ปาฐกถาธรรมเรื่อง
เกียรติยศย่อมเจริญแก่ผู้ไม่ประมาท

โดย พระราชญาณวิสิฐ วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี (แห่งที่ ๑)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๘ เวลา ๐๘.๐๐ น.

อุฏฺฐานวโต สตีมโต    สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน
สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน    อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ.
(ขุ.ธ. ๒๕/๑๒/๑๘)

เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

วันนี้อาตมภาพก็ได้มาพบกับญาติโยมสาธุชนผู้ฟังอีกเช่นเคยในรายการปาฐกถาธรรม วันนี้จะได้กล่าวถึง เรื่อง “เกียรติยศย่อมเจริญแก่ผู้ไม่ประมาท” เพื่อเพิ่มพูนอัปปมาทธรรม อันเป็นคุณธรรมนำชีวิตไปสู่ความสำเร็จด้วยดี มีความเจริญ สันติสุข และถึงความพ้นทุกข์ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้

พระพุทธดำรัสที่ได้อัญเชิญมาแสดงในเบื้องต้นนั้น แปลความว่า

“ยศย่อมเจริญแก่ผู้มีความขยัน มีสติ มีการงานสะอาด
ไตร่ตรองแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม
และไม่ประมาท”

ย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกคนย่อมปรารถนาความสำเร็จในชีวิตด้วยดี และปรารถนาจะมีแต่ความเจริญสันติสุข ไม่ปรารถนาความทุกข์เดือดร้อน ด้วยกันทั้งนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงความไม่ประมาท ๑ ในมงคล ๓๘ ประการ ว่าเป็นมงคลอันสูงสุด คือ เป็นคุณธรรมนำผู้ปฎิบัติไปสู่ความเจริญสูงสุดแห่งชีวิต คือให้ถึงความสันติสุขและถึงความพ้นทุกข์อย่างถาวรได้แน่นอน และแม้ชนทั้งหลายที่ประกอบกิจการงานหรือการอาชีพประจำวันอยู่ด้วยความไม่ประมาทแล้วย่อมเจริญด้วยเกียรติยศ

คำว่า “ยศ” ณ ที่นี้ หมายถึง การได้รับการยอมรับ การยกย่อง นับถือ ในเกียรติคุณความดี ได้แก่ ความรู้ สติปัญญา ความสามารถ วิสัยทัศน์ และคุณธรรม อันนำไปสู่ความมีเกียรติคือความมีชื่อเสียงในทางดี เลื่องชื่อ ระบือไกล จึงมักได้รับการกล่าวควบคู่กันไปว่า “เกียรติยศ”

คุณธรรมคือ “ความไม่ประมาท” นั้น ย่อมเกิดและเจริญขึ้นในจิตสันดานของผู้ตั้งใจศึกษาสัมมาปฏิบัติธรรม พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ และด้วยปัญญาอันเห็นชอบ คือมีความคิดเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็น “สัมมาทิฏฐิ” กล่าวคือ ย่อมมีความเห็นอย่างถูกต้องว่า ความสุขหรือความทุกข์ ย่อมเกิดแต่เหตุปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ความประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา และทางใจ ที่รวมเรียกว่า “กรรม” ไม่ว่าจะเป็นการกระทำกรรมที่ดีก็ตาม หรือที่ไม่ดีก็ตาม ย่อมได้รับผลของกรรมตามลักษณะของกรรมที่ได้กระทำดี หรือไม่ดีนั้น

  • ผู้กระทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี เป็นความเจริญและสันติสุขแห่งชีวิต
  • ผู้กระทำกรรมไม่ดี เรียกว่า ความชั่ว ย่อมได้รับผลที่ไม่ดี คือ เป็นความเสื่อม เป็นโทษ หรือเป็นความทุกข์เดือดร้อน

กล่าวโดยย่อ ผู้มีความคิดเห็นถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐินั้น คือ ผู้มีความเห็นอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรมว่า ความสุขหรือความทุกข์ เกิดแต่ “กรรม” คือ การกระทำ เป็นเหตุปัจจัย ผู้กระทำกรรมดีเอง ย่อมได้รับผลดีเอง ผู้กระทำกรรมชั่วเอง ย่อมได้รับผลชั่วเอง เพราะเหตุดังนี้ ชนผู้มีสติปัญญาอันเห็นชอบเช่นนี้ จึงเห็นคุณของกรรมดี และเห็นโทษของกรรมชั่ว ตามที่เป็นจริง แล้วมุ่งปฏิบัติแต่กรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว และหมั่นชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลส ธรรมชาติเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตใจที่ปิดบังปัญญา และดลจิตใจให้ปฏิบัติไปตามอำนาจของมัน

ความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ๓ ประการนั้นแหละ คือ ทำดี ละชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส ๓ ประการนี้แหละ เป็นหลักธรรมปฏิบัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์ ชนใดปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ ประการนี้มากเพียงใด สติสัมปชัญญะด้วยปัญญาอันเห็นชอบก็จะเกิดและเจริญขึ้น ในจิตสันดานของผู้นั้นมากเพียงนั้น และช่วยให้ความประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันเป็นไปแต่ในทางที่ดีที่ชอบ นำตนไปสู่ความสำเร็จในชีวิตโดยสวัสดี และได้ถึงความเจริญสันติสุข ตามสมควรแก่ภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ ไม่เป็นไปทางเสื่อม เป็นโทษ เป็นความทุกข์ เดือดร้อน มากเพียงนั้น

“ความไม่ประมาท” จึงเป็นคุณธรรมคู่กับ “สติสัมปชัญญะ ด้วยปัญญาอันเห็นชอบ”

“สติ” หมายถึง ความระลึกได้ว่า อย่างไรเป็นกรรมดี เป็นบุญกุศล อย่างไรเป็นกรรมชั่วหรือบาปอกุศล อย่างไรเป็นทางเจริญแห่งชีวิตที่ควรดำเนิน อย่างไรเป็นทางเสื่อมแห่งชีวิตที่ไม่ควรดำเนิน ตามที่เป็นจริง นำไปสู่การพิจารณาโดยรอบคอบ ก่อนคิด–พูด–ทำ ให้สามารถเลือกทางดำเนินชีวิต หรือความประพฤติปฏิบัติตนและการประกอบกิจการงานในอาชีพไปในทางที่ดีที่ถูกต้อง อันจะให้ผลเป็นความสำเร็จในชีวิตด้วย “ความสวัสดี” คือปลอดภัย ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค หรือหากจะมีก็เพียงส่วนน้อย พอป้องกันแก้ไขได้ทันท่วงที ชนผู้มีสติด้วยปัญญาอันเห็นชอบ จึงย่อมประสบแต่ความเจริญสันติสุข และถึงความพ้นทุกข์ได้ตามสมควรแก่ภูมิธรรม ด้วยประการฉะนี้

แต่ถ้าเผลอสติ หลงประพฤติผิดพลาดไปแล้วก็ให้รีบรู้สึกตัว พิจารณาเหตุสังเกตผลด้วยปัญญาอันเห็นชอบ แล้วกลับตัวกลับใจมาประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกต่อไป ชื่อว่ามี “สัมปชัญญะ” ทำให้การดำเนินชีวิตที่หลงผิดพลาดไป ไม่สายเกินแก้ และให้สามารถดำเนินชีวิตไปแต่ในทางที่ดีที่ชอบ ได้ถึงความเจริญสันติสุขได้ต่อไปอีก

“สติสัมปชัญญะ” ด้วยปัญญาอันเห็นชอบ จึงเป็นคุณธรรมที่เกิดและเจริญขึ้นควบคู่กันกับ “ความไม่ประมาท”

บุคคล “ผู้ไม่ประมาท” ในธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็น “ผู้มีสติสัมปชัญญะ” ด้วยปัญญาอันเห็นชอบ และบุคคล “ผู้มีสติสัมปชัญญะ” ด้วยปัญญาอันเห็นชอบนั้นนั่นแหละที่ชื่อว่า เป็น “ผู้ไม่ประมาท”

ชนใดเป็นผู้มีความไม่ประมาท เป็นผู้ไม่ขาดสติสัมปชัญญะ กอปรด้วยปัญญาอันเห็นชอบ ชนนั้นย่อมถึงความเจริญสันติสุข และย่อมถึงความพ้นทุกข์ ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ ในกาลทุกเมื่อ

