ รู้จักปลอบขวัญ ปลอบใจ ให้กำลังใจ เวลาที่ลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ต้องประสบกับความผิดหวัง เศร้าโศก หรือมีใจหดหู่ ท้อถอย ให้กลับมีใจเข้มแข็ง ในการทำงาน และดำเนินชีวิตไปด้วยดี มีความสันติสุข
- ป. ที่ ๓ ปั้น คือ ให้มีคุณภาพ คุณวุฒิ และคุณธรรม ที่ดี ที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป และประการสำคัญ คือ มอบหมายอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ ให้ตามความเหมาะสม แก่สมรรถภาพ คุณภาพ คุณวุฒิ และคุณธรรม
- ป. ที่ ๔ ปก คือ รู้จักปกป้องลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา โดยวิธีการที่เป็นธรรม มิให้ถูกกระทบกระเทือน เสียหาย โดยไม่เป็นธรรม
- ป. ที่ ๕ ป้อง คือ รู้จักป้องกันลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา มิให้ประพฤติผิดกฎหมาย หรือประพฤติผิด ทำนองคลองธรรม
- ป ที่ ๖ ปรับ คือ ช่วยให้เขาพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น รวมทั้ง การปรับหน้าที่ ความรับผิดชอบ ให้เหมาะสมกับความรู้ ความชำนาญ สติ ปัญญา ความสามารถและวิสัยทัศน์ของเขาด้วย
- ป. ที่ ๗ ปรุง คือ แนะนำสั่งสอน และ/หรือ สนับสนุนให้ลูกน้อง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ให้ศึกษาหาความรู้ ความชำนาญ ด้วยการให้ศึกษาอบรมวิชาชีพ ทั้งก่อนที่จะมอบตำแหน่งหน้าที่ กิจการงานให้ทำ (Pre-service Training) และภายหลัง ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบแล้ว (In-service Training) และให้เจริญคุณธรรม โดยสนับสนุน ส่งเสริมให้การศึกษา อบรมธรรมปฏิบัติ โดยการปฏิบัติศีล-สมาธิ-ปัญญา อันมีรายละเอียด อยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น ให้เขาเจริญ ด้วยความรู้คู่คุณธรรม
- ป. ที่ ๘ ปราม คือ ถ้าทำงานบกพร่อง หรือผิดพลาด หรือประพฤติผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ ข้อบังคับ ขององค์กร และ/หรือ ประพฤติผิดศีล ผิดธรรม ก็ว่ากล่าว ตักเตือน ห้ามปราม แนะนำสั่งสอน ให้ปรับปรุงตัว ให้รู้จักกลับตัวกลับใจ มาประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
- ป. ที่ ๙ ปราบ คือ ถ้าห้ามปราม และว่ากล่าวตักเตือนหลายครั้งแล้ว ยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องปราบ คือ พิจารณาลงโทษทัณฑ์ ตามกฎเกณฑ์ขององค์กร ตามกฎหมายบ้านเมือง และ/หรือ ตามหลักศีลธรรม คือพระธรรมวินัย (กรณีเป็นนักบวช)
กล่าวโดยสรุป ผู้นำที่ดี ต้องปฏิบัติต่อลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ด้วยจิตใจ เมตตา ปรานี มีความเห็นอกเห็นใจกัน และมีแต่ความปรารถนาดี ต่อลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ต่อหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบบริหารจัดการอยู่ และต่อประชาชนประเทศชาติ โดยส่วนรวมด้วย
