เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน
สำหรับรายการในวันนี้ก็จะได้กล่าวถึง เรื่อง บุคคลหาได้ยากในโลก (ตอนที่ ๒) เพื่อร่วมกับทางราชการและองค์กรเอกชนที่จะจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระองค์จะมีพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ และเนื่องในศุภวาระที่ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ศิริราชสมบัติจะครบ ๖๐ ปี ซึ่งทางราชการได้กำหนดให้มีงานพระราชพิธี รัฐพิธี และกิจกรรมเฉลิมฉลองมาตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ศกนี้ เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันไป
เมื่อครั้งก่อนอาตมภาพได้อัญเชิญพระพุทธดำรัสตรัสเรื่อง บุคคลหาได้ยากในโลก ๒ จำพวก คือ
บุพพการีบุคคล ผู้ได้กระทำอุปการคุณก่อน โดยมิได้หวังผลตอบแทน ๑ และ
กตัญญูกตเวทีบุคคล ผู้รู้อุปการคุณผู้มีพระคุณแล้วกระทำตอบแทนคุณท่านผู้มีพระคุณ อีก ๑
ดังเช่น มารดาบิดา เป็นบุพพการีบุคคลของบุตร พระอุปัชฌาย์ ครู/อาจารย์ เป็นบุพพการีบุคคลของสัทธิวิหาริก อันเตวาสิก หรือลูกศิษย์ คุณพระศรีรัตนตรัย คือ คุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสงฆ์เจ้า เป็นพระมหาบุพพการีของพุทธศาสนิกชน และพระมหากษัตราธิราชเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ เป็นพระมหาบุพพการีบุคคลของปวงชน ดังนี้ ล้วนเป็นบุคคลดีที่หาได้ยากในโลก (ประเภทที่ ๑)
สำหรับบุพพการีบุคคล คือ คุณมารดาบิดา คุณพระอุปัชฌาย์ ครู/อาจารย์ และคุณพระศรีรัตนตรัย นั้น ได้กล่าวรายละเอียดมาพอสมควรไปแล้ว ในรายการก่อนๆ สำหรับรายการในวันนี้ จะขอกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตราธิราชเจ้า ผู้ทรงคุณประเสริฐของไทยเรา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญาบารมีแก่ผู้สนใจในธรรม ตามสมควรแก่เวลาต่อไป
เริ่มที่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตราธิราชเจ้าของไทยเรา ผู้เสด็จอุบัติขึ้นเพื่อชาติไทยเมื่อ ๔๕๐ ปีที่ล่วงมาแล้ว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ยอดนักรบแห่งแผ่นดิน เพื่อผืนแผ่นดินไทยโดยแท้ ทรงทุ่มเทชีวิตเป็นเดิมพัน ได้ทรงเสียสละ อุทิศทุ่มเทกำลังพระวรกายและพระราชหฤทัย เพื่อกอบกู้เอกราชของชาติไทยให้กลับคืนมาได้สำเร็จ เป็นอิสระโดยสมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ.๒๑๒๗ หลังจากที่สยามประเทศ โดยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น ได้สูญเสียอำนาจมาเป็นเวลา ๑๕ ปี
เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ผู้ครองกรุงศรีอยุธยา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนาขุนพิเรนทรเทพขึ้นเป็นเจ้า ทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชา พร้อมด้วยพระราชทานพระวิสุทธิกษัตรีพระราชธิดาให้เป็นพระอัครมเหสีแล้ว ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นไปครองหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้ง ๖ อยู่ ณ เมืองพิษณุโลก
พระโอรสและพระธิดาของพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตรี ทั้ง ๓ พระองค์ทรงเป็นชาวพิษณุโลกโดยกำเนิด และทรงเป็นเชื้อสายกษัตริย์ทั้งพระราชวงศ์พระร่วงสุโขทัยกับทั้งพระราชวงศ์กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นเสด็จสมภพ เมื่อปีเถาะ พ.ศ.๒๐๙๘ ฝรั่งเรียกในจดหมายเหตุว่า The Black Prince พระองค์ชายดำ มีพระพี่นางทรงพระนามว่า พระสุพรรณกัลยาณี ประมาณว่าพระชันษาแก่กว่าสมเด็จพระนเรศวร ๓ ปี และมีพระอนุชาพระนามว่า พระเอกาทศรถ พระชนมายุจะอ่อนกว่าสมเด็จพระนเรศวร ๓ ปี ฝรั่งเรียกว่า The White Prince พระองค์ชายขาว
ครั้นถึง ปี พ.ศ.๒๑๐๖ ได้เกิดศึกหงสาวดีชื่อว่า สงครามช้างเผือก ขณะนั้นเป็นเวลาที่สมเด็จพระนเรศวรเพิ่งจะเจริญวัยขึ้น ๘ ขวบ ก็ทรงต้องเผชิญกับความคับขันอย่างแสนสาหัสจากสงคราม ที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้กรีฑากองทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา ราชธานีของไทย โดยได้แบ่งกำลังกันเข้าตีหัวเมืองฝ่ายเหนือก่อน เพื่อตัดกำลังเสบียงอาหารที่จะส่งไปช่วยราชธานี พระมหาธรรมราชานั้นแม้จะทรงทราบกำลังอันมหาศาลของกองทัพพม่า ก็สู้อุตส่าห์รวบรวมกำลังต่อสู้ป้องกันเมืองอย่างสุดชีวิต ผลสุดท้ายน้ำน้อยก็แพ้ไฟ พระมหาธรรมราชาจึงได้ตกลงยอมเจรจาสงบศึก เพื่อถนอมกำลังพลไว้มิให้เสียหายไปมากกว่านี้ เมืองพิษณุโลกจึงตกเป็นของพม่าตั้งแต่กาลนั้น พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจึงเสนอให้พระมหาธรรมราชากับเจ้าเมืองกรมการกระทำสัตย์ แล้วทรงมอบให้ปกครองบังคับบัญชาผู้คนพลเมืองอยู่ตามเคย แล้วจัดกองทัพลงมาตีกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาได้ตรัสปรึกษาข้าราชการเห็นว่า ไม่มีทางที่จะเอาชนะข้าศึกได้แล้ว ควรยอมเป็นไมตรีเสียโดยดี แม้จะต้องเสียสินไหมอย่างใดบ้างก็ยังมีประมาณ ดีกว่าให้ข้าศึกล้างผลาญบ้านเมืองจนเสียหายหมดสิ้น จึงทรงยอมรับเป็นไมตรี คือ ยอมแพ้แต่โดยดี พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจึงทรงเรียกค่าไถ่สินไหมเอาตามปรารถนา ได้ทรงขอช้างเผือกไปด้วย ๔ เชือก และได้เชิญเสด็จสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปอยู่กรุงหงสาวดีอย่างเป็นตัวจำนำ ๒๓ ปี และได้ตรัสขอสมเด็จพระนเรศวรต่อพระมหาธรรมราชา ว่าจะเอาไปเลี้ยงเป็นราชบุตรบุญธรรมด้วย แท้ที่จริงคือเอาไปเป็นตัวจำนำหรือตัวประกันนั่นเอง ซึ่งพระมหาธรรมราชาก็จำเป็นต้องยอมถวาย
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงได้ทรงมอบเวนราชสมบัติให้สมเด็จพระมหินทราธิราชครองกรุงศรีอยุธยาต่อมา
เป็นอันว่า สมเด็จพระนเรศวรหรือพระองค์ชายดำจำต้องประสบชะตากรรม คือ ต้องพลัดพรากจากพระบิดรพระมารดา ไปอยู่หงสาวดีเมืองพม่ารามัญในฐานะตัวประกันตั้งแต่ พ.ศ.๒๑๐๗ ขณะเมื่อทรงมีพระชนมายุได้ ๙ ขวบ
ต่อจากนั้น พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็ได้สถาปนาพระมหาธรรมราชาขึ้นเป็น เจ้าฟ้าศรีสรรเพ็ชญ์ (พงศาวดารพม่าว่า เจ้าฟ้าสองแคว) เป็นเจ้าประเทศราชปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงขึ้นตรงต่อกรุงหงสาวดี มิต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาของสมเด็จพระมหินทราธิราชอีกต่อไป
