ปาฐกถาธรรมเรื่อง
สติและปัญญา คุณธรรมเครื่องรักษาตน

โดย พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี (แห่งที่ ๑)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๕ เวลา ๐๘.๐๐ น.

เจริญสุข เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

สำหรับรายการปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมภาพจะได้กล่าวถึงเรื่อง "สติและปัญญา คุณธรรมเครื่องรักษาตน" ซึ่ง ณ ที่นี้หมายถึง ทั้งสติและสัมปชัญญะ ด้วยปัญญาอันเห็นชอบนั้น เป็นคุณธรรมเครื่องรักษาตน ให้ตั้งอยู่ในคุณความดีมีศีลธรรม ไม่ตกไปในทางชั่วหรือบาปอกุศล อันมีผลให้ผู้ทรงคุณธรรมนี้ ดำเนินชีวิตตนไปสู่ความสำเร็จ ได้ถึงความเจริญและสันติสุข ไม่นำตนไปสู่ความเสื่อม หรือความล้มเหลวแห่งชีวิต ให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนในภายหลัง

คำว่า "สติ" หมายความถึง ความระลึกได้ หรือการรู้จักยับยั้งชั่งใจ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาก่อนที่จะพูดหรือกระทำการใดๆ ว่า นี้เป็นความดีหรือความชั่ว เป็นบุญหรือบาป เป็นคุณหรือโทษ หรืออีกนัยหนึ่งว่า เป็นทางเจริญแห่งชีวิตที่ควรดำเนิน หรือว่า เป็นทางเสื่อมแห่งชีวิตที่ไม่ควรดำเนิน ตามที่เป็นจริง ก็เลือกทางดำเนินชีวิตไปแต่ในทางดี ที่เป็นสาระประโยชน์ ก็จะสามารถดำเนินชีวิตไปสู่ความสำเร็จ และถึงความเจริญและสันติสุขได้

แต่ถ้าเผลอสติ คิดผิด พูดผิด หรือกระทำการใดผิดพลาดไปก็กลับรู้สึกตัว รู้เท่าทันความคิด คำพูด หรือการกระทำที่ผิดพลาดไปแล้ว ก็รีบกลับตัวกลับใจ คิด-พูด และกระทำให้ดี ให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมใหม่ ความรู้สึกตัว ความรู้เท่าทันความคิด การพูด และ/หรือ การกระทำของตนที่ผิดพลาดไป เช่นนี้ ชื่อว่า "สัมปชัญญะ"

"สติสัมปชัญญะ" คุณธรรมเครื่องระงับยับยั้งชั่งใจ นี้ ต้องเป็นคุณธรรมที่ควบคู่กับปัญญาอันเห็นชอบ ว่า การกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ ที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือกำลังดำเนินอยู่นั้น เป็นกรรมดี หรือกรรมชั่ว เป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นทางเจริญแห่งชีวิตอันควรดำเนิน หรือเป็นทางเสื่อมแห่งชีวิตอันควรงดเว้น ตามที่เป็นจริง

และ (ยิ่งถ้าได้) ประกอบด้วยคุณธรรมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "หิริโอตตัปปะ" คือ ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปอกุศล "ศีลสังวร" คือ ความเป็นผู้มีความสำรวมระวังในความประพฤติปฏิบัติให้อยู่แต่ในศีล และ "อินทรีย์สังวร" คือ การรู้จักสำรวมระวัง ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย และใจ เมื่อมี รูป-เสียง-กลิ่น-รส-สิ่งสัมผัสทางกาย และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในใจมากระทบแล้ว ก็ไม่หลงสยบอยู่-ติดอยู่ในอารมณ์ที่น่ารัก และไม่หลงเคียดแค้นชิงชังในอารมณ์ที่ไม่น่ารัก เหล่านี้เป็นต้น อีกด้วย ก็ยิ่งจะช่วยให้สติสัมปชัญญะทำหน้าที่ระงับยับยั้งชั่งใจมิให้ตกไปในที่ชั่ว ให้ประพฤติปฏิบัติไปแต่ในทางที่ดีที่ชอบ ที่กอปรด้วยสารประโยชน์ อันเป็นเหตุปัจจัยให้ถึงความสำเร็จ ให้ถึงความเจริญและสันติสุขแห่งชีวิตได้เป็นอย่างดี

