เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน
วันนี้อาตมภาพก็ได้มาพบกับท่านผู้ฟังอีกเช่นเคย ในรายการปาฐกถาธรรม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยนี้ ในวาระดิถีแห่งปีใหม่นี้ อาตมภาพขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ประกอบด้วยบุญกุศลคุณความดีที่ได้สั่งสมอบรมมา จงได้โปรดดลบันดาลให้ท่านผู้ฟังทุกท่านจงปราศจาก ความทุกข์ โศก โรค ภัย ทั้งปวง จงเจริญด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบ มีอายุมั่นขวัญยืน และมีแต่ความสุข สมบูรณ์ บริบูรณ์ ด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ทุกท่านตลอดกาลนานเทอญ
สำหรับวันนี้จะได้บรรยายธรรมเรื่อง "ผู้มีอริยทรัพย์ย่อมไม่ยากจน" สมดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ใน ธนสูตรที่ ๑ (องฺ. สตฺตก. ๒๓/๕/๕) ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน ? คือ ทรัพย์ คือ ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑ จาคะ ๑ ปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล.
ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม.
เพราะเหตุไร สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า อริยทรัพย์ ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ จาคะ และปัญญา มีในผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิต (ผู้รู้) เรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ?
ก็เพราะโลกิยทรัพย์ทั้งหลาย อันมีทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ บริวารสมบัติ ได้แก่ บุตรภรรยา ข้าทาส บริวาร เป็นต้นเหล่านั้น เป็นเครื่องยังความปลาบปลื้มใจแก่ผู้มีอยู่ในครอบครอง และได้บริโภค ใช้สอยเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ตนเอง แก่ครอบครัวและหมู่คณะ แม้ก็จริง แต่โลกิยทรัพย์หรือสมบัติทั้งหลายเหล่านั้นอาจพินาศเสียหายเพราะเหตุแห่งภัยพิบัติต่างๆ ได้ อาทิเช่น ราชภัย คือภัยที่ถูกทางการยึดทรัพย์หรือถูกปรับเป็นพินัยหลวง โจรภัย คือภัยแต่โจรผู้ร้ายหรือภัยพิบัติจากการถูกฉ้อโกง ภัยจากสงคราม หรือการจลาจล อุบัติภัย คือภัยจากอุบัติเหตุ และ ภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น วาตภัย คือภัยจากลมพายุ อัคคีภัย คือภัยจากไฟไหม้ อุทกภัย คือภัยจากน้ำท่วม และภัยจากแผ่นดินไหวหรือแผ่นดินถล่ม เป็นต้น นอกจากนี้ โลกิยทรัพย์ยังอาจวิบัติเสียหายเพราะบุตรหลานหรือทายาทที่มีความประพฤติไม่ดี ล้างผลาญทรัพย์ หรือทำลายล้างกันเองเพราะแย่งชิงทรัพย์มรดก ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัส (สํ. ส. ๑๕/ /๙) ว่า "ผู้มีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตร ผู้มีโค ย่อมเศร้าเพราะโค เหมือนกัน นรชนมีความเศร้าโศกเพราะอุปธิ ผู้ใดไม่มีอุปธิ ผู้นั้นไม่ต้องเศร้าโศกเลย" คำว่า "อุปธิ" ณ ที่นี้หมายถึงกิเลส ตัณหา อุปาทาน คือความยึดถือสิ่งที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลาย ที่มีชีวิต มีวิญญาณครองก็ดี และที่ไม่มีชีวิต/วิญญาณครอง ได้แก่โลกิยทรัพย์สมบัติทั้งหลาย เป็นต้นเหล่านั้นก็ดี