ปาฐกถาธรรมเรื่อง
ความเป็นผู้มีบุญมาก่อน เป็นมงคลสูงสุด (ตอนที่ ๒)

โดย พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ ที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๒ เวลา ๐๘.๐๐ น.

เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

เมื่อครั้งที่แล้ว อาตมภาพได้กล่าวถึง “ความเป็นผู้มีบุญมาก่อนเป็นมงคลสูงสุด”  ตามพระพุทธดำรัส เรื่องมงคลว่า ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา  คำว่า “บุญ” นี้ หมายเอากุศลธรรม คือคุณความดีด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางกาย ทางวาจา และทางใจ อันเป็นคุณเครื่องชำระหรือกำจัดกิเลส ตัณหา อุปาทาน จากจิตสันดาน เมื่อได้ปฏิบัติลงไปแล้วย่อมให้ผลเป็นความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขในชีวิต ทั้งในภพชาติปัจจุบันและในภพชาติต่อๆ ไป และเมื่อได้ปฏิบัติแก่กล้ายิ่งขึ้น คือ เป็นคุณความดีที่ยิ่งยวดยิ่งขึ้น ชื่อว่า “บารมี” ได้แก่ “ทานบารมี” ๑  ในบารมีทั้ง ๑๐ ทัศ ซึ่งเป็นคุณความดีด้วยการยินดีเสียสละหรือบริจาคทรัพย์สิ่งของภายนอก อันจัดเป็นขั้นสามัญ ครั้นปฏิบัติได้แก่กล้ายิ่งขึ้นถึงยินดีบริจาคหรือเสียสละอวัยวะ เลือดเนื้อของตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น จัดเป็นบารมีชั้นกลางชื่อว่า ทานอุปบารมี เมื่อปฏิบัติได้แก่กล้าอย่างยิ่งถึงขั้นยินดีเสียสละแม้ชีวิตของตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นนี้จัดเป็นบารมีชั้นสูงสุดชื่อว่า “ทานปรมัตถบารมี” เมื่อบารมี ๑๐ ประการ คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี เจริญแก่กล้าเป็นอุปบารมี ถึงปรมัตถบารมี เต็มส่วนทั้งหมดบารมี ๓๐ ทัศแล้ว ย่อมเป็นพลวปัจจัยให้ผู้ปฏิบัติสามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้บรรลุถึงมรรคผลนิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวงและที่เป็นบรมสุขอย่างถาวรได้

