ปาฐกถาธรรมเรื่อง
การเคารพเป็นมงคลสูงสุด

โดย พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เวลา ๐๘.๐๐ น.

เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

วันนี้ อาตมภาพจะได้กล่าวถึงมงคลที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสถึงเรื่องมงคล คือ ธรรมข้อประพฤติปฏิบัติอันจะนำไปสู่ความเจริญ และ สันติสุขในชีวิต ซึ่งได้ทรงแสดงไว้ในพระคาถาที่ ๗ ว่า
“คารโว จ นิวาโต จ สนฺตุฏฺฐี จ กตญฺญุตา
กาเลน ธมฺมสฺสวนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ.”
ความเคารพ ๑ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ๑ ความ สันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑ การฟังธรรมตามกาล ๑ นี้ เป็นมงคลอันสูงสุด [คือเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความ เจริญรุ่งเรือง และสันติสุขในชีวิตได้อย่างสูงสุด]

เฉพาะวันนี้ จะได้กล่าวถึงแต่เฉพาะความเคารพ หรือคารวะ ซึ่งพระบาลีว่า “คารโว” ซึ่งหมายถึงการแสดงอาการทางกาย ทางวาจา และโดยเจตนาความคิดอ่าน ที่ยกย่อง นับถือ เอื้อเฟื้อ เอาใจใส่ ต่อบุคคล ต่อธรรมะ และต่อสิ่งที่ควรเคารพนับถือ คือที่มีความสำคัญ สมควรแก่การเคารพ
ยกย่อง นับถือ ให้ถูกต้องเหมาะสม ไม่แสดงอาการกิริยา วาจาที่แข็งกระด้าง ล่วงเกิน หรือล่วงละเมิด ด้วยประการต่างๆ

การแสดงความเคารพนั้น เฉพาะในหมู่บรรพชิต มีพระภิกษุสามเณร เป็นต้น ย่อมแสดงหรือปฏิบัติต่อกัน ๔ วิธี คือ อภิวาท คือ การกราบ ไหว้ อุฏฐานะ คือ การลุกยืนขึ้นต้อนรับ อัญชลีกรรม คือการประณมมือไหว้ และสามีจิกรรม คือ การแสดงอัธยาศัยที่ดีต่อกัน เช่นผู้น้อยหลีกทาง ให้ที่นั่ง นั่งข้างหลัง หรือเวลาเดินก็เดินเยื้องหรือเดินตามหลังผู้ใหญ่ ต่อหน้า ผู้ใหญ่ก็ลดร่ม ถอดรองเท้า เป็นต้น นี้เป็นหลักปฏิบัติข้อใหญ่ๆ และในกรณี ข้อธรรม คือ พระธรรมวินัยที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วก็เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล ศึกษาและปฏิบัติตาม

ส่วนในหมู่คฤหัสถ์ ก็เป็นไปตามขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงาม ของแต่ละท้องถิ่น เช่น การกราบ การไหว้ การคำนับ การเปิดหมวก การลุก ยืนขึ้นต้อนรับผู้ใหญ่ การนั่งคือทรุดกายลงนั่งต่อหน้าผู้ใหญ่ การกระทำ วันทยหัตถ์ วันทยาวุธ การแลซ้าย แลขวา การยิงสลุต การลดธง และการ บรรเลงเพลงดนตรี เช่น การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงชาติ เพลง มหาฤกษ์ มหาชัย หรือการแสดงกิริยา วาจา ที่สุภาพอ่อนโยน และแม้การลด สายตาลงด้วยจิตใจที่อ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่แสดงกิริยา วาจากระด้างกระเดื่อง และแม้ด้วยสายตาที่แข็งกร้าว เย่อหยิ่ง จองหอง หยาบคาย เป็นต้น ส่วนในกรณีธรรมะหรือคำแนะนำสั่งสอนโดยชอบก็เอื้อเฟื้อ เชื่อฟัง เอาใจใส่ ศึกษา และปฏิบัติตาม

ผู้มีคารวธรรม รู้จักสัมมาคารวะ รู้จักที่ต่ำที่สูง คือรู้จักความสำคัญ ของบุคคล รู้จักข้อธรรมะ และสิ่งที่ควรเคารพ นับถือ บูชา ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรมสูง ที่จะนำบุคคลผู้ทรงคุณธรรมนี้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และสันติสุข ในชีวิต ไม่เป็นไปในทางเสื่อม เป็นโทษ หรือเป็นความทุกข์เดือดร้อน จึงเป็น “มงคลอันประเสริฐสูงสุด”