ด้วยตัณหาและทิฏฐิ ว่าสิ่งเหล่านั้น เป็นตัวตน บุคคล เรา-เขา ของเรา-ของเขา ซึ่งแท้ที่จริง โลกิยทรัพย์ทั้งหลายเหล่านั้น มีสภาวะที่เป็นเองตามธรรมชาติ คือเป็นสภาพที่ไม่เที่ยง (อนิจฺจํ) ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่คงทนอยู่ได้นานตลอดไป (ทุกขํ) และ ต้องเสื่อมสลายหมดสภาพเดิมของมันไปในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นสาระในความเป็นตัวตน บุคคล เรา-เขา ของเรา-ของเขา หรือของใครตลอดไปเลย (อนตฺตา) แม้โดยที่สุด เมื่อเจ้าของตายลง ก็ตายไปมือเปล่า โลกิยทรัพย์ทั้งหลายเหล่านั้น ก็หาได้ติดตามตัวไปในสัมปรายภพด้วยไม่เลย ทุกคนจึงต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนเคยรัก เคยหวงแหนด้วยกันทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า นรชนมีความเศร้าโศกเพราะอุปธิ ก็หมายความว่า ชนทั้งหลายต้องเศร้าโศก คือมีทุกข์ ก็เพราะเข้าไปยึดถือสิ่งที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลาย ได้แก่ โลกิยทรัพย์เหล่านั้น เป็นต้น ด้วยตัณหาและทิฏฐิ จึงเป็นทุกข์ ถ้าไม่มีอุปธิ คือ ความยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐิ ก็ไม่ต้องเศร้าโศก คือไม่ต้องทุกข์เลย
ส่วน "อริยทรัพย์" คือคุณความดีอันประเสริฐ กล่าวคือ ทรัพย์ คือ ศรัทธาในบุคคลและข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา ได้แก่ความศรัทธาเลื่อมใสในคุณพระพุทธคุณพระธรรม และคุณพระสงฆ์ ๑ ศีล และ ปัญญาอันเห็นแจ้งในสภาวธรรมและพระอริยสัจจธรรมตามที่เป็นจริง ๑ เป็นต้นเหล่านี้ อันบุคคลได้ปฏิบัติสั่งสมอบรมให้เจริญขึ้น เป็นอริยทรัพย์อยู่ในจิตสันดานดีแล้ว ย่อมไม่มีวิบัติ เสียหายด้วยภัยพิบัติใดๆ ชื่อว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ชีวิตของผู้เจริญด้วยอริยทรัพย์นี้ ย่อมไม่เปล่าประโยชน์ คืออริยทรัพย์นั้นย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้ได้ประสบความเจริญและสันติสุขในชีวิต ทั้งในภพชาติปัจจุบัน และแม้ตัวจะตาย อริยทรัพย์ที่ตนได้ปฏิบัติ ได้สั่งสมอบรมดีแล้วนั้น ยังติดตามให้ผลเป็นความเจริญและสันติสุขแก่ชีวิตตนเองในภพชาติต่อๆ ไป ตราบเท่าถึง มรรค ผล และพระนิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวรตลอดไป
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "อริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการเหล่านี้ ย่อมมีในผู้ใด บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน และชีวิตของผู้นั้นย่อมไม่เปล่าประโยชน์" ด้วยประการฉะนี้ ดังจะได้อธิบายขยายความต่อไป
อริยทรัพย์ที่ ๑ คือ ความศรัทธาเลื่อมใสบุคคลและข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา
บุคคลที่ควรแก่การเลื่อมใสศรัทธา คือคนดี มีศีล มีธรรม ผู้มีปกติประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้ทรงคุณธรรมประเสริฐสูงที่สุดคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเห็นแจ้งโลก กล่าวคือ ผู้ทรงรู้ทรงเห็นความเป็นไปของสัตว์โลกทั้งหลายทั่วทั้งจักรวาล แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไม่มีประมาณ ผู้ตรัสรู้พระอริยสัจ ๔ ด้วยพระองค์เองโดยชอบ คือตรัสรู้ความจริงอย่างประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับคือพระนิพพาน และหนทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์-ได้ถึงบรมสุขอย่างถาวร ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ คือผู้ไกลจากกิเลสและบาปธรรมทั้งปวง และผู้ทรงมีพระมหากรุณาคุณ ต่อสัตว์โลกทั้งหลาย เมื่อได้ตรัสรู้พระธรรมวิเศษแล้ว ก็มิได้ทรงเสวยวิมุตติสุขอยู่เฉพาะพระองค์เองผู้เดียว ได้เสด็จออกเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่เวไนยสัตว์ ผู้มีอัธยาศัยพอจะรู้ธรรมของพระองค์ได้ ให้ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุโมกขธรรม คือธรรมนำสัตว์ให้หลุดพ้นจากกิเลสเหตุแห่งทุกข์ ได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์และได้ถึงบรมสุขอย่างถาวรตามรอยบาท พระพุทธองค์ ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้
อีกประการ ๑ ข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา คือข้อปฏิบัติให้ถึงความพ้นทุกข์และได้ถึงบรมสุขตามรอยบาทพระพุทธองค์ นั้นคือ พระอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบในพระอริยสัจ ๔ นี้ประการ ๑ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ คือความดำริออกจากกิเลสเหตุแห่งทุกข์ ประการ ๑ สองประการนี้พระพุทธองค์ได้ทรงสงเคราะห์เข้าใน "ปัญญาสิกขา" คือการอบรมปัญญาให้เห็นแจ้ง รู้แจ้งสภาวธรรมและพระอริยสัจธรรมตามที่เป็นจริง
สัมมาวาจา การกล่าววาจาชอบ ๑ สัมมากัมมันตะ การประกอบกิจการงานชอบ ๑ สัมมาอาชีวะ การประกอบอาชีพชอบ ๑ สามประการนี้ทรงสงเคราะห์เข้าใน "ศีลสิกขา" คือการศึกษาอบรมกายและวาจาให้สงบและเรียบร้อยดีไม่มีโทษ โดยการปฏิบัติศีล
สัมมาวายามะ ความเพียรชอบใน ๔ สถาน ๑ สัมมาสติ คือความระลึกชอบ ๑ และ สัมมาสมาธิ คือการเจริญสมาธิชอบ ๑ สามประการนี้ทรงสงเคราะห์เข้าใน "จิตตสิกขา" คือการอบรมจิต ให้สงบ ให้หยุด ให้นิ่ง เป็นสมาธิแนบแน่นมั่นคง เพื่อกำจัดกิเลสนิวรณ์เครื่องกันปัญญา ให้บริสุทธิ์ผ่องใสควรแก่งานเจริญวิชชา ให้เห็นแจ้งรู้แจ้งในสภาวธรรมและสัจจธรรมตามที่เป็นจริงต่อไป
นี้ คือ อริยทรัพย์ ชื่อว่า ทรัพย์คือความศรัทธา เลื่อมใสในบุคคลและข้อปฏิบัติที่ควรเลื่อมใสศรัทธา
อริยทรัพย์ที่ ๒ คือ ศีล อันมีนัยหรือรายละเอียดอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๓ ได้แก่ สัมมาวาจา การกล่าวแต่วาจาที่ชอบ คือวาจาที่จริง ไม่โป้ปดมดเท็จ วาจาที่สุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน ไม่หยาบคาย วาจาที่สมานไมตรี ไม่ยุแยกให้เขาแตกสามัคคีกัน และวาจาสุภาษิต ไม่เพ้อเจ้อเหลวไหล ไร้สาระ นี้ประการ ๑ สัมมากัมมันตะ การกระทำกิจการงานโดยชอบ ได้แก่ความเป็นผู้เว้นจากเจตนาฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และเว้นจากเจตนาประทุษร้ายหรือผจญสัตว์ที่มีชีวิตให้เดือดร้อน เว้นจากการลักฉ้อ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเว้นจากการเสพสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาททั้งหลาย เป็นต้น