เมื่อครั้งที่แล้วนี้ อาตมภาพได้กล่าวเรื่อง “ทานบารมี” คือคุณความดีอย่างยิ่งยวดด้วยการบริจาคทาน และอานิสงส์ของการให้ การเสียสละ การบริจาค ตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นแจ้ง ทรงรู้แจ้ง และได้ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง ไปแล้ว   ในวันนี้อาตมภาพใคร่จะขอกล่าวเพิ่มเติม เพื่อให้ญาติโยมสาธุชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนยุคใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในชีวิตที่ดีพอ ได้ทราบเรื่องบุญกุศลคุณความดีและทั้งผลของบุญกุศลคุณความดีที่เมื่อได้กระทำลงไปแล้วมากน้อยเพียงไร ย่อมให้ผลเป็นความเจริญและสันติสุข แม้ในภพชาติปัจจุบันทันตาเห็น  พอสมควรแก่ภูมิธรรมเพียงนั้นโดยจะขออ้างประสบการณ์ของผู้ใจบุญท่านหนึ่งเป็นผู้ที่อาตมภาพรู้จักคุ้นเคยดีว่า ท่านเป็นผู้มีอัธยาศัยในการเสียสละหรือการบริจาคดีพอสมควรตามฐานะ คือ เมื่อมีโอกาสอันสมควร และอยู่ในสภาวะที่พอจะเสียสละหรือบริจาคทานได้ ท่านก็ยินดีทำเสมอ เมื่อท่านต้องเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยกิจธุระส่วนตัวหรือส่วนหน้าที่กิจการงาน  เมื่อท่านได้เห็นพระภิกษุหรือสามเณรที่โดยสารรถประจำทางหรือฉันภัตตาหารระหว่างทาง  ท่านผู้นี้จะเข้าไปถวายปัจจัยสำหรับการเดินทางและชำระค่าภัตตาหารให้พระคุณเจ้าเสมอ มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังทรัพย์ที่พอจะเสียสละหรือบริจาคได้ เมื่อมีการบุญการกุศลท่านก็จะจัดกิจกรรมทำเองหรือขวนขวายช่วยเหลือหรือร่วมการบุญการกุศลกับผู้อื่นเท่าที่พอทำได้ ดังนี้เป็นประจำ  ด้วยอัธยาศัยใจบุญของท่านเช่นนี้ อาตมภาพจึงได้เห็นชีวิตของท่านผู้นี้แม้จะตกต่ำก็ไม่นาน ชีวิตของท่านก็จะกลับฟื้นคืนตัวมีความเจริญและสันติสุขดีขึ้นต่อกาลไม่นาน แม้ไม่ถึงขั้นจะเรียกได้ว่า เป็นผู้มั่งมีหรือเศรษฐี แต่ชีวิตของท่านผู้นี้ก็มีความเจริญและสันติสุขดี ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจปานกลาง และมีสภาพครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคในทุกที่ คือไม่ว่าจะไปอยู่ ณ ที่ใด ไม่ว่าจะอยู่ภายในหรืออยู่นอกประเทศ ท่านก็พอได้มีอยู่มีกินเสมอ ไม่ลำบาก ในบั้นปลายชีวิตท่านปรารถนาจะได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม ครั้นทำงานมาถึงอายุ ๕๗ ปีเต็ม ท่านก็มีโอกาสได้บวชตามปรารถนา และโดยที่ครอบครัวก็ไม่ลำบากเดือดร้อน เพราะรัฐบาลของประเทศที่ท่านทำงานอยู่นั้น เพิ่งได้ออกกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ประสงค์จะลาออกก่อนเกษียณอายุ ให้ได้รับบำเหน็จเงินก้อนทันที และให้ได้รับบำนาญ เมื่ออายุถึง ๖๕ ปี ต่อไปจนตลอดชีวิต กฎหมายนี้ได้ออกมาในช่วงที่ท่านประสงค์จะบวชพอดี ท่านจึงได้สมัครลาออกเมื่อ ๓ ปีก่อนเกษียณอายุ และได้รับสิทธิพิเศษนี้ แล้วท่านก็ได้มอบทรัพย์สินให้ทั้งหมดครอบครัวไป ส่วนตัวท่านเองก็ได้บวชปฏิบัติพระศาสนาตามประสงค์ โดยไม่ต้องห่วงใยครอบครัว และท่านก็ได้มีความสันติสุขดีพอสมควรแก่ฐานะของสมณะ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ และก็ปรากฏว่า กฎหมายว่าด้วยเรื่องบำเหน็จบำนาญที่ให้สิทธิพิเศษนั้น ออกมาบังคับใช้ได้ ๓ ปี ก็ถูกยกเลิก โดยที่ท่านใจบุญผู้นั้นก็ได้รับสิทธิพิเศษนั้นไปแล้ว นี้เป็นเพราะอัธยาศัยใจบุญกุศล และผลบุญที่ท่านผู้มีใจบุญนี้ได้รับอยู่ เป็นผลบุญปัจจุบันทันตาเห็นในภพชาตินี้  โดยไม่ต้องรอให้ถึงชาติหน้า   แต่ที่กล่าวว่า “สันติสุข” นั้น คือ ความสุขด้วยความสงบ นั้น ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทองจับจ่ายใช้สอยอย่างหรูหราฟู่ฟ่า แต่ก็ไม่คงทนถาวร คือ กลับมีชีวิตที่ตกต่ำ เดือดร้อนได้อีก จนกลายเป็นความทุกข์หนักเหมือนหมู่ชนที่ยามสุขก็สุขอย่างล้นเหลือ แต่ยามทุกข์ก็ทุกข์อย่างแสนสาหัส ดังที่เราพบเห็นกันมากในสังคมยุคปัจจุบันนี้  อย่างนี้ไม่เรียกว่าสันติสุข คำว่า “สันติสุข” นั้น หมายความว่า  ความสุขที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนก็มีได้เป็นได้ ถ้าได้รู้จักประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสมตามทำนองคลองธรรม คือ เมื่อได้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กอปรด้วยศีลธรรมตามสมควรเต็มกำลังสติปัญญาแล้ว ไม่ว่าจะได้ผลจากกรรมดี เป็นความเจริญด้วยโภคทรัพย์ ลาภ เกียรติยศ สักการะ หรือไม่เพียงใด ก็พอใจเท่านั้น  คือ เมื่อทำดีที่สุดแล้วก็มีความสันโดษ กล่าวคือ มีความพอใจในสิ่งที่ตนทำมาหาได้และที่ตนมีอยู่ ที่เรียกว่า พอใจตามมีตามได้นั้นเอง

