ปาฐกถาธรรมเรื่อง
คุณธรรมนำให้สุขสมปรารถนา

โดย พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี (แห่งที่ ๑)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๕ เวลา ๐๘.๐๐ น.

เจริญสุข เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

วันนี้อาตมภาพก็ได้มาพบกับท่านผู้ฟังอีกเช่นเคย ในรายการปาฐกถาธรรม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ในวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ ๓ ของเดือน

สำหรับรายการในวันนี้อาตมภาพจะได้กล่าวถึง “คุณธรรมนำให้สุขสมปรารถนา” พอเป็นเครื่องเพิ่มพูนปัญญาบารมี ดำเนินชีวิตไปแต่ในทางที่ให้เกิดความสุขในชีวิตสมปรารถนา ตามสมควรแก่เวลาต่อไป

คำว่า “ความสุขสมปรารถนา” ณ ที่นี้จะกล่าวเฉพาะในความหมายของ ความสุขกายสบายใจของคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน คือ ผู้มีชีวิตคู่ ผู้ครองเรือน หรือมีครอบครัวโดยทั่วไป ตามพระพุทธดำรัสตรัสแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี (องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๖๒/๙๐) ความว่า

“ดูก่อนคฤหบดี สุข ๔ ประการนี้ อันคฤหบดีผู้บริโภคกามพึงได้รับตามกาลสมัย สุข ๔ ประการนี้เป็นไฉน คือ สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ ๑ สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค ๑ สุขเกิดแต่ความไม่มีหนี้ ๑ สุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ๑”

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสอธิบายแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีนัยแห่งเนื้อความว่า คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนย่อมมีความสุขอันเกิดแต่การมีโภคทรัพย์ที่ตนทำมาหาได้ด้วยกำลังกาย กำลังสติปัญญาความสามารถ และด้วยความพากเพียรในการประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพของตนโดยสุจริต รวมทั้งทรัพย์สมบัติที่ตนได้มาโดยวิธีการอันชอบธรรม เช่น ทรัพย์มรดกที่บิดามารดามอบให้ เป็นต้น คือ ย่อมมีความภูมิใจ มีความสุขใจ ในการมีโภคทรัพย์ที่ตนทำมาหาได้ด้วยความสุจริต หรือที่ตนได้มาโดยชอบธรรม นี้เรียกว่า “สุขเกิดแต่การมีทรัพย์” แต่ถ้าเป็นการมีทรัพย์ที่ได้มาโดยประการอันไม่ชอบธรรม เช่น ร่ำรวยด้วยการทุจริต หรือฉ้อโกงผู้อื่นมา ย่อมหาความภูมิใจความสุขใจที่แท้จริงไม่ได้ ถึงจะยังไม่มีใครรู้แต่ตัวเราเองย่อมรู้ ว่าเป็นทรัพย์อันตนได้มาจากการประกอบอาชีพทุจริต หรือฉ้อโกงเขามา ย่อมเป็นมลทินใจ และคอยหวาดระแวงว่าจะมีคนล่วงรู้และเปิดโปงความชั่วของตน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงย่อมจะหาความสุขความภูมิใจที่แท้จริงในทรัพย์ที่ตนมีอยู่นั้นไม่ได้ นี้ประการ ๑