เพราะเหตุนั้น การปกครองการบริหาร ที่ดีนั้น จะต้องมีลักษณะ อ่อนนอก แข็งใน คือ ปฏิบัติต่อลูกน้องหรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ด้วยใจเป็นธรรม และเมตตาปรานี ด้วยกริยาวาจาที่สุภาพอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ ปวกเปียก เหมือนมะเขือเผา ต้องมีทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง คือ หลักการและหลักธรรมที่เข้มแข็ง อยู่ในใจ ที่ต้องใช้เพื่อรักษาหลักการปกครอง การบริหารที่ดี (Good Governance) คือ หลักความถูกต้อง เหมาะสม บริสุทธิ์ และยุติธรรมไว้ เพื่อให้การปกครอง และ การบริหารหน่วยงาน ที่ตนรับผิดชอบ ได้ถึงความสำเร็จตามนโยบาย และวัตถุประสงค์ขององค์กร อย่างได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง
๗. เป็นผู้รู้จักวิธีการพัฒนาบุคลากร โดยการแนะ นำ สั่ง สอน อบ รม บ่มนิสัยผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ให้เป็นคนดี มีคุณภาพ มีคุณธรรมอยู่เสมอคือ
- แนะ -ให้ทำดี ให้ถูกต้องตามหลักวิชา ตามหลักกฎหมาย และศีลธรรม
- นำ - โดยทำดีให้ดู เป็นแบบอย่างที่ดี
- สั่ง - ให้ปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบ ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรม
- สอน - ให้เรียนรู้ และปฏิบัติงานให้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพ
- อบ - ให้หอม คือ ให้เพิ่มพูนวิชาความรู้ คู่คุณธรรม
- รม - ให้แห้ง คือ ให้ย่าง หรือเผากิเลส โดยให้ศึกษาอบรมกาย วาจา และใจ โดยการปฏิบัติธรรม ได้แก่ ทาน กุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล และ/หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันมีรายละเอียดอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อให้ลดมานะ ละทิฏฐิ และเพื่อกำจัดกิเลส ตัณหา อุปาทาน ให้เบาบางลง ให้เจริญอยู่แต่คุณความดี มีศีล มีธรรม
- บ่ม - นิสัย - ให้ตั้งอยู่แต่ในคุณความดี หลีกหนีความชั่ว คือ ไม่ให้มีจิตสันดานโน้มเอียงไปข้างความชั่ว ที่มักชอบประพฤติผิดศีล ผิดธรรม และติดอยู่ในอบายมุข ๖ อย่าง ได้แก่
- เสพและติดสิ่งเสพติด มึนเมา เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
- หมกมุ่นในกาม สำส่อนในกาม ไม่สำรวมในกาม
- ติดเที่ยวกลางคืน ติดดูการละเล่น
- เล่นและติดการพนัน
- คบคนชั่ว คือ คนไม่ดีที่มักประพฤติผิดศีล ผิดธรรม และ/หรือ คนที่ติดอยู่ในอบายมุข
- เกียจคร้านในการงาน
๘. เป็นผู้มีความคิดริเริ่ม (Initiatives) ด้วยความคิดสร้างสรรค์ (Creative) โครงการใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์สุขแก่หมู่คณะ สังคม และประเทศชาติ และวิธีการทำงานใหม่ๆ ให้การปกครองการบริหาร กิจการงานได้บังเกิดผลดี มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น
๙. มีความคิดพัฒนา (Development) คือ เป็นนักพัฒนา ปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ล้าหลัง หรือข้อบกพร่องในการทำงานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
๑๐. เป็นผู้มีสำนึกในภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ (Sense of Responsibilities) สูงคือ มีสำนึกในความรับผิดชอบต่อตนเอง โดยการศึกษาหาความรู้ เพิ่มพูนศักยภาพ และสำนึกในการสร้างฐานะของตน และมีสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม คือ ต่อครอบครัว ต่อองค์กรและหมู่คณะ ที่ตนรับผิดชอบอยู่ และต่อสังคมประเทศชาติ ให้เจริญสันติสุขและมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนึกในหน้าที่รับผิดขอบต่อสถาบันหลักทั้ง ๓ ของประเทศชาติไทยเรา คือ สถาบันชาติ ๑ สถาบันพระพุทธศาสนา ๑ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ๑ เพราะสถาบันหลักทั้ง ๓ นี้ หากสถาบันใดคลอนแคลน ไม่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกศัตรูภายใน และ/หรือ ศัตรูจากภายนอกรุกราน ย่อมกระทบกระเทือนถึงสถาบันหลักอื่นๆ ของชาติไทยเราให้พลอยคลอนแคลนอ่อนแอไปด้วย