การกระทำความดี เช่น ทานกุศล ก็กระทำด้วยความพอเหมาะพอดีกับฐานะ ให้ท่านศึกษาพิจารณาหลักธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่อง “ทิฏฐธัมมิกัตถธรรม” แปลว่า ธรรมเพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบัน ที่อาตมภาพได้เคยนำมาบรรยายหลายครั้งแล้วว่า เป็นข้อปฏิบัติให้ถึง คือให้ได้รับประโยชน์สุขในปัจจุบันนั้น ได้แก่ อุฏฐานสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร ๑  อารักขสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยการรักษาทรัพย์ที่ทำมาหาได้โดยสุจริต ๑  กัลยาณมิตตตา ความเป็นผู้มีคนดี คือ มีคนมีศีลมีธรรมเป็นมิตร ๑  และ สมชีวิตา การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่มีอยู่ และที่ทำมาหาได้โดยสุจริต ๑  ถ้าใครปฏิบัติได้ตามนี้ ชีวิตก็เป็นสุขในปัจจุบันทันตาเห็น ไม่ต้องมีความทุกข์เดือดร้อนในเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจ 

เฉพาะธรรมปฏิบัติข้อ “อารักขสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยการรักษาทรัพย์ที่ทำมาหาได้โดยสุจริต อันหมายถึง การรู้จักอดออมถนอมทรัพย์ที่มีอยู่และที่ทำมาหาได้ ให้ได้มีกินมีใช้ อยู่ได้นาน จะได้ไม่ลำบากในภายหลัง ดังสุภาษิตโบราณท่านว่า

“มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท    อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง      อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน”

และธรรมปฏิบัติข้อ “สมชีวิตา” คือ การรู้จักเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่มีอยู่และที่ทำมาหาได้ ซึ่งธรรมปฏิบัติข้อนี้ พ่อบ้านแม่เรือนพึงจัดสรรหรือแบ่งทรัพย์ที่ทำมาหาได้ออกเป็นส่วนๆ ตามสมควรแก่รายได้ และรายจ่ายของตน กล่าวคือ พึงจัดสรรหรือแบ่งไว้เป็นค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ ค่ารักษาพยาบาล ค่าที่อยู่อาศัย เช่น ค่าเช่าบ้านหรือค่าซ่อมแซม ค่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็น ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ค่ารถค่าเรือหรือค่าน้ำมันรถและซ่อมแซมรถ ค่าภาษี ค่าเล่าเรียนและค่าอาหารกลางวันลูกๆ ค่าบำรุงบิดามารดาหรือบุพพการี แล้วก็จัดสรรไว้สำหรับทำบุญกุศลตามสมควรแก่ฐานะและโอกาสอีกส่วน ๑ และพึงแบ่งไว้อีกส่วน ๑ เพื่อเก็บออมไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ถ้าครอบครัวใดปฏิบัติตนตามหลักธรรมข้อทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์อย่างนี้ ชีวิตจะมีแต่ความเจริญและสันติสุข  ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงรับรองไว้แล้วว่า ทิฏฐธัมมิกัตถธรรม นี้เป็นข้อปฏิบัติให้ได้รับความสุขในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น ท่านใดที่เคยมีปัญหาคาใจอยู่ว่า “ทำบุญทำทานแล้ว ทำไมบางคนกลับเดือดร้อน”  ก็ตอบได้เลยว่า เพราะไม่ฉลาดในการทำบุญ และไม่เข้าใจว่าบุญคืออะไร บุญนั้นเป็นชื่อของความสุข ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัส (ขุ.อิติ. ๒๕/๒๐๐/๒๔๐) ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย   เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย   
คำว่าบุญนี้  เป็นชื่อของความสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ”