ส่วนบุคคลผู้ประมาท ขาดสติสัมปชัญญะด้วยปัญญาอันเห็นชอบ คือ ผู้ขาดสำนึกรู้ผิด – ชอบ ชั่ว – ดี ขาดสำนึกรู้บาป – บุญ คุณ – โทษ หรือ ขาดสำนึกรู้ทางเจริญ – ทางเสื่อม แห่งชีวิตตามที่เป็นจริง เพราะความโง่เขลา เบาปัญญา ย่อมดำเนินชีวิตตนไปตามยถากรรม อันอาจให้ถึงความล้มเหลวแห่งชีวิต และถึงความทุกข์เดือดร้อนได้ เหมือนกัปตันเรือผู้แล่นเรือที่ขาดหางเสือ และขาดกล้องส่องทางไกล แล่นลงสู่ท้องทะเลมหาสมุทร ย่อมมีโอกาสที่จะชนหินโสโครกโดยไม่ทันรู้ตัว หรือประสบกับคลื่นลมที่รุนแรง ถึงเรือแตกและอับปางลงสู่ก้นทะเลได้ ฉันใด ฉันนั้น

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตรัสสอนว่า ยศย่อมเจริญ แก่ผู้มีความขยัน มีสติ มีการงานสะอาด ไตร่ตรองแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท

ตามพระพุทธดำรัสนี้ จะเห็นว่า การประกอบกิจการงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือการงานในอาชีพ ที่จะให้บรรลุถึงความสำเร็จด้วยความสวัสดี คือ ด้วยความปลอดภัยจากอุปสรรค และให้ถึงความเจริญสันติสุข ปราศจากทุกข์ภัย นั้น ก็แต่โดยความประพฤติปฏิบัติที่ดีที่ชอบ ได้แก่ ความขยันหมั่นเพียร เป็นต้น ด้วย “ความไม่ประมาท” คือ ความมีสติไตร่ตรองก่อนคิด – พูด – ทำ กิจการใดๆ ให้เป็นไปแต่ในทางที่ดี ที่ชอบ ที่สุจริต ชื่อว่า มีการงานที่สะอาด จึงจะเป็นที่ยอมรับ นับถือว่าเป็นผู้มี “เกียรติคุณความดี” มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีศีลมีธรรม

การได้รับความยกย่องนับถือเกียรติคุณความดีอย่างนี้ ชื่อว่า มี“ยศ” เมื่อมีผู้กล่าวยกย่องต่อๆ กันไป จนเป็นที่เลื่องชื่อระบือไกล ก็เรียกว่า มี “เกียรติยศชื่อเสียง”

บุคคลผู้มีเกียรติยศชื่อเสียงดีได้อย่างนี้ ก็เพราะเป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ขาดสติสัมปชัญญะ รู้จักยับยั้งชั่งใจ พิจารณาเหตุสังเกตผลให้เป็นไปแต่ในทางดี มีเป็นต้นว่า

  • เพราะพิจารณาเห็นคุณของความขยันหมั่นเพียร ในการกระทำกิจการงานหรือในอาชีพของตน เป็นคุณเครื่องยังกิจการงานหรืออาชีพให้สำเร็จด้วยดี มีประสิทธิผลสูง เป็นทางให้ถึงความเจริญก้าวหน้าและสันติสุขในชีวิต และเพราะเห็นโทษของความเกียจคร้านในการประกอบกิจการงานหรือการอาชีพว่า เป็นเหตุให้กิจการงานไม่สำเร็จ อันนำไปสู่ความเสื่อมหรือถึงความล้มเหลวในชีวิต และให้ถึงความทุกข์เดือดร้อน

ผู้ไม่ประมาทจึงตั้งใจประกอบกิจการงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ด้วยความอดทน ไม่ย่อท้อ ไม่ทอดทิ้งธุระเสียกลางคัน จนกว่าจะถึงความสำเร็จตามเป้าหมายหรือให้ถึงความสำเร็จเกินเป้า