และโดยความหมายอย่างกว้าง หมายความรวมถึงการเว้นจากอบายมุขต่างๆ ได้แก่เว้นจากการพนัน การติดเที่ยวกลางคืน การหมกมุ่นในกาม-ไม่สำรวมในกาม การคบคนชั่วเป็นมิตร และเว้นจากความเกียจคร้านในกิจการงาน อันเป็นปากทางแห่งความเสื่อมเสียทรัพย์สิน เสื่อมเสียเกียรติยศ ชื่อเสียง และอาจเสื่อมเสียถึงชีวิต เลือดเนื้อได้ เป็นต้น นี้ประการ ๑ อีกประการ ๑ สัมมาอาชีวะ การประกอบอาชีพชอบ คือไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต เช่นการปลอมแปลงสินค้าหรือการโกงตาชั่ง เป็นต้น ไม่ประกอบอาชีพที่เป็นการทำลายชีวิตและทรัพย์สินผู้อื่น เช่น การผลิต การจำหน่าย สิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท การผลิตและจำหน่ายอาวุธยุทธภัณฑ์ ยาพิษ และ/หรือเชื้อโรค เพื่อใช้ทำลายล้างชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น และโดยความหมายอย่างกว้าง รวมถึงการไม่ประกอบอาชีพที่มอมเมาประชาชน เช่นการตั้งบ่อนการพนัน หรือแหล่งบันเทิงเริงรมย์ที่เป็นลามกอนาจาร เป็นต้น นี้อีกประการ ๑ อริยมรรค ๓ ประการนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงสงเคราะห์เข้าใน ศีลขันธ์ คือกองแห่งศีล หรือ ศีลสิกขา คือการศึกษาอบรมกายและวาจาให้สงบ และเรียบร้อยดีไม่มีโทษ โดยการปฏิบัติศีล นี้คือ อริยทรัพย์ ชื่อว่า ทรัพย์คือศีล
บัณฑิตผู้มีปัญญา ได้เห็นคุณของการมีศีล และเห็นโทษของความประพฤติผิดศีลแล้ว จึงสำรวมระวังความประพฤติปฏิบัติทาง กาย ทางวาจาให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ โดยการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ และสมบูรณ์อยู่เสมอ และพึงมีข้อสังเกตว่า ผู้มีศีล ก็มีปัญญาอันเห็นชอบ รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง ผู้มีปัญญาอันเห็นชอบ ก็มีศีล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัส (สีล. ที. ๙/๑๙๔/๑๕๘-๑๕๙) กับพราหมณ์ ว่า
พราหมณ์ ! ข้อนั้น เป็นอย่างนั้นๆ แหละพราหมณ์ ศีล ย่อมชำระปัญญาให้บริสุทธิ์ และปัญญาเล่า ก็ชำระศีลให้บริสุทธิ์เหมือนกัน; ศีลอยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ที่นั้น, ปัญญาอยู่ที่ใด ศีลก็อยู่ที่นั้น; ผู้มีศีลก็มีปัญญา, ผู้มีปัญญาก็มีศีล; บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงศีลและปัญญา ว่าเป็นของเลิศในโลก
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสแก่คฤหบดีทั้งหลาย ถึงอานิสงส์ของศีลสมบัติของผู้มีศีลอย่างน้อยศีล ๕ ขึ้นไป ว่า
ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของผู้มีศีล ๕ ประการนี้
- ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลในโลกนี้เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมได้ประสบกองแห่งโภคะใหญ่ มีความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๑ แห่งศีลสมบัติของผู้มีศีล
- ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก กิตติศัพท์อันงามของผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมฟุ้งไป นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๒ แห่งศีลสมบัติของผู้มีศีล
- ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล จะเข้าไปสู่บริษัทใดๆ จะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คฤหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมเป็นผู้องอาจ ไม่เคอะเขินเข้าไป นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๓ แห่งสมบัติของผู้มีศีล
- ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ไม่หลงทำกาลกิริยา นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๔ แห่งศีลสมบัติของผู้มีศีล
- ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๕ แห่งศีลสมบัติของผู้มีศีล
เพราะเหตุนั้น เวลาที่ญาติโยมขอศีลจากพระ เมื่อพระท่านให้ศีลจบแล้ว ท่านจะแสดงสรุปอานิสงส์ของศีล ว่า
สีเลน สุคตึ ยนฺติ, สีเลน โภคสมฺปทา
สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ, ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
บุคคลจะถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ ก็ด้วยความมีศีล
จะถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์ ก็ด้วยความมีศีล
จะถึงความดับเย็น คือความสิ้นกิเลสเหตุแห่งทุกข์ได้ ก็ด้วยศีล
เพราะเหตุนั้น บุคคลพึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์ฯ
กล่าวแต่เฉพาะอานิสงส์ประการแรกตามพระพุทธดำรัสนี้ว่า
"บุคคลในโลกนี้เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล
ย่อมได้ประสบกองแห่งโภคะใหญ่ มีความไม่ประมาทเป็นเหตุ"
ปัญญาชนพึงเห็นผู้มีศีลแม้เพียงข้อ ๕ คือ เจตนากรรม เว้นจากการเสพสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ว่าเป็นเหตุให้เจริญด้วยโภคทรัพย์ เพราะว่าการเว้นจากการเสพสิ่งเสพติดมึนเมาเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทนั้น ประการแรก ทำให้ไม่ต้องเสียทรัพย์ในการซื้อหามาเสพ ประการที่ ๒ ไม่ต้องเสียสุขภาพกายและสุขภาพจิตเพราะยาเสพติดเป็นเหตุ ประการที่ ๓ เมื่อสุขภาพกายดี สุขภาพจิตคือสติปัญญาดีอยู่ ก็ย่อมสามารถประกอบกิจการงานหรือการอาชีพให้ได้ผลดี ดีกว่าเมื่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตเสื่อมโทรมลงเพราะยาเสพติดเป็นเหตุ เพราะเหตุนั้น โภคทรัพย์ที่ยังไม่มีย่อมเกิดขึ้น ส่วนที่มีอยู่แล้วก็ไม่เสียหาย และกลับเพิ่มพูนขึ้นด้วยประการฉะนี้
ส่วนผู้ประพฤติผิดศีลข้อนี้ คือผู้เสพสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ประการแรกย่อมเสียทรัพย์ในการซื้อหาสิ่งเสพติดเหล่านี้มาเสพ ยิ่งติด ยิ่งต้องเสพมาก และ ยิ่งต้องเสียทรัพย์เพื่อให้ได้สิ่งเสพติดเหล่านั้นมาเสพมากยิ่งขึ้นตามระดับความติดและอยากเสพ ประการที่ ๒ สุขภาพกายและสุขภาพจิต ย่อมเสื่อมโทรมลง ประการที่ ๓ สติปัญญาความสามารถในการประกอบกิจการงานหรือการอาชีพให้สำเร็จ หรือให้ได้ผลดี ย่อมเสื่อมถอยลง หนักเข้าถึงไร้ความสามารถในการประกอบกิจการงาน เพราะเหตุนั้น ทรัพย์ที่มีอยู่ย่อมร่อยหรอหมดลง ทรัพย์ใหม่ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ผู้ประพฤติผิดศีลข้อนี้ ย่อมเป็นผู้ประมาท ขาดสติสัมปชัญญะรู้ผิด-ชอบ ชั่ว-ดี จึงมักประพฤติผิดศีลข้ออื่นๆ ได้โดยง่าย ดังปรากฏข่าวร้ายเป็นประจำ เป็นต้น ว่า ผู้ประกอบอาชญากรรมต่างๆ นับตั้งแต่การทะเลาะวิวาท การยิง การตีรันฟันแทง ทำร้ายกัน หรือการลักขโมย ปล้นฆ่ากันต่างๆ ก็ดี อุบัติเหตุในการขับขี่ยวดยานพาหนะก็ดี การประพฤติผิดประเวณีและสำส่อนในกามก็ดี แม้การกระทำอนาจารด้วยไร้ความละอาย กล้าเปลือยหรือเปิดเผยร่างกายส่วนที่ไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณชนก็ดี เหล่านี้ ส่วนมากมีสาเหตุจากการเสพสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เช่น สุรา เบียร์ ยาบ้า ยาอี เป็นต้น ความประพฤติผิดศีลดังกล่าวนี้ ล้วนนำมาซึ่งความเสียหายทรัพย์สิน เกียรติยศ ชื่อเสียง และสูงสุดถึงเสียชีวิต เลือดเนื้อ และเสียอนาคต เป็นการทำลายฐานะของตนเองและครอบครัว เพราะความโง่เขลาเบาปัญญาแท้ๆ ถ้าจะกล่าวโทษของผู้ประพฤติผิดศีลโดยส่วนรวมแล้ว ก็นับเป็นการทำลายฐานะทางเศรษฐกิจและทางสังคมของประเทศชาติไปด้วย ค่าที่สังคมและประเทศชาติต้องสูญเสียหรือสิ้นเปลืองทรัพยากรต่างๆ เพื่อมาคอยป้องกันและแก้ไขปัญหา ผู้ประพฤติผิดศีล เพราะความประมาทขาดสติสัมปชัญญะ ขาดความละอายและเกรงกลัวต่อบาปอกุศลเหล่านี้ ปีละเป็นจำนวนมากมายอยู่ในขณะนี้
ส่วนผู้มีศีลสมบัติเป็นคุณธรรมประจำใจ ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท หลงมัวเมาในชีวิต ย่อมดำเนินชีวิตไปด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบ รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง ให้สามารถเจริญในหน้าที่กิจการงานหรือการอาชีพ ถึงความเจริญและสันติสุขด้วยโภคทรัพย์ตามสมควรแก่ฐานะ และพลอยให้สังคมประเทศชาติมีฐานะทางเศรษฐกิจและทางสังคมโดยส่วนรวมเจริญและมั่นคงดีได้ ด้วยประการฉะนี้
อริยทรัพย์ที่ ๓ และที่ ๔ คือ หิริ และ โอตตัปปะ ความละอาย และเกรงกลัวต่อบาปอกุศล กล่าวคือความละอายเกรงกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต เป็นต้น อริยทรัพย์ คือ หิริโอตตัปปะ ๒ ประการนี้แหละที่เป็นเหตุใกล้แห่งศีล กล่าวคือ บุคคลจะมีศีลก็เพราะมีจิตสำนึกละอายต่อความประพฤติผิดศีล และเกรงกลัวต่อผลจากการทำบาปอกุศล สมดังที่พระพุทธโฆษาจารย์ได้อรรถาธิบายในคัมภีร์พระวิสุทธิมรรค สีลนิเทศ มีความว่า
"แท้จริง ในเมื่อหิริโอตตัปปะ ละอายแต่บาป กลัวแต่บาปมีอยู่แล้ว ศีลก็บังเกิดมี ศีลก็ตั้งอยู่
เมื่อหิริโอตตัปปะ ละอายแต่บาป กลัวแต่บาปไม่มีแล้ว ศีลก็มิได้บังเกิด ศีลก็มิได้ตั้งอยู่
เพราะเหตุการณ์ดังนั้น ศีลจึงมีหิริโอตตัปปะเป็นอาสันนเหตุ"
นี้คือ อริยทรัพย์ ชื่อว่า ทรัพย์ คือ หิริ โอตตัปปะ ได้แก่ ความละอาย และความเกรงกลัวต่อบาปอกุศล
อริยทรัพย์ที่ ๕ สุตะ หรือ พหูสูต กล่าวคือเป็นผู้เคยได้สดับตรับฟัง หรือเป็นผู้ได้เคยเรียนรู้ และ/หรือเป็นผู้มีประสบการณ์จากการได้เรียนรู้และได้ฝึกฝนศิลปะวิทยามามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการเรียนรู้หลักธรรมและปฏิบัติธรรมมามาก ย่อมช่วยให้เจริญปัญญารู้บาป-บุญ คุณ-โทษ รู้ทางเจริญที่ควรดำเนิน รู้ทางเสื่อมที่ไม่ควรดำเนิน ปัญญารอบรู้สูงขึ้นไปถึงรู้แจ้งเห็นแจ้งสภาวธรรมและอริยสัจธรรมตามที่เป็นจริง เป็นปัญญาส่องสว่างแนวทางดำเนินชีวิตไปสู่ความเจริญและสันติสุข อย่างสูงถึง มรรค ผล นิพพานที่สิ้นสุดแห่งทุกข์และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวรได้แน่นอน นี้คือ อริยทรัพย์ ชื่อว่า ทรัพย์ คือ สุตะ หรือ พหูสูต