เพราะฉะนั้น การจะทำบุญทำทานก็ต้องพิจารณาว่า ทำบุญทำทานอย่างไรถึงจะเป็นความสุข  ถ้าทำบุญไปแล้ว จะมีปัญหาให้เกิดความทุกข์ จะทำไปทำไม ?   เพราะฉะนั้น เมื่อจะบริจาคทาน เราก็ต้องพิจารณาฐานะทางเศรษฐกิจของเราก่อน ว่าฐานะทางเศรษฐกิจของเรามีอย่างนี้หรือมีเท่านี้ เราควรจะเสียสละหรือบริจาคทานอะไร ?  ให้แก่ใคร ? เมื่อใด ? และควรจะเสียสละเท่าใดจึงจะไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ และให้ได้ความสุขใจ ชื่นใจ อิ่มใจ ในบุญกุศลที่ตนได้กระทำลงไปมากที่สุด

สมมติว่า ขณะนี้เราได้จัดสรรเงินงบรายได้-รายจ่ายของเราเหมาะสมไว้ดีแล้ว พอมีเงินเหลือจะทำบุญได้เดือนละ ๕๐๐ บาท เราก็พิจารณาว่า เราควรจะทำบุญอะไรดี ก็พิจารณาว่าชีวิตเราขาดหรือบกพร่องอะไร ก็ควรพิจารณาทำบุญประเภทนั้นก่อน เช่นว่า อาหารการกินของเราไม่สมบูรณ์นัก หรือการทำมาค้าขายฝืดเคือง เราก็ควรเสียสละหรือบริจาคช่วยเหลือผู้อื่นให้เขามีอยู่มีกินดีขึ้น เช่น ทำบุญตักบาตร หรือเลี้ยงภัตตาหารพระภิกษุ สามเณร หรืออุบาสกอุบาสิกา ผู้ทรงศีลทรงธรรม และ/หรือ ผู้กำลังศึกษาและปฏิบัติธรรม อบรมขัดเกลาความประพฤติปฏิบัติทางกาย วาจา และใจของตน ให้บริสุทธิ์ และช่วยอบรมแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้เป็นต้น และจงทำบุญ คือเสียสละเพื่อประโยชน์สุขหรือเพื่อเปลื้องทุกข์แก่ผู้อื่นโดยไม่มุ่งหวังสิ่งใดตอบแทน คือ จงอย่าโลภบุญ อย่าโลภผลบุญโดยมุ่งแต่คิดว่า เราทำบุญอย่างนี้เพื่อขอให้เงินทองไหลมาเทมา ให้ได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี หรือมุ่งแต่คิดว่าทำบุญเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์ แต่จงพยายามสำรวมระวังใจ ให้สงบ ไม่ต้องโลภบุญ หรือโลภในผลของบุญอย่างนั้น

และถ้าจะให้ดีประเสริฐขึ้นไปอีก ผู้ทำบุญเพียงแต่ตั้งความปรารถนาว่า ขอกุศลผลบุญนี้ จงเป็นพลวปัจจัยเครื่องชำระกิเลส ตัณหา อุปาทาน เหตุแห่งทุกข์ และให้ได้ถึงมรรคผลนิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวงเทอญ เพียงนั้น บุญจากทานกุศลของผู้บริจาคที่ใจสงบระงับดีแล้วเช่นนั้น จึงจะบริสุทธิ์และให้ผลไพบูลย์ ตามหน้าที่ของเขาเอง ดียิ่งกว่าการทำบุญด้วยความโลภบุญและโลภผลบุญมากมายนัก

