ปาฐกถาธรรม
ธรรมปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขในภายหน้า (ตอนที่ ๔)
โดย  พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย  ชยมงฺคโล  ป.ธ.๖)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒ เวลา ๐๘.๐๐ น.

เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

เมื่อเดือนที่ผ่านๆ มาแล้ว อาตมภาพ ได้กล่าวถึงหลักธรรมปฏิบัติ ๔ ประการ เพื่อประโยชน์สุขในภายหน้า และได้บรรยายไปแล้ว ๓ ประการ คือ  สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศรัทธาบุคคลและข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา ๑   สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล ๑   และได้ข้ามไปกล่าวถึงธรรมปฏิบัติข้อที่ ๔ ก่อน คือ ปัญญาสัมปทา  ความถึงพร้อมด้วยปัญญารอบรู้ในคดีโลกและคดีธรรม ๑    และวันนี้จะได้ย้อนมากล่าวถึง ธรรมปฏิบัติข้อที่ ๓ คือ  จาคสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยความเสียสละ การบริจาค หรือการให้ปัน อีก ๑ ต่อไป

ข้อ ๓ จาคะสัมปทา  ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ การบริจาคหรือการให้ปัน

คำว่า “จาคะ” มาจากคำภาษาบาลีว่า “จาโค” ซึ่งมีความหมายตามภาษาบาลีว่า  “ทาน” แปลว่า การบริจาคหรือการให้ นี้อย่าง ๑   กับหมายความว่า “หานิ” แปลว่า เสื่อม, การสละเสีย หรือ การเสียสละ นี้อย่าง ๑

เมื่อกล่าวรวมความหมายของคำว่า “จาคสัมปทา”  จึงหมายถึง ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ การบริจาค หรือ การให้ปัน กล่าวโดยย่อก็คือ “การเสียสละ การให้ปัน” นั่นเอง 

คุณความดีอันเป็นสมุฏฐานของการเสียสละหรือการให้ปัน ก็ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา พรหมวิหารธรรม เป็นต้น กล่าวคือ 

ประการที่ ๑  เกิดแต่ความรักปรารถนาดีที่จะให้ผู้อื่นอยู่ดีมีสุข  จัดเป็น “เมตตาพรหมวิหาร”   ดังเช่นพ่อ-แม่รักลูก ปรารถนาจะให้ลูกมีความสุข   ก็สงเคราะห์ลูกๆ ด้วยปัจจัย ๔  และทรัพย์สิ่งของเครื่องปลื้มใจต่างๆ

ประการที่ ๒   เกิดแต่ความเวทนาสงสารผู้อื่นที่มีความทุกข์เดือดร้อน  ก็ปรารถนาจะให้เขาพ้นจากความทุกข์เดือดร้อนนั้น   นี้จัดเป็น “กรุณาพรหมวิหาร”  เช่น เราเห็นหรือทราบเรื่องบุคคลหรือสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก  ก็เกิดความเวทนาสงสารปรารถนาจะให้เขาพ้นทุกข์ ก็อนุเคราะห์ให้ความช่วยเหลือเอื้อเฟื้อให้เขาพ้นทุกข์

ประการที่ ๓  เกิดแต่ความเลื่อมใสศรัทธาในคุณความดีท่านผู้กอปรด้วยคุณความดีทรงศีลทรงธรรม เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธา  ก็บูชาคุณท่านผู้มีคุณความดีผู้ทรงศีลทรงธรรมเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธานั้น ด้วย “อามิสบูชา” คือ การบูชาด้วยวัตถุสิ่งของต่างๆ เป็นต้น   นี้จัดเป็น “มุทิตาพรหมวิหาร”

