ปาฐกถาธรรมเรื่อง
ความเป็นผู้มีบุญมาก่อน เป็นมงคลสูงสุด (ตอนที่ ๑)

โดย พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๐ เวลา ๐๘.๐๐ น.

เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

สำหรับรายการในวันนี้ อาตมภาพจะได้กล่าวถึงเรื่อง “ความเป็นผู้มีบุญมาก่อนเป็นมงคลอันสูงสุด” นี้ตรงกับบาลีพระพุทธภาษิตในมงคลสูตรว่า “ปุพฺเพ จ กตปุญฺตา... เอตมฺมงฺคลมุตตมํ” ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติอันจะนำความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขมาสู่ตน เป็นมงคลข้อ ๑ ในมงคล ๓๘ ข้อ ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแก่เทพบุตรผู้เป็นตัวแทนของทวยเทพทั้งหลาย  มากราบทูลถามปัญหาเรื่องมงคลกะพระพุทธองค์    แล้วเทวดา มาร พรหมทั้งสิ้นในหมื่นจักรวาล ก็ได้พากันมาประชุมในจักรวาลนี้   เพื่อฟังมงคลปัญหาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวิสัชชนาในสมัยพุทธกาลนั้น

ตามบาลีพระพุทธภาษิตว่า “ปุพฺเพ จ กตปุญฺตา” นี้  แปลตามพยัญชนะก็แปลว่า ความมีบุญที่ได้กระทำไว้แล้วในปางก่อน

คำว่า “บุญ” นั้น ก็หมายถึงคุณความดี คือความประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางกายทางวาจาและทางใจ ภาษาพระท่านเรียก “กุศลธรรม” บางครั้งเราก็พูดรวมๆ กันไปว่า “บุญกุศล” ซึ่งเป็นคุณเครื่องชำระจิตสันดานให้บริสุทธิ์ ผ่องใสจากกิเลสตัณหา อุปาทาน นั่นเอง     บุญกุศลหรือคุณความดีนี้  เมื่อได้ประพฤติปฏิบัติบ่อยๆ  เป็นความดีที่ยิ่งยวดแก่กล้ายิ่งขึ้น   ในระดับชั้นต้นหรือชั้นสามัญ  ชื่อว่า “บารมี” เมื่อได้ประกอบคุณความดีที่แก่กล้ายิ่งขึ้นไปอีกถึงระดับชั้นกลาง  ชื่อว่า “อุปบารมี”   ถ้าปฏิบัติคุณความดีแก่กล้าถึง ชั้นสูงสุด ชื่อว่า “ปรมัตถบารมี”

เพราะฉะนั้น  พระพุทธดำรัสว่า “ปุพฺเพ จ กตปุญฺตา” จึงแปลโดยอรรถ คือแปลโดยความหมายว่า “ความมีบุญบารมีที่ได้กระทำไว้แล้วในปางก่อน”

อนึ่ง  พระพุทธดำรัสว่า “ปุพเพ” แปลว่า “ในปางก่อน” หรือ “ในกาลก่อน” หรือแปลความสั้นๆ ว่า “มาก่อน” นี้  หมายความรวมระยะเวลาที่ล่วงไปแล้วหรือมาก่อนแล้ว  ทั้งในระยะเวลาใกล้ๆ ในภพชาตินี้ และทั้งในระยะเวลาไกลคือในกาลก่อนนานมาแล้ว  นับภพนับชาติไม่ถ้วนด้วย

บุญกุศลหรือคุณความดี  คือความประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบทางกาย ทางวาจา และทางใจ นี้มีมากมายหลายข้อ  แต่มีหลักเป็นข้อสังเกตลักษณะของความประพฤติปฏิบัติดี  ที่ชื่อว่าบุญกุศลนั้น มีว่า  เป็นคุณเครื่องชำระจิตสันดานให้บริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน ตามสมควรแก่ภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ นี้ข้อ ๑    นำความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขมาสู่ตนและผู้อื่นด้วย นี้ข้อ ๑    และเมื่อปฏิบัติยิ่งขึ้นไป  ได้แก่กล้าเป็นบารมี อุปบารมี ต่อๆ ไปจนถึงปรมัตถบารมี ย่อมเป็นพลังหนุนเนื่องให้ประพฤติปฏิบัติธรรมสูงยิ่งๆ ขึ้นไปถึงมรรคผลนิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง และที่เป็นบรมสุขได้ นี้อีกข้อ ๑