ไม่ใช่ว่ามีเงินเหลือพอทำบุญได้สัก ๕๐๐ บาท แต่อยากจะทำตั้งหมื่นบาท จึงไปกู้ยืมเขามาทำบุญ อย่างนี้ก็นับว่าเป็นทุกข์ตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นหรือยังไม่ได้รับผลบุญ เพราะกลายเป็นการทำบุญทำทานด้วยกิเลสตัณหา จึงทำท่าว่าจะเป็นความสุข แต่เพราะกิเลสตัณหา คือ ความโลภบุญ อยากจะทำบุญมากๆ จะเป็นเพราะอยากได้หน้าหรืออะไรก็แล้วแต่ เกิดแทรกหน้าเข้ามาในจิตใจ ให้กลายเป็นความทุกข์ไปเสียอีก หรืออีกกรณีหนึ่ง มีเงินเหลือพอจะทำบุญได้สัก ๕๐๐ บาท เมื่อมีการบุญการกุศลที่ควรทำ กลับเกิดความตระหนี่ เห็นแก่ตัวขึ้นมา เกิดความรู้สึกเสียดายเงินที่จะทำบุญขึ้นมาในจิตใจ เลยไม่กล้าสละหรือบริจาคเพื่อเป็นทานแก่ใคร กิเลสคือความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัวจัด ก็พอกพูนมากขึ้นๆ ในจิตสันดาน จึงไม่มีบุญหล่อเลี้ยงชีวิตตนให้สามารถดำเนินชีวิตไปสู่ความสำเร็จหรือความสุขความเจริญได้ เมื่อชีวิตหมดบุญที่เคยได้ทำไว้แต่ปางก่อน ก็จะพลันตกต่ำ ทำมาหากินไม่ขึ้นและล้มเหลวในชีวิต ก็ถึงความตกยากไปเท่านั้นเอง ทั้งนี้ เพราะ “บุญ” เป็นคุณเครื่องชำระจิตสันดานให้บริสุทธิ์ คือ เป็นคุณเครื่องกำจัดกิเลส ได้แก่ ความโลภ และความเห็นแก่ตัวจัด และ/หรือตัณหาคือความทะยานอยากมีอยากได้ ไม่มีที่สิ้นสุด และอุปทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่มีแก่นสารสาระในความเป็นตัวตน บุคคล เราเขา ของเราของเขา อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์  ให้บรรเทาเบาบางลงจนถึงหมดสิ้นไปโดยสิ้นเชิง ความประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา และทางใจ จึงจะเรียบร้อยดีไม่มีโทษและบริสุทธิ์หมดจด ถึงความสุขด้วยความสงบ คือ สันติสุขยิ่งๆ ขึ้นไปได้ ดังพระพุทธดำรัส (ขุ.ธ. ๒๕/    /๓๐) ว่า  

สุโข  ปุญฺญสฺส  อุจฺจโย
ความสั่งสมบุญ นำมาซึ่งความสุข

อนึ่ง ที่อาตมภาพได้แนะนำให้ไปทำบุญหรือบริจาคทานกับพระภิกษุ สามเณร และอุบาสกอุบาสิกา ผู้ทรงศีลทรงธรรม และ/หรือ ผู้กำลังศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อขจัดขัดเกลากิเลสตน แล้วยังได้ช่วยแนะนำให้ผู้อื่นปฏิบัติพระสัทธรรม เพื่ออบรมกาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์ดีขึ้นนั้น ก็เพราะบุญกุศลแต่การเสียสละหรือบริจาคทานนั้น จะให้ผลไพบูลย์ที่สุด ก็ต่อเมื่อบริสุทธิ์ด้วยกันทั้ง ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ให้ หรือ “ทายก/ทายิกา” มีความบริสุทธิ์กาย วาจา และใจ หรือกำลังอบรมกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์อยู่ ส่วนฝ่ายผู้รับ คือ “ปฏิคคาหก” ก็มีความบริสุทธิ์กาย วาจา และใจ หรือกำลังปฏิบัติธรรมเพื่อขจัดขัดเกลากิเลสตน และช่วยแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตามพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่และสิ่งที่ให้เป็นทาน ชื่อว่า “ทักษิณา” นั้น ก็ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ถ้าทักษิณา คือทานเพื่อผลอันเจริญประกอบด้วยความบริสุทธิ์ด้วยกันทั้ง ๓ ฝ่าย อย่างนี้ ย่อมให้ผลแก่ผู้เสียสละหรือบริจาคทานนั้นสมบูรณ์มากที่สุด เพราะเหตุนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตรัสไว้ (สํ.ส. ๑๕/๙๙/๓๐) ว่า