ประการที่ ๔ เกิดแต่ความเจริญแห่งภูมิธรรมภูมิปัญญา เครื่องกำจัดกิเลสเหตุแห่งทุกข์ กล่าวคือ ปัญญาเห็นโทษของกิเลส ตัณหา อุปาทาน เห็นโทษของความเห็นแก่ตัวจัด และ เห็นคุณของการเสียสละ การบริจาค การให้ปัน จึงมุ่งประพฤติปฏิบัติตน อบรมกาย วาจา และใจของตน ด้วยการเสียสละ หรือการบริจาคทาน เพื่อขจัดขัดเกลากิเลส ตัณหา อุปาทาน  และเพื่อเพิ่มพูนบุญบารมีของตน นี้จัดเป็น การบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวด คือ ทานบารมี และให้แก่กล้าขึ้นเป็น ทานอุปบารมี ถึง ทานปรมัตถบารมี อันเป็นบาทฐานและอุปการะแก่การบำเพ็ญคุณความดี บุญบารมีอื่นๆ ได้แก่ ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี ต่อๆ ไป ถึง เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี อันจะเป็นพลวปัจจัยให้สามารถบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความบรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวรสืบต่อไป เฉพาะส่วนที่ประกอบคุณความดีด้วยการเสียสละ และ/หรือ การให้ปันนี้ ชื่อว่า “การบำเพ็ญทานบารมี” หนึ่งในบารมี ๑๐ ทัศ คือ การบำเพ็ญคุณความดีอย่างยิ่งยวด ๑๐ ประการ ดังกล่าวแล้วนี้

คำว่า “จาคะ” ซึ่งมีความหมายว่า “การสละเสีย” หรือ “การเสียสละ” ดูจะมีความหมายกว้างกว่าคำว่า “ทาน” ซึ่งหมายถึง การให้ปัน ดังเช่นว่า การสละเสียซึ่งกิเลส มีความโลภจัด ความเห็นแก่ตัวจัด เป็นต้น หรือ การเสียสละความสุขส่วนตนให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการเสียสละเวลาอันมีค่า สงเคราะห์ช่วยกิจการงานผู้อื่น  หรือการเสียสละกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และการให้ธรรมเพื่อสงเคราะห์ ช่วยเหลือเกื้อกูล หรืออนุเคราะห์ ช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยความเมตตาการุณย์ เหล่านี้ ชื่อว่า “จาคะ” คือการสละเสียหรือการเสียสละ

ส่วนการบริจาค หรือการให้นั้น โดยมากจะเข้าใจความหมายที่แคบเข้ามา คือ เน้นที่การให้ปันด้วยทรัพย์หรือวัตถุสิ่งของ ได้แก่ ปัจจัย ๔ และ/หรือ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

เป็นต้น นี้ชื่อว่า “ทาน” คือ การให้ปัน ดังที่เรียกกันโดยทั่วๆ ไป ว่า การให้ทานบ้าง

การบริจาคทานบ้าง ซึ่งหมายเฉพาะเจาะจงลงไปที่ “อามิสทาน” คือการให้ทานด้วยทรัพย์หรือวัตถุสิ่งของ เป็นสำคัญ แต่ความหมายของ “ทาน” คือการให้ปัน   แท้ที่จริงแล้ว มีความหมายกว้างไปถึงการให้ธรรมเป็นทาน ชื่อว่า “ธรรมทาน” และการรู้จักให้อภัยแก่กัน ชื่อว่า “อภัยทาน” ซึ่งก็สงเคราะห์เข้าในธรรมทานนั้นเอง อีกด้วย ดังพระพุทธดำรัสตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายมีปรากฏในพระสัตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ข้อ ๓๘๖ แปลความว่า

“ภิกษุทั้งหลาย  ทาน ๒ อย่างนี้ เป็นไฉน ?    คือ อามิสทาน ธรรมทาน ๑    ภิกษุทั้งหลาย ทาน ๒ อย่างนี้แล      ภิกษุทั้งหลาย บรรดาทาน ๒ อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ.”