ปัญหาผู้คนไร้ศีลธรรม อันเป็นปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างดาษดื่นอยู่ในทุกวันนี้ อันก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมต่างๆ เช่น ปัญหาการผลิต การจำหน่าย หรือการค้ายาเสพติด โดยมีผู้มีอำนาจหนุนหลัง และปัญหาการเสพสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทก็ดี ปัญหาการเข่นฆ่าล้างผลาญกันก็ดี ปัญหาการคอรัปชั่น หรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง ปัญหาการรีดไถ และปัญหาการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมของบุคคลผู้มีอำนาจที่หลงอำนาจก็ดี ปัญหาเด็กวัยรุ่นใจแตก หลงค่านิยมผิดๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว เละเทะสำส่อนในกามก็ดี และปัญหาการตัดสินใจฆ่าตัวตายอย่างง่ายดาย เพราะความผิดหวังในชีวิตก็ดี เหล่านี้เป็นต้นนั้น ล้วนแต่เกิดจากการขาดสติสัมปชัญญะ คือไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจพิจารณาปัญหาและหาทางแก้ปัญหาด้วยความสุขุมรอบคอบ อันมีมูลเหตุมาจากการขาดคุณธรรมข้อปัญญาอันเห็นชอบ ขาดหิริโอตตัปปะ ไม่มีศีลสังวร และไม่มีอินทรีย์สังวร ทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกวันนี้ ปัญหาใหญ่ คือปัญหาเยาวชนที่เพิ่มขึ้นและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนเป็นที่ปริวิตกห่วงใยอนาคตของเยาวชนของชาติที่กำลังจะเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ว่า จะมีประชากรที่ไร้คุณภาพและไร้ศีลธรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าวิตก ดังที่มีข่าวทางสื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์อาทิตย์ ประจำวันที่ ๘ พฤษภาคม ศกนี้ (หน้า๑๔) ในหัวข้อข่าวว่า "สธ.ผสานความร่วมมือ - เร่งสางปัญหาเยาวชนไทย" มีเนื้อความตอนหนึ่ง ว่า

หลังจากผลการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นที่ออกมาล่าสุด ได้สะท้อนปัญหาของเด็กและเยาวชนไทยที่กำลังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งปัญหาภาวะซึมเศร้า และอัตราการคิดฆ่าตัวตายของวัยรุ่นไทยพุ่งสูง รวมทั้งเรื่องเพศสัมพันธ์และยาเสพติด ...

ในด้านเพศสัมพันธ์กับวัยรุ่นไทยนั้น พบว่าวัยรุ่นไทยมีอัตราการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเด็กสูงขึ้นเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วงอย่างมาก รวมทั้งมีเด็กและเยาวชนเดินเข้าสู่ธุรกิจขายบริการทางเพศในช่วงอายุที่ลดลงและเปลี่ยนคู่นอนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากสำนักงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเกี่ยวกับการสำรวจจำนวนนักเรียนนักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดปี ๒๕๔๓ พบว่ามีผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติดร้อยละ ๑๒.๔ ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สูงถึงร้อยละ ๓๔.๒

ในหนังสือ มติชนรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๖-๑๒ พฤษภาคม ศกนี้ (หน้า ๓๑) ก็ได้เสนอข่าว ว่า

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความโน้มเอียงในการขายบริการทางเพศ คือ การใช้และติดสารเสพติด การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นต้น