ต่อมาเมื่อเดือน ๑๑ ปีมะโรง พ.ศ.๒๑๑๑ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็ได้ยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาอีก เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จไปอยู่เมืองหงสาวดีได้ ๔ ปีเศษแล้ว พระชันษา ๑๓ ย่างเข้าปีที่ ๑๔ ทรงเป็นหนุ่มแล้ว พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองนั้นตั้งกองทัพล้อมพระนครศรีอยุธยาเป็นเวลานานถึง ๘ เดือน เสียไพร่พลล้มตายเป็นอันมาก ก็ยังตีเอาพระนครไม่ได้ จึงใช้อุบายเกลี้ยกล่อมพระยาจักรีที่ถูกเอาไปกรุงหงสาวดีเมื่อสงครามคราวก่อนให้เป็นไส้ศึก เข้าไปทำลายกำลังของพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระมหินทราธิราชไม่ทรงทราบว่าเป็นอุบายของข้าศึก เพราะเคยเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ในครั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และได้เคยเป็นหัวหน้าบัญชาการรบต่อสู้ศึกหงสาวดีอย่างแข็งแรงมาก่อน จึงทรงให้รับพระยาจักรีเข้ามาและให้ทำหน้าที่บัญชาการรบ พระยาจักรีเมื่อมีสิทธิขาดในการบัญชาการรบ ก็ใช้อุบายสับเปลี่ยนหน้าที่แม่ทัพนายกองเพื่อลดกำลังรักษาพระนครจนอ่อนกำลังลงแล้ว ก็ลอบส่งสัญญาณไปให้พระเจ้าหงสาวดีส่งกำลังเข้าโจมตีพระนครศรีอยุธยา จนสยามประเทศต้องเสียพระนครศรีอยุธยาราชธานีแก่ข้าศึก เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒ เพราะไทยคิดคดทรยศกันเอง และเพราะหลงกลอุบายของข้าศึก แต่งตั้งพระยาจักรีผู้เป็นไส้ศึกของศัตรู ผู้แกล้งแสดงตนเป็นมิตร ให้เป็นผู้บัญชาการรบ ไส้ศึกผู้ไม่จงรักภักดีต่อแผ่นดินก็ได้โอกาส รู้ตื้นลึกหนาบาง รู้จุดอ่อนจุดแข็ง กำลังกองทัพ แล้วยักย้ายถ่ายเทกำลังกองทัพของเราให้อ่อนกำลังลงจนต้องเสียพระนคร สูญเสียเอกราชของชาติไทยไปนานถึง ๑๕ ปี
จิตสันดานของคนอกตัญญู ไม่รู้คุณแผ่นดิน ไม่รู้คุณประเทศชาติอันเป็นที่อยู่อาศัยของตน และเป็นที่ทำมาหากินเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวอย่างนี้ แม้ทางการบ้านเมืองจะทุ่มเทให้ความอุปการะเลี้ยงดูดีเพียงใด แม้ถึงว่าจะยกสมบัติให้หมดทั้งแผ่นดิน ก็ยังไม่สามารถจะทำให้คนอกตัญญูพอใจ กลับใจมารู้คุณและจงรักภักดีต่อแผ่นดิน-ต่อชาติบ้านเมืองคืนได้เลย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัส (ขุ.ชา.เอก. ๒๗/๗๒/๒๓) ว่า
|
อกตญฺญุสฺส โปสสฺส |
นิจฺจํ วิวรทสฺสิโน |
|
สพฺพญฺเจ ปฐวี ทชฺชา |
เนว นํ อภิราธเย. |
| ถึงใครๆ จะพึงให้สมบัติในแผ่นดินทั้งหมดแก่คนอกตัญญู ผู้มีปกติมองหาโทษ (ผู้อื่น) อยู่เป็นนิตย์ ก็ยังคนอกตัญญู (เขา) ให้พอใจไม่ได้ |
ประวัติศาสตร์นี้ และยังมีตัวอย่างให้เห็นอย่างนี้ต่อๆ มาอีก น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนการบริหารราชการแผ่นดินแก่อนุชนรุ่นหลัง ให้รู้จักระมัดระวังภัยจาก อกตัญญูบุคคล เช่น พระยาจักรีนี้ได้เป็นอย่างดี จะได้ไม่หลงทาง และตัดสินใจผิดพลาดซ้ำๆ ซากๆ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติของเราได้อีกต่อไป