อีกประการหนึ่ง คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนย่อมมีความสุขจากการที่ได้ใช้สอยทรัพย์ที่ตนทำมาหาได้โดยสุจริต และ/หรือ ที่ได้มาโดยความชอบธรรมนั้น เพื่อความเป็นอยู่อันสุขสบายของตน และเพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่นบ้าง หรือเพื่อการทำบุญกุศลตามสมควรแก่ทรัพย์อันตนมีอยู่นั้นบ้าง นี้เรียกว่า “สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค” แต่ถ้ามีทรัพย์แล้วตระหนี่ถี่เหนียวจนเกินเหตุ เช่น บางคนมีทรัพย์มาก แต่เพราะความที่เป็นผู้ตระหนี่ถี่เหนียว เสียจนไม่กล้าใช้สอยทรัพย์ที่ตนทำมาหาได้และที่มีอยู่ เพื่อความสุขสบายของตน และเพื่ออนุเคราะห์-สงเคราะห์ผู้อื่นบ้าง ตามสมควรแก่ทรัพย์ที่ตนมีอยู่ ย่อมถึงความยากลำบากและขาดญาติมิตรสหายที่จะเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ในยามยาก แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่รู้จักประมาณในการบริโภคใช้สอยทรัพย์ที่ตนมีอยู่ให้เหมาะสมแก่ฐานะ ได้แก่ การใช้สอยทรัพย์อย่างสุรุ่ยสุร่าย เกินตัว คือเกินปริมาณทรัพย์ที่ตนทำมาหาได้และที่ตนมีอยู่ แม้จะรู้สึกว่ามีความสุขที่ได้ใช้สอยทรัพย์ ก็เป็นแต่เพียงระยะแรกที่ยังพอมีทรัพย์ให้จับจ่ายใช้สอยได้อยู่ แต่เมื่อใช้สอยทรัพย์เกินตัวจนหมดสิ้น หรือใช้สอยทรัพย์ไปในทางที่ผิด เช่น เล่นการพนัน หรือฟุ้งเฟ้อ เห่อตามผู้อื่น จนหมดตัว ต่อไปก็ถึงความยากจน และ/หรือ อาจต้องเป็นหนี้สินมากล้นพ้นตัว กลับเป็นความทุกข์ได้ในภายหลัง ความสุขที่กลับกลายเป็นความทุกข์ในภายหลังอย่างนี้ มิใช่ความสุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภคตามที่พระพุทธเจ้าทรงหมายถึง

บุคคลผู้ทำมาหาทรัพย์ได้โดยสุจริต และได้ใช้สอยทรัพย์นั้น ตามสมควรแก่ฐานะ โดยไม่เป็นหนี้ใครๆ ไม่ว่าจะน้อยก็ตาม หรือมากก็ตาม ย่อมเป็นความสุขใจในกาลทุกเมื่อ เพราะไม่ต้องวิตกกังวลว่า เจ้าหนี้จะมาทวง และไม่ต้องหนักใจว่าจะต้องหาเงินมาใช้หนี้เขา นี้เรียกว่า “สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้”

อีกประการหนึ่ง คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ผู้มีจิตใจสูง คือ เป็นผู้มีศีลมีธรรม หรือเป็นพระอริยบุคคล ผู้ประกอบแต่กิจการงานและอาชีพที่สุจริต มีความประพฤติทางกาย ทางวาจา และทางใจ คือ เจตนาความคิดอ่านที่สุจริต ที่เป็นบุญเป็นกุศล และที่หาโทษมิได้ ย่อมประสบแต่ความสุขกายสบายใจ จากการประกอบการงานที่ปราศจากโทษ และปราศจากเวรภัย และย่อมจะมีแต่ความภูมิใจในความประพฤติปฏิบัติชอบของตน อันไม่มีผู้ใดแม้ตนเองจะตำหนิติเตียนได้

เหล่านี้ คือ ความสุขกาย สบายใจ ของคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน อันเกิดแต่การมีทรัพย์ที่ทำมาหาได้โดยสุจริต อันเกิดแต่การได้ใช้สอยทรัพย์บริโภคตามสมควรแก่ฐานะ ๑ ความสุขอันเกิดแต่ความไม่มีหนี้ ๑ และความสุขอันเกิดแต่การประกอบการงานที่ไม่มีโทษ ๑ อันสาธุชนพึงปรารถนา

แต่ความปรารถนาที่จะได้ทรัพย์สินเงินทอง โดยทางที่ชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนและครอบครัว ดังที่กล่าวข้างต้น โดยไม่ประกอบคุณงามความดีนั้น ย่อมสมหมายได้ด้วยยาก แม้ความปรารถนาอื่นๆ เช่น เกียรติยศ ชื่อเสียง ก็ดี ความเป็นผู้มีอายุยืนนาน ก็ดี และแม้ความปรารถนาที่จะได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ก็ดี ความปรารถนาดังกล่าวนี้ หากไม่ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กอปรด้วยบุญกุศลแล้ว ย่อมสมหมายได้โดยยาก

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสธรรม คือ ข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ๔ ประการ (องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๖๑/๘๕-๘๘) ที่จะเป็นไปเพื่อให้ได้มีทรัพย์สมบัติและสิ่งที่น่าปรารถนา น่ายินดีพอใจอื่นๆ ได้แก่ เกียรติยศ ชื่อเสียง ความเป็นผู้มีอายุยืน และความเป็นผู้มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายเหมือนบันเทิงอยู่ในสวรรค์ หรือเมื่อตายลงก็ให้ได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์จริงๆ

ธรรม คือ ข้อปฏิบัติ ๔ ประการให้ได้ประโยชน์สุขในชีวิต สมปรารถนา ดังกล่าวนั้น คือ สัทธาสัมปทา ๑ สีลสัมปทา ๑ จาคสัมปทา ๑ และ ปัญญาสัมปทา ๑ ดังจะได้อธิบายขยายความต่อไป

(๑) สัทธาสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยความศรัทธาในบุคคลที่ควรศรัทธา และในข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา

บุคคลที่ควรแก่การเลื่อมใสศรัทธานั้น คือ บุคคลผู้มีความบริสุทธิ์กาย วาจา และใจ ได้แก่ ผู้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กอปรด้วยศีลธรรม มีสติปัญญารู้บาป-บุญ คุณ-โทษ และรู้ทางเจริญ/รู้ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง บุคคลผู้ทรงคุณธรรมสูงสุด คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ คือ ผู้บริสุทธิ์กาย วาจา และใจ โดยความเป็นผู้เว้นไกลจากกิเลสและบาปธรรมทั้งปวง และเป็นผู้ตรัสรู้พระอริยสัจ ๔ ด้วยพระองค์เองโดยชอบ คือ ตรัสรู้ความจริงอย่างประเสริฐ ในเรื่องของทุกข์ของสัตว์โลกทั้งหลาย อีกทั้งเหตุแห่งทุกข์ หนทางปฏิบัติให้ถึงความสุขความเจริญและให้ถึงความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง และตรัสรู้สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ คือ มรรค ผล นิพพานที่สิ้นสุดแห่งทุกข์และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวรได้จริง และด้วยพระมหากรุณาธิคุณจึงได้ทรงแนะนำสั่งสอนเวไนยสัตว์ ผู้มีอัธยาศัยที่จะเรียนรู้ธรรมของพระองค์ได้ ให้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้ได้ถึงความเจริญและสันติสุข และถึงความพ้นทุกข์ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ ตามรอยบาทพระพุทธองค์ ส่วนผู้ทรงคุณธรรมรองลงมา คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์สาวก และพระอริยสาวกทั้งหลาย และแม้ผู้ทรงศีลทรงธรรมที่รองลงมา ก็ล้วนเป็นผู้ที่ควรแก่การเลื่อมใสศรัทธา

อนึ่ง คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ควรแก่การเลื่อมใสศรัทธา ควรแก่การศึกษาและปฏิบัติตามที่สุด เพราะผู้ใดได้ศึกษาทำความเข้าใจและปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธองค์ด้วยอิทธิบาทธรรมแล้ว ย่อมได้รับผลเป็นความเจริญและสันติสุขในชีวิต และถึงความพ้นทุกข์อย่างถาวร ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้เสมอไป ไม่เลือกกาลเวลาที่จะให้ได้รับผล กล่าวคือ เมื่อตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเมื่อไหร่ เป็นอันได้รับผลเมื่อนั้น เพราะเหตุนั้น ผู้ใดมีความเลื่อมใสศรัทธาในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระภิกษุสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สนใจศึกษาและปฏิบัติตามพระสัทธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วย “อิทธิบาทธรรม” คือ ด้วยใจรัก ด้วยความเพียร ด้วยใจจดจ่อต่อเนื่อง และด้วยปัญญาพิจารณาเหตุสังเกตผล ให้ความประพฤติปฏิบัติตรงตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ดีแล้ว เป็นอันได้รับผลเป็นความเจริญและสันติสุขในชีวิต และถึงความพ้นทุกข์อย่างถาวรตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ทุกคน

