ปาฐกถาธรรมเรื่อง
วันวิสาขบูชา : วันสำคัญสากลและสันติสุขแห่งโลก

โดย พระราชญาณวิสิฐ วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี (แห่งที่ ๑)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๘ เวลา ๐๘.๐๐ น.

เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

วันนี้อาตมภาพก็ได้มาพบกับญาติโยมสาธุชนผู้ฟังอีกเช่นเคย ในรายการปาฐกถาธรรม ซึ่งในวันนี้ จะได้กล่าวถึงเรื่อง “วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติ และเป็นวันสันติสุขแห่งโลก”

วันวิสาขบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เนื่องในมหามงคลสมัยคล้ายวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤษภาคม นี้

องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันวิสาขบูชานี้ เป็น “วันสำคัญสากล” คือ เป็นวันสำคัญแห่งโลก และถ้าจะกล่าวว่า เป็น “วันสันติสุขแห่งโลก” ด้วยก็ไม่ผิด เพราะวันวิสาขบูชานี้เป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันชาวโลกมีได้ด้วยยากนั้น ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ได้ตรัสรู้พระอริยสัจธรรมนำให้ถึงความสันติสุขแห่งชีวิต มาให้แก่ชาวโลก

เพราะเหตุนี้ องค์การสหประชาชาติจึงได้มีมติและประกาศให้วันวิสาขบูชานี้ เป็นวันสำคัญสากล คือ เป็นวันสำคัญแห่งโลก และอาตมภาพจึงขอกล่าวเสริมอีกว่า เป็น “วันสันติสุขแห่งโลก” ด้วย

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัส (ขุ.ธ. ๒๕/๒๔/๓๙) ว่า

“กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท”
“ความอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า เป็นการยาก”

หมายความว่า กว่าจะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกสักพระองค์หนึ่งนั้น เป็นการยากมาก ดังเช่น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดมของเรานี้ ก่อนแต่จะได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้พระอริยสัจ ๔ เมื่อ ๒,๕๙๓ ปีที่ผ่านมานี้นั้น ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ คือ เป็นสัตว์ผู้เที่ยงต่อการตรัสรู้ในกาลข้างหน้านั้น ได้บำเพ็ญพุทธการกธรรม คือ คุณธรรมที่จะนำให้ถึงความตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยการบำเพ็ญคุณความดีอย่างยิ่งยวดจนแก่กล้าเป็น “บารมี” คือ ทานบารมี ๑ ศีลบารมี ๑ เนกขัมมบารมี ๑ ปัญญาบารมี ๑ วิริยบารมี ๑ ขันติบารมี ๑ สัจจบารมี ๑ อธิษฐานบารมี ๑ เมตตาบารมี ๑ และอุเบกขาบารมี ๑ และบำเพ็ญแก่กล้ายิ่งขึ้นไปเป็น “อุปบารมี” และ “ปรมัตถบารมี” จนเต็มส่วนแล้วทั้ง ๑๐ ประการ รวมเป็นบารมี ๓๐ ทัศ เป็นระยะเวลาถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัป ได้ฟังธรรมในสำนักพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมาแล้ว เริ่มตั้งแต่พุทธกาลแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกร จนถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะ และได้รับพุทธพยากรณ์จากสำนักพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๔ พระองค์นั้นแล้วว่า พระโพธิสัตว์เจ้านี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า ต่อจากพุทธกาลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะ

กล่าวถึงการบำเพ็ญคุณความดีอย่างยิ่งยวดจนแก่กล้าเป็นบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี ของพระโพธิสัตว์เจ้าแต่ละพระองค์นั้น ขอยกตัวอย่างการเสียสละหรือการบริจาคทานด้วยทรัพย์สิ่งของที่ตนมี พอกินพอใช้อยู่ หรือที่เหลือกินเหลือใช้ ที่เสมอกับที่เรากินเราใช้อยู่ เพื่อช่วยอนุเคราะห์หรือสงเคราะห์ผู้อื่น ชื่อว่า เป็น “ทานกุศล” คือ เป็นบุญกุศลคุณความดีด้วยการบริจาคทาน แต่ถ้าผู้ให้หรือผู้บริจาคนั้นกล้าเสียสละมากขึ้น แม้ของที่ดีกว่าที่ตนเคยบริโภคใช้สอยอยู่โดยปกติ หรือของที่ตนรักและหวงแหนก็เสียสละได้ นี้จัดเป็น “ทานบารมี” เมื่อความเสียสละนั้นแก่กล้าถึงยินดีเสียสละเลือดเนื้อเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่นได้ เป็นต้น นี้จัดเป็น “ทานอุปบารมี” และเมื่อความเสียสละนั้นแก่กล้าถึงยินดีเสียสละแม้ชีวิตตน หรือแม้บุตรภรรยาผู้ที่ตนรักดั่งดวงใจ ก็บริจาคให้ได้ นี้จัดเป็น “ทานปรมัตถบารมี” ดังนี้เป็นต้น

พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายต่างได้บำเพ็ญพุทธการกธรรม คือ คุณธรรมที่จะให้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้ ด้วยกันทุกพระองค์ แต่ต่างกันด้วยระยะเวลาของการบำเพ็ญบุญบารมีดังกล่าว ดังเช่น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดมของเราพระองค์นี้ ได้บำเพ็ญบารมีโดยความเป็น “พระปัญญาธิกโพธิสัตว์” คือ พระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วยปัญญา กล่าวคือ มีปัญญากล้าแข็ง ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เป็นระยะเวลา ๔ อสงไขยกับแสนกัป ส่วน “พระสัทธาธิกโพธิสัตว์” คือ พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมียิ่งด้วยศรัทธา คือ มีปัญญาปานกลาง แต่มีศรัทธาแก่กล้านั้น ต้องบำเพ็ญบารมีนานถึง ๘ อสงไขยกับแสนกัป จึงจะได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ “พระวิริยาธิกโพธิสัตว์” คือ พระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วยความเพียร คือ มีศรัทธาและมีปัญญาปานกลาง แต่มีความเพียรกล้าแข็งนั้น ต้องบำเพ็ญบารมีนานถึง ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป จึงจักได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตัวอย่างเช่น พระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์ ผู้ที่จะบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า ต่อจากพุทธกาลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาโคดมของเราพระองค์นี้ ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป

ความอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นการยาก ด้วยประการฉะนี้ แต่ก็นับว่าเป็นบุญ/เป็นโชคของชาวโลก ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดมพระองค์นี้ ก็ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ความอุบัติขึ้นของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทวมหาเถร) ได้นิพนธ์ไว้ในหนังสือ “ปฐมสมโพธิ” ชำระโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มีข้อความตอนหนึ่ง (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒๒ / ๒๕๓๓ โดยมหามกุฏราชวิทยาลัย, หน้า ๑๐) ว่า

“แม้องค์พระตถาคตอังคีรสศากยมุนีโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ซึ่งมีความปรากฏในโลกอันสัตว์ได้ด้วยยาก ดังนี้ พระองค์ก็ได้อุบัติ บังเกิดขึ้นแล้วในโลก ด้วยรูปกายอุบัติ และธรรมกายอุบัติ ทั้ง ๒ ประการ พร้อมด้วยอัจฉริยอัพภูตธรรมตามธรรมดานิยม โดยพุทธธรรมดา ความบังเกิดขึ้นด้วยรูปกายนั้น จัดเป็น ๒ คือ โอกกันติสมัย เมื่อหยั่งลงสู่พระครรภ์ และนิกขมนสมัย เมื่อประสูติ จากพระครรภ์ ส่วนความบังเกิดด้วยธรรมกายนั้น คือ (อภิสัมโพธิสมัย) เมื่อตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ”