พระเจ้ากรุงหงสาวดีนั้นประสงค์จะให้พระมหาธรรมราชาครองกรุงศรีอยุธยาต่อไป จึงได้โปรดให้ทำพิธีปราบดาภิเษกยกสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระบรมชนก ขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินครองกรุงศรีอยุธยา ในฐานะประเทศราชของพม่า เมื่อเดือนอ้าย ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒ นั้นเอง
เป็นอันว่า กรุงศรีอยุธยาได้ตกเป็นประเทศราชของพม่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเป็นเวลาถึง ๑๕ ปี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงได้ทรงกอบกู้เอกราชชาติไทยกลับคืนมาได้สำเร็จ เมื่อ พ.ศ.๒๑๒๗
สมเด็จพระนเรศวรขณะที่ประทับอยู่ ณ กรุงหงสาวดีนั้น พระองค์ได้ถูกกษัตริย์และบรรดาเจ้านายพม่าเหยียบหยามย่ำยีพระเกียรติยศ ซ้ำยังถูกข่มขู่จะเอาพระชนม์ชีพ เพราะพระองค์ทรงชำนาญในราชกรีฑาต่างๆ เช่น ทรงม้า ล่าสัตว์ ชนช้าง ฯลฯ เก่งกว่าพระเจ้าหงสาวดีเสียอีก เจ้าชายผู้ทรงพระเยาว์ (สมเด็จพระนเรศวร) จึงทรงเจ็บช้ำในพระราชหฤทัย และได้ทรงดำริกับคนสนิทที่ติดตามไปอยู่รับใช้เนืองๆว่า
เราจะมานั่งน้อยหน้าอยู่ในบ้านเมืองเขา ให้เขาดูหมิ่นอย่างนี้ ไม่สมควร จำจะคิดอุบายหนีไปให้จงได้
แล้วพระองค์ก็ทรงรวบรวมไพร่พลได้จากบรรดาพรานป่าและโจรป่า รวมกับไพร่พลที่เป็นข้าหลวงเดิมของพระองค์ที่ติดตามไปถวายการรับใช้จากเมืองพิษณุโลก รวมได้ประมาณ ๖๐๐ คนเศษ แล้วพากันหลบหนีออกจากกรุงหงสาวดีในค่ำคืนวันหนึ่ง ในปี พ.ศ.๒๑๑๓ ไปทรงตั้งหลักอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา
ในปี พ.ศ.๒๑๑๔ เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา พระราชบิดาก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระนเรศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่เป็นมกุฎราชกุมาร และทรงมอบให้ไปครองเมืองพิษณุโลก มีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง
ต่อจากนั้น สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงออกทำสงครามกับศัตรูผู้รุกรานตลอดมา ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ได้เสด็จออกศึกสงครามใหญ่ถึง ๑๕ ครั้ง ดังตัวอย่างศึกสงครามครั้งสำคัญๆ ต่อไปนี้
ในปี พ.ศ.๒๑๒๖ ตรงกับวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะแม ได้เป็นแม่ทัพไปช่วยหงสาวดีรบกับอังวะ ตามคำสั่งของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ซึ่งขณะนั้นกำลังระแวงว่า สมเด็จพระนเรศวรจะไปเข้าพวกกับพระเจ้าอังวะ จึงตรัสสั่งให้พระมหาอุปราชาคุมพลอยู่รักษาเมืองหงสาวดี ด้วยอุบายว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมาถึงก็ให้พระมหาอุปราชาทำเป็นต้อนรับด้วยดี แล้วคิดกำจัดเสีย ครั้นสมเด็จพระนเรศวรซึ่งนำกองทัพเดินทางจากพิษณุโลก มาถึงเมืองแครง ต่อแดนไทยพม่า เมื่อวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ.๒๑๒๗ ก็เสด็จไปเยี่ยมและถวายนมัสการพระมหาเถรคันฉ่องถึงกุฏิ ด้วยความที่ทรงคุ้นเคยกันมาก่อน พระมหาเถรคันฉ่องจึงขยายความลับถวายสมเด็จพระนเรศวรให้ทรงทราบ