(๒) สีลสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล กล่าวคือ เป็นผู้มีความสำรวมระวังความประพฤติปฏิบัติทางกาย และทางวาจา ให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ คือ ไม่ให้เป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อน ได้แก่ งดเว้นจากเจตนาฆ่าสัตว์ตัดชีวิต งดเว้นจากเจตนาลักฉ้อ คดโกง หรือหลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต รวมทั้งงดเว้นการประกอบมิจฉาอาชีวะต่างๆ เช่น การผลิต จำหน่ายจ่ายแจกสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นต้น งดเว้นเจตนาประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากเจตนากล่าววาจาอันเป็นความเท็จ หรือบิดเบือนความจริงเพื่อหลอกลวงผู้อื่น และงดเว้นจากการเสพสิ่งเสพติดมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาททุกชนิด เป็นต้น

ผู้ประพฤติผิดศีล ย่อมเป็นความประพฤติปฏิบัติที่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ชื่อว่า “อกุศลกรรม” หรือ “บาปอกุศล” ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อน อกุศลกรรมหรือบาปอกุศลนี้ ย่อมก่อให้เกิดเวรภัยติดตามให้ผลเป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อนแก่ตน ตามความหนักเบาแห่งอวิชชา คือ ความหลง ไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ตามที่เป็นจริง และกิเลส ตัณหา อุปาทาน ทั้งในภพชาติปัจจุบันและในสัมปรายภพ คือ ในภพชาติต่อๆ ไปอีกนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน

ชาวโลกแม้จะพัฒนาความเจริญทางวัตถุด้วยเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของประชาชนได้มากเพียงไร แต่ก็กลับยิ่งมีปัญหาทางการเมือง การปกครองและบริหาร และมีปัญหาทางเศรษฐกิจและทางสังคมยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม การสงคราม รบราฆ่าฟันกัน เบียดเบียนชีวิตทรัพย์สินและเกียรติคุณความดีผู้อื่น ด้วยความใจดำอำมหิตและความโลภโมโทสัน ประชาชนในสังคมน้อยใหญ่หลงเพลิดเพลินติดอยู่ในอบายมุข ประพฤติผิดศีล ผิดธรรม มีการฉ้อโกงหรือคอรัปชั่น หลงหมกมุ่น มัวเมา อยู่แต่ในกิเลสกาม และประพฤติผิดในกาม สำส่อนในกาม หลงเสพและติดสิ่งเสพติดมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทต่างๆ ชาวโลกจึงกลับต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อน วุ่นวาย โกลาหลกันมากขึ้นอยู่ในทุกวันนี้ ก็เพราะปุถุชนผู้ยังหนาด้วยกิเลส ไม่รู้จักศรัทธาในบุคคลและข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงหลงมัวเมา ไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ตามที่เป็นจริง และหลงประพฤติปฏิบัติผิดศีล ผิดธรรมกันมาก จึงต้องประสบแต่ความทุกข์เดือดร้อนจากบาปอกุศลที่ตนได้กระทำไว้ยิ่งๆ ขึ้นไป และต่อๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้

ปัจเจกชน และ สังคมโดยส่วนรวม จะมีความเจริญและสันติสุขในชีวิต ทั้งในภพชาติปัจจุบันและในสัมปรายภพ คือ ในภพชาติต่อๆ ไปได้ ก็ด้วยบุคคลเป็นผู้มีศรัทธาในบุคคลที่ควรศรัทธา และสนใจในข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา คือ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม และคุณพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า และศึกษาปฏิบัติตามพระสัทธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดำรงตนอยู่ในศีล ในธรรมมากขึ้นเพียงไร ชาวโลกย่อมจะอยู่เป็นสุขด้วยความสงบเรียบร้อยดีเพียงนั้น

