เจริญสุข/เจริญพร
ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน
เมื่อครั้งก่อนๆ อาตมภาพได้กล่าวถึงเรื่องหลักการครองตน หลักการครองคน หลักการครองงาน หลักการครองเรือน ไปแล้ว วันนี้อาตมภาพจะได้กล่าวถึง หลักการครองบ้านเมือง อีกต่อไป
คำว่า หลักการครองบ้านเมือง ที่อาตภาพจะนำมากล่าวในวันนี้ อาตมภาพหมายถึงหลักธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และหลักการตามกฎหมายของบ้านเมือง ที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในการปกครองบ้านเมืองจะพึงปฏิบัติตาม เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนเองและแก่สังคมประเทศชาติไทยของเราโดยส่วนรวม เป็นสำคัญ
ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ (มาตรา ๒) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ(มาตรา ๓) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทยเรา อำนาจอธิปไตย คืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศชาติบ้านเมืองของเรานี้ เป็นของปวงชนชาวไทย เริ่มตั้งแต่มีบทบัญญัติ (มาตรา ๔๗) ที่กำหนดไว้ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินการในทางการเมือง ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้นตามวิถีทางการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และมีบทบัญญัติ (มาตรา ๖๘) ได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ คือ ความรับผิดชอบของประชาชนไว้ว่า บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีข้อกำหนดอีกว่า บุคคลซึ่งไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ ย่อมเสียสิทธิ์ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
สรุปความว่าตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของไทยเรา ได้กำหนดให้ อำนาจอธิปไตย อันเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศชาติบ้านเมืองตามระบอบประชาธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยมีกระบวนการปกครองและการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง ๓ ประการใหญ่ๆ คือ
- พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้พระราชอำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และทางศาล
- ประชาชนมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน และดำเนินกิจกรรมทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น และ
- ประชาชนมีสิทธิและหน้าที่คือความรับผิดชอบในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา อันประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ให้ไปทำหน้าที่ปกครองและบริหารประเทศชาติบ้านเมืองแทนตน
ในกระบวนการปกครองและการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง ดังกล่าวนี้
(ม.๑๒) พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน ๑๘ คน ประกอบเป็นคณะองคมนตรีให้ทำหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวง ที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
(ม.๑๕๑) สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ละสภามีประธานสภาคนหนึ่ง และรองประธานสภาหนึ่งหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภานั้นๆตามมติของสภา (ม.๙๑) ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานรัฐสภา และให้ประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานรัฐสภา
(ม.๑๔๙) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนชาวไทย
(ม.๑๘๒) สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีอำนาจควบคุมบริหารราชการแผ่นดิน โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และ(ม.๑๖๙)ภายใต้บังคับ ม.๑๗๐ ร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จะเสนอได้ก็แต่โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรี แต่ร่างพระราชบัญญัติการเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี
สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชาชนมีทั้งสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบในการเลือกตั้ง ให้เข้ามาทำหน้าที่แทนตนนั้น มีจำนวน ๕๐๐ คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น (ตาม ม.๙๙) จำนวน ๑๐๐ คน และเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ตาม ม.๑๐๒) จำนวน ๔๐๐ คน อายุสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดคราวละ ๔ ปี (ม.๑๑๔) นับแต่วันเลือกตั้ง
(ม.๑๒๑) วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจำนวน ๒๐๐ คน อายุวุฒิสภามีกำหนดคราวละ ๖ ปี นับแต่วันเลือกตั้ง