และ (ในหน้า ๕๑–๕๒ นั้นมี) ว่า “ครั้งนั้น หมื่นโลกธาตุนี้ก็หวั่นไหว สะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างยิ่งไม่มีประมาณ ก็ได้ปรากฏเกิดมีในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทพยดาทั้งหลาย ก็แล อัศจรรย์ทั้งหลายซึ่งสำเร็จโดยธรรมดานิยมเห็นปานใด ได้ปรากฏเกิดมีแล้วในโลกเมื่อครั้งพระองค์ประสูติเป็นการเกิดด้วยรูปกายอันบริบูรณ์นั้น ฉันใด แม้ถึงเมื่ออภิสัมโพธิสมัย ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นการเกิดด้วยธรรมกายนั้นเล่า สรรพอัศจรรย์ทั้งปวงเห็นปานนั้น ก็ได้ปรากฏเกิดมีแล้ว ฉันนั้น

จากพระนิพนธ์ในหนังสือปฐมสมโพธิ ของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสเทวะ) นี้แสดงว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้น ๒ ลักษณะ คือ ด้วยรูปกายอุบัติ และด้วยธรรมกายอุบัติ

กล่าวคือ เมื่อยังทรงเป็นพระมหาโพธิสัตว์ และได้จุติ คือ เสด็จเคลื่อนจากชั้นดุสิตเทวโลก ด้วยพระวรกายอันเป็นทิพย์ หยั่งลงสู่พระครรภ์ คือ มาตั้งปฏิสนธิวิญญาณในพระครรภ์พระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ พระราชาผู้ครองนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ (คือที่ประเทศเนปาลในปัจจุบันนี้) เมื่อวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ คือ ในวันพฤหัสบดีขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีระกา เมื่อ ๒,๖๒๙ ปีที่ผ่านมานี้แล้วนี้ นับเป็นการอุบัติด้วย “รูปกายอุบัติ” ครั้งแรก เรียกว่า โอกกันติสมัย เมื่อหยั่งลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา

ครั้นทรงเจริญวัยอยู่ในพระครรภ์ เป็นระยะเวลา ๑๐ เดือน จึงประสูติจากพระครรภ์ด้วยพระวรกายมนุษย์ เป็นพระกุมาร ในเวลาสายใกล้เที่ยง ของวันเพ็ญเดือนวิสาขะ คือ ในวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศก ๘๐ ปี คือ เมื่อ ๒,๖๒๘ ปีที่ผ่านมานี้ ทรงพระนามว่า “สิทธัตถกุมาร” หรือ เจ้าชายสิทธัตถะนั่นเอง และนี้นับเป็นการอุบัติด้วย “รูปกายอุบัติ” ครั้งที่ ๒ ของพระมหาโพธิสัตว์เจ้าในพระชาติสุดท้าย ก่อนที่จะได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ได้ทรงเจริญวัยขึ้นเป็นลำดับ เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพายโสธรา ครั้งทรงได้พระโอรส คือ พระราหุล แล้ว ด้วยพระบารมีแก่กล้าเตือน จึงได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ คือ การออกบวชเพื่อแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เมื่อพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา ต่อจากนั้น ทรงได้บำเพ็ญสมณธรรมเป็นเวลา ๖ ปี พระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา จึงได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือ พระญาณเครื่องตรัสรู้พระอริยสัจ ๔ โดยชอบอันยอดเยี่ยม และได้ทรงบรรลุมรรค ผล นิพพาน เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในยามรุ่งอรุณ คืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ คือ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศก ๔๕ ปี นี้เองเป็นความอุบัติบังเกิดขึ้นด้วย “ธรรมกายอุบัติ” สมดังพระพุทธดำรัส ตรัสแก่สามเณรวาเสฏฐะและภารทวาชะ (ที.ปา. ๑๑/๕๕/๙๒) ว่า

“ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิ”
“ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะคำว่า ธรรมกายก็ดี ว่าพรหมกายก็ดี ว่าธรรมภูตก็ดี ว่าพรหมภูตก็ดี เป็นชื่อของตถาคต”