สมเด็จพระนเรศวร ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษา ได้ทรงดำริว่า ความที่เป็นอริกับพระเจ้าหงสาวดีถึงเวลาที่จะต้องให้เป็นการเปิดเผยแล้ว จึงมีรับสั่งให้เรียกแม่ทัพนายกอง อีกทั้งพระยาเกียรติและพระยาราม ที่พระมหาอุปราชารับสั่งให้มาคอยต้อนรับ และเจ้าเมืองกรมการให้มาประชุมพร้อมกันที่พลับพลา ทรงให้นิมนต์พระสงฆ์มานั่งเป็นสักขีพยานด้วย แล้วทรงเล่าความที่พระเจ้าหงสาวดีจะล่อลวงไปทำร้ายให้ปรากฏแก่คนทั้งปวง แล้วทรงหลั่งทักษิโณทกจากพระสุวรรณภิงคารลงสู่พื้นปฐพี ทรงประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินต่อหน้าที่ประชุมทั้งปวงว่า
ตั้งแต่วันนี้ กรุงศรีอยุธยาขาดทางไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรกันดังแต่ก่อน ต่อไป
เป็นอันว่าประเทศไทย ได้กลับเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อพม่าอีกต่อไป ตั้งแต่กาลนั้น (พ.ศ.๒๑๒๗) เป็นต้นมา
ต่อมาอีก ๓ ปี สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระราชบิดาก็เสด็จสวรรคตลงใน ปี พ.ศ.๒๑๓๓ สมเด็จพระนเรศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่ วังหน้า องค์แรกของประเทศไทย ก็ทรงได้รับราชสมบัติสืบต่อมา เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๑๓๓ ขณะเมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับเป็นรัชกาลที่ ๑๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา
พอสมเด็จพระนเรศวรทรงก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์ได้เพียง ๔ เดือน ก็ต้องเผชิญศึกใหญ่ พม่ายกเข้ามารุกราญอีก ในช่วงผลัดแผ่นดินใหม่ สมเด็จพระนเรศวรปรับขบวนยุทธใหม่ทันที และเอาชนะกองทัพพม่าได้อย่างงดงาม
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๑๓๕ พม่าเตรียมยกกองทัพใหญ่เข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาเป็นการแก้มืออีก นั่นคือ สงครามยุทธหัตถี ณ ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะนั้นมีพระชนมายุ ๓๗ พรรษา ได้ทรงช้างพระที่นั่งขึ้นระวางเป็น เจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถทรงช้างพระที่นั่งขึ้นระวางเป็น เจ้าพระยาปราบไตรจักร ทรงนำกองทัพเข้าตีข้าศึก ช้างทรงพระที่นั่งทั้งสองต่างแล่นออกไล่ข้าศึกจนถลำลึกเข้าไปในกองทัพหลวงของข้าศึกโดยลำพัง และได้ทรงกระทำยุทธหัตถี คือ ชนช้างรบกันบนคอช้าง ครั้งแรกช้างทรงของพระมหาอุปราชาได้เปรียบ พระมหาอุปราชาจึงทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงหลบพระแสงของ้าว จึงเพียงแต่ฟันถูกปีกพระมาลาขาด ต่อมาช้างทรงสมเด็จพระนเรศวรก็ได้เปรียบ สมเด็จพระนเรศวรจึงได้ทรงฟันถูกพระมหาอุปราชาด้วยพระแสงของ้าวขาดสะพายแล่งซบสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง พระแสงที่ใช้ฟันพระมหาอุปราชาจึงชื่อว่า พระแสงของ้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่าย พระมาลาที่ทรงก็ได้นามว่า พระมาลาเบี่ยง
มหาวีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ทรงทำสงครามยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชา แม่ทัพพม่าในครั้งนั้น ได้บันดาลให้ราชอาณาจักรไทยแผ่ไพศาล อาณาประชาราษฎร์อยู่กันด้วยความผาสุก ร่มเย็น เป็นเวลาช้านานอีกต่อมาเป็นเวลากว่า ๑๖๐ ปี ไม่มีอริราชศัตรูจากแดนใดกล้าบังอาจมารุกรานบ้านเมืองเราเลย เป็นข้อที่อนุชนคนไทยทั้งชาติจะต้องจดจำ จารึกไว้ในหัวใจตลอดไปตราบชั่วกาลนาน
ศึกครั้งสุดท้ายในบั้นปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงยกกองทัพหลวงพร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถพระอนุชาธิราชคู่พระทัย ออกจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันพฤหัสบดี แรม ๖ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ.๒๑๔๗ ไปเมืองเชียงใหม่ เพื่อจะไปปราบพระเจ้าอังวะ ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงที่กำลังตั้งตัวเป็นใหญ่ในเมืองพม่าเหนือ และได้บุกรุกเข้ามาตีเมืองนายและเมืองแสนหวีไทยใหญ่ซึ่งมาขึ้นอยู่แก่ไทย ครั้นเสด็จถึงเมืองหาง (เมืองห้างหลวง) เมื่อปลายเดือน ๕ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๔๘ และเสด็จประทับแรมอยู่ ณ ตำบลทุ่งแก้ว ก็ทรงประชวรหนักเป็นหัวละลอกที่พระพักตร์ สมเด็จพระเอกาทศรถได้รีบเสด็จมาเฝ้าและถวายการพยาบาลสมเด็จพระเชษฐาธิราชอยู่ ๓ วัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็เสด็จสวรรคต เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๔๘ พระชันษาได้ ๕๐ ปี เสวยราชสมบัติได้ ๑๕ ปี สมเด็จพระเอกาทศรถจึงเลิกทัพ เสด็จนำพระบรมศพสมเด็จพระเชษฐาธิราชกลับคืนมายังพระนครศรีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวรมหาวีรราชเจ้า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ยอดนักรบ ผู้ทรงทุ่มเทพระชนม์ชีพด้วยความเสียสละเพื่อกอบกู้เอกราชของสยามประเทศให้กลับคืนมาให้ได้สำเร็จ นับตั้งแต่พระราชสมภพจวบจนวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ได้ทรงอุทิศพระองค์กระทำสงครามกู้ชาติ เพื่อให้ได้อิสรภาพกลับคืนมา เพื่อความสันติสุขของปวงประชาราษฎร อย่างยากที่จะหาพระมหากษัตราธิราชพระองค์ใดในโลกจะเสมอเหมือน ทรงตรากตรำพระวรกายในศึกสงครามกู้ชาติจนตลอดพระชนม์ชีพ โดยมิได้ทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยากและภยันตรายใดๆ ได้เสด็จเข้าสู่สมรภูมิรบตั้งแต่พระชันษายังไม่ครบ ๒๐ ปี ทรงออกสู้รบอริราชศัตรูเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารทั้งปวงด้วยพระราชหฤทัยกล้าหาญ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ได้ทรงออกสงครามใหญ่ถึง ๑๕ ครั้ง แม้อริราชศัตรูจะทุ่มเทกำลังรบเข้ามามากเพียงใด แต่ด้วยพระสติปัญญาธิการชำนาญในยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการรบ กอปรด้วยพระมหาบุญญาธิการ พระองค์ก็ทรงจัดกระบวนรบด้วยยุทธวิธีที่แยบยลเอาชนะข้าศึกศัตรูได้ทุกครั้ง และทรงสามารถกอบกู้อิสรภาพสยามประเทศ ให้ได้เอกราชกลับคืนมาอย่างสง่างาม หลังจากที่ได้เคยตกเป็นประเทศราชของพม่ามานานถึง ๑๕ ปี ให้ปวงประชาชาวไทย ได้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดมาเป็นเวลานานถึงกว่าศตวรรษครึ่ง (๑๖๐ ปี)