เมื่อประชาชนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว (ม.๒๐๒) ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก (ตาม ม.๑๕๙) แล้วประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อ(๒๐๑) พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี โดยมีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นอกนี้พระมหากษัตริย์ยังทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน ๓๕ คน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี ให้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อไป
นี้คือกระบวนการปกครองและบริหารประเทศชาติของไทยเรา ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่กำหนดให้ อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดในการปกครองการบริหารประเทศชาติ เป็นของปวงชนชาวไทย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนมีสิทธิและหน้าที่รับผิดชอบในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา อันประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ให้มาทำหน้าที่ปกครองและบริหารประเทศชาติบ้านเมืองแทนตน แล้วพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นโดยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และโดยทางศาล
นับเป็นระบอบการปกครองที่มีหลักการและเหตุผลที่ดี แต่ผลของการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะดีเพียงไรนั้น ขึ้นอยู่ที่คุณภาพของบุคคลหลายฝ่ายที่จะช่วยให้การใช้อำนาจอธิปไตย อันเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศของประชาชนชาวไทยให้เป็นไปอย่างได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
(๑) ขึ้นอยู่ที่คุณภาพของประชาชนชาวไทยทั้งมวลผู้มีสิทธิและหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาคัดเลือก คือ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้ได้คนดีมีศีลมีธรรมและมีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญาเฉียบแหลม และมีวิสัยทัศน์กว้างไกลให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินแทนตนเพียงไร นี้ฝ่ายหนึ่ง
(๒) ขึ้นอยู่ที่นโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของพรรคการเมืองว่าเป็นนโยบายที่ดีเพียงไร และขึ้นอยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองจะได้คัดเลือกคนดีมีคุณภาพ คือมีคุณธรรมและมีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญาเฉียบแหลมและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมาเป็นสมาชิกพรรค แล้วพรรคส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มาทำหน้าที่นิติบัญญัติ ให้มาทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และให้มาทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดีที่สุด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศ ว่าได้คัดเลือกคนดีมีคุณภาพเพียงใด ฝ่ายหนึ่ง
(๓) ขึ้นอยู่ที่คุณภาพของผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้เข้ามาช่วยทำหน้าที่กลั่นกรองการออกกฎหมาย และให้มาทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินอีกชั้นหนึ่ง ว่าดีเพียงใด อีกฝ่ายหนึ่ง
(๔) ขึ้นอยู่ที่การจัดการเลือกตั้งและคุณภาพของคณะกรรมการเลือกตั้งระดับต่างๆ นับตั้งแต่กรรมการเลือกตั้งส่วนกลาง กรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัด กรรมการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง กรรมการนับคะแนนเลือกตั้ง และกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ว่าได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยความเหมาะสม ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ และด้วยความยุติธรรมเพียงไร ฝ่ายหนึ่ง และ
(๕) ขึ้นอยู่กับองค์กรเอกชน ผู้อาสาสมัครเข้าช่วยดูแลสอดส่องและตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ และด้วยความยุติธรรม อีกฝ่ายหนึ่งด้วย
จึงจะได้พรรคการเมืองที่มีนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี และได้สมาชิกรัฐสภา คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ดี มีคุณภาพ ให้มาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ให้มาทำหน้าที่นิติบัญญัติ และให้มาทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินแทนปวงชนชาวไทยอย่างได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง สามารถที่จะนำประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขได้ดี
การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นได้เสร็จสิ้นและผ่านพ้นไปแล้ว ยังอยู่แต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ ๖ มกราคม ศกหน้า ซึ่งยังมีเวลาเหลืออยู่อีก ๓ สัปดาห์ ก็จะถึงกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ต่างก็ได้กำหนดและแสดงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน และต่างได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนและป้ายโฆษณาต่างๆโดยทั่วไปอยู่แล้ว กรรมการเลือกตั้งต่างๆก็กำลังดำเนินการเตรียมการที่จะจัดการเลือกตั้งต่อไปอยู่
บัดนี้จึงเป็นโอกาสที่ปวงชนชาวไทยจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มาทำหน้าที่ออกกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และให้มาทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือกผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งคณะรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศชาติบ้านเมืองแทนเราแล้ว ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งปวงช่วยกันพิจารณาเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายการบริหารประเทศที่ดี และพิจารณาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ได้คนดีมีคุณภาพ คือผู้มีศีลธรรม มีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญาเฉียบแหลม และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เข้ามาทำหน้าที่แทนตนเพียงไร ก็พอจะหวังได้ว่า เราจะได้รัฐบาลที่ดีมีคุณภาพเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศชาติ ให้พ้นจากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประเทศชาติบ้านเมืองของเรากำลังเผชิญอยู่ และมีทางที่จะมีความสันติสุขและมีความเจริญก้าวหน้าดีขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าท่านนอนหลับทับสิทธิ ไม่สนใจไปเลือกตั้งให้ได้คนดีมีคุณภาพ หรือขายสิทธิขายเสียง เพราะเห็นแก่สินจ้างรางวัลเล็กๆน้อยๆไปแล้ว โอกาสที่จะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดีมีคุณภาพ มีศีลมีธรรม มีความรู้ความสามารถ มาทำหน้าที่ออกกฎหมาย มาทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินให้ดี และมาทำหน้าที่พิจารณาเลือกตั้งคนดี พรรคดี ขึ้นเป็นรัฐบาลบริหารประเทศชาติบ้านเมืองให้ดี ก็มีน้อย และกลับจะเปิดช่องให้บุคคลที่ไม่ดี ไม่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ไม่มีศีลธรรมและความรู้ความสามารถมาทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองมากยิ่งขึ้น ประชาชนคนในประเทศชาติของเรากำลังเผชิญอยู่กับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่เสื่อมโทรมอยู่แล้ว ก็จะยิ่งเสื่อมลง เป็นเหตุให้ท่านทั้งหลายทำมาหากินฝืดเคืองและยากจนลงไปอีก เพราะการเศรษฐกิจตกต่ำ และท่านทั้งหลายก็จะถึงความทุกข์เดือดร้อนยิ่งขึ้นไปอีก จนหาความเจริญและสันติสุขได้ยาก
เพราะฉะนั้นทุกท่านควรจะสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตัวเองและต่อประเทศชาติบ้านเมือง โดยไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันเสาร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔ นี้ โดยทั่วหน้ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนวันเลือกตั้งนั้น ท่านควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
- ๒๐ วัน ก่อนวันเลือกตั้ง ไปอ่านประกาศ ณ ที่ทำการ อบต. หรือที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ว่าเราอยู่หน่วยเลือกตั้งใด (ส่วนใหญ่ใช้เขตหมู่บ้านเป็นหน่วยเลือกตั้ง) ที่เลือกตั้งอยู่ที่ใด (ส่วนใหญ่ใช้ที่เดิม) เรามีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่
- ๑๕ วัน ก่อนวันเลือกตั้ง เจ้าบ้านจะได้รับแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในทะเบียนบ้านของตน
- ไม่น้อยกว่า ๑๐ วัน ก่อนวันเลือกตั้ง หากชื่อตกหล่นไป ให้ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง (กกต.เขต)
- ไม่น้อยกว่า ๑๐ วัน ก่อนวันเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถยื่นคำร้องต่อ กกต.เขต เพื่อให้ถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งออกจากบัญชีรายชื่อ
- จนถึงวันเลือกตั้ง เจ้าบ้านสามารถนำหลักฐานทะเบียนบ้านมาแสดง เพื่อให้ถอนชื่อบุคคลที่ปรากฏชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าอยู่ในทะเบียนบ้านของตน แต่แท้ที่จริงไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านของตน
