เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน
สำหรับรายการในวันนี้ เนื่องด้วยว่าระยะนี้เป็นระยะเวลาของการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ในการรักษาความปลอดภัยแก่ประชาชนภายในประเทศ และในการอยู่ร่วมกับชาวโลกด้วยดี มีความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข อาตมภาพจึงจะขอนำธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาในกิจการบริหารให้เป็นไปด้วยดี ดังต่อไปนี้
การบริหารกิจการงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานธุรกิจเอกชน การบริหารงานทางสังคม และการบริหารกิจการภาครัฐบาล ที่เรียกว่า การบริหารราชการแผ่นดิน ล้วนแต่มุ่งหวังให้บรรลุผลสำเร็จด้วยดี มีประสิทธิภาพสูง ด้วยกันทั้งนั้น
คำว่า ประสิทธิภาพสูง อันเป็นเครื่องวัดผลการบริหารใดๆ ย่อมมีหลักในการพิจารณาว่า ต้องให้ได้ผลผลิต ที่เรียกตามภาษานักวิชาการการบริหารว่า ประสิทธิผล ให้มากหรือสูง ด้วยค่าลงทุนที่ต่ำ คือ ประหยัด
คำว่า ประสิทธิผล ของการบริหารธุรกิจก็มุ่งหมายกันที่กำไร ของการบริหารสังคมก็มุ่งหมายที่การให้บริการช่วยเหลือสังคม ส่วนประสิทธิผลของการบริหารราชการนั้นมีความหมายกว้าง คือ ความสำเร็จในการบริหารงานตามความต้องการของประชาชน คือ ต้องสนองตอบความต้องการของประชาชนผู้เสียภาษี ผู้เป็นเจ้าของประเทศ ผู้ได้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจากแต่ละจังหวัด ให้มาทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งประเทศ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่เขาทั้งหลาย คือ แก่ประชาชนโดยส่วนรวมให้ได้มากที่สุด
ซึ่ง ณ ที่นี้ ต่อไปนี้ จะได้กล่าวแต่เฉพาะกรณีการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล
คำว่า ด้วยค่าลงทุนต่ำ คือ ประหยัด นั้น มิได้หมายความว่า จะต้องขี้เหนียว งานอะไรๆ ก็ไม่ทำ ไม่กล้าจ่าย ไม่กล้าทำโครงการที่จะก่อให้เกิดผลดีหรือที่จะเป็นการพัฒนาประเทศ ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวม เพราะกลัวจะเสียเงินมาก คำว่า ประหยัด ไม่ใช่อย่างนั้น แต่หมายถึงการรู้จักใช้ทรัพยากร ได้แก่ กำลังคน กำลังเงินงบประมาณแผ่นดิน และการใช้เวลา ในการบริหารกิจการในหน้าที่รับผิดชอบที่ต่ำอย่างคุ้มค่าให้สัมฤทธิ์ผล ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน และตามความประสงค์ หรือความต้องการของประชาชน โดยส่วนรวม โดยไม่เป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือเกิดการรั่วไหล สูญเสียเปล่า เพราะความประมาทเลินเล่อ หรือเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเพราะเจตนาที่จะให้เกิดความรั่วไหล-สูญเสียประโยชน์ของแผ่นดิน ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้องของตัวโดยเฉพาะ
กล่าวโดยย่อ ประสิทธิภาพ อันเป็นเครื่องวัดผลการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นั้น ก็คือ การบริหารราชการให้สำเร็จ ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดแก่ประชาชนโดยส่วนรวม ด้วยต้นทุนหรือค่าลงทุน ได้แก่ กำลังคน กำลังเงิน และเวลาที่ต่ำ อย่างคุ้มค่า ชื่อว่า ประหยัด ตามมาตรฐานที่ควรใช้ให้งานนั้นสำเร็จ คือ บรรลุผลอย่างดีทั้งคุณภาพและปริมาณ ตามนโยบายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยไม่เป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือมีการรั่วไหล สูญเปล่า เพราะความประมาทเลินเล่อ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเจตนาให้เกิดการรั่วไหล สูญเสียประโยชน์ส่วนรวม เพื่อประโยชน์ตนหรือพวกพ้องของตนโดยเฉพาะ
การบริหารงานที่จะให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี มีประสิทธิภาพสูงอย่างนี้ ก็อยู่ที่ความรู้ สติปัญญาความสามารถ และคุณธรรม ของหัวหน้าหรือผู้นำคณะผู้บริหารราชการแผ่นดิน ก็คือ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ผู้ประกอบเป็นคณะรัฐบาล ว่ามีมากน้อยเพียงไร
ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาบริหารประเทศแทนตน ทั้งภาครัฐบาลและภาคนิติบัญญัติ คือ ออกกฎหมายและควบคุมการบริหารของรัฐบาล ก็ต้องถือว่าเป็นคนดีทั้งนั้น ท่านจึงได้รับการเลือกตั้งเข้ามา คือดีตามมติของประชาชนในแต่ละเขตท้องที่ๆ เลือกตั้งเข้ามา แต่จะดีมีความรู้ มีสติปัญญาความสามารถและมีคุณธรรม เหมาะสมกับกิจการบริหารประเภทใดนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ตรงนี้แหละเป็นจุดสำคัญในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นเป็นรัฐบาล ให้มาทำหน้าที่บริหารประเทศ เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ให้ได้คนดี ผู้มีความรู้ มีสติปัญญาความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีคุณธรรมที่ดีที่สุด ให้มาเป็นผู้จัดตั้งคณะรัฐบาล ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นแหละ ที่จะต้องทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ
ถ้าเลือกได้คนดี มีสติปัญญาความสามารถและมีคุณธรรมสูง จากพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ดีและมีความพร้อมที่จะเข้าบริหารประเทศชาติ ให้มาทำหน้าที่จัดตั้งคณะรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศ ก็มีโอกาสให้คณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง และสามารถจะยังประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งประเทศได้มาก เพราะฉะนั้นจุดนี้จึงเป็นจุดสำคัญ อันแสดงถึงสติปัญญาความสามารถ วิสัยทัศน์ และคุณธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะคัดเลือกผู้นำที่ดี มีคุณภาพ จัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศ ให้สมศักดิ์ศรีที่ประชาชนผู้เสียภาษี ผู้เป็นเจ้าของประเทศได้เลือกตั้งผู้แทนของเขาเข้ามาทำหน้าที่แทนตน ให้ทำหน้าที่คัดเลือกคนดี มีความรู้ มีสติปัญญาสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีคุณธรรม และมีบุคลิกความเป็นผู้นำสูงที่สุด เป็นหัวหน้ารัฐบาล คือ เป็นนายกรัฐมนตรี
เมื่อได้นายกรัฐมนตรี ผู้จะทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลแล้ว ต่อจากนั้น ก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีที่จะคัดเลือกบุคคลที่จะมาร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี ถ้าจะต้องมีพรรคการเมืองอื่นร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล จะได้คัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเสนอมาให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือก ให้ได้คนดี มีความรู้ มีสติปัญญาความสามารถ และเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบแต่ละกระทรวงแต่ละทบวง ซึ่งนี้ก็เป็นช่วงหนึ่งที่สำคัญ ที่จะได้คนดี มีฝีมือ มีคุณธรรมมาทำหน้าที่รับผิดชอบบริหาร มาแก้ปัญหาประเทศชาติและพัฒนาประเทศชาติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน จึงเป็นโอกาสที่ผู้ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะได้แสดงฝีมือด้วยความรู้ สติปัญญาความสามารถ มีวิสัยทัศน์ มีบุคลิกความเป็นผู้นำ และคุณธรรมของตน คัดเลือกคนดีมาช่วยทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จริงอยู่ บุคคลที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลได้คัดเลือกส่งเข้ามาให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาคัดเลือกเป็นรัฐมนตรี และตำแหน่งอื่นๆ รองๆ ลงไปนั้น ล้วนแต่เป็นคนดีทั้งนั้น ตามมติของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่ได้คัดเลือกเสนอเข้ามา แต่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ในการพิจารณาบุคคลผู้จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรี ให้ได้คนดี มีคุณธรรมสูงที่สุด และเหมาะสมที่สุด เป็นขั้นสุดท้าย เพื่อนำขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารกระทรวง/ทบวงต่างๆ ที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถและคุณธรรม ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายนักในทางปฏิบัติ
เพราะฉะนั้น นายกรัฐมนตรีจักต้องใช้ประมุขศิลป์อย่างเข้มแข็ง เห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้คนดี มีฝีมือ มีคุณธรรม สูงที่สุดเป็นคณะรัฐมนตรี ผู้ทรงเกียรติ เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้มากที่สุด โดยอาศัยหลักธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงแสดงไว้ เป็นหลักในการกระทำกิจการงาน หรือ การบริหารกิจการงานอย่างเช่นการบริการราชการแผ่นดิน นี้ ให้ได้รับผลเป็นประโยชน์สุขในปัจจุบัน ชื่อว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ข้อที่ ๓ ว่า กัลยาณมิตตตา คือ การรู้จักเลือกคบคนดีเป็นมิตร ไม่เลือกคบคนชั่วเป็นมิตร เพราะเมื่อเลือกคบคนดีเป็นมิตร มาเป็นคู่ร่วมคิด ร่วมเห็น ร่วมประกอบกิจการงานหรือร่วมเป็นรัฐบาล ก็เป็นที่หวังได้ว่า จะสามารถบริหารราชการร่วมกันให้เกิดผลดี มีประสิทธิภาพสูงได้ แต่ถ้าไปเลือกคบคนชั่ว คือ คนไม่ดี เป็นคู่ร่วมคิด ร่วมเห็น ร่วมเป็นคณะรัฐบาล ก็เป็นที่น่าเป็นห่วงว่า จะไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดิน ให้สำเร็จประโยชน์ที่มุ่งหมาย คือ การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ประชาชน และการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองและสันติสุข ตามนโยบายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้มากนัก
ในอดีตที่ผ่านมา การจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารราชการแผ่นดินมักมีปัญหามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลไม่มีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร จำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาล โดยอาศัยพรรคอื่นเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย พร้อมด้วยข้อเรียกร้องต่อรองต่างๆ ทั้งจากสมาชิกพรรคการเมืองของตนและทั้งจากสมาชิกที่จะมาเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล อันมีผลให้การจัดตั้งรัฐบาลเอนเอียงหนักไปข้างเป็น ระบบอุปถัมภ์ และแบ่งเฉลี่ยผลประโยชน์กัน เพื่อรักษาเสถียรภาพ คือ ความมั่นคงของรัฐบาลเอาไว้ให้ได้นานที่สุด มากกว่าที่จะเป็น ระบบคุณความดี เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและทางสังคมโดยส่วนรวมของประเทศชาติเอาไว้ คือ แทนที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน กลับเอนเอียงหนักไปข้างเห็นแก่ประโยชน์พรรคการเมืองและสมาชิกพรรคการเมืองที่ร่วมเป็นรัฐบาล กลับเป็นช่องทางให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่เรียกว่า คอรัปชั่นขึ้นได้มาก จนเป็นเหตุให้การบริหารราชการแผ่นดินต้องล้มเหลว และประชาชนขาดความศรัทธาในพรรคการเมืองและนักการเมืองมากยิ่งขั้น จึงมีผลให้ประชาชนละทิ้ง คือ ไม่เลือกพรรคการเมืองที่เคยบริหารประเทศล้มเหลว และไม่เลือกตั้งสมาชิกพรรคการเมืองที่มีคุณภาพต่ำ และที่มีประวัติด่างพร้อย อื้อฉาว เกี่ยวกับการทุจจริตหรือคอรัปชั่นให้มาทำหน้าที่บริหารประเทศแทนตนต่อไปอีกแล้ว ปรากฏการณ์นี้ได้ปรากฏขึ้นแล้วในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๖ มกราคมที่ผ่านมานี้ โดยที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ได้มอบความไว้วางใจให้กับพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ๒ ปีมานี้ โดยมี พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ให้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศชาติแทนตน ตามนโยบายที่ได้แถลงไว้แก่ประชาชนในตอนหาเสียง อันเป็นพันธะสัญญาที่พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรพรรคนี้ และผู้นำพรรคจะต้องแสดงความรับผิดชอบในการพิจารณาตัวบุคคล ให้ได้คนดีมีคุณภาพเหมาะสมเป็นรัฐมนตรีเพื่อประกอบเป็นรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศชาติ โดยอาศัย ระบบคุณธรรม ตามหลักธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะให้เกิดประโยชน์สุขในปัจจุบันข้อ กัลยาณมิตตตา คือ การเลือกคบแต่คนดีเป็นมิตร และหลักธรรมข้อปฏิบัติอันเป็นมงคล ข้อ การไม่คบคนพาล คบแต่บัณฑิต โดยคุณธรรม เพื่อให้ช่วยกันบริหารราชการแผ่นดินด้วยความถูกต้อง ตามหลักการและศีลธรรม ด้วยความเหมาะสม ด้วยความบริสุทธิ์ และด้วยความยุติธรรม ให้บรรลุความสำเร็จด้วยดี ตามนโยบายของรัฐบาลและตามความต้องการของประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพสูง
โดยนัยนี้ ผู้ได้รับการคัดเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี พึงจะต้องใช้ประมุขศิลป์ด้วยวิจารณญาณอันเฉียบคมและเด็ดเดี่ยว ที่จะคัดเลือกเฉพาะบุคคลดี มีคุณภาพดีจริงๆ ขึ้นมาร่วมเป็นคณะรัฐมนตรีร่วมกันบริหารประเทศชาติ โดยที่ไม่จำเป็นโอนอ่อนผ่อนตามข้อเสนอของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ที่จะเสนอบุคคลที่ไม่เหมาะสมเข้ามาร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี ได้แก่ บรรดานักเลือกตั้งที่ไม่มีคุณภาพ ผู้ไม่มีความสามารถและวิสัยทัศน์กว้างไกลพอในการบริหารประเทศชาติ ผู้ไม่มีศีลไม่มีธรรม ผู้ที่มักติดอยู่แต่ในอบายมุข ผู้ขาดหิริโอตตัปปะ ไม่มีความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปอกุศล เป็นผู้ที่มีประวัติด่างพร้อย/อื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นต้น เหล่านี้ไม่ควรนำขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเลย
มีเสียงสะท้อนจากสื่อมวลชน (ข่าวสด/มติชน ประจำวันพุธที่ ๑๐ มกราคม ศกนี้) มาว่า ควรยกเลิกหลักการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเป็นรัฐมนตรีโดยถือระบบโควต้ารัฐมนตรี ที่คำนวณจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละพรรค การถือหลักการคัดเลือกแต่เพียงโดยการดูจากความอาวุโส หรือแต่เพียงเป็นนายทุนกระเป๋าหนักที่จ่ายเงินให้พรรค และ/หรือแต่เพียงการมีสมาชิกสภาอยู่ในกลุ่ม จึงควรใช้หลักการคัดเลือกบุคคลโดย ระบบคุณธรรม เป็นสำคัญ
ส่วนพรรคการเมืองอื่นที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในรัฐบาลก็พึงให้ความเคารพต่อเสียงของประชาชน ต่อบทบาทและนโยบายของพรรคที่มีเสียงข้างมากเป็นสำคัญ ให้ผู้นำพรรคที่มีเสียงข้างมากสามารถพิจารณาคัดเลือกบุคคลให้ได้คนดี มีคุณภาพเหมาะสมแก่การบริหารงานในกระทรวงหรือทบวงต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด ด้วยความสะดวกใจ โดยอาศัยหลักธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นเครื่องพิจารณาคุณธรรมของบุคคลที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมเหมาะสมแก่การได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวง/ทบวงต่างๆ ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติโดยส่วนรวมเป็นสำคัญ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัส มงคล คือ ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข พระคาถาแรก ในมงคลสูตรว่า
|
อเสวนา จ พาลานํ |
ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา |
|
ปูชา จ ปูชนียานํ |
เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ |
| การไม่คบคนพาล ๑ การคบแต่บัณฑิต ๑ การยกย่องนับถือบูชา หรือ ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่ดี หรือ ปฏิบัติตามอย่างบุคคลที่ดี ๑ นี้เป็นมงคลสูงสุด
|
คำว่า คนพาล หมายถึง คนปัญญาอ่อน ปัญญาน้อย ไม่รู้จักทางเจริญทางเสื่อมแห่งชีวิต เป็นคนมักประพฤติทุจริต โดยไม่มีความละอายและไม่มีความเกรงกลัวต่อบาปอกุศล เป็นต้น จึงนำตนและผู้อื่นที่คบค้ากันประกอบกิจการร่วมกัน ให้วิบัติฉิบหายไปด้วยกันได้ ไม่ช้าก็เร็ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัส การไม่คบคนพาลเสียได้ เป็นมงคลอันสูงสุด
แล้วจะดูอย่างไรจึงจะรู้ว่าใครเป็นคนพาลล่ะ
?