คำว่า “บุญหรือบุญกุศล” นี้หลายท่านอาจเข้าใจแต่เพียงว่าการเสียสละ การบริจาคหรือการให้เท่านั้น ที่ชื่อว่า “บุญ” จึงมักจะพูดกันแต่เพียงเรื่องการบริจาคทานว่า “ทำบุญ” ความจริงคำว่า “บุญ” หรือ “บุญกุศล” นั้น มีความหมายกว้าง  คือหมายถึงคุณความดีหรือความประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางกาย ทางวาจา และทางใจ คือเจตนาความคิดอ่านที่ดี  ด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบตามทำนองคลองธรรมในชีวิตประจำวัน  ทั้งหมดทั้งสิ้น  เช่น  การละเว้นความชั่ว  ได้แก่ ละเว้นอกุศลกรรมบถ ละเว้นอบายมุขต่างๆ และการรักษาศีล ก็เป็นบุญกุศล    การทำกิจการงานและ/หรือการประกอบอาชีพที่ดีที่ชอบ ก็เป็นบุญเป็นกุศล     การเจริญสมาธิภาวนาด้วยอุบายวิธีอบรมใจให้สงบ ให้สิ้นกิเลสนิวรณ์ และการเจริญวิปัสสนาภาวนาให้เกิดปัญญารู้แจ้งในสภาวธรรมและสัจธรรมตามที่เป็นจริง ก็เป็นบุญกุศล   และเป็นบุญกุศลที่ให้ผลสูงมากอีกด้วย กล่าวคือ ย่อมให้ผลเป็นความสันติสุขและความพ้นทุกข์แก่ผู้ปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

อาตมภาพขอเน้นว่า   ข้อประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นบุญกุศลคุณความดี  ให้เจริญและแก่กล้ายิ่งขึ้นเป็นบารมี อุปบารมี จนถึงปรมัตถบารมี  อันเป็นพลังเกื้อหนุนให้สามารถอบรมกาย วาจา และใจของตนให้ถึงอธิศีล คือ ศีลอันยิ่ง อธิจิต คือ จิตยิ่งหรือสมาธิยิ่ง   และอธิปัญญา คือ ปัญญาอันยิ่ง กล่าวคือ ปัญญาอันเห็นแจ้งในสภาวธรรมและสัจธรรมตามที่เป็นจริง   อันมีนัยแห่งข้อประพฤติปฏิบัติอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘  อันเป็นทางให้ถึงมรรคผลนิพพานที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง  และถึงความสันติสุขอย่างถาวรนั้น  มีอยู่แต่ในพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงเห็นแจ้ง ทรงรู้แจ้ง และตรัสรู้พระสัจจธรรมด้วยพระองค์เอง ๑ พระธรรมเจ้า คือ พระสัทธรรมอันพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ๑ พระอริยสงฆ์ ผู้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว และพระสมมุติสงฆ์ ผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ ๑ ชื่อว่า พระรัตนตรัย คือ แก้ว ๓ ประการ ที่มีค่าสูงที่สุดในชีวิตของสัตว์โลกเพราะเป็นประทีปส่องทางชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลายที่พอจะรับรู้ เรียนรู้ ให้ปฏิบัติตามพระธรรมของพระพุทธเจ้า ให้สามารถนำความเจริญและสันติสุข มาสู่ตน และยังให้ถึงความสิ้นทุกข์อย่างถาวร ได้อย่างแท้จริง จึงเป็นที่พึ่งอย่างประเสริฐสูงสุด ไม่มีที่พึ่งอื่นยิ่งกว่า

จึงขอเจริญพร สาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย จงตั้งใจศึกษาพระสัทธรรมให้เข้าใจแจ่มแจ้งด้วยตน และปฏิบัติพระสัทธรรมอบรมกาย วาจา ใจ ของตน ให้เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยตนอย่างแท้จริง บุญกุศลคุณความดีที่แก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไปถึงเป็น บารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี ก็จะบังเกิดมีแก่ตน ให้ดำเนินชีวิตของตนไปสู่ความเจริญและสันติสุขด้วยตน ก็จะสามารถมีตนเป็นที่พึ่งที่อาศัยได้อย่างแท้จริง สมดังพระพุทธภาษิต (ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๖) ว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
“ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ ก็บุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่ง ที่มีได้ด้วยยาก.”