  • เพราะพิจารณาเห็นคุณการงานที่สะอาด คือ ที่สุจริตและโปร่งใส กล่าวคือ ที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ต้องงุบงิบ ปิดบัง หรือซ่อนเร้น โดยไม่บริสุทธิ์ใจ ว่าการงานที่สะอาดย่อมเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย กล่าวคือ ย่อมเป็นที่สบายใจ เป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้าง หรือหากเป็นกรณีธุรกิจที่เป็นหุ้นส่วนกัน หรือที่ร่วมทุนดำเนินกิจการร่วมกัน ก็เป็นที่สบายใจ เป็นที่ไว้วางใจของหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น และแม้ลูกค้าหรือผู้รับบริการไม่ว่าจะเป็นกิจการงานของภาครัฐ หรือภาคเอกชน ก็ย่อมเป็นที่พึงพอใจ เป็นที่สบายใจ เป็นที่ไว้วางใจว่าเงินภาษีที่ทางราชการเก็บไปใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศไม่รั่วไหล ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์แก่การบริหารและพัฒนาประเทศเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นที่สบายใจแก่ประชาชนหรือลูกค้าว่า ผู้ขายสินค้าหรือบริการไม่เอารัดเอาเปรียบ และยังเป็นที่นับถือ – เชื่อถือ และเป็นที่ภูมิใจของผู้ปฏิบัติงานอยู่ใต้บังคับบัญชาว่า ผู้บังคับบัญชาเป็นคนดี มีศีลธรรม และมีความอบอุ่นใจได้ว่ากิจการงานที่ทำร่วมกันนั้นจะเจริญและมั่นคง เพราะมีผู้นำ ผู้บริหารกิจการงานดี และเมื่อมาพิจารณาเห็นโทษของการกระทำกิจการงานหรือการอาชีพที่ไม่สะอาด คือ ที่ทุจริต ที่ต้องทำอย่างงุบงิบ ปิดบัง ซ่อนเร้น ไม่โปร่งใส ว่าย่อมไม่เป็นที่พึงพอใจแก่ทุกฝ่าย

บัณฑิตผู้รู้ ผู้ไม่ประมาท จึงประกอบกิจการงานหรือการอาชีพด้วยความถูกต้อง ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ถูกต้องตามหลักการ/หลักวิชา และถูกต้องตามทำนองคลองธรรม นี้ประการ ๑ ด้วยความเหมาะสมกับเหตุการณ์แวดล้อม ประการ ๑ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ประการ ๑ และด้วยความยุติธรรม อีกประการ ๑ รวมเรียกว่า “มีกิจการงานที่สะอาดและโปร่งใส”

  • เพราะเห็นคุณของความสำรวมระวังในศีล คือ มีความสำรวมระวังในความประพฤติปฏิบัติตนทางกาย ทางวาจา และทางใจ ให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษ คือ ให้สงบเรียบร้อย ไม่ให้เป็นการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ว่าเป็นคุณเครื่องป้องกันมิให้เกิดเวรภัย เพราะได้งดเว้นการกระทำที่เป็นโทษ คือ ที่เป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้ต้องเป็นทุกข์เดือดร้อนหรือเสียหายแล้ว ต่อไปจะไม่มีเหตุปัจจัยที่จะก่อให้เกิดเวรภัยใหม่แก่ตนเองอีก การดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าก็จะมีแต่ความราบรื่น สงบสุข ปราศจากอุปัทวันตราย หากจะมีผลจากเวรกรรมเก่าที่เคยกระทำมาแต่อดีตที่เหลือติดตามให้ผลอยู่ ก็นับวันแต่จะเบาบางหมดไป และเพราะพิจารณาเห็นโทษของความประพฤติผิดศีล เห็นโทษของการขาดความสำรวมระวังในศีลว่า มีแต่จะก่อให้เกิดเวรภัยต่อไปในกาลข้างหน้า

จึงมีความสำรวมระวังในศีลตามฐานะของบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ โดยตั้งใจรักษาศีลมิให้ขาด มิให้ทำลาย คือ ให้บริสุทธิ์สมบูรณ์อยู่เสมอ

อนึ่ง เพราะเห็นคุณของอินทรีย์สังวร คือ การสำรวมระวังอินทรีย์ ได้แก่ การสำรวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อมีอารมณ์ภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และธรรมารมณ์อันเกิดจากใจ มากระทบ ก็ไม่หลงติดอยู่ในอารมณ์ที่น่ากำหนัดยินดี และไม่หลงเคียดแค้นชิงชังในอารมณ์ที่ไม่ดี และเพราะพิจารณาเห็นโทษของการไม่สำรวมระวังอินทรีย์ว่า เป็นทางให้ประพฤติผิดๆ ไปตามอำนาจของความปรุงแต่งทางใจ อันก่อให้เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่ดลจิตใจให้ปฏิบัติตามอำนาจของมัน อันจะเป็นผลให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนต่อๆ ไป ทั้งในภพชาติปัจจุบันและในสัมปรายภพ คือในภพชาติต่อๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุด

บัณฑิตผู้ไม่ประมาท จึงดำเนินชีวิตไปด้วยความสำรวมระวังทั้งศีลและอินทรีย์ ชื่อว่า “สำรวมแล้ว”

  • เพราะพิจารณาเห็นคุณของความประพฤติปฏิบัติธรรม โดยหลักธรรม ๓ คือ การไม่กระทำบาปอกุศลทั้งปวง การยังบุญกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตใจให้ผ่องใส อันเป็นทางดำเนินของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ว่าเป็นคุณเครื่องนำไปสู่ความเจริญ และสันติสุขในชีวิต ไม่ไปในทางเสื่อม เป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อน และยังเป็นคุณเครื่องให้เจริญปัญญาเห็นแจ้งในสภาวธรรมและพระอริยสัจจธรรมตามที่เป็นจริง อันเป็นทางให้ถึงมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวรได้ และเพราะพิจารณาเห็นโทษของความประพฤติผิดศีลผิดธรรมว่า มีแต่นำไปสู่โทษ ความทุกข์เดือดร้อนทั้งในภพชาติปัจจุบันและในสัมปรายภพ คือ ในภพชาติต่อๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด

บัณฑิตผู้ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย จึงดำเนินชีวิตความเป็นอยู่โดยธรรม คือ โดยสุจริต ไม่ประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ

การประพฤติสุจริตทางกาย ชื่อว่า กายสุจริต ได้แก่

  • การงดเว้นจากการเจตนาฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยความเป็นผู้มีจิตใจเมตตาปรานีต่อกัน เห็นอกเห็นใจกัน ไม่คิดประหัตประหารกัน ด้วยจิตสำนึกว่า ชีวิตใครๆ ก็รักและหวงแหน เรารักชีวิตของเราอย่างไร ผู้อื่นหรือสัตว์อื่นก็รักชีวิตของเขาอย่างนั้น

จึงไม่ประพฤติเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและสัตว์โลกอื่นทั้งหลาย ด้วยความเป็นผู้มีใจเมตตากรุณาต่อกัน

  • งดเว้นจากการเจตนาฉ้อโกงผู้อื่นหรือคอรัปชั่นต่างๆ ไม่คิด–พูด–กระทำการ เอาทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตน โดยประการอันมิชอบธรรม และโดยความหมายอย่างกว้าง รวมความถึงการไม่ประกอบอาชีพทุจริตต่างๆ ที่เป็นโทษแก่มวลมนุษย์ และสัตว์อื่นทั้งหลาย กล่าวคือ งดเว้นการผลิตและจำหน่ายจ่ายแจกสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาททุกชนิด การผลิตและจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ อันเป็นเครื่องทำลายล้างชีวิต และยาพิษต่างๆ การค้ามนุษย์ การค้าประเวณี และการเปิดบ่อนการพนัน เป็นต้น

จึงประกอบแต่อาชีพที่สุจริต ไม่เบียดเบียนใคร และกลับมีใจเอื้ออารีเผื่อแผ่ เสียสละหรือบริจาคทาน เพื่อช่วยอนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่นตามกำลังและโอกาสอันสมควร

  • งดเว้นจากเจตนาประพฤติผิดในกาม มีใจซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อคู่สมรส กล่าวคือ มีความสันโดษในคู่ครองของตน

๓ ประการนี้ ชื่อว่า งดเว้นกายทุจริต ๓ ประพฤติกายสุจริต ๓

  • งดเว้นจากการกล่าวถ้อยคำหรือแสดงอาการอันเป็นเท็จหลอกผู้อื่น กล่าวแต่ถ้อยคำหรือแสดงอาการที่เป็นความจริง
  • งดเว้นจากการกล่าวคำหยาบคาย ด่าทอ ให้ร้ายป้ายสีผู้อื่น กล่าวแต่ถ้อยคำที่สุภาพอ่อนหวาน
  • งดเว้นจากการกล่าวคำยุแยกให้เขาแตกสามัคคีกัน พูดแต่คำสมานไมตรี
  • งดเว้นจากการกล่าวถ้อยคำเพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้สาระ และคำพูด คำแนะนำ คำชักจูงที่ผิดศีลผิดธรรม กล่าวแต่คำที่ดี ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