เพราะเหตุนั้น ผู้ใดคิดเบียดเบียน บ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นการทำลายรากฐานแห่งคุณความดี ที่จะให้บังเกิดประโยชน์สุขแก่ตนเองและสังคมโดยส่วนรวม ให้เสียหาย ประดุจบุคคลโง่เขลานั่งอยู่บนกิ่งไม้ เลื่อยโค่นกิ่งไม้อันเป็นที่พักพึ่งพิงนั้น ให้หักขาดสะบั้นลง ตนเองย่อมหล่นตกจากต้นไม้ อาจถึงแก่ความตาย หรือพิกลพิการได้ ฉันใด ฉันนั้น

(๓) จาคสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยความเสียสละ การให้หรือการบริจาคทาน กล่าวคือ เป็นผู้มีจิตใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ถี่เหนียว หรือความเห็นแก่ตัวจัด มีอัธยาศัยใจคอโอบอ้อมอารีเผื่อแผ่ ยินดีในการเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อผู้อื่น เช่น เสียสละเวลา-กำลังกาย-วิชาความรู้ และกำลังทรัพย์ เพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่นตามสมควรแก่กำลังสติปัญญาหรือฐานะ และตามสมควรแก่โอกาส

ผู้ถึงพร้อมด้วยความเสียสละ การให้หรือบริจาคทาน ย่อมเป็นที่รักของชนทั้งหลาย อานิสงส์ คือ ผลแห่งคุณความดีในการเสียสละ ในการให้ หรือการบริจาคทาน ย่อมให้ได้รับผลเป็นความเจริญและสันติสุข ด้วยมนุษย์สมบัติ ได้แก่ ทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ บริวารสมบัติ และคุณสมบัติ และให้ได้ถึงสวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติต่อไปได้

เฉพาะอานิสงส์จากการให้โภชนาหารเป็นทาน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย (องฺ. ปญฺจก. ๒๐/๓๗/๔๔-๔๕) ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทายกผู้ให้โภชนะเป็นทาน ชื่อว่า ให้ฐานะ ๕ อย่างแก่ปฏิคาหก ๕ อย่างเป็นไฉน ? คือ ให้อายุ ๑ ให้วรรณะ ๑ ให้สุข ๑ ให้กำลัง ๑ ให้ปฏิภาณ ๑ ครั้นให้อายุแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้วรรณะแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งวรรณะ ทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้ความสุขแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสุขนั้น ทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้กำลังแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งกำลัง ทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้ปฏิภาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งปฏิภาณ ทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทายกผู้ให้โภชนะเป็นทาน ชื่อว่า ให้ฐานะ ๕ อย่าง นี้แล

เพราะเหตุนี้ ทานบดีผู้มีอัธยาศัยในการเสียสละ การให้ปันด้วยใจศรัทธามาตั้งแต่ภพชาติในอดีตจนถึงปัจจุบัน จึงชื่อว่า เป็นผู้มีบุญบารมีอันได้กระทำไว้แล้วมาก่อน ย่อมเป็นผู้เจริญด้วยมนุษย์สมบัติในภพชาตินี้ และถึงสวรรค์สมบัติในภพชาติต่อไป โดยฐานะ ๕ ได้แก่

  1. อายุ คือ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน

  2. วรรณะ คือ ย่อมเป็นที่รักของชนทั้งหลาย และย่อมเป็นผู้มีและเจริญด้วยชื่อเสียง เกียรติยศ เกียรติศักดิ์

  3. สุขะ คือ ย่อมเป็นผู้มีความสุข ด้วยทรัพย์สมบัติ และบริวารสมบัติอันเจริญ

  4. พละ คือ ย่อมเป็นผู้มีสุขภาพพลานามัยดี

  5. ปฏิภาณ คือ ย่อมเป็นผู้มีและเจริญด้วยสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ คู่กับคุณธรรม