การเคารพบุคคล การเคารพข้อธรรมะ และสิ่งที่ควรเคารพนั้น มี ๖ ประการใหญ่ๆ คือ

พุทธคารวตา ความเคารพในพระพุทธเจ้า ๑
ธัมมคารวตา ความเคารพในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ๑
สังฆคารวตา ความเคารพในพระสงฆ์ผู้ศึกษาและปฏิบัติพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า ๑
สิกขาคารวตา ความเคารพในการศึกษาอบรมตน ๑
อัปปมาทคารวตา คือความเคารพในความไม่ประมาท ๑ และ
ปฏิสันถารคารวตา คือความเคารพในปฏิสันถาร ๑

ดังที่อาตมาจะได้กล่าวถึงเหตุผลที่บุคคลพึงเคารพในบุคคล การเคารพในธรรมะและในสิ่งที่ควรเคารพ ดังกล่าวนี้ว่า เพราะเหตุใดจึงควรต้องเคารพ ถ้าไม่เคารพและหากประพฤติลบหลู่ ล่วงเกิน แล้วจะได้รับผลอย่างไร เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญาแก่ท่านผู้สนใจศึกษาสัมมาปฏิบัติต่อไป

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทรงเป็นผู้ตรัสรู้พระธรรมวิเศษ ได้แก่ พระอริยสัจ ๔ คือ ความจริงอย่างประเสริฐในเรื่องของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ คือ มรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวร และหนทางปฏิบัติเพื่อถึงความพ้นทุกข์ และ ถึงซึ่งบรมสุขอย่างถาวรได้จริง กล่าวโดยย่อก็คือ เป็นผู้ตรัสรู้ คือทรงรู้แจ้ง ทรงเห็นแจ้ง กล่าวคือ ทรงมีพระปัญญาอันเห็นชอบในทางเจริญ และ ทางเสื่อมแห่งชีวิต ตามที่เป็นจริง ด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นผู้มีความประพฤติปฏิบัติที่ดีที่ชอบทรงมีพระทัยที่บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว จากสรรพกิเลส ตัณหา อุปาทาน โดยสิ้นเชิง และ ทรงมีพระเมตตา พระกรุณาคุณ ต่อสัตว์โลกทั้งหลาย จึงไม่ทรงเก็บงำพระธรรมวิเศษที่ทรงปฏิบัติได้ถึงบรมสุขไว้เฉพาะพระองค์ ทรงเสียสละกำลังพระวรกาย ออกแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกที่พอมีอุปนิสัยที่จะรับรู้ เรียนรู้ และรู้แจ้งแทงตลอดในพระธรรมได้ ให้ตั้งอยู่ในสรณะ ๓ คือมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ขึ้นไปจนถึงบรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และที่เป็นบรมสุข ตามรอยบาทพระพุทธองค์ จึงเป็นผู้ควรเคารพ นับถือบูชา

ผู้เคารพ นับถือ ในพระพุทธเจ้า ย่อมได้ทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอันประเสริฐ นำตนไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และสันติสุขแต่ส่วนเดียว ดังพระบาลีมีมาในมหาสมัยสูตร ว่า
 
“เยเกจิ พุทฺธํ สรณํ คตา เส น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ
ปหาย มานุสํ เทหํ เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺติ.”
“บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ บุคคลเหล่านั้น จักไม่ไปสู่อบายภูมิ ละกายที่เป็น ของมนุษย์แล้ว จักยังเทวกายให้เต็มรอบ.”

คำว่า ละกายที่เป็นมนุษย์ นี่ละได้ ๒ กาล กาลเมื่อระหว่างมีชีวิตอยู่นี้ ถ้าได้ปฏิบัติภาวนาสมาธิ/ปัญญา โดยมีศีลเป็นบาท จนละอุปาทานในกายมนุษย์ได้ ก็เจริญภาวนาให้ถึงเทวกาย/เทวธรรม ได้ความสุขอย่างเทวดาเหมือนกัน นี้ว่าแต่ระดับโลกิยธรรม ถ้าปฏิบัติภาวนาถึงโลกุตตรธรรม ย่อมพ้นทุกข์และถึงซึ่งบรมสุขอันถาวร ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ นี้กาล ๑   อีกกาลหนึ่งคือ เมื่อตายย่อมถึงสุคติโลกสวรรค์ได้  เพราะเหตุนี้ ความเคารพในพระพุทธเจ้า จึงเป็นมงคลอันประเสริฐสูงสุดด้วยประการฉะนี้