๔ ประการนี้ ชื่อว่า งดเว้นวจีทุจริต ๔ ประพฤติวจีสุจริต ๔

  • ไม่โลภจัด ไม่ตัณหาราคะจัด เป็นผู้มีใจสงบระงับ สำรวมในกาม ไม่เห็นแก่ตัวจัด กลับเป็นผู้มีจิตใจเอื้ออารีเผื่อแผ่ และเสียสละความสุขส่วนตน เพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่น
  • ไม่เป็นคนใจร้าย เจ้าอารมณ์ฉุนเฉียว มักโกรธจัด ไม่พยาบาท และไม่อาฆาตจองเวรใครผู้ใด กลับเป็นผู้มีจิตใจเปี่ยมด้วยพรหมวิหารธรรม รู้จักให้อภัยแก่กัน ไม่คอยแต่จะถือโทษโกรธเคืองกัน ไม่คิดแต่จะทำลายล้างผลาญกัน
  • ไม่หลงมัวเมา โดยไม่รู้บาป – บุญ คุณ – โทษ ไม่รู้ดี – รู้ชั่ว เห็นผิดเป็นชอบ กลับเป็นผู้มีปัญญาอันเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม

๓ ประการนี้ ชื่อว่า งดเว้นมโนทุจริต ๓ ปฏิบัติมโนสุจริต ๓

รวมเป็นการงดเว้นกายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ และมโนทุจริต ๓ ชื่อว่างดเว้นอกุศลกรรมบถ ๑๐ ทั้งไม่ทำเองด้วย ๑๐ ประการ ไม่แนะนำให้ผู้อื่นกระทำด้วย ๑๐ ไม่สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำด้วย ๑๐ และไม่ยินดีที่ผู้อื่นประพฤติปฏิบัติอีก ๑๐ รวมเป็น งดเว้นอกุศลกรรมบถ ๔๐

ประพฤติกายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ และมโนสุจริต ๓ ชื่อว่าประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ทั้งทำเองด้วย ๑๐ แนะนำให้ผู้อื่นปฏิบัติตามด้วย ๑๐ สนับสนุนให้ผู้อื่นประพฤติปฏิบัติด้วย ๑๐ และพลอยยินดีที่ผู้อื่นประพฤติปฏิบัติอีก ๑๐ รวมเป็นประพฤติกุศลกรรมบถ ๔๐

อนึ่ง บัณฑิตผู้มีปัญญายังพิจารณาเห็นโทษของอบายมุข ว่าเป็นปากทางแห่งความเสื่อมเสียทรัพย์สิน เสียเวลาไปในเรื่องไร้สาระโดยเปล่าประโยชน์ เป็นทางให้เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง เสียสุขภาพกาย–สุขภาพจิต และอาจเสื่อมเสียถึงชีวิตได้ด้วย จึงงดเว้นเสีย

อบายมุข ปากทางแห่งความเสื่อมเสีย ที่บัณฑิตผู้มีปัญญาท่านไม่ประพฤติปฏิบัติ มี ๖ อย่าง คือ

  1. เป็นนักเลงสุรา เสพและติดสิ่งมึนเมา ให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ทุกชนิด
  2. เป็นนักเลงผู้หญิง ผู้หญิงเป็นนักเลงผู้ชาย และในยุคปัจจุบัน ยังมีการหมกมุ่นในรักร่วมเพศเดียวกัน กล่าวโดยนัยแห่งกิเลส ตัณหา ได้แก่ ความไม่สำรวมในกาม ความหมกมุ่น สำส่อนในกาม
  3. เป็นนักเลงการพนัน คือ ชอบเล่นและติดการพนัน
  4. ติดเที่ยวกลางคืน ติดดูการละเล่น รวมทั้งติดเล่นเกมกด ติดท่องเที่ยวใน internet /website ลามกหรือที่ไร้สาระ
  5. คบคนชั่วเป็นมิตร คือ การเป็นมิตรสนิมสนมชมชื่น คลุกคลีอยู่กับคนผู้มีอัธยาศัยมักประพฤติผิดศีลผิดธรรม และผู้มักติดอยู่ในอบายมุข เหล่านี้
  6. เกียจคร้านในการงาน