วิเจยฺย  ทานํ  สุคตปฺปสตฺถํ
การเลือกให้ อันพระสุคตทรงสรรเสริญ

 นอกจากตรัสสอนให้รู้จักเลือกบุคคลที่ควรทำบุญทำทานด้วยแล้ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังได้ทรงแนะนำให้ทำบุญบ่อยๆและควรทำความพอใจคือยินดีในบุญนั้น บุญกุศลนั้นก็จะติดตามให้ผลต่อๆ ไปในอนาคตแม้ในสัมปรายภพ คือ ในภพชาติต่อๆ ไป ไม่ขาดสายจนตราบเท่าเข้าปรินิพพาน ดังที่มีปรากฏใน (ขุ.ธ.๒๕/๓๐) แปลความว่า

ถ้าบุรุษจะพึงทำบุญ ก็ควรทำบุญนั้นบ่อยๆ และควรทำ
ความพอใจในบุญนั้น
(เพราะว่า) การสั่งสมบุญนำความสุขมาให้

อนึ่ง สาธุชนพึงรู้จักวิธีการทำบุญกุศลให้ได้ผลมากทั้งทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัติ ตามที่พระพุทธองค์ผู้ทรงเห็นแจ้งทรงรู้แจ้งโลก และผู้ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง ซึ่งได้ตรัสสอนไว้ว่า

บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น เกิดชาติใดหนใด บุญกุศลย่อมยังให้ผู้ทำบุญเช่นนั้น เป็นผู้เจริญด้วยโภคสมบัติ แต่ขาดบริวาร, บางคนไม่ให้ทานด้วยตนเอง เป็นแต่ชักชวนผู้อื่น เกิดชาติใดหนใดเขาย่อมได้บริวารแต่มิได้โภคทรัพย์ บุคคลบางคนทั้งตนเองก็ไม่เคยให้ทาน และทั้งไม่ชักชวนผู้อื่นให้ทำบุญกุศล บุคคลประเภทนี้ เกิดชาติใดหนใดเขาย่อมไม่ได้โภคทรัพย์ และทั้งไม่มีบริวาร ไม่มีที่พึ่ง เรียกว่าเป็นคนอนาถา ต้องเป็นคนเที่ยวขอทานเขากิน หรือต้องได้กินของเหลือเดนจากผู้อื่น เป็นต้น  แต่ว่าบางคนทั้งตนเองก็เป็นผู้ให้ทานเอง และทั้งชักชวนผู้อื่นทำบุญทำทานด้วย บุคคลประเภทนี้ เกิดชาติใดหนใด เขาย่อมได้ทั้งโภคทรัพย์ และทั้งบริวาร    นี้มีปรากฏในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถาขุททกนิกาย ธรรมบท ภาค ๕ หน้า ๑๖ เรื่อง เศรษฐีชื่อ พิฬาลปทกะ

ส่วนว่าผู้ใดห้ามซึ่งการให้ทานหรือเป็นผู้ขัดขวางการทำทานกุศลของผู้อื่น   สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นบุคคลจำพวกอมิตร คือ เป็นบุคคลที่ต้องห้ามการคบค้าสมาคมด้วย ดังมีปรากฏใน (อง.ติก.) ความว่า

“วัจฉะ  ผู้ใดห้ามผู้อื่นให้ทาน ผู้นั้นชื่อว่าอมิตร ผู้ทำอันตราย ๓ สิ่ง คือ ทำอันตรายต่อบุญของทายก ทำอันตรายต่อลาภของปฏิคาหก และตัวเองก็ขุดรากตัวเอง กำลังตัวเองเสียแต่แรกแล้ว

วัจฉะ ผู้ที่ห้ามผู้อื่นให้ทาน ชื่อว่า เป็นอมิตร ผู้ทำอันตราย ๓ สิ่ง ดังนี้แล”

นี้เป็นเรื่องราวที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่ชอบห้ามหรือขัดขวางการทำบุญทำทานของผู้อื่น