ส่วน “พระธรรม” คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นข้อปฏิบัติให้รู้ แจ้งเห็นจริงในพระสัจจธรรม ว่า นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุแห่งทุกข์ นี้คือสภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ และนี้คือหนทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ และถึงความสันติสุขได้จริงแท้แน่นอน กล่าวโดยย่อก็คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข ๑ และข้อห้ามมิให้ปฏิบัติที่เป็นทางให้ถึงความเสื่อมเป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อน จึงทรงให้ละเว้นความชั่ว หรือบาปอกุศลเสีย และวิธีชำระจิตใจให้ผ่องใส ให้สามารถพิจารณาเห็นแจ้งรู้แจ้งในทางเจริญ ทางเสื่อม แห่งชีวิตด้วยตนเอง จะได้ดำเนินชีวิตไปสู่ทางเจริญและสันติสุขแต่ส่วนเดียว ไม่ไปทางเสื่อม เป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อน ทั้งแก่ตนเอง และผู้อื่น ใครผู้ใดได้รับรู้ และได้เรียนรู้ โดยการศึกษา และปฏิบัติพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยดี ก็จะได้รับผลเป็นความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขในชีวิตได้จริง และจะเห็นผลได้ด้วยตนเอง ไม่เลือกกาลเวลา ดังพระพุทธดำรัส มีมาในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ ๙๐๓ หน้า ๓๓๓ ว่า
 
“ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ.”
“บุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว.”

พระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า จึงเป็นข้อปฏิบัติที่คนมีปัญญาจะพึงเคารพ นับถือ บูชา คือ “รับรู้” “เรียนรู้” ด้วยความเอื้อเฟื้อ คือเอาใจใส่ในการศึกษา และปฏิบัติพระสัทธรรม ได้แก่ การศึกษาอบรมในศีล สมาธิ ปัญญา ให้ถึงอธิศีลคือศีลอันยิ่ง อธิจิตคือจิตยิ่งสมาธิยิ่ง และอธิปัญญา คือ ปัญญาอันยิ่ง จน “รอบรู้” คือ รู้ทั่ว ทั้งให้รู้จำ (สัญชานนะ) รู้แจ้ง (วิชานนะ)และ รู้แทงตลอด (ปฏิเวธะ) ก็จะเป็นทางให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวงและที่เป็นบรมสุข ตามรอยบาทพระพุทธองค์ได้จริง ความเคารพในพระธรรม จึงเป็นมงคลอันประเสริฐสูงสุด ด้วยประการฉะนี้

พระสงฆ์ คือหมู่ชนได้แก่ หมู่พระภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ศึกษา และปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ตามพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้ว มีสีลาจารวัตรที่งดงาม เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น และได้แนะนำสั่งสอนสาธุชนผู้สนใจในธรรม ให้ศึกษาและปฏิบัติธรรมได้ผลดีตาม   พระสงฆ์ ณ ที่นี้ จึงหมายถึงหมู่พระภิกษุสงฆ์ผู้ได้รับการอุปสมบทตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ได้แก่ พระอริยสงฆ์สาวก ผู้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว และพระสมมติสงฆ์ผู้กำลังปฏิบัติพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อพระโสดาปัตติมรรคขึ้นไป ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์ผู้มีไตรสรณคมณ์ คือ ผู้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งเท่านั้น   ผู้กำลังปฏิบัติ ไตรสิกขา คือ สีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา ตามนัยแห่งอริยมรรคมี องค์ ๘ ตามรอยบาทพระพุทธองค์ อื่นนอกจากนี้ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์ ตามพระธรรมวินัยนี้   พระสงฆ์นี้นี่แหละที่เป็นผู้สืบบวรพระพุทธศาสนาด้วยดีต่อๆ มา จนถึงปัจจุบันนี้ ก็นับเป็นบุคคลผู้ควรเคารพ นับถือ เชื่อฟัง และปฏิบัติตาม เพราะมีแต่จะชักนำเราให้ได้เข้าใกล้พระรัตนตรัย ให้ได้รับรู้ เรียนรู้ จนถึงรู้แจ้ง แทงตลอดในพระสัทธรรม และได้ปฏิบัติพระสัทธรรมให้ถึงความพ้นทุกข์ และ ให้ถึงแต่ความเจริญรุ่งเรือง และสันติสุขแก่ตน แต่ถ่ายเดียว ได้อย่างแน่นอน ความเคารพในพระสงฆ์ จึงเป็นมงคลอันประเสริฐสูงสุด