และเมื่อได้ปฏิบัติเพิ่มพูนทานกุศล จนแก่กล้ายิ่งขึ้นเป็น ทานบารมี ทานอุปบารมี และทานปรมัตถบารมี ก็ย่อมเป็นอุปการะแก่การประกอบคุณความดีอื่นๆ ให้เกิดและเจริญขึ้นต่อๆ ไปจนครบบารมี ๑๐ ทัศ และถึงปรมัตถบารมี รวมเป็นบารมี ๓๐ ทัศบริบูรณ์ อันรวมเป็นพลวปัจจัยให้สามารถบำเพ็ญสมณธรรมให้ถึงมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวรแท้จริงได้ บุญบารมีด้วยการเสียสละ และการให้ปัน ชื่อว่า “ทานบารมี” นี้ จึงเป็นพลวปัจจัยให้ถึงนิพพานสมบัติด้วยประการอย่างนี้

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส “ทาน” ๑ ในมงคล ๓๘ ประการว่า เป็นมงคลสูงสุด คือเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความเจริญและสันติสุข และเป็นพลวปัจจัยที่สำคัญที่สุดปราการหนึ่ง ให้ถึงมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ได้

นอกจากนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังได้ตรัสกับ อุคคหเทพบุตร ผู้ได้เสด็จลงมาเฝ้าพระองค์ ณ พระวิหารเชตวัน (องฺ. ปญฺจก. ๒๐/๔๔/๕๖) แปลความว่า

“ผู้ให้ของชอบใจ ย่อมได้ของชอบใจ ผู้ให้ของเลิศ ย่อมได้ของเลิศ ผู้ให้ของดี ย่อมได้ของดี ผู้ให้ของประเสริฐ ย่อมถึงฐานะอันประเสริฐ นรชนใด ให้ของเลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้น จะบังเกิดที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน และมียศ.”

เพราะเหตุนั้น ผู้ปรารถนาความสุขด้วยการมีทรัพย์โดยธรรม และได้ใช้สอยทรัพย์เพื่อความเป็นอยู่สุขสบาย ได้ทำบุญกุศลตามฐานะ ความเป็นผู้มีเกียรติ เป็นผู้มีอายุยืนและมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ ก็ได้ไปบังเกิดและเสวยสุขสมบัติในสุคติโลกสวรรค์ และให้ได้ถึงนิพพานสมบัติ ก็จงเป็นผู้ดำรงตนอยู่ในคุณความดี คือ เป็นผู้มีศีล มีธรรม คือ ยินดีในความเสียสละ การให้หรือบริจาคทาน ตามฐานะและโอกาสอันควร

(๔) ปัญญาสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยปัญญา ณ ที่นี้หมายถึง ปัญญาอันเห็นชอบในบาป-บุญ คุณ-โทษ และ/หรือ ปัญญารอบรู้ทางดำเนินชีวิตไปสู่ความเจริญสันติสุข และถึงความพ้นทุกข์อย่างถาวร ไม่เป็นไปในทางเสื่อม เป็นโทษ หรือเป็นความทุกข์เดือดร้อน

ปัญญาอันเห็นชอบ ดังที่กล่าวนี้ ย่อมปลูกฝังอบรมให้เกิดและเจริญขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา กล่าวคือ การสำรวมระวังรักษากาย วาจา ให้สงบเรียบร้อยดีไม่มีโทษ โดยการรักษาศีล และประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นไปแต่ในทางบุญกุศลคุณความดี มีอัธยาศัยการเสียสละ และการบริจาคทาน เป็นต้น นี้ประการ ๑ และด้วยการอบรมจิตใจให้เป็นสมาธิแน่วแน่มั่นคง ถึงเกิดองค์แห่งฌาน ได้แก่ วิตก วิจาร ตรึกตรองประคองนิมิต เห็นใสแจ่มอยู่ได้นาน ปีติ สุข และ เอกัคคตา คือ การที่ใจสงบนิ่งสนิทเป็นหนึ่งอยู่ เหล่านี้ เป็นคุณเครื่องกำจัดกิเลสนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้แก่ ถีนมิทธะ คือ ความง่วงเหงาซึมเซา ไม่ปลอดโปร่งกระปรี้กระเปร่าแห่งจิต วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยในข้อปฏิบัติว่า ใช่หรือไม่ใช่ทางให้ถึงความพ้นทุกข์และให้ถึงบรมสุขได้จริง พยาปาท คือ ความหงุดหงิด ขัดเคืองใจ ถึงโกรธ พยาบาท อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความที่จิตใจไม่สงบ มีความคิดฟุ้งซ่าน และ/หรือ ความวิตกกังวลแห่งจิตใจไปในเรื่องต่างๆ และ กามฉันทะ คือ ความกำหนัด ยินดี พอใจ ยึดติด คนึงหาแต่พัสดุกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ที่น่ารัก น่าใคร่ น่ายินดีพอใจ นี้ประการ ๑ เมื่อจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญา อ่อนโยนควรแก่งานแล้ว ก็พิจารณาสภาวธรรมและสัจจธรรมให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามที่เป็นจริงว่า อย่างนี้-ทุกข์ อย่างนี้-เหตุแห่งทุกข์ อย่างนี้-สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ และอย่างนี้ คือหนทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ และให้ถึงความสันติสุขอย่างถาวรตามที่เป็นจริง นี้ประการ ๑

เมื่อสาธุชนอบรมกาย วาจา ใจ และปัญญา โดยทาง “ไตรสิกขา” คือ สีลสิกขา การ อบรมกาย วาจา ให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ ๑ จิตตสิกขา การอบรมจิต ๑ และปัญญาสิกขา การอบรมปัญญาอันเห็นแจ้งในบาป-บุญ คุณ-โทษ และเห็นแจ้งว่านี้คือ ทางดำเนินชีวิตไปสู่ความเจริญสันติสุขและถึงความพ้นทุกข์ และทั้งเห็นแจ้งว่า นี้คือทางเสื่อม เป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อนแห่งชีวิต ตามที่เป็นจริง นี้อีกประการ ๑

ผู้มีปัญญาอันเห็นชอบอย่างนี้ จึงย่อมถือเอาแต่ข้อปฏิบัติที่ดีที่ชอบ เป็นแนวทางดำเนินชีวิตไปสู่ความเจริญสันติสุข และให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ ไม่ไปในทางเสื่อม เป็นโทษ และความทุกข์เดือดร้อน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ธรรม ๔ ประการนี้ คือ ความถึงพร้อมด้วยศรัทธาในบุคคลและข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา ได้แก่ ความศรัทธาในคุณพระพุทธ คุณพระธรรม และคุณพระสงฆ์ ๑ ความถึงพร้อมด้วยศีล คือ ความสำรวมระวังกายและวาจาให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ ๑ ความถึงพร้อมด้วยจาคะ คือ ความเสียสละ และ/หรือ การบริจาคทาน ๑ และ ความถึงพร้อมด้วยปัญญาอันเห็นชอบ คือ ความรอบรู้ทางดำเนินชีวิตไปสู่ความเจริญสันติสุข และถึงความพ้นทุกข์ได้ ๑ รวม ๔ ประการนี้ เมื่อสาธุชนเจริญให้มากแล้ว ย่อมถึงความเจริญและสันติสุขด้วยมนุษย์สมบัติ และสวรรค์สมบัติ ได้แก่ ทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ บริวารสมบัติ และคุณสมบัติ หรืออีกนัยหนึ่ง ย่อมถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้มีโภคทรัพย์ มีวรรณะผ่องใสและมีเกียรติยศ มีอายุยืนและมีพลานามัยแข็งแรง มีสติปัญญาและปฏิภาณดี และมีความสุข ได้สมปรารถนา และให้เจริญถึงนิพพานสมบัติ ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และที่เป็นบรมสุขได้ ด้วยประการฉะนี้

วันนี้ขอยุติการแสดงปาฐกถาธรรมไว้เพียงเท่านี้ก่อน ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน... เจริญพร

 

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com