ตามพระพุทธดำรัสนี้ แสดงว่า “พระตถาคตเจ้า” หรือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นก็คือ “ธรรมกาย” นั่นเอง หาใช่พระวรกายมนุษย์ คือ เจ้าชายสิทธัตถะไม่ ดังที่

พระอรรถกถาจารย์ได้อรรถาธิบายความหมายของ “ธรรมกาย” มีปรากฏอยู่ในสุมังคลวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค อรรถกถา อัคคัญญสูตร แปลความว่า

“ในบาลีประเทศนั้น คำว่า ธมฺมกาโย อิติปิ ความว่า เพราะ เหตุไร พระตถาคตจึงได้รับขนานนามว่า ธรรมกาย เพราะพระตถาคต ทรงคิดพระพุทธพจน์ คือ พระไตรปิฎกด้วยพระหทัยแล้ว ทรงนำออก แสดงด้วยพระวาจา ด้วยเหตุนั้น พระวรกายของพระผู้มีพระภาค จึงจัดเป็นธรรมแท้ เพราะสำเร็จด้วยธรรม พระธรรมเป็นกายของ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ดังพรรณนามาฉะนี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อว่า ธรรมกาย

ชื่อว่า พรหมกาย เพราะมีธรรมเป็นกายนั่นเอง แท้จริง พระธรรม ท่านเรียกว่า พฺรหฺม เพราะเป็นของประเสริฐ

บทว่า ธมฺมภูโต ได้แก่ สภาวธรรม

ชื่อว่า พฺรหฺมภูต เพราะเป็นผู้เกิดจากพระธรรม นั่นเอง”

ตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสกับสามเณรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในอัคคัญญสูตรนี้ และมีอรรถาธิบายของพระอรรถกถาจารย์นี้ จึงสรุปว่า

“ธรรมกาย” นี้เอง เป็นพระวรกายของพระพุทธเจ้าอันสำเร็จด้วยพระธรรม เป็นผู้ทรงคุณธรรม คือ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ จึงชื่อว่า ธมฺมภูต เป็นกายประเสริฐ เพราะเป็นธรรมแท้ คือ ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง จึงชื่อว่า พรหมกาย และเพราะเกิดจากพระธรรม จึงชื่อว่า พฺรหฺมภูต และธรรมกายนี้เองที่เป็นสภาวธรรมอันอุบัติขึ้น คือ ปรากฏขึ้น ณ ภายในพระทัยของพระมหาโพธิสัตว์ ชื่อว่า “ธรรมกายอุบัติ” เมื่ออภิสัมโพธิสมัย ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เมื่อ ๒,๕๙๓ ปีที่ผ่านมานี้

เมื่อได้ประทับเสวยวิมุตติสุข อยู่บริเวณรอบๆ ใกล้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นที่เคยได้ประทับบำเพ็ญสมณธรรมจนได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นระยะเวลาประมาณ ๗ อาทิตย์แล้ว จึงได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน แขวงกรุงพาราณสี จนได้บรรลุธรรมและได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทาทุกพระองค์ นับเป็นการมีพระรัตนตรัย แก้ว ๓ ประการ คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ครบบริบูรณ์ ๓ ประการ เมื่อพระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาอนัตตลักขณสูตร จากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล เป็นพระอรหันต์ทั้ง ๕ องค์ การประกาศพระพุทธศาสนา คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันนับเป็นการนำพระสัทธรรม ได้แก่ พระอริยสัจ ๔ คือ ความจริงอย่างประเสริฐในเรื่องของทุกข์ ๑ เหตุแห่งทุกข์ ๑ สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ คือ มรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวร และข้อปฏิบัติ เป็นทางให้ถึงความดับทุกข์และถึงบรมสุขอย่างถาวร อีก เป็นประทีปส่องทางชีวิตให้ถึงความเจริญและสันติสุขแก่ชีวิตของผู้ได้ศึกษาสัมมาปฏิบัติตามสมควรแก่ภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ ได้เกิดขึ้นแล้วในโลก ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงตราบเท่าทุกวันนี้