กล่าวโดยสรุป บัณฑิตผู้ไม่ประมาท กอปรด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบ พิจารณาเห็นคุณของความขยันหมั่นเพียรในการประกอบกิจการงาน เห็นโทษของความเกียจคร้าน จึงประกอบกิจการงานในหน้าที่รับผิดชอบหรือการอาชีพ ด้วยความขยันหมั่นเพียร จนกว่ากิจการงานจำสำเร็จด้วยดี มีประสิทธิผลสูง เห็นคุณของการงานที่สะอาด โปร่งใส เห็นโทษของการงานที่ไม่สะอาด จึงประกอบแต่กิจการงานหรือการอาชีพ ด้วยความสะอาดโปร่งใส พิจารณาเห็นคุณของการสำรวมระวังในศีลและอินทรีย์ เห็นโทษของความไม่สำรวมระวัง จึงดำเนินชีวิตไปด้วยความสำรวมระวัง และพิจารณาเห็นคุณของความประพฤติธรรม โดยการไม่ประพฤติบาปอกุศลทั้งปวง ประพฤติปฏิบัติอยู่แต่ในบุญกุศลคุณความดี และหมั่นอบรมจิตใจให้ตั้งมั่น ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญา เป็นทางเจริญปัญญาเห็นแจ้งในสภาวธรรมและอริยสัจจธรรมตามที่เป็นจริง นำให้ถึงความบรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และเป็นบรมสุขอย่างถาวร ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ จึงดำเนินชีวิตเป็นอยู่โดยธรรม

ท่านเหล่านั้นจึงประสบความสำเร็จในกิจการงานตามปรารถนา และถึงความเจริญสันติสุขในชีวิตตามสมควรแก่เหตุปัจจัย และย่อมได้รับการยอมรับ นับถือ ในเกียรติคุณความดี ชื่อว่า เจริญด้วย “เกียรติยศ” สมดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า

“ยศย่อมเจริญแก่ผู้มีความขยัน มีสติ มีการงานสะอาด
ไตร่ตรองแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท”

ด้วยประการฉะนี้

ส่วนผู้ประมาทขาดสติสัมปชัญญะ ไม่ระลึกรู้ผิด–ชอบ ชั่ว–ดี จึงมักหลงประพฤติผิดศีลผิดธรรม และ/หรือติดอยู่กับอบายมุข ปฏิบัติตนไปในทางเสื่อม เป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ยกตัวอย่าง เช่น เด็กเยาวชน วัยรุ่น วัยเรียน ที่พ่อ–แม่ หรือผู้ปกครองมิได้ดูแลให้การอบรมแนะนำสั่งสอนโดยชอบอย่างใกล้ชิด มักติดเพื่อนๆ ผู้ติดอยู่กับอบายมุข ชักนำกันไปเที่ยวเตร่ตามแหล่งสรรพสินค้า ตามแหล่งบันเทิงเริงรมย์ และ/หรือตามแหล่งการพนันต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ แหล่งพนันฟุตบอล จนหมดเนื้อหมดตัวกันมากต่อมาก ไม่เอาใจใส่ในการศึกษาเล่าเรียนให้เป็นพื้นฐานชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต เด็กๆ เหล่านั้นเมื่อไปติดอยู่กับอบายมุขต่างๆ ตามเพื่อน ตามแฟชั่น ก็ติดนิสัยฟุ้งเฟ้อ จนเงินไม่พอจับจ่ายใช้สอย และบางรายที่ติดการพนัน ก็หมดเนื้อหมดตัวและเป็นหนี้ผู้อื่น ถูกเร่งรัดทวงถามหนักเข้า เด็กหญิงก็เร่เข้าหาเงินโดยวิธีลัด คือ ขายตัว ส่วนเด็กชายก็หันไปประกอบอาชีพทุจริตต่างๆ การศึกษาเล่าเรียนก็ล้มเหลว ก่อให้เกิดปัญหาสังคมมากมายอยู่ในขณะนี้ ดังเช่น ข่าว น.ส.พ. เดลินิวส์ (วันจันทร์ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๘) ได้ออกข่าวว่า มี website ลามก ส่ง mail forward โฆษณากามทาง internet อย่างโจ๋งครึ่ม คือ ส่งเนื้อหาและภาพเด็กวัยรุ่นวัยเรียน อายุระหว่าง ๑๔–๒๐ ปี เสนอบริการทางเพศ ขายตัวอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อนำไปใช้หนี้ที่ติดพนันบอล เป็นเรื่องที่น่าสลดใจ และน่าเป็นห่วงอนาคตของเด็กวัยรุ่นวัยเรียนเหล่านี้ว่า จะเป็นอย่างไรต่อไป ควรที่องค์กรทางสังคมและทางราชการทุกฝ่ายจะช่วยกันป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน ก่อนที่เยาวชนในวัยนี้ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้าของประเทศไทยเรา จะเป็นบุคคลที่ไร้คุณภาพ ไร้อนาคตกันเต็มบ้านเต็มเมืองต่อกาลไม่นาน

โทษของความประมาท อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การจัดกิจกรรมบันเทิงเริงโลกีย์ มั่วสุมกันเสพสิ่งเสพติดมึนเมา ให้โทษ เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท และหมกมุ่นสำส่อนในกาม เช่น จัดปาร์ตี้เพื่อเสพยาเสพติด เต้นรำและลงท้ายด้วยการมั่วเสพกาม และที่หนักยิ่งกว่านั้น ได้แก่ “ชมรมสวิงกิ้ง” ซึ่งเป็นชมรมสำส่อนในกาม เป็นต้น เหล่านี้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ไร้สติสัมปชัญญะ ไร้สำนึกรู้ผิด–ชอบ ชั่ว–ดี รู้ทางเจริญ–ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาอันเห็นชอบ ก็จะหลงเข้าไปส้องเสพ แล้วก็ติดและสำส่อนด้วยอำนาจตัณหาราคะ นับเป็นความอัปมงคลแก่ชีวิตอย่างยิ่ง คือ เป็นทางไปสู่ความเสื่อมแห่งชีวิต ให้ได้รับผลเป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อนต่อๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการดำเนินชีวิตไปสู่ความตายจากคุณความดี ให้ต้องเสียอนาคต หรืออาจถึงความตายจริงๆ อย่างไร้เกียรติ อุปมาดั่งปลาหลงฮุบเหยื่อที่เขาเกี่ยวเบ็ดไว้ แล้วก็ติดเบ็ดและต้องตายลงในที่สุด ฉันใด ฉันนั้น

สมดังพระพุทธดำรัสที่ตรัส (ขุ.ธ. ๒๕/๑๒/๑๘) ว่า

“ความไม่ประมาท เป็นทางเครื่องถึงอมตนิพพาน ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย ชนผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่ตาย ชนเหล่าใด ประมาทแล้ว ย่อมเป็นเหมือนคนตายแล้ว”

และได้ตรัสต่อไปอีกว่า

“บัณฑิตทั้งหลายตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ทราบเหตุนั้น โดยความแตกต่างกันแล้ว ย่อมบันเทิงในความไม่ประมาท ยินดีแล้วในธรรม อันเป็นทางดำเนินของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านเหล่านั้น เป็นนักปราชญ์ เพ่งพินิจ มีความเพียรเป็นไปติดต่อ มีความบากบั่นเป็นนิจ ย่อมถูกต้องพระนิพพานอันเกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้”

ก่อนจบการปาฐกถาธรรมนี้ อาตมภาพขอท่านผู้ฟังทุกท่านตั้งจิตอธิษฐาน ขอเดชานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย จงได้โปรดดลบันดาลอภิบาลคุ้มครองสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ผู้ทรงคุณประเสริฐ พร้อมด้วยพระราชจักรีวงศ์ จงทรงพระเกษมสำราญ ทรงชำนะศัตรูหมู่มาร สถิตสถาพรในไอศูรย์ศิริราชสมบัติ ปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรชาวไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข และขอให้ประเทศชาติไทยของเราจงเจริญวัฒนา ขอให้ปวงประชามีความสันติสุข ปราศจากความทุกข์–โศก–โรค-ภัยทุกทิพาราตรี เทอญ

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com