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายพึงทราบ มงคล ข้อ “คารวะ” คือ ความเคารพ นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเคารพในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ผู้ทรงคุณธรรมสูง คือผู้ทรงศีลทรงธรรมนั้น มีแต่จะยังความเจริญรุ่งเรือง และสันติสุข ให้เกิดมีแก่ตนแต่อย่างเดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคารพในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปนานแล้ว ยังคงอยู่แต่พระธรรม เป็นพระศาสดาแทนพระองค์ และพระสงฆ์ผู้สืบบวรพระพุทธศาสนา และพระเจดีย์ ได้แก่ พระธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ พระธรรมเจดีย์ และอุทเทสิกเจดีย์ คือสิ่งที่สร้างขึ้นอุทิศเฉพาะต่อพระพุทธเจ้า ได้แก่ พระพุทธปฏิมา หรือพระพุทธรูป ต่างๆ แทนพระองค์   ผู้ใดเคารพ นับถือ กราบไหว้ บูชา เพื่อระลึกถึงคุณ พระรัตนตรัย ผู้นั้นย่อมได้อานิสงส์ ย่อมเป็นมงคลอันประเสริฐสูงสุดสำหรับตน คือ นำตนไปสู่การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามพระสัทธรรมของพระองค์นำความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขมาสู่ตน

ผู้ใดลบหลู่ดูหมิ่น ประพฤติปฏิบัติล่วงเกิน ล่วงละเมิด ด้วยจิตใจบาปหยาบช้า โง่เขลาเบาปัญญา ย่อมได้รับผลตรงกันข้าม คือ ย่อมมีโทษถึงความทุกข์เดือดร้อน ตามระดับจิตใจที่ตกต่ำด้วยอำนาจของกิเลส อันมีโมหะ โทสะ เป็นต้นนั้น ดังมีตัวอย่างโทษของการล่วงเกินพระพุทธเจ้า แม้พระเจดีย์ ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ที่เขาสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถึงพระพุทธเจ้า ปรากฏในมงคลทีปนีกถา ว่าด้วย “การคบหรือไม่คบคนพาลและบัณฑิต” ว่า

ในสมัยพุทธกาล เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระเจ้าอชาตศัตรูได้คบคิดกับพระเทวทัตปลงพระชนม์ชีพ พระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นพระราชบิดา โดยทรงให้จำขังและตัดพระกระยาหาร (ให้อดพระกระยาหาร) พระราชบิดา

พระราชเทวีได้ทรงช่วยนำพระกระยาหารไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร ด้วยวิธีการปกปิดซ่อนเร้นนำพระกระยาหารไปส่งด้วยวิธีต่างๆ ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ราชบุตรทรงทราบ ก็ทรงห้ามพระราชเทวี พระราชมารดา มิให้นำพระกระยาหารไปส่งถวายพระราชบิดาได้ พระเจ้าพิมพิสารนั้นทรงเป็นอริยบุคคล คือเป็นพระโสดาบันบุคคล แม้ทรงอดพระกระยาหาร ก็ยังพระวรกายให้เป็นไปด้วยการเสด็จจงกรม อันประกอบด้วยสุขอันเกิดจากมรรค ผล พระวรกายจึงยังคงผ่องใสและรุ่งเรืองอยู่

พระเจ้าอชาตศัตรูครั้นทรงทราบว่า พระราชบิดายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ด้วยการเสด็จจงกรม จึงมีกระแสรับสั่งให้พวกช่างกัลบก คือช่างตัดผมไป ด้วยพระราชโองการว่า “พวกท่านจงเอามีดโกนผ่าพระบาทพระราชบิดาของเราเสีย แล้วทาด้วยน้ำมันผสมเกลือ แล้วรมด้วยถ่านไม้ตะเคียน” พวกช่างกัลบกก็จำต้องกระทำตามบัญชาของพระเจ้าอชาตศัตรู ซึ่งเป็นพระราชโอรสผู้แย่งพระราชบัลลังก์จากพระราชบิดา เพื่อทรงเป็นพระราชาเสียเองในขณะนั้น

เวทนากล้าได้เกิดขึ้นแก่พระเจ้าพิมพิสาร จึงเสด็จสวรรคตในกาลต่อมา เสด็จจุติคือเคลื่อนจากมนุษย์โลกนี้แล้ว ก็ได้ไปบังเกิดเป็นยักษ์ชื่อว่า ชนวสภะ ผู้บำรุงท้าวเวสสวรรณ ในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราช ด้วยอำนาจความรักใคร่ที่พระองค์ได้ทรงอบรมมานาน เพราะได้เคยไปเกิดในเทวโลกชั้นนี้มามาก