อริยทรัพย์ที่ ๖ จาคะ คือ ความเป็นผู้ปราศจากความตระหนี่ หรือเห็นแก่ตัวจัด เป็นผู้ยินดีในการเสียสละ กำลังกาย สติปัญญา/ความสามารถ และเสียสละกำลังทรัพย์เพื่ออนุเคราะห์ สงเคราะห์ เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ ผู้อื่นให้อยู่ดีมีสุขและให้พ้นทุกข์ อนึ่งพึงสังเกตว่า เหตุใกล้ความยินดีในการเสียสละเพื่ออนุเคราะห์ สงเคราะห์ผู้อื่นนั้น ก็คือ เมตตาพรหมวิหาร ๑ กล่าวคือ ความรักในเพื่อนมนุษย์และ/หรือสัตว์โลกทั้งหลาย ปรารถนาให้เขาอยู่ดีมีสุข และ กรุณาพรหมวิหาร ๑ คือความเวทนาสงสารเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลาย ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ จึงเสียสละกำลังกาย กำลังทรัพย์ เป็นต้น เพื่ออนุเคราะห์ สงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่เสียดาย
อานิสงส์ของผู้ยินดีในการเสียสละโดยการบริจาคหรือให้ปันทรัพย์สิ่งของนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสว่า
|
อคฺคสฺมึ ทานํ ททตํ |
อคฺคํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ |
|
อคฺคํ อายุ จ วณฺโณ จ |
ยโส กิตฺติ สุขํ พลํ. |
| เมื่อให้ทานในวัตถุอันเลิศ บุญอันเลิศ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สุข และกำลังอันเลิศ ก็เจริญ (ขุ. อิติ. ๒๕/๒๗๐/๒๙๙) |
นี้คือ อริยทรัพย์ ชื่อว่า ทรัพย์คือจาคะ กล่าวคือ ความเป็นผู้ปราศจากความตระหนี่หรือเห็นแก่ตัวจัด เป็นผู้ยินดีในการเสียสละเพื่ออนุเคราะห์ สงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้อื่นให้อยู่ดีมีความสุข และให้พ้นทุกข์
อริยทรัพย์ที่ ๗ ปัญญา ณ ที่นี้ หมายถึง ปัญญาอันเห็นชอบ ขั้นพื้นฐาน คือปัญญารู้ผิด-ชอบ ชั่ว-ดี รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตที่ควรดำเนิน และรู้ทางเสื่อมแห่งชีวิตที่ไม่ควรดำเนินตามที่เป็นจริง ขั้นสูงคือปัญญารอบรู้กองสังขาร รู้สภาวะที่เป็นเองหรือสามัญลักษณะของธรรมชาติที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ที่มีชีวิต มีวิญญาณครอง อย่างเช่น มนุษย์และสัตว์โลกอื่นทั้งหลาย รวมเรียกว่า "อุปาทินนกสังขาร" และที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ทรัพย์สิ่งของต่างๆ ชื่อว่า "อนุปาทินนกสังขาร" ตามที่เป็นจริงว่า เป็นสภาพที่ไม่เที่ยง (อนิจฺจํ) ไม่คงทนอยู่ในสภาพเดิมได้นานตลอดไป (ทุกฺขํ) และต้องเสื่อมสลายหมดสภาพเดิมของมันไปในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสาระในความเป็นตัวตน บุคคล เรา-เขา ของเรา-ของเขา หรือของใครอย่างถาวรตลอดไปได้เลย (อนตฺตา) ปัญญารอบรู้กองสังขารดังกล่าวนี้ นำไปสู่ปัญญาอันเห็นแจ้งในพระอริยสัจ ๔ คือความจริงอย่างประเสริฐในเรื่องของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ และหนทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ได้ถึงบรมสุขอย่างถาวร