แท้ที่จริงแล้ว รากเหง้า หรือ ต้นเหตุ ของปัญหาทั้งหมดนี้ ก็เพราะอวิชชา คือ ความหลง ความมืด ไม่เห็นโทษของความประพฤติที่ไม่ดี ที่เป็นบาปอกุศล โดยความเป็นโทษ ตามที่เป็นจริง และไม่รู้คุณของความประพฤติดี ที่เป็นบุญกุศล โดยความเป็นความดี เป็นคุณประโยชน์แก่ชีวิตตามที่เป็นจริง จึงหลงประมาทมัวเมาในชีวิต ด้วยความขาดสติสัมปชัญญะ รู้ผิด-ชอบ ชั่ว-ดี ขาดความยั้งคิดพิจารณาทางเจริญทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง จึงหลงประพฤติปฏิบัติตนผิดๆ จากทำนองคลองธรรม ไปตามอำนาจอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน นำตนไปสู่ความเสื่อม เป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อนต่อๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด

เพราะเหตุนี้ การป้องกันแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของเด็กเยาวชน และปัญหาของผู้ใหญ่ จะต้องแก้ไขกันที่ตรงนี้ คือ ต้องให้การศึกษาอบรมกาย วาจา ใจ และอบรมปัญญาด้วยธรรมปฏิบัติ ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา แก่หมู่ชนทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะ เพราะปัญหาสังคมดังกล่าวนี้มิใช่เกิดแต่กับเด็กเยาวชนเท่านั้น ในสังคมผู้ใหญ่นั้นเองแหละมีมากด้วย และยังเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เด็กเยาวชนนั้นแหละด้วย

ปัญหาสังคมทั้งหมดนี้ เกิดแต่ปัญหาในครอบครัวก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกิดจากผู้ใหญ่ คือ พ่อบ้านแม่เรือน ที่ไม่สนใจในการศึกษาและปฏิบัติธรรม จึงมักประพฤติผิดศีลผิดธรรมเอง และไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีที่มีคุณธรรมแก่เด็กเอง ไม่เป็นผู้นำที่ดีแก่เด็ก ที่เป็นปัญหามากก็คือ รายที่ครอบครัวแตกแยกและพ่อ-แม่ทอดทิ้งลูก คือ เลี้ยงลูกอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ ปล่อยลูกไปตามยถากรรม หรือปล่อยลูกให้อยู่โดยลำพัง เช่น ให้อยู่ตามหอพัก หรือฝากไว้ให้อยู่กับญาติหรือคนใช้ หรือปล่อยให้ไปแต่กับเพื่อนๆ พ่อ-แม่บางรายที่รักลูก เลี้ยงลูกไม่เป็น เอาใจลูกผิดๆ ไม่กล้าแตะต้อง ดุ-ด่า-ว่ากล่าว แนะนำลูกให้ตั้งอยู่ในคุณความดี เอาแต่ประเคนเงินทองให้ลูก หวังแต่จะให้ลูกมีความสุขสบาย จนลูกๆ เสียนิสัย ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่รู้คุณค่าของเงินและทรัพย์สินเครื่องใช้สอย บางรายให้ความสุขสบายแก่ลูก จนลูกทั้งๆ ที่โตแล้วก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้เพราะทำอะไรไม่เป็น พ่อ-แม่บางรายยังให้ท้ายเด็ก นำทางเด็กอย่างผิดๆ เช่น ปล่อยหรือชักนำให้ลูกไปตามแหล่งอบายมุข หรือแหล่งบันเทิงเริงรมย์จนติดอบายมุข บ้างก็ให้ท้ายลูกจนกลายเป็นนักเลงหัวไม้ กลายเป็นคนก้าวร้าวจนเสียผู้เสียคนไปมากต่อมากแล้ว