“ธรรมทาน” คือ การให้ธรรมเป็นทานนั้น หมายถึง การให้คำแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ให้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามทำนองคลองธรรม กล่าวคือ ให้เป็นผู้มีศีลมีธรรม เพื่อนำตนไปสู่ความเจริญและสันติสุข จนถึงความพ้นทุกข์อย่างถาวร  มิให้ประพฤติปฏิบัติไปในทางชั่วอันจะนำตนไปสู่ความทุกข์เดือดร้อน ทั้งในภพชาติปัจจุบันและในอนาคต และยังมีความหมายรวมไปถึงความประพฤติปฏิบัติตน อบรมตนให้อยู่แต่ในคุณความดี เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ก็จัดรวมเป็นธรรมทานด้วยเหมือนกัน ดังเช่นพระอัสสชิเถระ พระมหาสาวกองค์หนึ่งในคณะพระปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นพระอรหันต์รุ่นแรกในสมัยพุทธกาล ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะเมื่อประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ นั้น  อุปติสสมาณพ ซึ่งก็คือ ท่านพระสารีบุตรมหาเถระ ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง  ก่อนแต่จะได้พบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น   อุปติสสมาณพได้เป็นศิษย์อยู่ในสำนักท่านสัญชัยปริพาชก แต่ก็ไม่ได้บรรลุโมกขธรรมตามความมุ่งหมาย  จึงได้ปรึกษากับโกลิตมานพผู้เป็นเพื่อนสนิท  ซึ่งก็คือพระมหาโมคคัลลานะพระอัครสาวกเบื้องซ้าย   และได้ตกลงกันว่า ให้ต่างคนต่างแสวงหาอาจารย์ที่จะสามารถแนะนำสั่งสอนการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุโมกขธรรม ให้ถึงความพ้นทุกข์ แล้วให้กลับมาบอกข่าวแก่กันและกัน   จนวันหนึ่ง อุปติสสมานพได้พบท่านพระอัสสชิเถระ ขณะที่ท่านกำลังบิณฑบาตอยู่ในเมืองราชคฤห์  ได้เห็นอิริยาบถอันสงบและงดงามด้วยสีลาจารวัตรของท่านพระอัสสชิ จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา  และได้ติดตามไปห่างๆ จนท่านพระอัสสชิได้ฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว  จึงได้เข้าสนทนาขอเรียนถามหลักคำสอนของพระบรมศาสดา   พระอัสสชิได้แสดงธรรมแต่เพียงย่อๆ เพียงคาถาเดียว   อุปติสสะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระโสดาบันบุคคล  ก็รีบไปบอกข่าวแก่โกลิตะเพื่อนสนิทในสำนักเดียวกัน   และได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยบริวารอีก ๒๕๐  ได้ขออุปสมบทและได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทาทั้งหมด ที่เวฬุวันมหาวิหาร    อุปติสสะเมื่อบวชแล้ว ก็มีชื่อตามชื่อของมารดาว่า “พระสารีบุตร”    ส่วนโกลิตะมีชื่อว่า พระมหาโมคคัลลานะ

พระสารีบุตรนั้น  เมื่อได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทาแล้ว ๑๕ วัน ก็ได้ฟังพระธรรมเทศนาเวทนาปริคคหสูตร ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแก่ทีฆนขปริพาชก  ณ ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชกูฏ  ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล และได้รับการยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในทางมีปัญญามาก  และเป็นอัครสาวกเบื้องขวา  ได้เป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนา  และท่านได้รับการยกย่องว่าท่านเป็นพระธรรมเสนาบดี

นี้คือตัวอย่างธรรมทาน คือ การให้ธรรมเป็นทาน ของท่านพระอัสสชิ พระมหาสาวกผู้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ งดงามด้วยสีลาจารวัตร เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้อุปติสสมาณพได้เห็นแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ประสงค์จะฟังธรรม จึงได้ติดตามไปฟังธรรมจนได้บรรลุมรรคผล เป็นพระอริยบุคคล ดังกล่าวแล้ว

พระพุทธดำรัสว่า “ธรรมทาน” คือการให้ธรรมเป็นทานนี้   ท่านพระสิริมังคลาจารย์ ผู้รจนาคัมภีร์ปกรณ์พิเศษ “มังคลัตถทีปนี” ได้อธิบายความหมายเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับ “โลกุตตระ” ได้แก่ คำสั่งสอนให้ผู้ฟังปฏิบัติตามแล้ว สามารถพ้นจากการเวียนว่านตายเกิด คือ ถึงความพ้นทุกข์ได้ นี้ระดับ ๑  กับระดับ “โลกิยะ” คือ คำสอนให้ผู้ฟังปฏิบัติตามแล้วได้รับผลเป็นความสุขความเจริญ ทั้งในภพชาติปัจจุบัน และทั้งในภพชาติต่อๆ ไปอีกด้วย นี้อีกระดับ ๑     นอกจากนี้ ท่านยังได้อธิบายว่า พึงเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงสงเคราะห์ “อภัยทาน”   รวมอยู่ในธรรมทานด้วย ดังปรากฏตามหนังสือ “มังคลัตถทีปนี” ฉบับแปลเป็นภาษาไทย พิมพ์โดยมหามกุฏราชวิทยาลัย ครั้งที่ ๑๑/๒๕๓๓ หน้า ๔๗ ว่า