- ถ้าหากท่านมีความจำเป็นจริงๆที่ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ ไม่น้อยกว่า ๗ วัน ก่อนวันเลือกตั้ง ให้ไปแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปลงคะแนนเลือกตั้ง ต่อบุคคลที่แต่งตั้งโดย กกต.เขต หรือทำเป็นหนังสือและมอบหมายให้บุคคลใดไปยื่นก็ได้
- (๗)พึงเข้าใจว่า หลังวันเลือกตั้ง ๓๐ วัน กกต.ประกาศรายชื่อผู้ไม่ไปลงคะแนน และไม่ได้แจ้งเหตุอันควรตาม (๖) เพื่อให้ผู้ไม่ไปลงคะแนนมาแจ้งเหตุภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันประกาศ คราวนี้ถ้าไม่ไปแจ้งเหตุอันควรจะต้องเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ
นอกจากหน้าที่พื้นฐานดังที่กล่าวข้างต้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรต้องติดตามข่าวสารการเมือง ฟังการปราศรัยหาเสียง พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทางการเมืองฯลฯ เพื่อจะได้สามารถตัดสินใจอย่างถูกต้อง อย่างรู้เท่าทัน ว่าควรจะเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด และควรเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขตผู้ใด
คุณลักษณะของคนดีที่ควรเลือก คือ
- เป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญาเฉียบแหลมและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และ
- เป็นคนดีมีศีลมีธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้แก่
เป็นผู้มีใจเมตตากรุณา ไม่เป็นผู้มักทารุณโหดร้าย หรือเป็นนักเลงหัวไม้ ๑
เป็นผู้มีจิตใจเอื้ออารีเผื่อแผ่ เป็นผู้ประกอบอาชีพโดยชอบธรรม และไม่เป็นผู้มักทุจริตคดโกง ๑
เป็นผู้มีความสันโดษในคู่ครองของตน ไม่มักมากหรือสำส่อนในกาม ๑
เป็นผู้มีความซื่อสัตย์และจริงใจ ไม่เป็นผู้ชอบโกหกพกลม และไม่เป็นผู้ชอบใส่ร้ายป้านสีผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม ๑
เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รู้จักบาป-บุญ-คุณ-โทษ ไม่เป็นผู้ไร้สติสัมปชัญญะ รู้ผิดชอบชั่วดี ๑
เป็นผู้รู้จักมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปอกุศล ๑ ไม่เป็นผู้หมกมุ่นหรือติดอยู่แต่กับอบายมุขอันเป็นปากทางแห่งความฉิบหาย กล่าวคือ ไม่เป็นคนขี้เหล้าเมายา ไม่เป็นนักเลงการพนัน ไม่เป็นนักเลงผู้หญิง ไม่เป็นผู้ติดเที่ยวกลางคืน อยู่ตามแหล่งบันเทิงเริงรมย์ ๑ และ
ไม่เป็นนักเลงหัวไม้ ไม่เป็นผู้ชอบใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ๑ ฯลฯ
ถ้าไม่มีคนดีมีศีลธรรม มีความรู้ความสามารถครบถ้วนตามที่เราต้องการ ก็ให้พยายามพิจารณาเลือกบุคคลที่มีข้อเสียน้อยที่สุด
เมื่อถึงวันเวลาไปลงคะแนนเลือกตั้ง ก็พึงทราบวิธีการเลือกตั้งให้ถูกต้อง บัตรที่เราลงคะแนนไป ก็จะได้เป็นผลดี คือ
- ผู้มาลงคะแนนต้องลงลายมือชื่อ หรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- ผู้มาลงคะแนนจะได้รับบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ที่มีสีต่างกัน หลังจากพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือที่ต้นขั้วของบัตรแล้ว
- บัตรเลือกตั้งใบหนึ่งกาได้หนึ่งกากบาด เพื่อเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต
- บัตรเลือกตั้งอีกใบหนึ่งก็กาได้ ๑ กากบาด เพื่อเลือกบัญชีรายชื่อพรรค
- เวลากากบาดลงในบัตรแต่ละบัตรเลือกตั้งทั้ง ๒ นั้น ท่านกากบาดโดยอิสระ ไม่ต้องให้ใครรู้ว่าท่านกากบาดเลือกใคร หรือเลือกบัญชีรายชื่อพรรคใด
- (๕) เมื่อกากบาดทั้ง ๒ ใบแล้ว ผู้มาลงคะแนนหย่อนบัตรด้วยตนเองทีละใบ ลงในหีบบัตรเลือกตั้ง โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าท่านลงคะแนนให้ใครและให้พรรคใด
เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ต้องกลัวว่าใครจะล่วงรู้ว่าท่านเลือกใคร หรือเลือกพรรคใด เมื่อทุกท่านทำได้อย่างนี้ ท่านก็สามารถได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดี มีคุณภาพ มาทำหน้าที่ออกกฎหมาย ควบคุมดูแลบริหารการบริหารราชการแผ่นดิน และพิจารณาคัดเลือกคนดีมีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญาเฉียบแหลม มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มาเป็นนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลที่ดีขึ้นบริหารราชการแผ่นดินแทนท่าน ให้ประเทศชาติบ้านเมืองของท่านเจริญก้าวหน้า ให้ท่านทั้งหลายได้มีความเจริญและสันติสุขดียิ่งๆ ขึ้นไปได้ และท่านก็ได้ชื่อว่า ได้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้ว
วันนี้ขอยุติการปาฐกถาธรรมแต่เพียงนี้ก่อน ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน... เจริญพร