เพราะเหตุนี้หากจะแก้ในปัญหาสังคมให้ถูกจุดที่สุด ต้องแก้ที่ปัญหาสังคมในครอบครัวนั่นแหละก่อนอื่น โดยเฉพาะผู้ใหญ่นั่นแหละ ควรจะต้องรณรงค์ให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวและในสังคม ทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย ให้หันมาสนใจในการศึกษาปฏิบัติธรรมให้มาก คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั่นแหละช่วยได้ อย่าอ้างว่าไม่มีเวลาไปศึกษาปฏิบัติธรรมที่วัด ถ้ามีใจเป็นธรรม สนใจในการศึกษาสัมมาปฏิบัติแล้ว ย่อมแบ่งเวลา บริหารเวลาสำหรับไปศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติได้ทุกคน และก็อย่าได้อ้างว่า หาวัดดีๆ หรือพระดีๆ ไปศึกษาปฏิบัติธรรมด้วยไม่ได้   ถ้าสนใจใฝ่ใจในการศึกษาสัมมาปฏิบัติแล้ว ย่อมรู้จักเข้าหาวัดดีๆ ได้ และสามารถเข้าถึงพระที่ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พออาศัยเป็นที่พึ่งทางใจได้ถมไป

อีกอย่างหนึ่ง ก็อย่าอ้างว่าไม่มีเวลาดูแลลูกๆ เพราะติดทำมาหากิน พ่อ-แม่ที่ดีมีคุณธรรม เมื่อให้กำเนิดแก่ลูกเขาเกิดมาแล้ว ต้องสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อลูกของตน ต้องเป็นที่พึ่งแก่ลูกได้ แม้สัตว์เดรัจฉาน เช่น ไก่ นก เมื่อมีไข่ ก็กกไข่จนลูกๆ ออกมาจากไข่ แล้วก็คอยปกป้องลูกมิให้ได้รับอันตราย และนำลูกๆ ให้รู้จักทำมาหากินจนเลี้ยงตัวเองได้ จึงปล่อยลูกไป แล้วพ่อ-แม่ที่เป็นมนุษย์จะไม่พอมีจิตใจเป็นธรรมเท่าหรือสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานหรือ ?    ก็ขอฝากให้พ่อบ้าน-แม่เรือน และผู้นำสังคมทุกระดับ ให้ช่วยกันป้องกันแก้ไขปัญหาสังคม ให้ตรงประเด็นและถูกทางด้วย

บุคคลจะเจริญ สติสัมปชัญญะ ด้วยปัญญาอันเห็นชอบได้อย่างไร ?

เฉลยว่า สาธุชน คนดี ผู้ปรารถนาความสำเร็จ และความเจริญสันติสุขในชีวิต พึงเจริญสติสัมปชัญญะ ด้วยปัญญาอันเห็นชอบ รอบรู้ทางเจริญแห่งชีวิตพึงดำเนิน และรู้ทางเสื่อมแห่งชีวิตพึงละเว้นได้ ด้วยการศึกษาหลักธรรม และปฏิบัติตามพระสัทธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสไว้ (ขุ. ธ. ๒๕/๒๔/๓๙) ว่า

สพฺพปาปสฺส  อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ  พุทฺธาน  สาสนํ.
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑   การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ 
การทำจิตให้ผ่องใส ๑   นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

จึงต้องมาศึกษาทำความเข้าใจหลักธรรมทั้ง ๓ ประการนี้ และลงมือปฏิบัติธรรมอบรมกาย วาจา ใจ และอบรมปัญญาโดยการปฏิบัติศีล สมาธิ และปัญญา สติสัมปชัญญะด้วยปัญญาอันเห็นชอบก็จะเกิดและเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ให้สามารถดำเนินชีวิตของตนไปในแนวทางที่ดีที่ชอบ กอปรด้วยศีลธรรมนำไปสู่ความเจริญและสันติสุข ตามสมควรแก่ภูมิธรรมและภูมิปัญญาที่ปฏิบัติได้