ผู้นำที่ดี จึงย่อมต้องสำเหนียก และจักต้องมีความสำนึก ในหน้าที่ความรับผิดขอบ ต่อสถาบันหลักทั้ง ๓ นี้ อย่างจริงใจ และจะต้องรีบช่วยกันดำเนินการ ให้ความคุ้มครอง ป้องกัน แก้ไข บำรุงรักษา อย่างเข้มแข็งจริงจังและต่อเนื่อง ให้เกิดความเจริญ และความสันติสุขอย่างมั่นคง ให้ได้
๑๑. เป็นนักเสียสละ ความสุขส่วนตน อีกทั้งกำลังกาย สติปัญญา ความสามารถ ให้แก่งาน เพื่อบรรลุความสำเร็จ และให้ได้ผลดีมีประสิทธิภาพสูง เสียสละกำลังทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือ อนุเคราะห์ สงเคราะห์ ผู้อื่น ที่มีทุกข์ให้พ้นทุกข์ ที่มีสุข ก็ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปและมีสำนึกในความเสียสละอย่างสูง เมื่อยามจำเป็น แม้จะต้องเสียสละชีวิตเลือดเนื้อ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และเพื่อรักษาสถาบันหลักทั้ง ๓ ของไทยเรา คือ สถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็จะต้องทำ
๑๒. มีความมั่นใจตนเอง (Self Confidence) สูง นี้หมายถึง มีความมั่นใจโดยธรรม คือ มีความมั่นใจในความรู้ ความสามารถ สติปัญญาและวิสัยทัศน์ และทั้งคุณธรรม คือ ความเป็นผู้มีศีล มีธรรม อันตนได้ศึกษาอบรมมาดีแล้ว มิใช่มีความมั่นใจอย่างผิดๆ ลอยๆ อย่างหลงตัวหลงตน ทั้งๆ ที่ แท้จริงตนเองหาได้มีคุณสมบัติและคุณธรรมดีสมจริงไม่ และจักต้องรู้จักแสดงความมั่นใจ ในเวลาคิด พูด ทำ ให้เหมาะสมกับกาละ เทศะ บุคคล สถานที่และประชุมชนด้วย
กล่าวโดยสรุป คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดี ที่นักปกครองนักบริหารพึงมี และ/หรือ ควรปลูกฝังให้มีในตน และในระดับรองๆ ลงไป คือ
- ความเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี ๑
- ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมของนักปกครอง นักบริหารที่ดี ด้วยหลักธรรมาภิบาล ๑
- เป็นผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๑
- รู้จักปฏิบัติต่อกันด้วยดี ระหว่างผู้บังคับบัญชา และผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา (เหฏฐิมทิศ) ๑
- มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ประกอบด้วย พรหมวิหารธรรม และสังคหวัตถุ ๔ อีก ๑
- รู้จักปกครองบังคับบัญชา ด้วยหลัก อ่อนนอก แข็งใน ด้วยหลัก ๙ ป. อีก ๑
- รู้จักวิธีการพัฒนาบุคลากร โดยการแนะ นำ สั่ง สอน อบ รม บ่มนิสัย ให้เป็นคนดีมีคุณภาพ และคุณธรรม ๑
ประมุขศิลป์ คือ คุณลักษณะของความเป็นผู้นำที่ดี (Good Leadership) นั้น มีอยู่ในผู้ปกครอง ผู้บริหาร หรือผู้เป็นหัวหน้า ผู้นำคน ได้มากเพียงไร ผู้ปกครองผู้บริหาร หรือหัวหน้าผู้นำคนนั้น ย่อมสามารถนำตนและหมู่คณะ ไปถึงความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย หรือเกินเป้า กล่าวคือ ย่อมถึงความสำเร็จอย่างได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น เพียงนั้น
| Powered by bythailand.com |