บุญกุศล คุณความดี ที่ผู้มีปัญญา ผู้ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข ถึงความพ้นทุกข์อย่างถาวรได้ พึงประพฤติปฏิบัติให้แก่กล้ายิ่งขึ้น เป็นบารมี อุปบารมี และถึงปรมัตถบารมี ให้สามารถเจริญสมณธรรมถึงมรรคผลนิพพาน ตามรอยบาทพระพุทธองค์ได้นั้น มี ๑๐ ประการ คือ ทานบารมี ๑ ศีลบารมี ๑ เนกขัมมบารมี ๑ ปัญญาบารมี ๑ วิริยบารมี ๑ ขันติบารมี ๑ สัจจบารมี ๑ อธิษฐานบารมี ๑ เมตตาบารมี ๑ และอุเบกขาบารมี ๑ เรียกว่า “บารมี ๑๑ ทัศ” เมื่อคำนวณบารมีรวมทั้ง ๓ ระดับ จึงเป็น ๓๐ ประการ เรียกว่า “บารมี ๓๐ ทัศ” ดังจะได้กล่าวอธิบายขยายความแต่ละบารมี การบำเพ็ญบารมีและอานิสงส์ของบุญบารมี เป็นลำดับตามสมควรแก่เวลาต่อไป

๑. ทาน

“ทาน” การเสียสละ การให้ปัน เป็นบุญกุศลคุณความดีขั้นพื้นฐาน ที่เมื่อเจริญแก่กล้าขึ้นเป็นบารมี ชื่อว่า “ทานบารมี” “ทานอุปบารมี” และ “ทานปรมัตถบารมี” ตามลำดับ ย่อมเป็นอุปการะให้บุญบารมีอื่นๆ เจริญขึ้นด้วย

ความหมายของคำว่า “ทาน” แปลว่า “การให้” ประการ ๑ และแปลว่า “สิ่งที่ให้” นี้อีกประการ ๑ เพราะฉะนั้น คำว่า “ทาน” โดยความหมายรวมๆ ก็คือ การสละ การให้ปันทรัพย์สิ่งของของตน หรือวิชาความรู้และธรรม อันควรให้ เพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์ เพื่อบูชาคุณ หรือเพื่อตอบแทนอุปการคุณแก่บุคคลที่ควรให้

“ทาน” โดยความหมายที่เป็นบุญบารมีนี้ จึงมีข้อสังเกตว่า เป็นการสละ การให้ปันอันเป็นการกำจัดกิเลส คือ ความตระหนี่เหนียวแน่นและความโลภ ความเห็นแก่ตัวจัด อันเป็นคุณธรรมเครื่องยังจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้ประการ ๑ สิ่งที่ให้ปัน ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิ่งของหรือวิชาความรู้และธรรม เป็นของอันควรให้ คือ เป็นทรัพย์สิ่งของที่ดี ที่มีคุณประโยชน์แก่ผู้รับเป็นวิชาความรู้ที่ดี มีประโยชน์แก่การดำเนินชีวิตและกิจการงานในอาชีพที่ชอบ และเป็นธรรม คือ ข้อปฏิบัติที่ดีที่ชอบ ที่เมื่อประพฤติปฏิบัติตามแล้วย่อมได้รับผลดี เป็นความเจริญและสันติสุข ไม่เป็นไปในทางเสื่อมหรือเป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อน นี้ประการ ๑ เป็นการให้เพื่ออนุเคราะห์ผู้กำลังตกทุกข์ได้ยาก หรือมีความทุกข์เดือดร้อนให้พ้นทุกข์ หรือเพื่อสงเคราะห์เกื้อกูลผู้อื่นให้มีความเจริญและสันติสุขยิ่งๆ ขึ้นไป หรือเพื่อบูชาคุณความดี หรือเพื่อตอบแทนอุปการคุณแก่ผู้มีพระคุณ นี้ประการ ๑ และเป็นการให้บุคคลที่ควรให้ (ดีกว่าการให้บุคคลที่ไม่ควรให้) นี้อีกประการ ๑ จึงจะเกิดประโยชน์ คือ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก

“วัตถุทาน” อันเป็นเครื่องที่เขาให้หรือถวายให้แก่พระภิกษุสงฆ์ เรียกว่า “ไทยธรรม”   บางทีก็เรียกว่า “เครื่องไทยธรรม” บ้าง   “เครื่องไทยทาน” บ้าง ก็มี    ของที่ทำบุญทำทาน เพื่อผลอันเจริญ พระท่านเรียกว่า ทักขิณา/ทักษิณา    เพราะเหตุนั้น การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย ท่านเรียกว่า ทักขิณานุปทาน/ทักษิณานุประทาน  ดังนี้เป็นต้น

“ทาน” แบ่งตามลักษณะสิ่งที่ให้เป็นทานมี ๒ อย่าง คือ    อามิสทาน คือ การให้วัตถุหรือทรัพย์สิ่งของ ได้แก่ ปัจจัย ๔  เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ  เครื่องใช้ไม้สอยเครื่องหอมเครื่องย้อมทา ฯลฯ เป็นต้น  นี้อย่าง ๑    อีกอย่าง ๑ คือ  ธรรมทาน การให้ธรรมเป็นทาน กล่าวคือ การให้คำแนะนำสั่งสอนข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตลอดทั้งวิชาความรู้ที่ดี ที่มีประโยชน์แก่การดำเนินชีวิตแก่การงานในอาชีพที่ชอบ เป็นต้น    ในทาน ๒ อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ คือ มีอานิสงส์ มีผลมากกว่าอามิสทาน (องฺ. ทุกฺ. ๒๐/๓๘๖/๑๑๔)

อนึ่ง “ทาน” แบ่งตามเจตนาผู้บริจาคให้โดยเฉพาะเจาะจงบุคคล หรือให้แก่ส่วนรวมท่านแบ่งเป็น ๒ คือ ทานที่ให้หรือถวายเฉพาะเจาะจงพระภิกษุ สามเณร หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง นี้ชื่อว่า ปาฏิปุคคลิกทาน นี้อย่าง ๑ อีกอย่างหนึ่ง คือ สังฆทาน ได้แก่ ทานที่ให้ทั่วไปทั้งหมู่คณะ

สมณะ ก็ย่อมเป็นผู้องอาจไม่เก้อเขินเข้าไป แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเป็นได้เองในปัจจุบันภพฯ
อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดีเมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงได้ในสัมปรายภพ (คือในภพหน้า) ฯ

และยังได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยอานิสงส์ของทานประการสำคัญ มีปรากฏใน ทานานิสังสูตร (องฺ. ปญฺจก. ๒๐/๓๕/๔๔) อีกด้วยว่า

ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก ชื่อว่า ดำเนินตามธรรมของสัปบุรุษ สัปบุรุษผู้สงบผู้สำรวมอินทรีย์ ประกอบพรหมจรรย์ ย่อมคบหาผู้ให้ทานทุกเมื่อ สัปบุรุษเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขา เขาได้ทราบชัดแล้ว ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ (และ) ปรินิพพานในโลกนี้ ฯ

เฉพาะอานิสงส์แต่การให้โภชนาหารเป็นทาน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย (องฺ. ปญฺจก. ๒๐/๓๗/๔๔-๔๕) ว่า

ภิกษุทั้งหลาย   ทายกผู้ให้โภชนะเป็นทาน ชื่อว่า ให้ฐานะ ๕ อย่างแก่ปฏิคาหก ๕ อย่างเป็นไฉน ?  คือ ให้อายุ ๑ ให้วรรณะ ๑ ให้สุข ๑ ให้กำลัง ๑ ให้ปฏิภาณ ๑ ครั้นให้อายุแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุ ทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์   ครั้นให้วรรณะแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งวรรณะทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้สุขแล้ว ย่อมเป็นหผู้มีส่วนแห่งสุขนั้นทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้กำลังแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งกำลังทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้ปฏิภาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งปฏิภาณ ทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์    ภิกษุทั้งหลาย ทายกผู้ให้โภชนะเป็นทาน ชื่อว่า ให้ฐานะ ๕ อย่างนี้แล.

