เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน
เมื่อครั้งที่แล้วๆ มา อาตมภาพได้กล่าวถึง หลักธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติในการครองตน ครองคน และครองงาน ไปแล้ว วันนี้อาตมภาพจะได้กล่าวถึง หลักธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติใน การครองเรือน ต่อไป
เมื่อจะกล่าวถึง หลักธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติในการครองเรือน ก็จะขอเจริญพรทำความเข้าใจไว้เป็นเบื้องต้นก่อนว่า อาตมภาพจะได้กล่าวถึงข้อปฏิบัติโดยธรรม คือ ข้อปฏิบัติในการครองเรือน ตามหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้สมาชิกในครอบครัวดำเนินไปในแนวทางแห่งความเจริญ และสันติสุขอย่างมั่นคงร่วมกัน ไม่เป็นไปในทางเสื่อมหรือเป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อนได้ในภายหลัง กล่าวคือ จะได้กล่าวเฉพาะข้อปฏิบัติโดยธรรมระหว่างคู่ครอง หรือ คู่สมรส ให้อยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ตามสมควรแก่ฐานะของครอบครัว ไม่เกี่ยวด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นศิลป์ในการครองรักตามอำนาจของตัณหา หรือราคะกิเลส อันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนได้ในภายหลัง
การครองเรือน ณ ที่นี้หมายถึง การมีและการดำเนินชีวิตครอบครัว โดยความตกลงใจอยู่กินร่วมกันฉันสามีภรรยา ไม่ว่าจะโดยพฤตินัย และ/หรือ โดยนิตินัยก็ตาม รวมทั้งการมีและการปกครองดูแลบุตร และบริวารในครอบครัว อีกด้วย
วันนี้ อาตมภาพจะได้ยกเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันเป็นข้อปฏิบัติที่ดีแก่การครองเรือน ให้เกิดความอบอุ่นและสงบสุขภายในครอบครัว พร้อมด้วยตัวอย่างจากประสบการณ์ และ/หรือ ข้อปฏิบัติโดยธรรมที่ผู้รู้ได้ศึกษา และเสนอแนะไว้อย่างสอดคล้องต้องกับหลักศีลธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาแก่สาธุชนผู้สนใจในการศึกษาสัมมาปฏิบัติ ต่อไป
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสข้อควรปฏิบัติดีต่อกันระหว่างสามี-ภรรยา มีปรากฏในสิงคาลสูตร (ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑/๒๐๔) ว่าดังนี้
ดูก่อนคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ ด้วยยกย่องว่าเป็นภรรยา ๑ ด้วยไม่ดูหมิ่น ๑ ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ ๑ ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้ ๑ ด้วยให้เครื่องแต่งตัว ๑
ดูก่อนคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ คือ จัดการงานดี ๑ สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดี ๑ ไม่ประพฤตินอกใจสามี ๑ รักษาทรัพย์ที่สามีทำมาหาได้ ๑ ขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง ๑
ดูก่อนคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องหลังนั้น ชื่อว่า อันสามีปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้.
นี้เป็นพระพุทธดำรัสตรัสแก่สิงคาลกคฤหบดีบุตร ในสมัยที่ประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน แล้วเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ได้เห็นสิงคาลกะกำลังประคองอัญชลีนอบน้อมไหว้ทิศทั้งหลายอยู่ จึงได้ทรงแสดงธรรมว่าด้วยทิศ ๖ อันอริยะสาวกในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เป็นผู้กระทำความป้องกันในทิศทั้งหลายเหล่านี้ คือ ปฏิบัติต่อกันด้วยดี ให้เกิดความเกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย กล่าวคือ ให้ถึงความอบอุ่น ปลอดภัย และสงบสุข อันเป็นข้อปฏิบัติที่ดีสำหรับการครองใจคน และการครองเรือน นั้นเอง
ท่านผู้ฟังพึงทราบว่า ประเพณีการดำเนินชีวิตของผู้ครองเรือนในสมัยพุทธกาลตลอดจนถึงสมัยโบราณของไทยเรา มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ สามีทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัวทั้งในการประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ และในการกระทำความคุ้มครองป้องกันภัยแก่ภรรยา และบุตรบริวารในครอบครัวของตน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสถึงฐานะของสมาชิกภายในครอบครัวว่า สามีเป็นทิศเบื้องหน้า ส่วนภรรยาและบุตรนั้น เป็นทิศเบื้องหลัง ที่สามีจะพึงปกป้องให้มีความเกษมสำราญ และให้ไม่มีภัย โดยบำรุงภรรยาด้วยสถาน ๕ และฝ่ายภรรยาอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ แล้วก็ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ ด้วยเช่นกัน
สรุปความว่า ทั้งสามีและภรรยาพึงจะต้องปฏิบัติดีต่อกันทั้งสองฝ่าย คือ สามีพึงบำรุงภรรยา ๕ สถาน และภรรยาก็พึงอนุเคราะห์สามี ด้วยการประพฤติปฏิบัติดีต่อสามี ๕ สถาน ด้วยเช่นกัน การดำเนินชีวิตครอบครัวจึงจะราบรื่น อบอุ่น และมีความสงบสุข
สามีอันภรรยาอนุเคราะห์ คือ ปฏิบัติดีแล้ว พึงบำรุงภรรยาด้วยสถาน ๕ คือ
๑) สมฺมานนาย ด้วยการยกย่องว่าเป็นภรรยา สามีที่ดีพึงยกย่องภรรยาทั้งโดยนิตินัย ได้แก่ การยอมรับว่าเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ด้วยการจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย และโดยพฤตินัย ได้แก่ การยอมรับและยกย่องให้เกียรติในสังคมว่าเป็นภรรยา เช่น การนำภรรยาเข้าสู่สังคม ให้เกียรติ/ยกย่องภรรยา ตามโอกาสอันสมควร
การแสดงการยอมรับ การให้เกียรติ และยกย่องภรรยา ทั้งโดยนิตินัยและโดยพฤตินัยตามสมควรแก่โอกาส เช่นนี้ ย่อมเป็นทั้งคุณเครื่องยังความอบอุ่นใจแก่ภรรยา ผู้ตั้งใจอนุเคราะห์และปฏิบัติดีต่อสามี และเป็นทั้งคุณเครื่องช่วยให้ภรรยามีความรักผูกพันต่อสามีด้วยความจงรักภักดีอย่างมั่นคง และทั้งมีผลไปถึงความอบอุ่นใจของบุตร และบริวารในครอบครัวเป็นอย่างดี และประการสำคัญก็คือ เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบของสามีต่อครอบครัว คือ ต่อภรรยาและบุตรอย่างสมฐานะของชายชาตรี อันนับเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี อีกด้วย
เพราะเหตุนี้ในวงสังคมชั้นดีของไทยและนานาชาติ จึงต่างยอมรับ การยอมรับ และ การยกย่องให้เกียรติแก่ภรรยา ว่า เป็นวัฒนธรรมที่ดี ฉะนั้นเมื่อมีการเชิญกันไปร่วมในงานสังคมต่างๆ จึงนิยมเชิญทั้งสามีและภรรยา หากเจ้าภาพเชิญ แต่เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว ผู้รับเชิญ ก็จะถือว่า ไม่ให้เกียรติกันเลยทีเดียว และอีกประการที่สำคัญก็คือว่า