ท่านให้ดูลักษณะของการแสดงออกของคนพาลทางกาย
ทางวาจา และทางใจ ดังนี้
ทุจฺจินฺติตจินฺตี คนพาลชอบคิดแต่เรื่องที่คิดชั่ว เช่นว่า เป็นคนโลภจัด มักมาก มีความเห็นแก่ตัวจัด คอยแต่จะคิดหาช่องให้ได้ผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนพวกพ้อง ญาติมิตรของตัว ไม่ว่าจะตามน้ำ ทวนน้ำก็ตาม ถ้าใครเคยแสดงอาการอย่างนี้ให้เห็นในอดีตบ่อยๆ ก็พึงทราบว่า นั่นแหละ คนพาล
ทุพฺภาสิตภาสี คนพาลชอบพูดแต่วาจาชั่วหยาบ โป้ปดมดเท็จ ก้าวร้าว ด่าทอ ชอบยุแยกให้แตกสามัคคี และชอบพูดแต่คำที่จะเรียกร้องผลประโยชน์ เป็นสำคัญ ถ้าเห็นอาการอย่างนี้ ก็พึงทราบว่า นั่นแหละ คนพาล อีกอย่างหนึ่ง
ทุกฺกฏกมฺมการี ชอบกระทำกรรมที่ชั่วๆ เช่นทำกรรมด้วยเจตนากบฏคดโกง เจตนาที่เป็นการประหัตประหารคนอื่น ตลอดทั้งมักติดอยู่ในอบายมุข เช่น เป็นนักเลงสุรายาเสพติดทั้งหลาย เป็นนักเลงผู้หญิง ชอบหมกมุ่นอยู่แต่ในกิเลสกาม เป็นนักเลงการพนัน และชอบคบคนชั่วเป็นมิตร ติดเที่ยวกลางคืน ตามแหล่งบันเทิงเริงรมย์ต่าง ๆเป็นนิตย์ เป็นต้น นี้ก็เป็นอาการของ คนพาล ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสห้ามว่า อย่าได้คบ อย่าได้เอามาเป็นมิตรคู่ร่วมคิด ร่วมเห็น และร่วมเป็นรัฐบาลเลย เพราะจะพาให้เสื่อมเสียถึงความล่มจมจนได้สักวันหนึ่ง
ส่วนคำว่า บัณฑิต หมายถึง คนมีสติปัญญาอันเห็นชอบ คือ เห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เรียกว่า ญาณคติ รู้ทางเจริญทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง ใครคบหาบุคคลผู้เป็นบัณฑิตเช่นนี้ เอาเป็นมิตรร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมคิด ร่วมเห็น ร่วมคณะรัฐบาลด้วย ก็มีแต่จะเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสว่า การคบแต่บัณฑิต และการนับถือบูชาปฏิบัติตามอย่างผู้เป็นบัณฑิตโดยคุณธรรมอย่างนี้ เป็นมงคลสูงสุดแก่ชีวิต
จะรู้ได้อย่างไร ว่าคนไหนเป็นบัณฑิตโดยคุณธรรม ? คนไหนเป็นบัณฑิตเก๊ ? ท่านว่าให้สังเกตดูอาการที่แสดงออกทางกาย ทางวาจา และทางใจ อย่างนี้ว่า
สุจินฺติตจินฺตี คือ บัณฑิตนั้นชอบคิดแต่เรื่องที่คิดดี ด้วยเจตนาความคิดอ่านที่บริสุทธิ์ใจ จะสร้างงาน สร้างโครงการ หรือบริหารกิจการใดๆ ก็ไม่คำนึงแต่เฉพาะประโยชน์สุขส่วนตัว หรือแต่เฉพาะส่วนพวกพ้องญาติมิตรของตนเป็นใหญ่ แต่จะคำนึงถึงประโยชน์สุขส่วนรวมของประชาชนของประเทศเป็นสำคัญ บุคคลที่มีหรือแสดงอาการอย่างนี้ให้เห็นอยู่เสมอ พึงทราบว่า นั่น บัณฑิต โดยคุณธรรม
สุภาสิตภาสี ชอบพูดแต่คำพูดดี เป็นคำพูดที่จริงจากใจ ไม่เจตนาหลอกลวงหรือโป้ปดมดเท็จ เป็นวาจาที่สุภาพอ่อนโยน ไม่ก้าวร้าว หยาบคาย ด่าทอ หรือทิ่มแทงผู้อื่นให้เจ็บช้ำน้ำใจ ไม่เป็นวาจาที่ยุแยกให้แตกสามัคคี เป็นวาจาที่ดี ที่มีคุณประโยชน์ ไม่พูดเพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้สาระ อย่างนี้พึงทราบว่า บัณฑิต อีกข้อหนึ่ง
สุกตกมฺมการี ชอบทำแต่กรรมที่ดี ที่ถูกต้องตามหลักการ ถูกต้องตามกฎหมายของบ้านเมือง ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และทั้งเป็นกรรมที่เหมาะสมด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความยุติธรรม มุ่งตรงต่อประโยชน์สุขส่วนรวมของประชาชนประเทศชาติเป็นสำคัญ อาการอย่างนี้ เป็นอาการของ บัณฑิต
เพราะเหตุนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงแสดงข้อปฏิบัติที่ชื่อว่า มงคล ว่า การไม่คบคนพาล ๑ การคบแต่บัณฑิต ๑ การบูชายกย่องนับถือปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่ดีและตามอย่างคนดี ๑ นี้เป็นมงคลสูงสุด เป็นคุณเครื่องช่วยในการพิจารณาคนดี คือ ผู้มีทั้งความรู้ความสามารถ และมีทั้งคุณธรรม ให้มาทำหน้าที่การบริหารกิจการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ให้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง
คนโบราณท่านจึงกล่าวเป็นคติธรรมว่า คบคนดีเป็นศรีแก่ตัว คบคนชั่วพาตัวให้ฉิบหาย หรือว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตๆ พาไปหาผล ดังนี้
ก็ขอฝากไว้ให้นักบริหารทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภาที่กำลังจะจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศ และนักบริหารทุกระดับ ทั้งข้าราชการประจำ และทั้งข้าราชการการเมือง ได้ระลึกไว้เพื่อปฏิบัติตนให้ถึงความสำเร็จ และเพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งชีวิตของตน และของประชาชนโดยส่วนรวม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เพื่อความมั่นคงของรัฐบาลนั้นเอง
อนึ่ง ขอเจริญพรไว้เป็นข้อสังเกตอีกประการหนึ่งว่า บุคคลหรือคณะบุคคลใดที่คิดร้าย กล่าวร้ายโดยไม่เป็นธรรม หรือมีการกระทำอันชั่วร้าย เป็นการเบียดเบียนทำลาย หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันหลักทั้ง ๓ ของไทย แม้แต่สถาบันใดสถาบันหนึ่ง คือ สถาบันชาติไทย ๑ สถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ๑ และสถาบันพระพุทธศาสนา ๑ ผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ คือ ผู้ไม่เคยคิดที่จะรุกราน เบียดเบียน หรือก่อกรรมทำเข็ญ สร้างความเดือดร้อนให้ใคร มีแต่คอยให้แสงสว่างและนำทางไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขแห่งชีวิตถ่ายเดียว ให้ต้องเสื่อมเสียหรือเดือดร้อน ด้วยอุบายวิธีอันชั่วช้าเลวทรามต่างๆ บุคคลหรือคณะบุคคลนั้น ย่อมถูกกรรมชั่วนั้นชักนำไปสู่ความเสื่อม ให้ต้องประสบความหายนะ ถึงความล้มเหลวในชีวิต และย่อมประสบกับความทุกข์เดือดร้อนเอง ไม่ช้าก็เร็ว และก็ไม่นานเกินรอ ดุจเด็กเล่นทรายโกยทรายโยนขึ้นสู่ฟ้า ทรายนั้นย่อมกลับตกลงมาบนศีรษะ และถูกหน้าตาของตัวเองนั้นเองอีก ฉันใดฉันนั้น ดังมีตัวอย่างให้เห็นมามากแล้ว
เพราะเมืองไทยนี้ เป็นเมืองพุทธที่มีผู้ทรงศีลทรงธรรม และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก ฉะนั้น ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา ผู้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยนี้ พึงมีความกตัญญูรู้คุณ และมีกตเวทิตาธรรมตอบแทนคุณ โดยช่วยกันพิทักษ์รักษาและทำนุบำรุงสถาบันหลักทั้ง ๓ ของประเทศไทยนี้ไว้ให้ดี ท่านก็จะมีแต่ความเจริญและสันติสุขในชีวิต ตามสมควรแก่คุณธรรมของท่านเอง
วันนี้ขอยุติการปาฐกถาธรรมแต่เพียงนี้ก่อน ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน... เจริญพร