เพราะเหตุนี้ ทานบดีผู้มีอัธยาศัยในการเสียสละ การให้ปันด้วยใจศรัทธามาตั้งแต่ภพชาติในอดีตจนถึงปัจจุบัน จึงชื่อว่า เป็นผู้มีบุญบารมีอันได้กระทำไว้แล้วมาก่อน ย่อมเป็นผู้เจริญด้วยมนุษย์สมบัติ ในภพชาตินี้ และถึงสวรรค์สมบัติในภพชาติต่อไป โดยฐานะ ๕ ได้แก่

  1. อายุ   คือ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน

  2. วรรณะ   คือ ย่อมเป็นที่รักของชนทั้งหลาย และย่อมเป็นผู้มีและเจริญด้วยชื่อเสียง เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ 

  3. สุขะ   คือ ย่อมเป็นผู้มีความสุข ด้วยทรัพย์สมบัติ และบริวารสมบัติ อันเจริญ

  4. พละ   คือ ย่อมเป็นผู้มีสุขภาพพลานามัยดี

  5. ปฏิภาณ   คือ ย่อมเป็นผู้มีและเจริญด้วยสติปัญญาความรู้ ความสามารถ คู่กับคุณธรรม

และเมื่อได้ปฏิบัติเพิ่มพูนทานกุศลจนแก่กล้ายิ่งขึ้นเป็นทานบารมี ทานอุปบารมี และ ทานปรมัตถบารมี ก็ย่อมเป็นอุปการะแก่การประกอบคุณความดีอื่นๆ ให้เกิดและเจริญขึ้นต่อๆ ไป จนครบบารมี ๑๐ ทัศ และถึงปรมัตถบารมี รวมเป็นบารมี ๑๐ ทัศ บริบูรณ์ อันรวมเป็นพลวปัจจัยให้สามารถบำเพ็ญสมณธรรมให้ถึงมรรคผลนิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวงและที่เป็นบรมสุขอย่างถาวรแท้จริงได้ บุญบารมีด้วยการเสียสละและการให้ปัน ชื่อว่า “ทานบารมี” นี้จึงเป็นพลวปัจจัยให้ถึงนิพพานสมบัติด้วยอาการอย่างนี้

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส “ทาน” ๑ ในมงคล ๓๘ ประการว่า เป็นมงคลสูงสุด คือเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความเจริญและสันติสุข และเป็นพลวปัจจัยที่สำคัญที่สุดประการ ๑ ให้ถึงมรรคผลนิพพานที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ได้

มีข้อที่พึงสังเกตและพึงสังวรอยู่ว่า ความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำมาก่อน อย่างเช่น บุญบารมีด้วย “ทานกุศล” ดังที่ได้กล่าวเป็นข้อแรกนี้ ก็จักต้องประกอบคุณงามความดีบุญบารมีอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย “ทานกุศล” จึงจะให้ผลสมบูรณ์ ดังตัวอย่างเช่น

ผู้เสียสละหรือผู้บริจาคทรัพย์สิ่งของให้เป็นทาน แม้มากหรือบ่อยๆ แต่เบื้องหลังเป็นผู้ประกอบอาชีพทุจริต หรือฉ้อโกงเขาเลี้ยงชีวิต หรือประกอบกรรมไม่ดีอย่างอื่น เช่น หมกมุ่นหรือสำส่อนในกาม และ/หรือติดยาเสพติดต่างๆ เป็นต้น กรณีเช่นนี้ กรรมชั่วที่ตนได้กระทำไปแล้ว มากและหนักเพียงไร ย่อมทำหน้าที่เป็นอุปปีฬกกรรม เพียงนั้น คือ เป็นกรรมบีบคั้นหรือเบียดเบียนกรรมดีที่ได้เคยทำมาแล้ว ให้อ่อนกำลังลง คือให้ให้ผลช้าลง หรือให้ให้ผลไม่เต็มบริบูรณ์ และให้ได้เสวยผลจากกรรมดีไม่สะดวก หรือไม่สุขสมบูรณ์ดีเท่าที่ควร เพียงนั้น