ในระหว่างบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพอๆ กัน แต่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวต่างกัน หากจะมีการคัดเลือก หรือเลือกตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ให้เข้าดำรงตำแหน่งที่สำคัญระดับผู้นำ หรือผู้บริหารองค์กรที่มีความรับผิดชอบสูง สังคมหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการคัดเลือก หรือเลือกตั้ง ย่อมยอมรับ หรือ คัดเลือกบุคคลผู้มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวดี มากกว่าที่จะยอมรับ หรือ คัดเลือกบุคคลผู้ขาดสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อครอบครัวเป็นธรรมดา โดยเหตุผลที่ว่า แม้ครอบครัวของตนเอง ซึ่งเป็นเพียงสังคมเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ชิดตนเองที่สุด ก็ยังจัดการให้ดี คือ ให้อบอุ่นและสงบสุขไม่ได้ แล้วจะรับผิดชอบต่อองค์กรใหญ่ๆ ที่มีความรับผิดชอบสูงให้ดีได้อย่างไร
ผู้คนในสังคมยุคปัจจุบันที่มีการติดต่อสื่อสาร รับ-ส่ง ข้อมูลถึงกันอย่างรวดเร็วที่เรียกว่า ยุคโลกาภิวัตน์ นี้ ค่อนข้างจะรู้จักคุณค่าของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าน้อยลงๆ การรู้จักผิด-ชอบ ชั่ว-ดี การรู้จักมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปอกุศลมีน้อยลง และแม้วัฒนธรรมที่ดี อันเป็นที่ยอมรับของนานาชาติที่เจริญแล้วอย่างนี้ ก็ดูไม่ค่อยจะรู้จักกันแล้ว จึงปรากฏข่าวพฤติกรรมที่เรียกว่า ไข่ทิ้งกะเรี่ยกะราดเหมือนเป็ด หรือยิ่งซ้ำร้ายไปอีก คือมีข่าวว่า เดี๋ยวนี้เยาวชนของชาติระดับชั้นอุดมศึกษาบางกลุ่มบางสถาบัน มีคตินิยมที่ต่ำลงไป ถึงขั้นที่เรียกว่า ฟันแล้วทิ้ง กันแล้ว ซึ่งแสดงถึงอัธยาศัยใจคอที่ไร้ศีลธรรมประจำใจ เป็นคนมักง่าย จิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัวจัด เป็นการเพาะนิสัยที่ชอบประพฤติตนลอยตัวอยู่เหนือปัญหา กลายเป็นผู้มีอัธยาศัยที่ชอบหลีกเลี่ยงปัญหาและทอดทิ้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของตน ซึ่งกำลังมีเพิ่มมากขึ้นทุกทีในสังคมยุคนี้ จนเป็นที่น่าเป็นห่วงอนาคตของชาติ ว่า ต่อไปในกาลข้างหน้า แม้ในระยะอันใกล้นี้ก็เถอะ ประเทศชาติของเราจะมีคนในชาติที่มีคุณธรรม คือ มีศีล มีธรรมประจำใจ มีความสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบจริงๆ ต่อสังคม นับตั้งแต่สังคมย่อย เช่นสังคมครอบครัว จนถึงสังคมใหญ่ คือ ประเทศชาติ สักกี่คน
ควรที่ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ตลอดถึงผู้นำสังคมทุกระดับจะพึงปฏิบัติตนด้วยดี มีศีล มีธรรม มีความสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อครอบครัวและต่อสังคมให้ดี จึงจะสามารถบริหารครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ให้ถึงความร่มเย็นและสันติสุขที่แท้จริงได้ และจึงจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน หรืออนุชนรุ่นหลัง ให้ถือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ในความเป็นผู้นำที่ดีของครอบครัว ของสังคม และประเทศชาติสืบต่อไปได้