เฉพาะแต่ ปัญญาอันเห็นชอบ อันสาธุชนพึงเจริญให้มากนั้น ย่อมเกิดและเจริญขึ้นได้ ด้วยการศึกษาหาความรู้จากการอ่านหนังสือและการฟังธรรม ปัญญาที่เกิดขึ้นในขั้นต้นนี้ ชื่อว่า "สุตมยปัญญา" แต่ปัญญาในชั้นนี้ เป็นการเรียนรู้จากการฟังเขามา จึงอาจจะผิดพลาด หรือขาดตกบกพร่องได้ เพราะฉะนั้นจึงควรจะได้พิจารณา ไตร่ตรองด้วยความรอบคอบด้วยตนเองอีกชั้นหนึ่ง ปัญญาที่ได้พิจารณาไตร่ตรองดีแล้วนี้ ชื่อว่า "จินตามยปัญญา" แม้ปัญญาในชั้นนี้ ก็อาจจะยังมีความบกพร่อง ผิดพลาด และไม่สมบูรณ์ได้อีก เพราะเป็นความคิดไตร่ตรองพิจารณาจากภูมิธรรม ภูมิปัญญา และทิฏฐิของแต่ละบุคคลที่ได้เคยสั่งสมอบรมบุญบารมีมาไม่เท่ากัน

สาธุชนผู้มีปัญญา จึงควรลงมือปฏิบัติธรรม อบรมกาย-วาจาให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ โดยการปฏิบัติศีล และอบรมจิตใจให้สงบเป็นสมาธิแนบแน่นมั่นคง เพื่อกำจัดกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญา เมื่อจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใสควรแก่งาน แล้วพิจารณาสภาวธรรมให้เห็นตามธรรมชาติที่เป็นจริง นำไปสู่ปัญญาอันเห็นชอบในพระอริยสัจ ๔ คือ ความจริงอย่างประเสริฐในเรื่องของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ (รวมทั้งเหตุแห่งความสุข) สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุปัจจัยดับ คือ มรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวร และทางปฏิบัติเพื่อถึงความพ้นทุกข์และถึงบรมสุขอย่างถาวร ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้

ปัญญาอันเห็นแจ้งชัดในสภาวะของธรรมชาติที่เป็นจริง และเห็นแจ้งชัดในพระอริยสัจ ๔ ตามที่กล่าวมานี้ ชื่อว่า "ภาวนามยปัญญา" ปัญญานี้แหละ เป็นปัญญาที่ถูกต้องแน่นอนและสมบูรณ์ดีที่สุด และนี้แหละคือ ปัญญาอันเห็นชอบ รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ รอบรู้ทางเจริญควรดำเนิน และรอบรู้ทางเสื่อมอันไม่ควรดำเนิน อย่างแท้จริง

การศึกษาอบรมกาย-วาจา-ใจ และอบรมปัญญา โดยทางศีล-สมาธิ-ปัญญา ให้เจริญถึง อธิศีล คือ ศีลยิ่ง อธิจิต คือ จิตยิ่ง สมาธิยิ่ง และอธิปัญญา คือ ปัญญาอันยิ่ง นี้แหละที่ช่วยให้ สติสัมปชัญญะด้วยปัญญาอันเห็นชอบ เจริญขึ้นเป็นอย่างดี สามารถให้รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ตามที่เป็นจริงได้อย่างละเอียดลออ กว้างขวาง และแน่นอน ดังที่พระมหาโพธิสัตว์เจ้าของเราได้ทรงปฏิบัติมาแล้ว จนได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในรุ่งอรุณคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เมื่อ ๒๕๘๐ ปี ที่ผ่านมานี้ (ม. มู. ๑๒/๗๕๔-๗๕๗/๖๘๖-๖๘๘)