แต่ถ้าได้ประกอบคุณความดีอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วยดีเพียงใด กรรมดีอื่นๆ ย่อมช่วยทำหน้าที่เป็นอุปัตถัมภกกรรม เพียงนั้น  คือกรรมดีที่ทำควบคู่กันไปนั้นย่อมเข้าสนับสนุนกรรมดีด้วยกัน ให้ให้ผลเร็วและเต็มบริบูรณ์ และให้ได้เสวยผลจากทานกุศลที่ได้เคยทำมาแล้ว ด้วยความสุขสมบูรณ์ดี เพียงนั้น

กล่าวโดยรวม ทานกุศล จะเป็นมหานิสงส์หรือมีผลมาก ก็แต่โดยมีความบริสุทธิ์ทั้ง ๓ ฝ่าย คือ

ฝ่ายผู้ให้  คือทานบดี  ผู้เป็นเจ้าของทาน ฝ่าย ๑  เป็นคนดี มีคุณธรรม คือ เป็นผู้มีศีลมีธรรม เป็นสัมมาทิฐิ มีจิตศรัทธา และมีเจตนาที่ดี ที่บริสุทธิ์ คือมุ่งให้ด้วยหวังที่จะอนุเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นทุกข์ หรือสงเคราะห์ให้ได้รับความสันติสุข โดยไม่มุ่งหวังเครื่องตอบแทน  ทั้งก่อนแต่จะให้ ทั้งขณะที่ให้ และแม้เมื่อภายหลังที่ได้ให้แล้ว ก็ยังมีจิตศรัทธายินดีที่ได้ช่วยเปลื้องทุกข์ หรือให้ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น  อย่างนี้ย่อมเป็นมหานิสงส์ คือ ทานกุศลนั้นย่อมให้ผลเป็นความเจริญและสันติสุขแก่ผู้ให้ต่อไป ทั้งในปฏิสนธิกาล คือ ตั้งแต่แรกเกิด ตลอดวัยกลางคน และถึงวัยชรา

ฝ่ายผู้รับ อีกฝ่าย ๑ ก็เป็นคนดีมีคุณธรรม คือ มีศีลมีธรรมเป็นสัมมาทิฐิ และ/หรือกำลังปฏิบัติพระสัทธรรมเพื่อขจัดขัดเกลากิเลสตน กำลังประพฤติปฏิบัติตนเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น และทั้งช่วยเผยแผ่พระสัทธรรม ที่ตนได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ จากการปฏิบัติธรรมที่ดี คือให้ธรรมเป็นทานแก่ผู้อื่นตามสมควรแก่ภูมิธรรมของตน ชื่อว่า ทักขิไณยบุคคล นี้ย่อมยิ่งด้วยมหานิสงส์ คือมีผลสูงกว่าการให้ทานแก่คนชั่วหรือแก่คนไม่มีศีลธรรมประจำใจ และเป็นมิจฉาทิฐิมากมายนัก  ดังธรรมภาษิตในขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ข้อ ๕๐๖-๕๐๗  ความว่า

“ผู้ใดให้ทานในคนที่ไม่ควรให้ ไม่ให้ในคนที่ควรให้ 
ผู้นั้นถึงความทุกข์ ในคราวมีอันตรายก็ไม่ได้สหาย.
ผู้ใดไม่ให้ทาน ในคนที่ไม่ควรให้ ให้ในคนที่ควรให้ 
ผู้นั้น ถึงได้รับความทุกข์ ในคราวมีอันตรายย่อมได้สหาย.”