“แม้อภัยทาน  ก็พึงเห็นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ด้วยธรรมทาน ในทานทั้ง ๒ นี้เหมือนกัน”

“อภัยทาน” นั้นคือ การอดโทษ หรือการยกโทษให้แก่กัน  ไม่ถือโทษโกรธพยาบาทอาฆาตจองเวรต่อกันอีกต่อไป จึงเป็นคุณเครื่องระงับการผูกใจเจ็บแค้นอันจะเป็นเวรภัยต่อกัน   ให้กลับเป็นความสันติสุข คือเป็นความสุขด้วยความสงบด้วยกันทุกฝ่าย   โลกจะสันติสุขได้ก็ด้วยอภัยทานนี้แหละ  ส่วนที่ชาวโลกกำลังเดือดร้อนกันอยู่ในขณะนี้  ก็เพราะผู้คนขาดศีลขาดธรรม ขาดความเมตตากรุณาต่อกัน  ไม่มีความเห็นอกเห็นใจกัน  ไม่มีความปรารถนาดีต่อกันอย่างแท้จริง  จึงไม่มีน้ำใจที่จะให้อภัยแก่กันนั่นเอง

เพราะเหตุนั้น “อภัยทาน” อันนับเนื่องใน “ธรรมทาน”  โดยมีเมตตากรุณาธรรมเครื่องค้ำจุนโลกเป็นสมุฏฐาน  จึงเป็นคุณธรรมที่เลิศกว่าอามิสทาน  เพราะเป็นเครื่องช่วยให้โลกสงบระงับจากเวรภัย  และยังให้เกิดความสันติสุขและร่มเย็นด้วยกันทุกฝ่าย

เมื่อพูดถึงเรื่อง การรู้จักให้อภัยแก่กัน ว่าเป็นคุณธรรมสูง  อันบุคคลพึงเจริญพึงปฏิบัติต่อกันให้มาก  ก็ใคร่จะกล่าวถึงข้อที่ควรประพฤติปฏิบัติต่อกันอีกอย่างหนึ่ง คือ การรู้จักขออภัย  เมื่อเราเกิดพลาดพลั้งล่วงเกินหรือกระทบกระทั่งผู้อื่น ก็ให้รู้จักขออภัยต่อผู้ที่เราพลาดพลั้งล่วงเกินนั้นโดยไม่ชักช้า เป็นการแสดงความจริงใจไม่เจตนาที่ล่วงเกินหรือกระทบกระทั่ง  แต่เผอิญเกิดพลาดพลั้งเพราะความประมาทหรือเผอเรอ   เมื่อเรารีบแสดงเช่นนั้น ผู้ที่ถูกล่วงเกินก็จะเห็นใจและให้อภัยกันได้ง่ายขึ้น   

อนึ่ง แม้เราจะกระทำการสิ่งใดที่อาจจะเป็นเหตุกระทบกระทั่งหรือล่วงเกินผู้อื่นโดยมิได้เจตนา ก็ควรแสดงหรือกล่าวคำขอโทษก่อนที่จะกระทำการนั้นๆ ก็จะดี   ทำได้อย่างนี้ก็นับเป็นการสำรวมระวัง  ไม่ประมาท   ผู้หวังความสันติสุขพึงประพฤติปฏิบัติให้ได้เป็นนิสัย  ทั้งการรู้จักขออภัย และทั้งการรู้จักให้อภัยแก่ผู้อื่นอยู่เสมอ  ก็จะช่วยให้เป็นผู้มีเวรภัยน้อยลงมีศัตรูน้อยลง   จะอยู่หรือไปสารทิศใดก็ไม่มีใครรังเกียจ  และยังกลับเป็นที่รักของคนทั้งหลายอีกด้วย