ผู้สนใจศึกษาสัมมาปฏิบัติพระสัทธรรม คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ด้วย “อิทธิบาทธรรม คือ ฉันทะ มีใจรักในการศึกษาสัมมาปฏิบัติ ๑ วิริยะ ด้วยความเพียร ไม่ย่อท้อ ไม่ทอดทิ้งธุระเสียกลางคัน ๑ จิตตะ ด้วยใจจดจ่ออยู่กับธรรมอยู่เสมอ ๑ และวิมังสา ด้วยความพิจารณาเหตุสังเกตผลด้วยปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ย่อมถึงความเจริญและสันติสุขในชีวิตแน่นอน

ที่สังคมโลกต้องเดือนร้อนวุ่นวาย โกลาหลอยู่ในทุกวันนี้ ก็เพราะชนบางคน บางพวก ไม่สนใจเรียนรู้และปฏิบัติตามพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ จึงพากันหลงผิด ไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ไม่รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาอันเห็นชอบในทุกข์ ในเหตุแห่งทุกข์ และในหนทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์และถึงบรมสุข จึงไม่ได้ประสบกับสภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ คือ มรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และที่เป็นบรมสุข ว่ามีได้เป็นได้จริงอย่างไร จึงยังคงต้องวนเวียนอยู่ในกองทุกข์อย่างนี้อยู่ร่ำไป และยังอาจจะประสบความทุกข์ยิ่งกว่านี้อีกต่อๆไปนับภพนับชาติไม่ถ้วน

อนึ่ง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เมื่อได้ตรัสรู้พระอริยสัจ ๔ และบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้เสด็จออกเผยแผ่พระสัทธรรมนี้ต่อมาอีก เป็นระยะเวลาถึง ๔๕ ปี จึงได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ อันเป็น “อมตธรรม” ที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด และถึงความแก่-เจ็บ และตาย อีกต่อไป เป็น “ปรมตฺถํ” คือ เป็นประโยชน์สูงสุด กล่าวคือ ถึงความพ้นทุกข์ และเป็นบรมสุข (ปรมํ สุขํ) อย่างถาวรตลอดไป

ความอุบัติขึ้นของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งด้วยรูปกายอุบัติ คือ “โอกกันติสมัย” เมื่อทรงหยั่งลงสู่พระครรภ์พระมารดา และ “นิกขมนสมัย” เมื่อประสูติจากพระครรภ์ เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และทั้งด้วยธรรมกายอุบัติ คือ “อภิสัมโพธิสมัย” เมื่อตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ คือ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ตรงกันทั้ง ๓ กาลนี้ วันวิสาขบูชาจึงเป็นวันสำคัญของชาวโลก และยังเป็นวันสันติสุขแห่งโลก ของชาวโลกผู้มีปัญญา ผู้ได้ศึกษาสัมมาปฏิบัติ ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ คือ ผู้มีความเห็นชอบในอริยสัจ ๔ ดังกล่าวแล้วด้วย โดยแท้

พระพุทธเจ้ามีคุณต่อสัตว์โลกด้วยพระปัญญาคุณ พระมหากรุณาคุณ และพระวิสุทธิคุณ

พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล คือ เมื่อผู้ใดได้ศึกษาและปฏิบัติเมื่อใด เป็นอันได้ผลดีทันที เมื่อนั้น สนฺทิฏฺฐิโก เป็นธรรมอันผู้ปฏิบัติเองจะพึงรู้เห็นได้ด้วยตน เอหิปสฺสิโก เป็นธรรมที่เรียกให้ผู้อื่นมาดูได้ คือ เป็นธรรมที่พิสูจน์เห็นจริงได้ โอปนยิโก เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาในตน คือ ควรศึกษาสัมมาปฏิบัติให้มีคุณธรรมในตนเอง ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เป็นธรรมที่บัณฑิตคือผู้มีปัญญาจะพึงรู้แจ้งเห็นจริงได้

พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ศึกษาสัมมาปฏิบัติจนรู้ธรรมและบรรลุตามสมควรแก่ธรรม แล้วแนะนำผู้อื่นให้รู้แจ้งเห็นจริงตามพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า ได้สืบต่อบวรพระพุทธศาสนามาถึงเรา ณ บัดนี้

พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จึงชื่อว่า พระรัตนตรัย คือ รัตนะสาม กล่าวคือ แก้วสามประการ ด้วยประการฉะนี้

เพราะเหตุนั้น สาธุชนพุทธบริษัท จึงกระทำการบูชา ทั้งอามิสบูชา ได้แก่ การบูชาด้วยสิ่งของ และปฏิบัติบูชาพระรัตนตรัย มีการจัดกิจกรรมที่เป็นบุญเป็นกุศลเฉลิมฉลอง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตนและสังคม ในวันวิสาขะนี้ เป็นประจำทุกปีเรื่อยมา

สำหรับในปีนี้ได้มี “โครงการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาล “วิสาขบูชา” ในส่วนกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโครงการร่วมกันระหว่างส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ได้กำหนดจะจัดงานร่วมกันที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันจันทร์ที่ ๑๖ – ๒๒ พฤษภาคมนี้ โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากพระบรมมหาราชวังมาประดิษฐาน ณ ท้องสนามหลวง พิธีรับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงานฯ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา การแสดงพระธรรมเทศนามหาชาติทำนองหลวง พิธีถวายพระราชกุศล เจริญจิตตภาวนา การสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย พิธีทำบุญตักบาตร พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ พิธีเวียนเทียนรอบพระบรมสารีริกธาตุ พิธีทอดผ้าป่าสามัคคี พิธีกวนข้าวทิพย์ การรณรงค์สมทบกองทุน ส่งเสริมพระพุทธศาสนาและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนารวมกว่า ๖๐ กิจกรรม

โดยมีวัตถุประสงค์

  1. เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  2. เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
  3. เพื่อนำหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องมาเผยแพร่ และเป็นแนวทางให้พุทธศาสนิกชนยึดถือและปฏิบัติตาม
  4. เพื่อประกาศประเทศไทยให้เป็นประเทศผู้นำพุทธศาสนาโลก

ในส่วนภูมิภาค ก็มีการจัดงาน ณ สถานที่ราชการ และวัดต่างๆ ในจังหวัดทุกจังหวัด สำหรับสาธุชนพุทธบริษัท คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ผู้ปรารถนาความเจริญและสันติสุขในชีวิตของตนและครอบครัว ในเทศกาลวิสาขบูชาอันเป็นวันมหามงคลเช่นนี้ พึงระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย คือ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม และคุณพระสงฆ์ และชักชวนกันไปบำเพ็ญกุศลคุณความดี มีการบริจาคทาน เช่น ทำบุญตักบาตร หรือถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ สามเณร ผู้ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติพระสัทธรรม ควรหาโอกาสไปรับและรักษาศีล อย่างน้อยศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ ฟังธรรม และปฏิบัติภาวนาธรรม เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ตามหลักธรรมปฏิบัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำวัตรสวดมนต์ และร่วมพิธีเวียนเทียนรอบอุโบสถ หรือพระสถูปเจดีย์ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ท่านจะได้รับความสงบ ความสันติสุขร่มเย็น และความเป็นสิริมงคล คือ เป็นทางแห่งความเจริญแก่ชีวิตของตนและครอบครัวยิ่งๆขึ้นไป

ก่อนจะจบรายการนี้ ขอทุกท่านตั้งจิตอธิษฐานขอพรคุณพระศรีรัตนตรัย ได้โปรดดลบันดาลประทานพร ให้พระโอรสองค์น้อย ใน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และหม่อมศรีรัศมิ์ มหิดล ณ อยุธยา จงทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ตลอดกาลนานเทอญ ขอถวายพระพร

และขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านผู้ฟังทุกท่าน

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com