(โพธิสตฺต ขุ. ชา. จตุกฺก.  ๒๗/๕๐๖-๕๐๗)

อีกฝ่าย ๑  คือ ทรัพย์สิ่งของ หรือข้อธรรมที่ให้เป็นทรัพย์สิ่งของที่มีคุณภาพดี และที่ได้มาโดยความบริสุทธิ์––ไม่ใช่เอาของเสียๆ หรือของที่ใช้แล้วที่ไม่ประสงค์จะเก็บไว้ให้รกบ้านมาให้ และ/หรือให้ข้อธรรมหรือข้อแนะนำ ในการปฏิบัติที่ดีที่กอปรด้วยสัมมาทิฐิ คือเป็นข้อปฏิบัติที่ให้เกิดประโยชน์เป็นความเจริญและสันติสุขในชีวิต และ/หรือให้ถึงความพ้นทุกข์ ไม่ใช่ข้อปฏิบัติชั่วร้าย ที่กอปรด้วยมิจฉาทิฐิ ที่จะนำไปสู่ความเสื่อมหรือที่เป็นโทษเป็นความทุกข์เดือดร้อนได้ต่อไป จึงจะเป็นมหานิสงส์คือมีผลมาก ดังที่อุคคหเทพบุตร ผู้ได้เคยถวายทานอันเลิศแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ณ เมืองเวสาลี ในกาลต่อมาไม่นานได้ทำกาละ (ตาย) และได้ไปบังเกิดในเทวโลกแล้ว ได้ลงมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระวิหารเชตวัน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตรัสกะอุคคหเทพบุตรเป็นพระคาถา (องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๔๔/๕๖) ว่า 

“ผู้ให้ของชอบใจ ย่อมได้ของชอบใจ
ผู้ให้ของเลิศย่อมได้ของเลิศ 
ผู้ให้ของดีย่อมได้ของดี 
ผู้ให้ของประเสริฐ ย่อมถึงฐานะอันประเสริฐ  
นรชนใด ให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ 
นรชนนั้น จะบังเกิดที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน และมียศ.
  

อนึ่ง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ทานกุศล คือ บุญกุศลคุณความดี ด้วยการเสียสละหรือการให้ปันทรัพย์สิ่งของอันเป็นของตน ให้แก่ผู้อื่น เพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์ หรือเพื่อบูชาคุณ หรือตอบแทนพระคุณผู้มีอุปการคุณแก่ตน อันบุคคลผู้มีปัญญาได้ประพฤติปฏิบัติบ่อยๆ จนมีอัธยาศัยในการเสียสละหรือบริจาคที่แก่กล้ายิ่งขึ้น ก็จะกลายเป็น “ทานบารมี” “ทานอุปบารมี” และ “ทานปรมัตถบารมี” ยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ   ดังปรากฏตามอรรถาธิบายของพระอรรถกถาจารย์ ในคัมภีร์วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ในบทที่ว่าด้วย “สุเมธกถา” หน้า ๓๕ มีความแปลว่า

“การบริจาคสิ่งของภายนอก จัดเป็นทานบารมี      การบริจาคอวัยวะน้อยใหญ่ จัดเป็นทานอุปบารมี     การบริจาคชีวิต จัดเป็นทานปรมัตถบารมี”

ผู้รู้จักเสียสละ รู้จักให้หรือแบ่งปันประโยชน์สุขส่วนตน และ/หรือการให้ธรรมเป็นทานเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น แก่ชนหมู่ใหญ่หรือแก่ประเทศชาติส่วนรวม จนแก่กล้าเป็นทานบารมี ทานอุปบารมี และเป็นทานปรมัตถบารมี นี้แหละ ย่อมเป็น “อริยทรัพย์” คือ เป็นทรัพย์ที่ประเสริฐ กล่าวคือ เป็นคุณธรรมอยู่ภายในจิตสันดาน ที่ไม่มีใครผู้ใดสามารถแย่งชิงเอาไปได้ และไม่รู้จักเสื่อมสลายด้วยภยันตรายใดๆ จากภายนอก อริยทรัพย์คือทรัพย์อันประเสริฐนี้แหละ ที่คอยติดตามให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติและผู้ทรงคุณธรรมนี้ ให้เจริญด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และถึงนิพพานสมบัติได้

ความผู้มีบุญอันได้กระทำไว้มาก่อน จึงเป็นมงคลอันประเสริฐสูงสุด และชื่อว่า ย่อมไม่เป็นผู้ยากจน ด้วยประการฉะนี้

ขอความสุขสวัสดี จงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน   เจริญพร.

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com