๒) อวิมานยาย ด้วยความไม่ดูหมิ่นภรรยา เมื่อตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาแล้ว สามีไม่พึงปฏิบัติต่อภรรยาด้วยอาการ และ วาจาอันเป็นการดูหมิ่นดูแคลนภรรยา ทั้งต่อหน้า และ ลับหลัง เช่น ชอบตำหนิติเตียนอย่างไม่ไว้หน้า หรือดุด่าภรรยาด้วยกิริยา วาจา ก้าวร้าว หยาบคาย ไร้มารยาทอย่างรุนแรง หรืออย่างสาดเสียเทเสีย อันยังความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ภรรยา ให้ไม่มีกำลังใจที่จะประพฤติดีต่อตัวสามี ก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย ให้สิ้นความจงรักภักดี และถึงความแตกร้าวได้ง่าย
สามีพึงปฏิบัติต่อภรรยา ด้วยความเมตตากรุณาธรรม คือ ปรารถนาที่จะให้ภรรยาอยู่ดีมีสุข และให้พ้นทุกข์ กล่าวคือ พึงปฏิบัติต่อภรรยาด้วยความรักความเมตตา เห็นอกเห็นใจกัน มีปัญหาข้องใจ ขัดเคืองใจ หรือไม่ถูกอกถูกใจกันอย่างไร ก็พูดจาทำความเข้าใจกันด้วยดี แนะนำกันด้วยอุบายวิธีที่ดี ด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจกัน พึงให้รู้จักยกย่องให้เกียรติภรรยาในโอกาสอันสมควร ไม่เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้มาก ก็จะสามารถผูกใจภรรยาให้มีความจงรักภักดีต่อตนหนักแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น อันจะยังความอบอุ่น และความสงบสุขให้บังเกิดมีแก่ทั้งตนเองและครอบครัว ได้มาก
๓) อนติจริยาย ด้วยความไม่ประพฤตินอกใจ สามีไม่พึงประพฤตินอกใจภรรยา สามีพึงปฏิบัติต่อภรรยาด้วยความเห็นอกเห็นใจ คือรู้จัก เอาใจเขามาใส่ใจเรา ว่า ของใครๆ ก็รัก ของใครๆ ก็หวงแหน สามีย่อมชอบใจที่ภรรยามีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อตน ไม่นอกใจตน ฉันใด ภรรยาก็มีหัวใจ มีเลือดมีเนื้อหัวใจเหมือนสามี นั่นแหละ คือ ย่อมชอบใจที่สามีจะมีความซื่อสัตย์ต่อตน ไม่นอกใจตน ฉันนั้น เหมือนกัน ความประพฤตินอกใจภรรยา ย่อมเป็นเหตุแห่งความแตกร้าวภายในครอบครัว ถึงความแตกแยก อันทำให้สมาชิกในครอบครัว คือ ทั้งภรรยาและบุตร ขาดความอบอุ่น และขาดความสงบสุข
เพราะฉะนั้น ทั้งสามีและภรรยาจึงไม่พึงประพฤตินอกใจกัน พึงมีความสันโดษในคู่ครองของตนด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะความประพฤตินอกใจกันนอกจากจะเป็นเหตุแห่งการวิวาท ทะเลาะเบาะแว้ง ขั้นรุนแรงถึงเลือดตกยางออก หรือถึงชีวิตเพราะพิษรักแรงหึง แล้ว ยังเป็นอัปมงคล คือ เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นเหตุให้เสียทรัพย์ ให้เสียสุขภาพ และเสี่ยงต่อโรคติดต่อร้ายแรงหลายชนิด เช่น โรคเอดส์ กามโรค วัณโรค และ/หรือ โรคจากการติดเชื้อไวรัสต่างๆ เป็นต้น ได้ง่าย และแม้หน้าที่กิจการงานก็ไม่เจริญ และไม่มั่นคงเท่าที่ควรอีกด้วย และยิ่งถ้าเป็นผู้มักมากในกามคุณ หมกมุ่นอยู่แต่ในกิเลสกาม ไม่มีความสำรวมในกาม เพียงไร ผู้เช่นนั้นย่อมจะหาความสันติสุขที่แท้จริงในชีวิตไม่ได้ เพียงนั้น และเมื่อแตกกายทำลายขันธ์ คือ ตายไปในขณะที่จิตใจยังติดอยู่ในกามคุณเช่นนั้น จิตใจย่อมเศร้าหมองด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน อันจะเป็นชนกกรรมนำไปสู่ทุคติ หรือ อบายภูมิ คือ ให้ไปเกิดในที่ไม่ดี ที่ไม่เจริญ เช่นไปเกิดในภพภูมิของเปรต สัตว์นรก หรือสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น ได้ง่าย สมดังพระพุทธภาษิต (ม. มู. ๑๒/๙๒/๖๔) ว่า
จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคคติเป็นที่หวังได้.