เรื่อง “การขอโทษ-ขออภัย” นี้  อาตมาสังเกตเห็นว่า  คนต่างประเทศที่เขามีวัฒนธรรมดีๆ  เขาปฏิบัติต่อกันจนเป็นนิสัย  พูดกันติดปากคู่กับคำว่า “ขอบคุณ” เช่น  ฝรั่งที่พูดภาษาอังกฤษ  เมื่อมีใครทำอะไรให้ เขาจะพูดว่า “thank you.” ซึ่งแปลว่า “ขอบคุณ” ทันที คือ เขาจะแสดงการเห็นคุณค่าความอนุเคราะห์  สงเคราะห์  ช่วยเหลือจากผู้อื่น  แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ จากเด็กๆ หรือผู้ที่อ่อนวัยกว่า    แต่คนไทยเรานั้น บางรายแทบจะพูดคำว่า “ขอบคุณ” หรือ “ขอบใจ” ไม่เป็น   ยิ่งคำว่า “ขอโทษ” แล้ว ดูจะยิ่งยากขึ้นไปอีก    แถมในกรณีที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ หรือเวลาจะขอโทษต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ยิ่งจะต้องมีพิธีรีตองมากขึ้น  เช่น ต้องมีดอกไม้เทียนธูปมาขอขมาลาโทษกันทีเดียวหละ  จึงจะยอมอดโทษให้  ถ้าเป็นชาวต่างประเทศแล้ว  เขาพูดกันจนติดปาก  เช่นว่า  เมื่อมาสายกว่ากำหนดนัดหมาย เขาก็จะรีบกล่าวว่า “i apologize for coming late.” ผมขออภัยที่มาช้าครับ หรือว่า เวลาจะขอทางเดินผ่าน หรือจะขอให้ผู้อื่นหลีกทางให้ ก็จะกล่าวว่า “excuse me.” ขอโทษด้วย หรือว่า ถ้าให้สุภาพยิ่งขึ้นก็ว่า“please excuse me.” หรือ “excuse me please” โปรดอภัยให้ผมด้วยครับ หรือว่า เวลาเดินไปสะดุดเท้าใครเข้า โดยมิได้ตั้งใจ ก็จะรีบพูดว่า “i’m sorry.” ผมเสียใจครับ ซึ่งก็คือ “ขอโทษครับ” นั้นแหละ ผู้ที่ถูกล่วงเกินเขาก็จะรีบกล่าวว่า “that’s all right.” ไม่เป็นไรครับ หรือว่า ไม่เป็นไรค่ะ  ทำนองนี้เป็นต้น  แต่คนไทยเรานั้น  ทั้งขอโทษคนอื่นก็ไม่ค่อยจะเป็น และ/หรือ  เมื่อเขาขอโทษแล้วก็ยังไม่หายโกรธและไม่อดโทษให้อีกด้วย   อย่างนี้ก็เห็นมีอยู่บ่อยๆ 

เพราะคนไทยบางรายก็เจ้ายศเจ้าอย่าง  หรือเป็นผู้มากด้วยทิฏฐิมานะ  ดังมีคำว่า “อย่าเหยียบตาปลา” คือ ใครมาสะดุดเท้าหน่อยก็ว่าเหยียบตาปลา คือ มาสะดุดหรือเหยียบตรงปุ่มหัวแม่เท้า ก็เกิดมานะทิฏฐิและโกรธขึ้นมาอย่างฉับพลันว่า “นี่หมิ่นเชิงชายกันเสียแล้ว”  มิใยที่ฝ่ายผู้พลาดพลั้งล่วงเกินจะกล่าวคำขอโทษ  ก็ไม่ยอมอดโทษให้  เลยกลายเป็นเรื่องเป็นราวถึงด่าทอ ชกต่อย ตบตี หรือทำร้ายกันถึงเลือดตกยางออก หรือถึงฆ่ากันตายก็มี   นี่เพราะกิเลสข้อโทสะและทิฏฐิจึงทำให้ขาดคุณธรรมข้อ “อภัยทาน”

อนึ่ง  เฉพาะตัวผู้ให้อภัยแก่ผู้อื่นนั้นเองแหละ ย่อมสบายใจ เพราะสามารถปลดเปลื้องปล่อยวางเรื่องกระทบกระทั่งบาดหมาง อันเป็นเหตุกระทบกระเทือนจิตใจนั้นเสียได้    จิตใจก็บริสุทธิ์ผ่องใสจากความขัดเคืองใจหรือโกรธพยาบาท   เป็นจิตเกษมเพราะปราศจากกิเลสอันเป็นเหตุถือมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิ ให้เกิดทุกข์   จิตจึงเป็นสุขและปลอดภัยด้วยประการฉะนี้     ส่วนผู้ที่เอาแต่ผูกใจเจ็บแค้นแน่นอุราอยู่ไม่รู้หาย  ก็เจ็บอยู่ที่ใจตน   ยิ่งครุ่นคิดผูกพยาบาท   ไฟโทสะและโกราธพยาบาทก็เผาลนที่ใจตน  เป็นทุกข์อยู่ที่ใจตน   ตราบเท่าที่ยังผูกใจเจ็บแค้นอยู่ไม่รู้หายนั้นนั่นแหละ  เพราะเหตุนั้น  ผู้หวังความสัสนติสุขแก่ตนเองและผู้อื่น   พึงเจริญคุณธรรมข้อ “อภัยทาน” นี้แก่กันและกันให้มาก

เมื่อเร็วๆ นี้   มีข่าวสับสนเรื่องภาษาที่พูดขอโทษกันว่า   ฝ่ายหนึ่ง ปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการอันมีลักษณะเป็นความกระทบกระเทือนจิตใจของอีกฝ่ายหนึ่ง  ฝ่ายที่ปฏิบัติงานเป็นเหตุกระทบกระเทือนจิตใจผู้อื่นนั้น   รู้สึกตัวว่าตนได้กระทำให้ผู้อื่นกระเทือนใจ  ก็แสดงการขออภัยด้วยคำว่า “ผมเสียใจ” ซึ่งตรงกับคำว่า “ขออภัย” ของฝรั่ง ที่ว่า “I’m sorry.” นั้นแหละ   แต่ฝ่ายที่ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจนั้น  ก็กลับไม่ยอมกัน  จะต้องให้กล่าวคำว่า “ขอโทษ” ซึ่งตรงกับคำขออภัยของฝรั่งอีกคำหนึ่งว่า “I apologize.” ให้จงได้เทียวหละ   ถ้าไม่กล่าวคำว่า “ขอโทษ” ก็จะเอาเรื่องเอาราวกันให้ถึงที่สุด  เป็นเรื่องเป็นราว เป็นข่าวใหญ่โตพอสมควร   ทั้งๆ ที่คำว่า “เสียใจ” มีความหมายว่า “ผมขอโทษที่ผิดพลาดไปแล้ว” เหมือนกันนั้นแหละ   เหมือนกับคำว่า “I’m sorry.” กับคำว่า “I apologize.” นั้นแหละคุณโยม   อาตมาได้ฟังข่าวนี้แล้ว ก็ให้สงสารทั้ง ๒ ฝ่าย  และก็พลอยสงสารไปถึงสังคมประเทศชาติของเราต่อไปอีกว่า  ปัญหาเพียงแต่การใช้ภาษาโดยใช้คำต่างกันทั้งๆ  ที่มีความหมายอย่างเดียวกัน ก็ยังไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กัน  กลายเป็นเรื่องเป็นราวและเป็นข่าวใหญ่โตถึงเพียงนี้   แล้วปัญหาที่ใหญ่โตจริงๆ ของชาติบ้านเมืองเรา  ซึ่งมีทั้งปัญหาทางการเมือง  ปัญหาทางเศรษฐกิจและทางสังคม  ที่กำลังรุมเร้าอย่างหนักอยู่ในทุกวันนี้  พวกเราจะสามารถช่วยกันแก้ไขให้รอดปลอดภัยได้หรือ ?    อาตมาจึงขอฝากข้อนี้ไว้ให้ญาติโยมสาธุชนได้พิจารณา  เพื่อช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหาของประเทศชาติให้รอบคอบ กอปรด้วย สติ ระลึกได้   คุณธรรมข้อ “อภัยทาน” นี้ไว้ให้มากด้วย   จะได้มีเวลาสงบๆ  ช่วยกันพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า และให้รอดพ้นจากปัญหาต่างๆ ให้ได้มากยิ่งขึ้น    ก็จะเป็นผลดีแก่ทุกคน  ตลอดทั้งลูกหลาน   ให้มีความเจริญและสันติสุขต่อๆ ไปในกาลข้างหน้าด้วย    อย่ามัวแต่ตั้งมานะทิฏฐิไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กันและกัน แล้วก็ทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง   อันทำให้เสียเวลาทำมาหากินและพัฒนาบ้านเมือง  อย่างเปล่าประโยชน์เลย   ขณะนี้บ้านเมืองของเรานั้นบอบช้ำอย่างหนักหนาสาหัสสากรรจ์มากอยู่แล้ว