ในเรื่องที่พระเจ้าพิมพิสารถูกพระเจ้าอชาตศัตรู ผู้เป็นพระราชบุตร กระทำปิตุฆาตคือฆ่าพระบิดา โดยให้พวกช่างกัลบกเอามีดโกนผ่าพระบาท ทาด้วยน้ำมันผสมด้วยเกลือ และรมด้วยถ่านไม้ตะเคียนนี้ ตามคัมภีร์มงคลทีปนี กล่าวถึงกรรมในอดีตของพระราชา ว่า

ในกาลก่อน (คือในชาติก่อน) พระราชาได้สวมฉลองพระบาท คือสวมรองเท้าเข้าไปในลานพระเจดีย์ อันเป็นที่สักการบูชาของหมู่ชนทั้งหลาย นี้ ประการ ๑ และอาจารย์แต่ปางก่อนยังได้แสดงอีกว่า พระองค์ได้เคยเหยียบย่ำบนเสื่อลำแพน ที่เขาปูไว้เพื่อให้เป็นที่นั่งของพระภิกษุสงฆ์ ด้วยพระบาทที่ยังมิได้ชำระล้างให้สะอาดเสียก่อน อีกประการ ๑ จึงส่งผลให้พระองค์รับความทุกข์ทรมานในชาตินี้ นี้เป็นผลจากกรรมเก่าที่พระเจ้าพิมพิสารได้เคยทรงกระทำเป็นการล่วงเกินพระเจดีย์ และเสื่อลำแพนอันเขาจัดให้เป็นที่นั่งของพระภิกษุสงฆ์ แต่ชาติปางก่อน มาให้ผลในชาติที่เป็นพระราชา พระนามว่า “พิมพิสาร” ในสมัยที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่
ยังมีมากถึงเพียงนี้ จึงไม่ต้องกล่าวถึงโทษของผู้ลบหลู่ดูหมิ่นทำลายพระพุทธรูปอันผู้มีจิตศรัทธาเขาได้ทำไว้เพื่อบูชาพระรัตนตรัย ว่าจะมีมากน้อยเพียงไรทั้งในภพชาตินี้ และในภพชาติหน้าต่อๆ ไป

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย เมื่อได้ทราบมงคลข้อ “คารวะ” คือ ความเคารพ นี้แล้วก็อย่าได้ประมาท ลบหลู่ดูหมิ่น ประพฤติปฏิบัติล่วงเกิน หรือ ล่วงละเมิดในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แม้ พระพุทธรูป สถูป หรือเจดีย์ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ หรือโบสถ์ วิหาร ที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาแทนองค์พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้า และแม้ศาลาการเปรียญสถานที่แสดงธรรม เป็นต้น ด้วยความประพฤติอันไม่เหมาะสม ดีงาม อย่างเช่นโดยการสวมหมวก สวมรองเท้า กางร่ม ไปในปูชนียสถานหรือ ใกล้ปูชนียสถาน ที่เป็นที่เคารพบูชาของเหล่าชนทั้งหลาย ก็อย่าได้ประมาท หลงกระทำด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ หรือด้วยทิฏฐิ ผิดๆ ของตัวว่า ฉันไม่ยี่หระ ฉันไม่สนใจ ไม่เห็นจะบาปตรงไหน เป็นต้น ถ้ามีอุปนิสัย มีปกติคิด พูด กระทำเช่นนั้นอยู่ คงไม่นานเกินรอที่จะได้เห็นผลในชาติปัจจุบัน และยังจะได้รับผลกรรมนั้นในภพชาติต่อๆ ไปอีก เว้นแต่จะได้กระทำไปเพราะความประมาทพลาดพลั้ง หรือความจำเป็นจริงๆ ก็ต้องตั้งเจตนาว่ามิได้เจตนาลบหลู่ ดูหมิ่น ล่วงเกิน และได้กระทำสามีจิกรรม คือได้ขอ ขมาต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอให้อดโทษเสีย จึงจะไม่มีโทษ

เพราะฉะนั้น ทุกท่านจงอย่าได้ประมาท เพราะผลของกรรมนั้นไม่มีข้อยกเว้นใดๆ แก่ใครๆ เหมือนเด็กกำถ่านเพลิง ย่อมต้องไหม้มือที่จับที่กำไว้นั้นเสมอไป ถ้ากำถ่านเพลิงนั้นไว้แน่นมากเพียงไร ย่อมไหม้มือมากเพียงนั้น ฉันใด บุคคลผู้ประพฤติลบหลู่ ดูหมิ่น ล่วงเกิน ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นบาปอกุศลด้วยโมหะ (คือความหลง ไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ตามที่เป็นจริง) เพียงไร ก็ย่อมได้รับผลเป็นโทษ ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนมากเพียงนั้น ฉันนั้น ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น”

สิกขาคารวตา ความเคารพในสิกขา คือการเอื้อเฟื้อ เอาใจใส่ใจการศึกษาอบรมตนในศีล สมาธิและปัญญา รวมเรียกว่า “ไตรสิกขา” ให้เจริญ ถึงอธิสีลสิกขา คือการศึกษาอบรมในศีลอันยิ่ง โดยการสังวรระวังในศีลและอินทรีย์ ให้ความประพฤติปฏิบัติทางกายและวาจาเรียบร้อยดีไม่มีโทษ เป็น “ศีลวิสุทธิ” คือความหมดจดแห่งศีล อธิจิตตสิกขา คือการศึกษา อบรมในจิตตอันยิ่ง โดยการเจริญภาวนาสมาธิ ถึงฌานจิต อันเป็นธรรมปฏิบัติเครื่องกำจัดกิเลสนิวรณ์ออกจากใจ เป็น “จิตตวิสุทธิ” คือความ หมดจดแห่งจิต อันจะเป็นไปเพื่อการเจริญปัญญารู้แจ้งในสภาวธรรมและสัจจธรรมตามที่เป็นจริง การอบรมปัญญาให้เห็นแจ้ง รู้แจ้งในสภาวธรรม ทั้งที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขาร/สังขตธรรม) และทั้งที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (วิสังขาร/อสังขตธรรม) และในอริยสัจจธรรม ตามที่เป็นจริง ชื่อว่า อธิปัญญาสิกขา อันมีนัยอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นทางแห่งความบรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง และที่เป็นบรมสุขได้อย่างถาวร ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้

ในระหว่างการปฏิบัติไตรสิกขาอยู่ แม้จะยังไม่ถึงได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน เมื่อตั้งใจศึกษาอบรมตน ด้วยความเอื้อเฟื้อ คือด้วยความเอาใจใส่ ในการศึกษาอบรมตนมั่นคงอยู่ และให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปอยู่นั้นย่อมได้รับผลเป็นความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขในชีวิต ไม่มีเสื่อมเลย

การเคารพในไตรสิกขา คือ ในศีล สมาธิ และปัญญา อันมีนัยอยู่ใน อริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมเป็นมงคลอันประเสริฐสูงสุด ด้วยประการฉะนี้

อัปปมาทคารวตา การเคารพในความไม่ประมาท ณ ที่นี้หมายถึงการเห็นความสำคัญ เห็นคุณค่าของความไม่ประมาท ว่าเป็นทางให้ปลอดภัยเป็นทางที่ไม่ตาย ดังบาลีพระพุทธภาษิต มีมาในขุททกนิกาย ธรรมบท (ขุ. ธ. ๒๕/๑๘) ว่า
 
“อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย
อปฺปมตฺตา น มียนฺติ ผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่ตาย
ปมาโท มจฺจุโน ปทํ ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย
เย ปมตฺตา ยถา มตา ผู้ประมาทเหมือนคนที่ตายแล้ว”

ความประมาท คือความขาดสติ (ความระลึกได้) และขาดสัมปชัญญะ (ความรู้สึกตัวพร้อม) และ ขาดความยับยั้งชั่งใจ พิจารณาเรื่องราว หรือเหตุการณ์ ด้วยปัญญาอันเห็นชอบว่า เรื่องที่ตนกำลังจะคิด จะพูด หรือ จะทำอะไรๆ ว่า ผิดหรือถูก เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นทางเจริญ หรือทางเสื่อม เหมือนเรือไม่มีหางเสือ ก็อาจจะแล่นไปเกยตื้น หรือชนหินโสโครก หรือชนกันเองกับเรืออื่น หรือแล่นเข้าไปสู่คลื่นลมทะเลที่บ้าคลั่ง ย่อมจะประสบกับความแตกสลาย อัปปางลง เสียหายหรือตายได้

นี่แหละที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย” และว่า “คนประมาทแล้ว เหมือนคนที่ตายแล้ว”

การขับรถราก็เหมือนกัน ถ้าประมาทว่าตนนี้ฝีมือการขับรถแน่ ถือว่า ตนนี้ขับรถเก่ง ว่ารถของตนนี่กำลังสูงดี ครั้นขับรถผ่านถนนที่ขรุขระ เป็นหลุม เป็นบ่อ หรือที่ลื่นไถล หรือมีเครื่องกีดขวาง ไม่ทันได้ระวังตัว ก็เกิดอุบัติเหตุถึงตายได้ เพียงชั่วพริบตาเดียว

การดำเนินชีวิตก็เหมือนการขับรถ ขับเรือ ถ้าประมาทขาดสติ สัมปชัญญะ ไม่ระลึกได้ว่า ความประพฤติคือความคิด การพูด การกระทำว่า อย่างไรดี-อย่างไรชั่ว อย่างไรถูก-อย่างไรผิด ทางไหนเป็นทางแห่งความเจริญ-ทางไหนเป็นทางแห่งความวิบัติฉิบหาย ตามที่เป็นจริง ก็ไม่รู้สึกตัว ว่าที่ ตนเองคิด พูด ทำ อยู่นั้น ผิดหรือถูก ควรหรือไม่ควร ก็หลงทาง ถลำตัวไป ทางผิด ไปทางชั่ว ให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน หรือถึงตายได้

คำว่า “ตาย” นั้น พิจารณาได้ ๔ นัย คือ ตายจากคุณความดี ๑ ตาย คือ วิบัติฉิบหายด้วยผลของกรรมชั่วและกิเลส ๑ ตายคือ สิ้นชีวิต ๑ และ ตาย คือการเวียนว่ายตายๆ เกิดๆ อยู่ในกองทุกข์ต่อๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุดอีก ๑ ที่ว่า “ตายจากความดี” ตัวอย่างเช่น มีข่าวเรื่องสาวใจแตก ที่ชอบเที่ยว ย่าน อาร์.ซี.เอ. นอกจากไม่เอาใจใส่ในการศึกษาเล่าเรียน เพื่อศึกษาหาความรู้ให้สูงขึ้นไป จะได้มีพื้นฐานในการประกอบสัมมาอาชีวะ จะได้ดำเนินชีวิตไปด้วยปัญญาให้ประสบ ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปได้ แต่กลับติดอยู่ในแหล่งบันเทิงเริงรมย์ และกามกิเลส จนตั้งครรภ์แล้วๆ เล่าๆ ไม่มีปัญญาจะ เลี้ยงลูก ก็ได้แต่นำลูกไปฝากให้ญาติเลี้ยง เปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยจนท้องและคลอดลูกคนที่ ๓ จึงไม่กล้านำไปฝากญาติ และไม่กล้านำเข้าบ้าน เพราะกลัว พ่อ-แม่จะดุด่าเอา ลงท้ายก็ตัดสินใจเอาลูกอายุ ๑๑ วันไปโยนทิ้งในพงหญ้า แล้วไปแจ้งตำรวจว่าลูกหาย ครั้นตำรวจสอบสวนได้ความจริงว่า ที่แท้ก็เอา ลูกไปโยนทิ้ง จนเด็กศีรษะจมน้ำตาย ก็ต้องได้รับโทษถึงติดคุกเสียอนาคตไป อย่างนี้เรียกว่า ตาย คือ ฉิบหายจากคุณความดี ต้องเสียอนาคตไปเพราะกามกิเลส ตัณหา ราคะ ด้วยความหลงมัวเมา ในชีวิตแท้ๆ (ข่าวจาก นสพ.ข่าวสด วันที่ ๑๒ ม.ค. ๒๕๔๔)

อีกตัวอย่างหนึ่ง เด็กนักเรียนนักศึกษาที่มีอุปนิสัยเป็นนักเลง มักก่อ การวิวาท ชกต่อยตีรันฟันแทงกัน ไม่สนใจ ไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนหนังสือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน และยิ่งถ้าได้ไปคลุกคลี คบค้าสมาคมอยู่ในกลุ่มคนพาลสันดานชั่ว ประกอบแต่กรรมชั่ว ก็ย่อมได้รับผลจากกรรมชั่วนั้น ได้แก่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนบ้าง ถูกจับติดคุกติดตะรางบ้าง จึงเรียนไม่สำเร็จ และต้องเสียอนาคตไป อย่างนี้เรียกว่า “ตายคือฉิบหายเสียอนาคตเพราะกรรมชั่ว และ กิเลส” ต้องเสียอนาคตไป