สมเด็จพระนเรศวรมหาวีรราชเจ้า จึงทรงเป็นทั้งพระมหาบุพพการีบุคคล และทรงเป็นทั้ง พระมิ่งขวัญ ของปวงชนชาวไทยทั้งปวงตลอดมา และตลอดไปชั่วกาลนาน ด้วยประการฉะนี้
อนึ่ง เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า ในการกอบกู้เอกราชชาติบ้านเมืองก็ดี การปกครองดูแลอาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขและปลอดภัยก็ดี การบริหารราชการแผ่นดินเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนก็ดี ที่จะได้ผลสำเร็จด้วยดีมีประสิทธิภาพสูงนั้น ล้วนเป็นไปด้วยความผูกพันอุปการะเกื้อหนุนกันอย่างแน่นแฟ้น ของสถาบันหลักทั้ง ๓ คือ สถาบันชาติ ๑ สถาบันพระพุทธศาสนา ๑ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ๑ เป็นสำคัญ ดังตัวอย่างเช่น
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงได้พระมหาเถรคันฉ่องช่วยบอกข่าวกลลวงของข้าศึก และทรงได้สมเด็จพระวันรัตน์ วัดป่าแก้ว มหาสังฆนายก กับพระเถรานุเถระผู้ทรงคุณวุฒิ-ทรงคุณธรรม ถวายพระพรเสนอแนะแนวทางการบริหารการปกครองให้เป็นไปในทางที่เป็นผลดีแก่ชาติบ้านเมือง เหล่าทหารหาญผู้ออกรบทัพจับศึกสู้ศัตรูหมู่ปัจจามิตร ก็ล้วนแต่มีพระพุทธรูปบูชาติดตัวไว้เป็นขวัญเป็นกำลังใจด้วยกันทั้งนั้น และแม้ธงชัยเฉลิมพลประจำกองทัพต่างๆ ที่ทหารหาญของชาติเคารพ เทิดทูน และต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต ก็ยังต้องมี พระยอดธง ประดิษฐานอยู่บนยอดธงเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจทหารทั้งกองทัพทุกกองทัพมาตราบเท่าทุกวันนี้
สถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงผูกพันเกื้อกูลกันอย่างแน่นแฟ้นมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ความเจริญและความมั่นคงของสถาบันหลักทั้ง ๓ จึงเป็นหัวใจสำคัญของประเทศชาติไทยของเราโดยแท้
สมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐยิ่งของประเทศชาติไทยเราในปัจจุบันนี้ ก็ทรงมีพระมหาอุปการคุณอย่างยิ่งใหญ่แก่ปวงชนชาวไทยเฉกเช่นพระมหาบุรพกษัตราธิราชเจ้า ของไทยเราแต่โบราณกาล นับตั้งแต่ที่พระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ ด้วยพระราชปณิธานว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ตลอดมา จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลาร่วม ๖๐ ปี แล้วนี้ พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจจานุกิจ โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ พระมหาราชินีคู่พระบารมี ด้วยความมั่นคงในพระราชปณิธานนั้นมาโดยตลอด กล่าวคือ ได้ทรงประกอบพระราชจริยาวัตรอันงดงามด้วยขัตติยราชประเพณี และด้วยทศพิธราชธรรมมาโดยตลอดเป็นปกติ จึงทรงสามารถนำความร่มเย็นและสันติสุขมาสู่ปวงพสกนิกรได้เป็นอย่างดี ทรงช่วยแก้ปัญหาและช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขพสกนิกรทุกหมูเหล่า ด้วยพระราชอัจฉริยะ พระปัญญาอันสุขุมคัมภีรภาพ และพระบารมี เมื่อทรงทราบความทุกข์เดือดร้อนของพสกนิกร ณ ท้องที่ใด จะอยู่ห่างไกล ขัดสนกันดารเพียงใด พระองค์ผู้ทรงคุณประเสริฐก็เสด็จไปทรงช่วยเหลือแก้ไขด้วยความอุตสาหะวิริยะ และด้วยพระปรีชาสามารถ โดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากพระวรกาย ทั้งทรงริเริ่มและดำเนินโครงการในพระราชดำริเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีสัมมาอาชีวะ ให้สามารถเลี้ยงตัวได้ และให้ได้อยู่ดีกินดีอย่างทั่วถึงทุกภาค นับว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐทั้ง ๒ พระองค์ของเรานี้ ได้เสริมสร้างประเทศชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ไพบูลย์ให้แก่พสกนิกรของพระองค์ ได้มีความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข เป็นที่ประจักษ์ตา ประทับใจ และเป็นที่เลื่องลือขจรขจายไปทั่วนานาอารยประเทศ อันเราชาวไทยทั้งหลายต่างน้อมใจสมานฉันท์เป็นดวงเดียวกัน ถวายพระเกียรติยศแด่พระองค์ท่านว่า สมเด็จพระภัทรมหาราช ผู้ทรงเป็น พระมหาบุพพการีบุคคล ของปวงชนชาวไทย อีกพระองค์ ๑ ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยเรา
บุพพการีบุคคล จัดเป็นคนดีที่หาได้ยากในโลก จำพวก ๑
ในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้เสด็จขึ้นครองราชย์จะครบ ๖๐ ปี ในเดือนมิถุนายนศกหน้า และจะทรงมีพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ที่เราชาวไทยทั้งปวง อีกทั้งชาวต่างชาติต่างศาสนาที่ได้มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในพระมหากษัตราธิราชเจ้าของไทย ทุกท่านจะพึงแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน โดยการประกอบแต่สัมมาอาชีวะ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่แต่ในคุณความดี มีศีล มีธรรม ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ประเทศชาติประชาชนที่อยู่ร่วมกัน ชื่อว่าเป็น กตัญญูกตเวทีบุคคล คือ ผู้รู้อุปการคุณผู้มีพระคุณ และรู้จักตอบแทนคุณผู้มีอุปการคุณแก่ตน จัดว่าเป็นคนดีที่หาได้ยากในโลก อีกจำพวก ๑
ในวโรกาสอันเป็นมหามงคลนี้ ขอทุกท่านจงตั้งกัลยาณจิต อธิษฐาน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก สากลธรรม และบุญกุศลที่เราได้ประกอบบำเพ็ญมาด้วยดีแล้วนี้ จงเป็นพลวปัจจัยแด่สมเด็จพระบรมบพิตร พระมหาราชเจ้า ให้ทรงมีพระวรรณะผ่องใส ทรงมีพระเกษมสำราญ ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงปราศจากความทุกข์ โศก และโรคภัยทั้งปวง
ขอความเจริญทั้งหลาย พระราชประสงค์ทั้งปวง พระพรชัยและมิ่งมงคลทั้งมวล อีกทั้งสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาทุกประการ จงบังเกิดสำเร็จแด่สมเด็จพระบรมบพิตร พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ตลอดกาลเป็นนิตย์ และขอจงทรงสถิตสถาพรในไอศูรย์สิริราชสมบัติ เป็นร่มโพธิ์ทองปกเกล้าปกกระหม่อมปวงพสกนิกร ให้มีความเจริญรุ่งเรือง ร่มเย็น และสันติสุข โดยทั่วหน้ากัน ตลอดกาลนานเทอญ ขอถวายพระพร