กล่าวถึงอานิสงส์ “ธรรมทาน” ซึ่งหมายรวมความทั้ง “อภัยทาน” ด้วยนั้น   สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ได้ตรัสว่า เป็นเลิศกว่าอามิสทาน   เพราะเป็นคุณเครื่องยังโลกให้สงบ ให้สว่าง  ส่องทางดำเนินชีวิตสัตว์โลกผู้มีปัญญา  ผู้มีคุณธรรม  คือผู้ทรงศีลทรงธรรม  ให้ถึงความเจริญและสันติสุขได้อย่างแท้จริง   ดังที่ได้บรรยายมานี้

กล่าวในส่วนของ “อามิสทาน” คือ การให้ปันด้วยวัตถุหรือทรัพย์สิ่งของ ได้แก่ ปัจจัย ๔ และ/หรือ  เครื่องอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต  แก่ผู้อื่น  ด้วยจิตเมตตาการุณย์  ก็มีอานิสงส์มาก เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์โลกทั้งหลายต้องอาศัยปัจจัย ๔ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค รวมทั้งเครื่องอำนวยความสะดวกอันจำเป็นอื่นๆ ตามสมควรแก่ฐานะ เช่น ยานพาหนะ เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ เป็นต้น    ผู้รับการบริจาคทานชื่อว่า “ปฏิคาหก” ย่อมปลื้มใจ   ด้วยว่า ผู้ที่มีความทุกข์เดือดร้อนเพราะขาดแคลนทรัพย์สิ่งของเครื่องยังชีวิต   เมื่อได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ ด้วยความเมตตาการุณย์   ย่อมจะได้รับการบรรเทา หรือขจัดปัดเป่าความทุกข์เดือดร้อนนั้น  ให้กลับมีกำลังพอที่จะช่วยตัวเอง   ให้สามารถดำเนินชีวิตไปสู่ความสุขได้  ผู้รับทานจึงย่อมปลื้มปีติและมีจิตใจไมตรีต่อผู้มีพระคุณนั้น   ผู้ให้ทานเพื่ออนุเคราะห์ส่งเคราะห์ผู้อื่น  จึงชื่อว่า  เป็นผู้ผูกไมตรี  และย่อมเป็นที่รักของผู้อื่น   สมดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสว่า

ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ
ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้
(สํ.ส. ๑๕/๘๔๕/๓๑๖)

ททํ ปิโย โหติ   ภชนฺติ นํ พหู
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบเขา
(อง. ปญจก. ๒๒/๓๔/๔๓)

ส่วนผู้ให้ทานนั้น ชื่อว่า “ทายก” (ในกรณีผู้ชาย) และชื่อว่า “ทายิกา” (ในกรณีเป็นหญิง)  ก็ย่อมปลื้มใจและเป็นสุขใจ   เพราะได้อนุเคราะห์ผู้ที่มีความทุกข์เดือดร้อนให้พ้นทุกข์ และ/หรือ ได้สงเคราะห์ผู้อื่นให้มีความความสุขความเจริญ  ด้วยความเมตตาการุณย์จากน้ำมือของเราเอง นี้กล่าวแต่เฉพาะผลบุญจากการบริจาคหรือแบ่งปัน  อันชื่อว่า “ทานกุศล” อันเป็นปัจจุบันธรรม ในส่วนที่จะปรากฎผลจากทานกุศลอีกต่อไปนั้น    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
“มนาปทายี ลภเต มนาปํ อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ
วรสฺส ทาตา วรลาภี จ โหติ เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ”
ผู้ให้ของชอบใจ ย่อมได้ของชอบใจ ผู้ให้ของเลิศ ย่อมได้ของเลิศ ผู้ให้ของดี ย่อมได้ของดี ผู้ให้ของประเสริฐ ย่อมได้ฐานะอันประเสริฐ. (องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๔๔/๕๖)

และตรัสว่า
“อคฺคสฺมึ ทานํ ททตํ อคฺคํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ
อคฺคํ อายุ จ วณฺโณ จ ยโส กิตฺติ สุขํ พลํ.”
เมื่อให้ทานในวัตถุอันเลิศ   บุญอันเลิศ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สุข และกำลังอันเลิศ ก็เจริญ (ขุ. อิติ. ๒๕/๒๗๐/๒๙๙)