๔) อิสฺสริยโวสฺสคฺเคน ด้วยมอบความเป็นใหญ่ในครอบครัวให้ ณ ที่นี้หมายถึงมอบความไว้วางใจให้ดูแลรับผิดชอบกิจการบ้านเรือน การเงิน และทรัพย์สินของครอบครัว และให้ปกครองดูแลบุตรบริวารในครอบครัว เป็นต้น อีกด้วย ดังนี้ ย่อมยังภรรยาให้มีความภูมิใจ และความตั้งใจอนุเคราะห์ คือ ปฏิบัติดีต่อสามีด้วยความจงรักภักดียิ่งขึ้นเป็นธรรมดา
ยุคนี้สมัยนี้ สามี-ภรรยา ต่างช่วยกันทำมาหารายได้ และสามี-ภรรยาบางคู่ใช้เงินคนละกระเป๋า อย่างนี้เป็นการไม่ไว้วางใจกัน และจะไม่มีเครื่องผูกพันกันในทางจิตใจที่หนักแน่นมั่นคง ดังเช่นที่คู่สามี-ภรรยาที่รวมเป็นสินสมรสด้วยกัน แล้วจึงแบ่งสรรงบประมาณรายจ่ายภายในครอบครัวและเก็บออมทรัพย์ ให้เหมาะสมกับรายได้โดยส่วนรวมร่วมกัน สามี-ภรรยาประเภทแยกกระเป๋าเงินกัน เมื่อมีปัญหาข้อขัดแย้งเกิดขึ้น จึงมักจะแตกแยกกันได้ง่าย
อนึ่งกล่าวมาถึงตอนนี้ อาจจะมีผู้ฟังอยากจะคัดค้านว่า ก็ถ้าภรรยาเป็นแบบ แม่กะเฌอก้นรั่ว คือ ชอบใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักประหยัด หรือว่า ติดอบายมุข เช่น ชอบเล่นการพนัน ถ้าสามีมอบความเป็นใหญ่ให้ดูแลรับผิดชอบเรื่องการเงินการทอง หรือทรัพย์สมบัติของครอบครัว จะมิฉิบหายใหญ่หรือ ? ปัญหาข้อนี้ ย่อมเป็นจริงอย่างนั้น แต่ ณ ที่นี้ หมายถึงว่า คู่สามีภรรยาจะต้องปฏิบัติดีต่อกันทั้ง ๒ ฝ่าย กล่าวคือ ภรรยาอันสามีบำรุงด้วยดีก็จะต้องปฏิบัติดีต่อสามี ด้วยเช่นกัน ดังจะกล่าวต่อไปในข้อที่ภรรยาพึงปฏิบัติดีต่อสามีอย่างไร
๕) อลงฺการานุปฺปทาเนน ด้วยการให้เครื่องแต่งตัว หรือของขวัญที่ดีงามแก่ภรรยาตามสมควรแก่ฐานะ และ โอกาส นี้ก็เป็นเครื่องผูกใจของภรรยาให้ปฏิบัติดีต่อสามีด้วยความจงรักภักดี ส่วนสามีที่ใจคับแคบ หรือแล้งน้ำใจต่อภรรยา ก็ยากที่ภรรยาจะมีความภูมิใจในสามี และจะมีกำลังใจในการปฏิบัติดีต่อสามีด้วยความเต็มใจ และด้วยความจงรักภักดีได้
ภรรยาอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ แล้ว พึงอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ คือ
๑) สุสํวิหิตกมฺมนฺตา จัดการงานดี
๒) สุสงฺคหิตปริชนา สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดี
๓) อนติจารินี ไม่ประพฤตินอกใจสามี
๔) สมภตญฺจ อนุรกฺขติ ทกฺขา รักษาทรัพย์ที่สามีทำมาหาได้
๕) อนลสา สพฺพกิจฺเจสุ ขยันขันแข็ง ไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง