ปาฐกถาธรรมเรื่อง
คุณสมบัติของนักบริหาร

โดย พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๔ เวลา ๐๘.๐๐ น.

เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

สำหรับวันนี้อาตมภาพจักได้กล่าวถึงความทุกข์อันเกิดแต่กามตามพระพุทธภาษิต (ขุ.ชา.เอกาทสก.๒๗/๑๕๔๙/๓๑๕) ว่า “นตฺถิกามา ปรํ ทุกขํ” แปลว่า “ทุกข์อื่นยิ่งกว่ากามไม่มี”ตามสมควรแก่เวลาสืบไป

ก่อนอื่นขอท่านผู้ฟังมาทำความเข้าใจในคำว่า“กาม” เสียก่อน

คำว่า “กาม” นั้นหมายถึง ความใคร่ คือความอยาก ความต้องการความปรารถนา

คำว่า “วัตถุกาม”หรือ “กามคุณ” หมายถึงสิ่งที่น่าปรารถนา๕ อย่าง คือ   รูป ที่งดงาม  เสียง ที่ไพเราะอ่อนหวาน  กลิ่น ที่หอมหวนรัญจวนใจ  รส ที่อร่อย  และสิ่งสัมผัสทางกายที่พระท่านเรียกโผฏฐัพพะที่น่ากำหนัดยินดีที่น่าพอใจ

วัตถุกาม หรือกามคุณทั้ง ๕ คือ รูป เสียงกลิ่น รส สิ่งสัมผัส ทางกายที่น่ากำหนัด ยินดี พอใจนี้ พระท่านจัดเป็น “บ่วงแห่งมาร”คือเป็นอารมณ์เครื่องผูกใจให้ติดแห่งมาร

คำว่า “มาร” ท่านหมายถึงธรรมชาติที่เป็นโทษล้างผลาญคุณความดีและทำให้เสียคนกล่าวชื่อเต็มๆ ณ ที่นี้ว่า“กิเลสมาร” คือ “กิเลสกาม”นั่นเอง

“กิเลส” แปลว่าเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตใจคือเมื่อเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใดแล้วย่อมทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่ผ่องใสเมื่อใช้ร่วมกับคำว่า “กาม”เรียกว่า “กิเลสกาม” พระท่านแสดงความหมายว่าคือ เจตสิกอันเศร้าหมองชักให้ใคร่ ให้รักให้อยากได้ กล่าวคือ ตัณหาราคะ ความกำหนัด และ อรติความขึ้งเคียด เป็นอาทิ ท่านจัดว่าเป็น“มาร”เพราะเป็นโทษล้างผลาญคุณความดี และทำให้เสียคน (นี้เป็นความหมายของคำว่า“กิเลสกาม” ในหนังสือ “ธรรมวิจารณ์”ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส จัดพิมพ์โดย มหามกุฎราชวิทยาลัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่๒๓/๒๕๒๐, หน้า ๖)

พระพุทธดำรัสว่า “ทุกข์อื่นยิ่งกว่ากามไม่มี” นั้นก็เพราะได้ทรงเห็น “กามตัณหา”คือความทะยานอยากในกามคุณทั้ง๕ ได้แก่ ในรูปที่สวยงามในเสียงที่ไพเราะอ่อนหวานในกลิ่นที่หอมหวนรัญจวนใจในรสที่อร่อยและในสิ่งสัมผัสทางกายที่น่ากำหนัดยินดีพอใจได้แก่ ที่เย็นสบายที่อบอุ่นหรือที่ละเอียดเนียนเป็นต้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานคือ ความยึดถือ ในรูปเสียง กลิ่น รสสิ่งสัมผัสทางกาย ด้วยตัณหาและทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าเป็นแก่นสารสาระในความเป็นตัวตนเป็นเรา เป็นเขา เป็นของเรา-ของเขาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์แท้ๆชื่อว่า “ทุกขสมุทัยอริยสัจ”แล้วสักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วก็ต้องพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งที่เคยรักและหวงแหนทั้งหลายเหล่านี้หมดทั้งสิ้นและก็ต้องทุกข์มากไปตามส่วนแห่งความยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐินั้นนี้ชื่อว่า “ทุกข์อริยสัจ”คือ ความจริงอย่างประเสริฐความจริงแท้ๆในเรื่องของทุกข์

ความจริง วัตถุกามหรือกามคุณทั้ง ๕ ได้แก่รูป เสียง กลิ่น รสสิ่งสัมผัสทางกายที่น่ากำหนัด ยินดี พอใจนั้น เว้นไว้แต่พระอริยสงฆ์พระอริยะเจ้าชั้นสูงขึ้นไปแล้วใครๆ ก็ชอบทั้งนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งปุถุชนผู้ที่ยังหนาด้วยกิเลสตัณหา ราคะ ต่างก็ชอบใจและปรารถนาจะได้ รูปกิริยาอาการและเครื่องตบแต่งที่สวยสง่างามตา น่าดูน่าชม, เสียงและวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานระรื่นหู, รสที่อร่อยถูกปากกลิ่นที่หอมหวนและสิ่งสัมผัสทางกายที่ละเอียดเนียนประณีต นิ่มนวล อบอุ่นหรือเข้มแข็งที่ถูกใจด้วยกันทั้งนั้น

แต่ บัณฑิตผู้มีปัญญาที่รู้เท่าทันโลกซึ่งมีทั้งสิ่งอันเป็นโทษโดยส่วนเดียวเปรียบด้วยยาพิษก็มี, สิ่งอันให้โทษในเมื่อเกินพอดีเปรียบด้วยของมึนเมา ก็มี และสิ่งอันเป็นอุปการะเปรียบด้วยอาหารและเภสัชอันสบายก็มีจึงรู้จักโทษของกิเลสกาม และมีความสำรวมในกามไม่หลงติดอยู่ในกามคุณจึงดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความสันติสุขไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะกาม

ทุกข์อันเกิดแต่กามมีตัวอย่างเช่นชายหรือหญิงมีความรักใคร่ในบุคคลใด ย่อมเกิด “กามฉันทะ”คือความกำหนัดยินดีในบุคคลนั้นและปรารถนาที่จะได้พบเห็นได้ยินได้ฟังเสียงได้อยู่ใกล้ชิดสนิทสนมได้สัมผัสแนบชิดกับบุคคลที่ตนรักใคร่ที่กำหนัดยินดีนั้นอยู่เมื่อจิตใจมีความรักใคร่คะนึงหา อยู่ด้วยกามฉันทะและความปรารถนาที่จะได้พบเห็นได้ยินได้ฟัง เสียงได้อยู่ใกล้ชิดสนิทสนมและได้สัมผัสบุคคลที่ตนรักใคร่และปรารถนา อยู่นั้นย่อมเป็นทุกข์เมื่อกามฉันทะรุนแรงกลายเป็นความปรารถนาที่แรงกล้าขึ้นชื่อว่าเป็น “กามตัณหา” คือความทะยานอยากปรารถนาที่จะได้บุคคลที่ตนรักใคร่มาไว้ในครอบครองของตนเพื่อจักได้พบ ได้เห็นได้ยินได้ฟังได้อยู่ใกล้ชิดสนิทสนมและปรารถนาที่จะได้สัมผัสได้เชยชิดพิสมัยตามที่ใจปรารถนาจิตใจก็ยิ่งเดือดร้อนกระวนกระวายหนักขึ้นนี้แหละคือ กามตัณหาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์แท้ๆความทุกข์แท้ๆ นี้แหละชื่อว่า “ทุกขสัจ” ตามตัวอย่างนี้เป็นเพียงความทุกข์ขั้นเริ่มต้นส่วนกามตัณหาอันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์แท้ๆนี้จัดเป็น “ทุกขสมุทัยอริยสัจ”

เมื่อมีความปรารถนาอันแรงกล้าคือความทะยานอยากในวัตถุกามคือ ในบุคคลที่ตนรัก จึงมีการแสวงหาด้วยวิธีการต่างๆด้วยความทุ่มเท กำลังกายกำลังใจ กำลังทรัพย์เพื่อให้ได้บุคคลที่ตนมีความรักใคร่นั้นมาไว้ในครอบครองของตนบางครั้งก็ต้องแข่งขันชิงดีกันหรือถึงความชิงรักหักสวาทกันหญิงบางรายยอมพลีเรือนร่างของตนเพื่อผูกใจชายที่ตนรักก่อนเวลาอันสมควรหรือกระทำเสน่ห์เล่ห์กลด้วยประการต่างๆชายบางคนก็ทุ่มเทเงินทองข้าวของให้เพื่อผูกใจคนรักเพื่อให้ได้บุคคลที่ตนรักมาไว้ในครอบครองของตนบางรายถึงฉุดคร่าอนาจารหรือถึงรบราฆ่าฟันกัน ก็มีแม้ใกล้จะสมหวัง สมปรารถนาก็เต็มไปด้วยความหึงหวงหวาดระแวงว่าจะหลุดมือไปเสียอีกตลอดระยะเวลาแห่งการแสวงหานี้ก็ต้องทุกข์ทรมานทั้งกายและทั้งใจอีกไม่น้อยนับเดือน นับปีบางรายก็หลายๆ ปีจนกว่าจะได้บุคคลที่ตนรักมาเป็นคู่ครองจริงๆนี่นับเป็น ความทุกข์ในขั้นแสวงหา

ทีนี้ถ้าไม่ได้สมปรารถนาหรือได้มาเพียงชั่วคราวแล้วหลุดลอยไปเป็นอื่นเสียก็ยิ่งเป็นทุกข์ใหญ่เพราะยิ่งมีความรักใคร่มีความทะยานอยากปรารถนาที่จะได้บุคคลที่ตนรักมากก็เกิดอุปาทาน คือความยึดถือ ด้วยตัณหาและทิฏฐิคือหลงผิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นแก่นสารสาระในความเป็นตัวตนบุคคล เรา-เขา ของเรา-ของเขามากเมื่อไม่ได้สมปรารถนาหรือได้มาเพียงชั่วคราวแล้วเป็นอื่นไปหรือต้องพลัดพรากจากกันไปโดยเหตุใดๆก็ตาม ย่อมรู้สึกเสียดายและเจ็บปวดในจิตใจอย่างมากที่ต้องสูญเสียคนที่ตนรักและหวงแหนไปจึงเป็นความทุกข์ระทมขมขื่นหรือทุกข์ใหญ่ ในขั้นอกหักหรือพลัดพรากจากผู้ที่ตนรักหรือความไม่สมปรารถนาต่างๆ  ที่บางรายทำใจไม่ได้ก็ปล่อยตัวปล่อยใจกินเหล้าเมายาประชดชีวิตของตนเองส่วนบางรายแก้ปัญหาทางจิตใจของตนไม่ได้ถึงฆ่าตัวตายก็มีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชนหรือวัยหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันนี้ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะความที่ไม่ได้สนใจที่จะเรียนรู้พระสัทธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้รู้บาป-บุญคุณ-โทษ ตามที่เป็นจริงความทุกข์ในขั้นนี้จะรุนแรงหรือหนักเบาก็เป็นไปตามส่วนแห่งอุปาทานคือความยึดถือในบุคคลที่ตนรักปรารถนาจะได้มาไว้เป็นคู่ครองของตนด้วยตัณหาคือความทะยานอยาก และทิฏฐิคือความหลงผิดว่าเป็นแก่นสารสาระในความเป็นตัวตนบุคคล เรา-เขา ของเรา-ของเขา

ส่วนผู้ที่ได้บุคคลที่ตนรักมาเป็นคู่ครองของตนสมปรารถนาก็ย่อมมีความสุขใจมีความพอใจยินดีในคนรักที่ได้มานั้นและปรารถนาจะได้มีความสุขกับคนที่ตนรักตลอดไปไม่ปรารถนาที่จะให้พลัดพรากจากไปด้วยประการใดๆจึงต้องทุ่มทั้งกำลังกายกำลังใจ และกำลังทรัพย์เลี้ยงดู บำรุงบำเรอและระวังรักษาจึงเกิดความหวงแหนหรือหึงหวงให้เป็นทุกข์อีกนี้เป็น ทุกข์ในขั้นหวงแหนอันเป็นทุกข์ในระยะเวลายาวนานตราบใดที่ยังเป็นคู่ครองกันอยู่ยิ่งรักมากก็ยิ่งหวงแหนมากและยิ่งทุกข์มากขึ้นตามส่วน

ขณะที่อยู่กินด้วยกันเป็นครอบครัวอีกหน่อยก็มีสมาชิกครอบครัวคือ บุตรเกิดขึ้นมา และต่อๆไปก็มีหลานเพิ่มขึ้นมาอีกตามลำดับก็ต้องทุ่มเท ทั้งกายและใจแสวงหาทรัพย์มาเลี้ยงดูกันเพิ่มขึ้นต้องห่วงใย ดูแลรักษาและต้องอุปถัมภ์บำรุงกันเพิ่มขึ้นรวมความว่า ความเกิดแห่งบุตรหลานย่อมต้องแบกภาระและความห่วงใยเพิ่มขึ้นต่อไปก็ย่อมจะถึงความแก่ความเจ็บไข้แล้วก็ตายจากกันไปรวมความว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ และความตายก็เป็นทุกข์ความทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีมูลเหตุจาก “กามตัณหา”ตามที่กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น

ระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามี-ภรรยากันอยู่นั้นนานไปหรือบางรายก็ไม่นานเท่าไรนัก“กามฉันทะ” คือความรักใคร่ความกำหนัดยินดีพอใจในกันและกันก็ชักจะจืดจางลงเพราะความเคยชินบ้างเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัวบ้างความคิดเห็นขัดแย้งกันบ้างที่เคยทนุถนอมน้ำใจเอาอกเอาใจกันก็กลับขาดความยับยั้งชั่งใจปล่อยอารมณ์ หรือระเบิดอารมณ์ใส่กันถึงความทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างและ/หรือ เพราะความบกพร่องหรือความเสื่อมสมรรถภาพแห่งสังขารร่างกายของฝ่ายใดๆอันเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดยินดีจากคู่ครองของตนเฉพาะกรณีผู้ถือความรักอันเป็นไปกับด้วยความใคร่คือ ผู้ถือความกำหนัดยินดีพอใจในกามคุณเป็นสำคัญจึงขาดความสันโดษในคู่ครองของตนและไม่มีความสำรวมในกามก็จะแสวงหาวัตถุกามอื่นมาสนองกามตัณหาของตนอีกต่อๆไปไม่มีที่สิ้นสุดเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ระหว่างคู่ครองทั้งสองฝ่ายอันกระทบกระเทือนถึงสถานภาพของครอบครัวให้ถึงความแตกแยกยังผลให้สมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือบุตรหลานต้องขาดความอบอุ่นเป็นทุกข์เดือดร้อนจนเด็กๆบางรายก็หันไปคบหมู่สู่เพื่อนหลงตามเพื่อนที่ล้วนแต่ไร้เดียงสารู้เท่าไม่ถึงการณ์ในบาป-บุญคุณ-โทษ ในทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริงก็พากันหลงไปในทางเสื่อมเช่นหลงติดเที่ยวเตร่ตามแหล่งบันเทิงเริงรมย์หรือตามห้างสรรพสินค้าหลงฟุ้งเฟ้อติดอยู่ในแฟชั่นแปลกๆ  บางรายก็เสพ และติดยาเสพติดและหมกมุ่นในกิเลสกามไม่เอาใจใส่ในการศึกษาเล่าเรียนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆแก่พ่อ-แม่ ญาติ-พี่น้องและแก่สังคมดังที่เราได้ยินได้ฟังข่าวอยู่เสมอในปัจจุบันนี้

ส่วนกรณีคู่สมรสที่ถือความรักอันเป็นไปกับด้วยความเมตตา-กรุณาธรรมต่อกันมีความเห็นอกเห็นใจกันรู้จักทนุถนอมน้ำใจกันเอาอกเอาใจกันไม่ถือกามคุณเป็นใหญ่เป็นผู้ไม่มักมากมีความสำรวมในกามมีความสันโดษในคู่ครองของตนก็จะไม่เกิดปัญหาร้ายแรงถึงความแตกแยก ในครอบครัว ดังกล่าวข้างต้นก็จะสามารถครองเรือนอยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุขตามสมควรแก่ความเป็นผู้มีคุณธรรมคือ มีศีลธรรมประจำใจในทุกวันนี้ เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ที่การเผยแพร่สื่อลามกทั้งหลายถึงผู้รับได้อย่างรวดเร็วและถึงกันได้ตลอดทั่วทั้งโลกอนารยธรรมคือความไม่เจริญทางจิตใจความไร้ศีลธรรมเพราะความไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษไม่รู้ทางเจริญทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริงได้ไหลบ่าท่วมทับจิตใจของประชาชนทุกหมู่เหล่าให้ตกอยู่ในกามฉันทะคือความกำหนัด ยินดี พอใจในวัตถุกามทุกรูปแบบชนผู้ขาดวิจารณญาณคือขาดสติปัญญาที่สามารถรู้เหตุปัจจัยแห่งความทุกข์และเหตุปัจจัยแห่งความเจริญและสันติสุขในชีวิตที่แท้จริงจึงพากันหลงมัวเมาติดอยู่กับบ่วงแห่งมารคือวัตถุกาม หรือกามคุณทั้ง ๕ ได้แก่ ในรูป เสียงกลิ่น รส สิ่งสัมผัสทางกายที่น่ากำหนัด ยินดี พอใจและปรารถนาที่จะได้ให้ยิ่งๆขึ้นไป ด้วยจิตใจที่สดชื่นชุ่มโชกอยู่ด้วย กามตัณหาคือความทะยานอยากในกามร่ำไปดังปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนกันมากในทุกวันนี้ว่าสังคมส่วนหนึ่งที่ขาดการสำรวมในกามถึงขั้นไร้ศีลธรรมไร้ยางอายเห็นการเสพกามเป็นปกติธรรมดาตั้งแต่ยังเป็นเด็กในวัยเรียนทำให้เสียการเรียนบางรายถึงการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควรและเสี่ยงต่อโรคติดต่อร้ายแรงอีกมากทำให้เยาวชนส่วนนี้เสียสุขภาพอนามัยและไม่มีคุณภาพเพราะด้อยความรู้ความสามารถและเป็นผู้ไร้สติปัญญาสามารถรู้ผิดชอบชั่วดีกลายเป็นปัญหาสังคมที่จะต้องดูแลแก้ไขอีกมากส่วนผู้ใหญ่บางส่วนที่มักมากในกามมีพฤติกรรมสำส่อนในกามกันมากขึ้นถึงขั้นแลกเปลี่ยนคู่นอนกันคือแลกผัวแลกเมียกันชั่วคราวเรียกว่า“swinging” เพื่อต้องการเปลี่ยนรสชาติเพื่อหนีความจำเจและเพื่อกระตุ้นความกำหนัดยินดีให้ยิ่งขึ้นมีข่าวว่าพฤติกรรมนี้มีอย่างกว้างขวางในทุกวันนี้ดังเช่น ปรากฏข่าวใน นสพ.ไทยโพสต์ประจำวันอาทิตย์ที่ ๔พฤศจิกายน ศกนี้ หน้า ๗ในหัวข้อข่าวว่า “ชุมชน ‘สวิงกิ้ง’ดอทคอม” มีเนื้อข่าวว่ามีชุมชนหรือสโมสรสวิงกิ้ง (swingingclub) ในอินเทอร์เน็ต หรือในเว็บไซต์ xxxเสนอตัวเป็นคู่นอนหรือเสนอเปลี่ยนคู่นอนกันเกร่อล้ำหน้าชาวตะวันตกเสียอีก

พฤติกรรมที่สำส่อนในกามอย่างนี้แม้ชาวสวิงกิ้งเขาจะเห็นว่าเขาสมัครใจกันเองไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็จริงแต่ไม่นานเกินรอเขาจะต้องประสบกับความทุกข์ด้วยเหตุหลายประการเป็นต้นว่า เสียงต่อโรคติดต่อร้ายแรงเช่น โรคเอดส์,โรคตับอักเสบ หรือ ไวรัสบี,โรคซิฟิลิส, โรคโกโนเรีย,โรคเริม, วัณโรคและแม้โรคหวัด และโรคอื่นๆอีกมากและปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาที่สำคัญสำหรับผู้ถือเรื่องกามเป็นใหญ่ก็คือ ปัญหาความอกหักปัญหาการถูกทอดทิ้ง หรือปัญหาความแตกแยกในครอบครัวเพราะการเสพกามอันจำเจไม่ช้าก็จะเกิดความเคยชิน และ/หรือเกิดมีความบกพร่อง คือ เสื่อมสมรรถภาพแห่งสังขารร่างกายตามธรรมชาติด้วยกันทุกฝ่ายไม่ช้าก็เร็ว ไม่มีใครจะบังคับบัญชาให้ดำรงคงสมรรถภาพอยู่ได้ตลอดไปเมื่อสังขารร่างกายฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถึงความบกพร่องหรือเสื่อมสมรรถภาพก่อนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งยังติดในรสแห่งกามอยู่ก็จะยังคงแสวงหากามคุณที่ตนชอบใจอีกต่อๆไปคู่ครองฝ่ายที่สังขารร่างกายเสื่อมสมรรถภาพก็ย่อมจะเริ่มทุกข์ระทมใจด้วยปัญหาความรักจืดจางและบุคคลที่ตนรักเหินห่างจากตนไปทุกทีแม้แต่ก่อนตนจะเคยยอมแลกเปลี่ยนคู่นอนเพื่อกามสุขที่แปลกและน่าตื่นเต้นมาแล้วเมื่อถึงตอนที่ตนเสื่อมสมรรถภาพก็จะกลับเป็นความทุกข์ระทมใจเพราะตนไม่อาจแสวงหากามสุขชดเชยกันได้เหมือนแต่ก่อนและอาจจะกลับกลายเป็นความรู้สึกหึงหวงและอาจถึงความแตกแยกในภายหลังได้แล้วก็จะได้แต่นั่งจับเข่าเจ่าจุกเป็นทุกข์อยู่เหมือนนกกะเรียนโทรมๆที่ขนปีก-หาง หลุดร่วงจนบินไปหาเหยื่อไม่ได้อีกแล้วต้องยืนซึมเศร้าเฝ้าหนองน้ำที่แห้งแล้งและไร้เหยื่อฉันใดฉันนั้น หรือไม่ถ้าสติสัมปชัญญะด้วยปัญญาอันเห็นชอบไม่พอก็จะหันไปหาทางชดเชยหรือประชดชีวิตด้วยการเสพสุรายาเสพติด หรือเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาเพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ระทมตรอมใจทำให้เสื่อมเสียสุขภาพกายและสุขภาพจิตถึงความเจ็บไข้หรือถึงตายได้

อนึ่งอาตมภาพใคร่ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าพ่อแม่ผู้มีพฤติกรรมสำส่อนในกามชอบเปลี่ยนคู่นอนกันอย่างนี้แล้วถ้าลูกรู้พฤติกรรมสำส่อนของพ่อ-แม่ลูกๆ จะคิดอย่างไร ?และจะสอนลูกให้ดำเนินชีวิตไปให้ดีได้อย่างไร?เพราะการมีลูกนั้นง่ายแต่การเลี้ยงลูกให้ได้ดีนั้นยากหนักหนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันนี้นอกจากนี้ความหมกมุ่นในกิเลสกามการสำส่อนในกาม หรือความไม่สำรวมในกามนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น “อบายมุข” คือ ปากทางแห่งความฉิบหายและการประพฤติผิดในกาม ได้แก่ไม่มีความสันโดษในคู่ครองของตนอันนับเป็นความประพฤติผิดศีลผิดธรรม ทั้งหลายเหล่านี้จัดเป็นบาปอกุศลอันให้ผลเป็นโทษเป็นความทุกข์เดือดร้อนเป็นความอัปมงคลแก่ชีวิต คือจะเป็นเหตุให้ชีวิตไม่เจริญหากินไม่ขึ้น อับเฉา และถึงความล้มเหลวได้หรืออาจถึงความวิบัติเสียหายเช่นเป็นเหตุให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเสียฐานะหน้าที่การงาน และเสื่อมเสียฐานะทางสังคมได้ดังที่ปรากฏเป็นข่าวให้ได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆในทุกวันนี้

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นแจ้ง รู้แจ้งในสภาวธรรมทั้งหลายผู้ตรัสรู้พระอริยสัจ ๔แล้วเองโดยชอบจึงได้ตรัสโทษของกามไว้ในที่อเนกสถานว่า“นตฺถิ กามา ปรํ ทุกฺขํ -ความทุกข์อื่นยิ่งกว่ากามไม่มี” และตรัส (ขุ. ธ. ๒๕/๒๕/๔๒)ว่า “นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ -ไฟเสมอด้วยราคะ ไม่มี”เป็นต้น

สำหรับกรณีเรื่องโทษของกามนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้รู้จักสำรวมระวังความประพฤติทางกายและวาจาด้วยการรักษาศีลอย่างน้อยศีล ๕ให้บริสุทธิ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พึงมีความสันโดษในคู่ครองของตนพึงสำรวมในกามไม่สำส่อนในกาม นี้ประการที่หนึ่ง  พึงสำรวมจิตของตนที่มักตกลงไปในอารมณ์ที่ใคร่หรือมักใฝ่ต่ำอีกประการหนึ่ง  ดังที่ได้ตรัส(ขุ. ธ. ๒๕/๑๓/๒๐) ว่า

“เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ    โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา”
ผู้ใดจักระวังจิตผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร.

อธิบายความว่า “มาร”ณ ที่นี้คือ “กิเลสกาม” หรือตัณหาราคะ นั่นเองผู้ใดจะสำรวมระวังจิตใจไม่ปล่อยให้หลงระเริงเพลิดเพลินไม่หลงพัวพันติดอยู่ครุ่นคิดคะนึงถึงอยู่แต่ในรูปเสียง กลิ่น รสสิ่งสัมผัสทางกายที่น่ากำหนัดยินดีพอใจเหล่านั้นแล้วผู้นั้นย่อมจะพ้นจากบ่วงคือเครื่องผูกแห่งมารเหล่านั้น

ข้อที่พึงปฏิบัติเพื่อสำรวมจิตตามพระพุทธดำรัสนี้ คือ

. มีอินทรีย์สังวรกอปรด้วยสติ สัมปชัญญะอันประกอบด้วยปัญญาอันเห็นชอบพิจารณาเห็นโทษของกามตามที่เป็นจริงแล้วรู้จักระงับยับยั้งชั่งใจไม่ปล่อยให้ความกำหนัดยินดีหรือตัณหาราคะเข้าครอบงำในเมื่อได้ พบเห็นรูปได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่นได้ลิ้มรสและได้ถูกต้องสัมผัสในบุคคลหรือสิ่งอันน่าปรารถนา

๒. เจริญภาวนาสมาธิแล้วพิจารณาให้เห็นสภาวะจริงของธรรมชาติที่เป็นตรงกันข้ามกับกามคุณหรือที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ

กล่าวคือเมื่อเจริญภาวนาสมาธิทำใจให้สงบดีแล้วพึงพิจารณาส่วนต่างๆของร่างกาย ทีละอย่างๆให้เห็นตามธรรมชาติที่เป็นจริงว่าเป็นแต่ปฏิกูลหรือที่ตั้งแห่งปฏิกูลโสโครกน่าเกลียดไม่ได้สวยสดงดงามอะไร เช่นพิจารณา “เกสา” คือผมบนหนังศีรษะของตน   “โลมา”คือเส้นขนทั่วร่างกายของตนให้เห็นตามธรรมชาติที่เป็นจริงว่าย่อมเป็นธรรมชาติที่แปดเปื้อนติดอยู่ของเหงื่อไคลไขมันที่ถูกขับออกมาจากร่างกายทางรูขุมขนและแปดเปื้อนด้วยฝุ่นละอองติดอยู่เป็นสภาพที่ไม่สะอาดต้องทำความสะอาดอยู่เสมอมิฉะนั้นก็จะสกปรกและมีกลิ่นเหม็น  “นขา” คือเล็บก็เช่นกันเป็นสภาพธรรมชาติที่ไม่สะอาดต้องชำระล้างทำความสะอาดอยู่เสมอพิจารณา  “ทันตา” คือฟันในช่องปากนี่ยิ่งล้วนแต่ไม่สะอาดเพราะแปดเปื้อน หมักหมมอยู่ด้วยน้ำลายเสมหะ เศษอาหาร หินปูนจุลินทรีย์ที่เกาะติดอยู่ตามไรฟันทำให้เศษอาหารที่ติดค้างอยู่เน่าเหม็นต้องทำความสะอาดอยู่เสมอแม้ผิวหนังก็เป็นที่ขับถ่ายเหงื่อไคลไขมันและกลิ่นเหม็นออกจากร่างกายเป็นสภาพที่ไม่สะอาดโดยธรรมชาติและยิ่งถ้าพิจารณาเห็นสภาพภายในกระเพาะอาหารลำไส้ ช่องตา ช่องหูช่องจมูก และทวารหนักทวารเบา หมดทั้งสิ้นแล้วก็จะเห็นตามที่เป็นจริงว่าเป็นแต่ปฏิกูลและที่ตั้งที่แปดเปื้อนด้วยสิ่งปฏิกูลโสโครกน่าเกลียดทั้งสิ้นไม่มีส่วนไหนๆเป็นที่น่ารักน่าใคร่แต่ประการใดเลยของเราเป็นอย่างไรของผู้อื่นก็เป็นอย่างนั้น

การเจริญภาวนาสมาธิแล้วพิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายนี้ ชื่อว่า “กายคตาสติ”เมื่อเห็นด้วยปัญญาตามธรรมชาติที่เป็นจริงอย่างนี้เนืองๆ “กามฉันทะ”คือ ความกำหนัดยินดี พอใจในรูป เสียง กลิ่น รสสิ่งสัมผัส ทางกายที่น่ากำหนัดยินดีก็จะบรรเทาเบาบางลงตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้และจะสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีความสำรวมในศีลและอินทรีย์ดีขึ้นเป็นลำดับความสันติสุขก็จะเกิดมีขึ้นทั้งณ ภายใน คือในจิตใจ และทั้งณ ภายนอกคือความประพฤติปฏิบัติทางกายและวาจาที่เรียบร้อยดีไม่มีโทษอันมีผลให้เกิดความสงบสุขภายในครอบครัวและในสังคมได้มาก

๓. เจริญวิปัสสนาพิจารณาสังขารธรรม คือ ธรรมชาติที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งที่มีชีวิตมีวิญญาณครองดังเช่นมนุษย์เรานี้ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าต่างมีสภาพไม่เที่ยงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยได้แก่ ต้องแก่ เฒ่าและเจ็บไข้ได้ป่วยที่เคยมีพลังกล้าแข็งก็กลับเสื่อมสมรรถภาพไปตามธรรมชาตินี้ชื่อว่า “อนิจฺจํ” และทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้นานตลอดไปผู้ใดยึดถือว่าเป็นแก่นสารสาระเป็นตัวตน บุคคล เรา-เขาของเรา-ของเขาด้วยตัณหาราคะและทิฏฐิแล้วเป็นทุกข์  ยิ่งยึดมากก็ทุกข์มาก  นี้ชื่อว่า “ทุกฺขํ”ลงท้ายต้องแตกสลายหมดสภาพเดิมของมันไปหรือต้องพลัดพรากจากกันไป  ไม่มีอะไรเป็นของใครได้ตลอดไปแม้แต่ตัวเราเอง  สุดท้ายก็หาตัวเราเองไม่เห็นคือ “ไม่มี”  นี้ชื่อว่าเป็น “อนตฺตา”

เมื่อเห็นสภาพความเป็นเองของสังขารด้วยปัญญาแจ้งชัดด้วยตนว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอย่างนี้  “กามฉันทะ”ก็จะสงบลง และถึงความเบื่อหน่ายในสังขารจิตใจก็จะปล่อยวางอุปาทานความยึดถือในกามคุณทั้ง ๕ด้วยตัณหา ราคะ และทิฏฐิ คือความหลงผิดเสียได้  เมื่อกิเลส ตัณหา อุปาทานอันเป็นเหตุแห่งทุกข์สงบระงับลงเพียงไร  ความสันติสุขในชีวิตก็ย่อมเกิดมีและเจริญขึ้นได้มากเพียงนั้น  สังคมน้อยใหญ่นับจากสังคมภายในครอบครัวตลอดไปถึงสังคมใหญ่ทั้งประเทศและทั้งโลกก็จะพลอยสงบ และมีความสันติสุขเพิ่มขึ้นไปตามส่วนด้วย

บัณฑิตผู้มีปัญญา พึงเห็นธรรมชาติของสัตว์โลกทั้งหลายว่าถึงมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานจะต่างมีพฤติกรรมในการกินอยู่พักผ่อนหลับนอน และเสพกามคล้ายๆกัน แม้ก็จริง  แต่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉานก็เพราะเหตุความเป็นผู้มีคุณธรรมสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานคือ ย่อมเป็นผู้มีศีลมีธรรม มีหิริ โอตตัปปะ คือรู้จักมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปอกุศลและจึงรู้จักสำรวมระวังกาย วาจา และใจในการกินอยู่ หลับนอน และในการเสพกามดีกว่าสัตว์เดรัจฉานหาไม่แล้วมนุษย์ที่ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐจะมีอะไรแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน

สำหรับวันนี้อาตมภาพขอยุติการบรรยายธรรมแต่เพียงนี้ก่อนผู้สนใจศึกษาสัมมาปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์และเพื่อความเจริญสันติสุขในชีวิตก็ขอเชิญเข้าศึกษาปฏิบัติธรรมได้ทุกวันอาทิตย์เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น.ที่ สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรีแห่งที่ ๑ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามอ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี และขออาราธนาพระภิกษสามเณรและขอเชิญญาติโยมสาธุชนเข้ารับการอบรมสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ (รุ่นที่๔๒) ได้ ณ สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรีแห่งที่ ๑วัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามแห่งนี้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯระหว่างวันที่ ๑-๑๔ธันวาคม ศกนี้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเฉพาะญาติโยมชายหญิงแต่งชุดขาวถือศีล ๘จะอยู่ตลอดหรือไม่ตลอดระยะเวลาการอบรม๑๔ วัน ก็ได้

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ผู้ฟังทุกท่าน... เจริญพร

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com