เพราะสัตว์โลกขาดการศึกษาอบรมกาย วาจา และใจ โดยทางศีล-สมาธิ-ปัญญา จึงไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษตามที่เป็นจริง จึงหลงคิดผิดๆ มีความเห็นผิดๆ เป็นเหตุให้เกิดกิเลส ได้แก่ ความโลภ ความเห็นแก่ตัว และตัณหาราคะ ความโกรธ พยาบาท จองเวรกันและกัน และความหลงไม่รู้ บาป-บุญ คุณ-โทษ ตามที่เป็นจริง จึงพากันประพฤติผิดศีล ผิดธรรม หลงติดอยู่ในอบายมุขอันเป็นปากทางแห่งความฉิบหายต่างๆ เช่น ความเป็นนักเลงสุรายาเสพติด ความไม่สำรวมในกาม หมกมุ่นในกาม ความเป็นนักเลงการพนัน ติดเที่ยวกลางคืนเกียจคร้านในการงาน และคบคนชั่วคนไร้ศีลธรรมเป็นมิตร เป็นต้น และกระทำความชั่วหรือบาปอกุศล ด้วยทุจริต ๓ ได้แก่ กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต นำตนไปสู่ความทุกข์เดือดร้อนด้วยประการต่างๆ ทั้งในภพชาติปัจจุบัน และในภพชาติต่อๆ ไปอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วน "ทุจริต ๓" นั้น อธิบายว่า

(๑) กายทุจริต คือ ความประพฤติที่เป็นบาปอกุศลทางกาย ได้แก่ เจตนาฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ๑ การคดโกงต่างๆ รวมทั้งการฉ้อราษฎร์บังหลวง กินชาติโกงเมือง และการประกอบอาชีพอันผิดศีลธรรม เช่น การผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก สิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นต้น ๑ กับอีกประการ ๑ คือ การประพฤติผิดในกาม และถ้าขยายความไปถึงความไม่สำรวมในกาม ก็ชื่อว่า "อบายมุข" เหล่านี้แหละเป็นปัญหาสำคัญในสังคม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อันนำมาซึ่งความทุกข์เดือดร้อน และความสับสนวุ่นวายในสังคม จนยากแก่การแก้ไขอยู่ในทุกวันนี้

(๒) วจีทุจริต คือ ความประพฤติบาปอกุศลทางวาจา ได้แก่ การกล่าววาจาโป้ปดมดเท็จ หลอกลวง บิดเบือนความจริง ๑ การกล่าววาจาหยาบคาย ด่าทอ กล่าวคำปรามาส ก้าวร้าว ล่วงเกินผู้อื่น ๑ การกล่าววาจายุแยกให้แตกสามัคคีกัน ๑ และการกล่าววาจาเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ ๑ วจีทุจริตแม้เหล่านี้ ก็มีโทษมากแก่ผู้ประพฤติอกุศลกรรมบถนี้ ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ดังพระวินัยพุทธบัญญัติมีมาในพระปาฏิโมกข์สิกขาบทที่ ๑ แห่งอาบัติสังฆาทิเสส มีเนื้อความย่อว่า ภิกษุใดขัดใจ โกรธเคือง ไม่แช่มชื่น ตามกำจัด (โจท) ภิกษุด้วยอาบัติปาราชิก อันไม่มีมูล ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งจัดเป็น "ครุกาบัติ" คือ เป็นอาบัติหนัก มีโทษหนักมากสำหรับพระภิกษุที่พอจะเยียวยาแก้ไขให้กลับเป็นปกตัตตภิกขุได้ด้วย "วุฏฐานคามินี" คือด้วยการอยู่ปริวาสกรรม และในสิกขาบทที่ ๒ แห่งมุสาวาทวรรคที่ ๑ ว่า "ภิกษุใด ด่าภิกษุด้วยถ้อยคำหยาบคาย ต้องอาบัติปาจิตตีย์" ซึ่งเป็น "ลหุกาบัติ" คือ อาบัติเบา มีโทษที่รองลงมาจากอาบัติสังฆาทิเสสซึ่งจะพ้นได้ด้วย "เทสนาคามินี" คือ ด้วยการแสดงอาบัติกับพระภิกษุหรือสงฆ์ อกุศลกรรมบถและ/หรืออาบัติเหล่านี้ หากบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นพระหรือโยม ถ้าว่าประมาทขาดสติสัมปชัญญะไม่สำรวมระวังศีลและอินทรีย์ให้ดี ก็มีสิทธิ์ถึงอบายภูมิ ๔ ได้แก่ ไปเกิดในภพภูมิของเปรต สัตว์นรก อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉานได้โดยง่าย