ในการก่อการวิวาทเช่นนั้น ก็ย่อมมีการจองเวร ผูกพยาบาทกัน ต่อสู้กันต่อๆ ไป จนได้รับบาดเจ็บและล้มตายกันไปด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย อย่างนี้ เรียกว่า “ตาย คือ สิ้นชีวิต”

บุคคลผู้ประกอบกรรมคือจิตใจจึงย่อมเศร้าหมองด้วยอำนาจของกิเลส คือโทสะ โมหะ หลงมัวเมา ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ กอปรด้วยเพลิงพยาบาท อาฆาต คุมแค้นกันอยู่ เมื่อต้องตายลงด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน นั้น ย่อมเป็นชนกกรรม นำไปเกิดในทุคติภูมิ ได้แก่ ภูมิของเปรตบ้าง สัตว์นรก บ้าง อสุรกายบ้าง และ/หรือ สัตว์เดรัจฉานบ้าง ตามกรรม ต้องเวียนว่าย ตายๆ เกิดๆ อยู่ในกองทุกข์ด้วยอำนาจของกิเลส และกรรมชั่วต่อๆไปอย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด นี้เรียกว่า “ต้องตาย คือการเวียนว่ายตายเกิดด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน”

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ผู้ประมาทแล้ว ก็เหมือน คนที่ตายแล้ว” คือ ตายจากคุณความดี ๑ ตาย คือ ฉิบหาย เสียอนาคตเพราะกรรมชั่วและ กิเลส ๑ ตายคือสิ้นชีวิต ๑ และตาย เพราะต้องเวียนว่ายตายๆ เกิดๆ อยู่ในกองทุกข์ ต่อๆ ไปไม่มีสิ้นสุด ๑

ส่วนผู้ “ไม่ประมาท” ก็เหมือนคนที่ขับรถ ขับเรือ ที่มีความระมัดระวัง มีสายตาที่มองดูเหตุการณ์ทั้งระยะใกล้ ระยะไกล ว่าจะมีหรือกำลัง มีเหตุการณ์อะไรในกาลภายหน้า ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ก็มีสติสัมปชัญญะ คือระลึกได้ว่า ทางไหนปลอดภัย ทางไหนไม่ปลอดภัย จึงรู้สึกตัว ระวังตัว เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ว่าเราจะขับรถไปทางไหนจึงจะปลอดภัย หลีกเลี่ยงหนทางที่เสี่ยงภัย ที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุ หรือความเสียหายได้ ฉันใด การดำเนินชีวิต ก็ฉันนั้น

ผู้ไม่ประมาทย่อมดำเนินชีวิตด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยปัญญาอันเห็น ชอบ คือ รู้ผิด-ชอบชั่ว-ดี รู้ทรงเจริญ-ทางเสื่อม ตามที่เป็นจริง ทั้งก่อนและ ขณะคิด พูด ทำ ย่อมเลือกทางดำเนินชีวิต ในการคิด พูด ทำ แต่เฉพาะที่เป็น คุณความดี หลีกหนีความชั่ว ย่อมพาตัวไปสู่ทางเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข ในชีวิต และถ้าใฝ่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ยิ่งๆ ขึ้นไป ทางศีล สมาธิ ปัญญา ถึงอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อันมีนัยอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็จะยิ่งนำตนไปในทางพ้นทุกข์ ถึงซึ่งบรมสุข คือ มรรค ผล นิพพาน อันเป็นอมตธรรม คือ ธรรมที่ไม่ตาย คือไม่ต้องเวียนว่ายตายๆ เกิดๆ และแก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์อีก กลับมีแต่บรมสุขที่เที่ยงและยั่งยืนตลอดไป พระพุทธองค์จึงตรัสว่า

“ความไม่ประมาท เป็นทางที่ไม่ตาย”

ผู้ไม่ประมาทในธรรม คือ สนใจ ใฝ่ใจในการศึกษาอบรม ปฏิบัติธรรม ย่อมเป็นผู้ไม่ตาย คือ ย่อมไม่ตายจากคุณความดี ย่อมเป็นผู้ทรงศีลทรงธรรม และ ย่อมไม่ตายจากผลของกรรมดี คือ ย่อมได้รับผลดีจากกรรมดียิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงอมตธรรม คือ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นธรรมที่ไม่ตายจริงๆ ด้วย ประการฉะนี้

ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านผู้ฟังทุกท่าน เจริญพร

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com