อันเป็นทางให้ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์และถึงบรมสุขอย่างถาวรตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญาจึงตั้งใจศึกษาและประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ เพื่อปลูกฝังอริยทรัพย์อันใครๆ เอาไปไม่ได้ และไม่ต้องถูกทำลายโดยประการใดๆ นี้ ให้เกิดมีและให้เจริญขึ้นในจิตสันดาน เพื่อความเจริญ และสันติสุขแก่ตนเอง แก่ครอบครัว หมู่คณะ และแก่สังคมประเทศชาติ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตรัสว่า "อริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการเหล่านี้ มีแก่ผู้ใด เป็นหญิง หรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พึงประกอบด้วยศรัทธา ศีล ความเลื่อมใสและการเห็นธรรม"
การเห็นธรรมนั้น คือ การปฏิบัติธรรมโดยทางไตรสิกขา ได้แก่ ศีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา อันมีนัยหรือรายละเอียดในอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เห็นแจ้ง รู้แจ้ง สภาวธรรมและอริยสัจธรรมตามที่เป็นจริง อันเป็นทาง มรรค ผล นิพพาน นั้นเอง
เมื่อบัณฑิตผู้มีปัญญา จากการที่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม ปลูกฝังและยังอริยทรัพย์นี้ให้เจริญและมั่นคงลงในจิตสันดานดีแล้วเพียงไร ย่อมเห็นคุณของพระรัตนตรัย คือคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า และคุณของพระสงฆเจ้า มากเพียงนั้น และย่อมศรัทธาเลื่อมใส เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์ ผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ เป็นผู้ตื่น/ผู้เบิกบานดีแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม และ ย่อมศรัทธาเลื่อมใสในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่า ธรรมปฏิบัติของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ประกอบด้วยกาล กล่าวคือเมื่อปฏิบัติแล้วได้รับผลทันที เป็นธรรมที่เห็นได้เอง เป็นธรรมที่สามารถชี้ให้ผู้อื่นมาดูได้ คือเป็นธรรมที่พิสูจน์ให้ได้รู้เห็นผลจริงได้ และเป็นธรรมที่ควรปฏิบัติ ควรน้อมเข้ามาสู่ใจตน เป็นธรรมที่วิญญูชนคือผู้มีปัญญาจะพึงรู้ได้เฉพาะตน และ ย่อมศรัทธาในพระอริยสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และในพระสมมติสงฆ์ที่ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติ ดำเนินปฏิปทาตามทางสายกลาง คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ตามรอยบาทพระพุทธองค์ โดยไม่ลังเลสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย ด้วยประการฉะนี้
เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๑๒ สิงหามหาราชินีที่จะถึงนี้ อาตมภาพ ขอเดชานุภาพแห่งคุณพระรัตนตรัย จงได้โปรดดลบันดาลอภิบาลคุ้มครองให้องค์ประมุขของชาติ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชจักรีวงศ์ จงทรงพระเกษมสำราญ ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงปราศจากโรคาพาธทั้งปวง ทรงชำนะศัตรูหมู่มาร สถิตสถาพรอยู่ในสิริราชสมบัติ และขอให้ประเทศชาติไทยของเราจงเจริญวัฒนา ปวงประชามีความสุข ทุกทิพาราตรีเทอญฯ ขอถวายพระพร
เจริญพร