บางคนเคยปรารภว่า ประกอบธุรกิจหรือการทำมาค้าขายฝืดเคือง ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ? ข้อนี้ได้มีปรากฏในวณิชชสูตร ซึ่งว่าด้วยการค้าขาย มีความว่า

ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตร ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งแล้ว ได้ทูลถามว่า

‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การค้าอย่างเดียวกัน พ่อค้าบางคนประกอบการค้าแล้วขาดทุน บางคนประกอบการค้าแล้วได้กำไรไม่เท่าประสงค์ บางคนประกอบการค้าแล้วได้กำไรตามประสงค์ บางคนประกอบการค้าแล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์’

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

‘สารีบุตร   บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ไม่ให้ปัจจัยนั้นแก่สมณะหรือพราหมณ์นั้น   บุคคลนั้น ถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใด   การค้าขายอันนั้นย่อมขาดทุน

ส่วนบุคคลใดเข้าไปหาสมณะก็ดีพราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้ปัจจัยนั้นได้เท่าที่สมณะพราหมณ์นั้นประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้น มาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าอันใด การค้าอันนั้นย่อมได้กำไรไม่เท่าที่ประสงค์

ส่วนบุคคลบางคนเข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์ให้บอกขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใดให้ปัจจัยนั้นตามที่สมณะพราหมณ์ตามที่ประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้น มาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายอันนั้นย่อมได้ตามที่ประสงค์

ส่วนบุคคลบางคนเข้าไปหาสมณะก็ดีพราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้น ให้บอกขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้ปัจจัยนั้นยิ่งกว่าที่สมณะพราหมณ์นั้นประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้น มาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายอันนั้นย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์

สารีบุตร   นี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การค้าขายอย่างเดียวกัน พ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน บางคนประกอบแล้วได้กำไร ไม่เท่าที่ประสงค์ บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามประสงค์ บางคนประกอบแล้วได้กำไรยิ่งกว่าประสงค์’

เพราะเหตุนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงแสดงอานิสงส์ของบุญกุศล คุณความดีไว้อย่างนี้ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ

ภิกษุทั้งหลาย ก็เรารู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่ง ซึ่งวิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ ที่ตนเสวยแล้วสิ้นกาลนาน แห่งบุญทั้งหลายที่ตนได้ทำไว้สิ้นกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปีแล้ว ไม่กลับมาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป

ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อกัปฉิบหายอยู่ เราเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อกัปเจริญอยู่ เราย่อมเข้าถึงวิมานแห่งพรหมที่ว่าง

ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เราเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ใครครอบงำไม่ได้ เป็นผู้สามารถเห็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยแท้ เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ อยู่ในวิมานพรหมนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เราได้เป็นท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ ๓๖ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระธรรมราชามีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต เป็นผู้ชนะวิเศษแล้ว ถึงความเป็นผู้มั่นคงในชนบท ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง จะกล่าวไปไยถึงความเป็นพระเจ้าประเทศราชเล่า

ภิกษุทั้งหลาย เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอแล

ภิกษุทั้งหลาย เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรม ๓ ประการของเรา คือ ทาน ๑ ทมะ ๑ สัญญมะ ๑

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษาบุญนั่นแล อันสูงสุดต่อไปซึ่งมีสุขเป็นกำไร คือ พึงเจริญทาน ๑ ความประพฤติสงบ ๑ เมตตาจิต ๑ บัณฑิตครั้นเจริญธรรม ๓ ประการอันเป็นเหตุเกิดแห่งความสุขเหล่านี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุข.

วันนี้ขอยุติการปาฐกถาธรรมไว้เพียงเท่านี้ก่อน เนื่องในโอกาสมหามงคลสมัยพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหามหาราชินี ที่ผ่านมานี้ อาตมภาพขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงได้โปรดอภิบาลคุ้มครองสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ ทรงพระเกษมสำราญและมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน สถิตย์สถาพรในไอศูรย์สิริราชสมบัติคู่บารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นร่มโพธิ์ทองปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ให้มีความเจริญและสันติสุขยิ่งๆ ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ   ขอถวายพระพร

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com