(๓) มโนทุจริต คือ ความประพฤติบาปอกุศลทางใจ กล่าวคือ เจตนาความคิดอ่านที่เป็นโทษ ด้วยความโลภจัด เห็นแก่ตัวจัด และ/หรือ ด้วยตัณหาราคะจัด ๑ ด้วยความโกรธจัด พยาบาท จองเวร ๑ และด้วยโมหะ คือ ความหลงไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ตามที่เป็นจริง เป็นต้น ๑ เหล่านี้เป็นเหตุนำเหตุหนุนให้ประพฤติบาปอกุศลทางกาย ทางวาจา และทางใจ หนักเพียงไรก็ยิ่งมีโทษมากเพียงนั้น ดังพระพุทธดำรัสตรัสในพระธรรมบทคาถา ยมกวรรค (ขุ. ธ. ๒๕/๑๑/๑๕) แปลความว่า "ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจชั่วร้ายแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น ดุจล้ออันหมุนไปตามรอยโคผู้เทียมแอกไปอยู่ ฉะนั้น" หมายความว่า บุคคลไม่ว่าบรรพชิต หรือคฤหัสถ์ใดก็ตาม ผู้มีใจชั่วร้าย ด้วยอำนาจของอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทานแล้ว จะคิด จะพูด จะกระทำกรรมใด ก็กระทำแต่กรรมชั่วหรือบาปอกุศล และกรรมนั้นย่อมติดตามให้ผลเป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดเนื้อร้อนใจแก่เขาต่อๆ ไปอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วน เหมือนล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโคตัวเทียมแอกนำไปฉะนั้น

ความประพฤติบาปอกุศลเหล่านี้ เป็นอาการของปุถุชน ซึ่งล้วนเกิดขึ้นเพราะความขาดสติสัมปชัญญะด้วยปัญญาอันเห็นชอบ อันมีอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุนำเหตุหนุนทั้งสิ้น จึงควรที่สาธุชนจะพึงสำรวมระวังให้มาก ด้วยการศึกษาสัมมาปฏิบัติให้เห็นแจ้ง รู้แจ้งบาป-บุญ คุณ-โทษ และให้รอบรู้ทางเจริญอันควรดำเนิน และทางเสื่อมอันควรงดเว้นด้วยปัญญาอันเห็นชอบ จึงจะสามารถดำเนินชีวิตไปสู่ความเจริญและสันติสุขอย่างแท้จริงได้

ส่วนพระอริยบุคคล หรือพระอริยสงฆ์อริยเจ้านั้น ท่านเป็นผู้มีความสำรวมในศีลและอินทรีย์ และมีสติสัมปชัญญะด้วยปัญญาอันเห็นชอบ อันได้อบรมมาด้วยดีตามสมควรแก่ภูมิธรรมของแต่ละท่านแล้ว ท่านจึงไม่ประพฤติล่วงอกุศลกรรมบถ คือทุจริต ๓ ดังกล่าว ท่านย่อมไม่ประพฤติ หรือแสดงกิริยาวาจาหยาบคาย ก้าวร้าว ด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองใจ หรือฟุ้งซ่านดังเช่นปุถุชนเขาประพฤติหรือเป็นกัน ท่านย่อมไม่ล่วงสิกขาบทที่เป็นอาบัติหนัก หรืออาบัติเบาที่ผู้รู้ติเตียนได้เลย ดังปรากฏตามพระพุทธดำรัสตรัสคุณธรรมของ "พระโสดาบันบุคคล" ซึ่งเป็นพระอริยเจ้าชั้นต้น (องฺ. ติก. ๒๐/๕๒๖/๒๙๗-๒๙๙) ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำพอประมาณในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา เธอยังล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง และต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านั้นบ้าง