อนึ่ง  บุญกุศลคุณความดี อันสำเร็จด้วยการอุทิศแผ่ส่วนกุศลผลบุญให้แก่ผู้อื่นด้วย  ชื่อว่า “ปัตติทานมัย” นั้น ก็นับเนื่องใน “ทานมัย” คือ บุญกุศลอันสำเร็จด้วยการบริจาคทานเหมือนกัน

ผลานิสงส์ คือ ผลแห่งบุญกุศลจากการเสียสละ หรือการบริจาคทานนี้ จะไพบูลย์สมบูรณ์เพียงใดนั้น  ขึ้นอยู่ที่ทานสมบัติ ๓ ประการ คือ  วัตถุบริสุทธิ์ ๑  เจตนาบริสุทธิ์ ๑  และบุคคลบริสุทธิ์ ๑

(๑) วัตถุบริสุทธิ์ หมายความว่า  วัตถุสิ่งของที่เสียสละให้เป็นทานนั้น  เป็นของที่ได้มาโดยวิธีการอันสุจริต และ/หรือ เรื่องที่ให้ ได้แก่ ความรู้ในการประกอบอาชีพ และคำแนะนำสั่งสอน ข้อปฏิบัติต่างๆ   เป็นเรื่องที่ดี กล่าวคือ เป็นความรู้ที่ดี สำหรับใช้ประกอบสัมมาอาชีวะ และเป็นข้อปฏิบัติที่ดีที่ชอบ เป็นต้น

(๒) เจตนาบริสุทธิ์ คือ เจตนาที่เห็นคุณของการเสียสละ หรือการให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้อยู่ดีมีสุข และ/หรือ เพื่ออนุเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นทุกข์ และเพื่อยังบุญกุศลเครื่องชำระบาปอกุศลหรือมลทินใจ คือ ความโลภ ความตระหนี่เหนียวแน่น และความเห็นแก่ตัวจัด ออกจากจิตสันดาน เจตนาอันบริสุทธิ์เช่นนี้ มีพร้อมทั้ง ๓ กาล คือ “บุพพเจตนา” คือ เจตนาอันบริสุทธิ์ก่อนแต่จะให้ ๑ “มุญจนเจตนา” คือ เจตนาอันบริสุทธิ์ขณะที่กำลังให้ ๑ และ “ปราปรเจตนา” คือ เจตนาอันบริสุทธิ์ภายหลังที่ให้แล้ว ก็ยังมีความยินดีอยู่อีก ๑

(๓) บุคคลบริสุทธิ์ อันเป็นเขตสมบัติทั้งผู้ให้ คือ ทายก/ทายิกา ฝ่ายหนึ่ง   และทั้งผู้รับคือ ปฏิคาหก อีกฝ่ายหนึ่ง เป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยคุณธรรม  ได้แก่ พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และเป็นผู้ทรงศีล ทรงธรรม และ/หรือ กำลังปฏิบัติธรรมอบรมกาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์

เมื่อทานกุศลประกอบด้วยทานสมบัติ ๓ ประการ อย่างนี้ ย่อมมีผลานิสงส์มาก คือ มีผลไพบูลย์ ดุจดังการเพาะปลูกพืชพันธุ์ ที่เมล็ดพืชพันธุ์ดี ลงบนพื้นที่ดินดี  โดยผู้ปลูกเป็นคนดีมีสติปัญญา ความรู้ความสามารถในการปลูกพืชพันธุ์เป็นอย่างดี   ย่อมได้รับผลจากพืชพันธุ์ที่ปลูกอย่างอุดมสมบูรณ์ฉันใด   การบริจาคทานอันประกอบด้วยทานสมบัติ ๓ ประการ คือ วัตถุบริสุทธิ์ ๑ เจตนาบริสุทธิ์ ๑ และบุคคลบริสุทธิ์ ๑ ย่อมมีผลานิสงส์มาก คือ ย่อมมีผลไพบูลย์ ฉันนั้น

วันนี้ อาตมาภาพขอจบเรื่องธรรมปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขในภายหน้า แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านผู้ฟังทุกท่าน    เจริญพร.

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com