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ข้อนั้นเพราะเหตุว่าไม่มีผู้รู้ใดๆ กล่าวความอาภัพต่อการบรรลุโลกุตตร-ธรรมจักเกิดขึ้น เพราะเหตุสักว่าการล่วงสิกขาบทเล็กน้อยและการต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านี้

อนึ่ง สิกขาบทเหล่าใดที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ที่เหมาะสมแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุนั้นเพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์ ๓ เป็นโสดาบัน (ผู้ถึงกระแสแห่งนิพพาน) เป็นผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ข้างหน้า"

และได้ทรงแสดงคุณธรรม "พระอรหันตบุคคล" ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา เธอยังล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง และต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านั้นบ้าง

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ข้อนั้นเพราะเหตุว่าไม่มีผู้รู้ใดๆ กล่าวความอาภัพต่อการบรรลุโลกุตตร-ธรรมจักเกิดขึ้น เพราะเหตุสักว่าการล่วงสิกขาบทเล็กน้อยและการต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านี้

อนึ่ง สิกขาบทเหล่าใดที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ที่เหมาะสมแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน มีศีลมั่นคง ในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย   ภิกษุนั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐิธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่"

นี้เป็นพระพุทธดำรัสตรัสคุณธรรมของพระอริยบุคคล หรือพระอริยสงฆ์อริยเจ้า อย่างชั้นต้น คือ พระโสดาบันบุคคล ว่า ท่านเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำพอประมาณในสมาธิและปัญญา และท่านละสัญโญชน์ กิเลสเครื่องร้อยรัดให้ติดอยู่กับโลก ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ได้ ส่วนพระอริยบุคคลชั้นสูง คือ พระอรหันต์บุคคลนั้น ท่านเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ทั้งในศีล สมาธิ และในปัญญา และท่านละสัญโญชน์ ๑๐ ประการได้แล้ว สติสัมปชัญญะด้วยปัญญาอันเห็นชอบของท่านย่อมบริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น อย่าว่าแต่กิริยาวาจาที่ก้าวร้าวหยาบคายเลย แม้ความหงุดหงิดขัดเคืองใจ หรือฟุ้งซ่านก็จะไม่ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างที่ปุถุชนเขาเป็นกัน

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตรัสถึงอาการของพระมุนี คือ นักปราชญ์ ผู้รู้ กล่าวคือ พระอรหันต์ (ขุ. สุ. ๒๕/๔๑๗/๕๐๐) ว่า

"ผู้ใด ไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่รำคาญ พูดด้วยปัญญา
ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้นั้นแลชื่อว่า เป็นมุนี ผู้มีวาจาสำรวมแล้ว"

พระอริยบุคคลนั้น ท่านมีใจหนักแน่น แม้ถูกโลกธรรม ๘ กระทบ เช่น กิริยาวาจาที่ก้าวร้าวล่วงเกิน ท่านก็อดทน อดกลั้น ได้ด้วยสติสัมปชัญญะด้วยปัญญาอันเห็นชอบ และขันติธรรม ประดุจดังภูเขาหรือแผ่นดินที่ใครๆ จะถ่มน้ำลายรด หรือปัสสาวะ อุจจาระรด ก็นิ่งอยู่ ไม่กระเทือนจนเสียความทรงตัว

ก่อนจบรายการปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมภาพขอให้คติเตือนใจ ว่า

"คนดี ถึงคนหยาม แต่ฟ้าไม่หยาม คนเก่ง จนคนกลัว แต่ฟ้าไม่กลัว
รู้ตัวว่าทำชั่ว รีบกลับตัวกลับใจ พระท่านย่อมให้อภัย คนกลับใจเป็นคนดี"

ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านผู้ฟังทุกท่าน... เจริญพร

 

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com