เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน
วันนี้ก็จะได้กล่าวถึง เรื่อง บุคคลหาได้ยาก ๒ จำพวก (ตอนที่ ๓) ต่อไป
เมื่อรายการครั้งที่แล้ว ได้กล่าวถึง บุพพการีบุคคล ผู้ได้กระทำอุปการคุณก่อน โดยมิได้หวังผลตอบแทน ได้แก่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจ ทรงเสียสละกำลังพระวรกาย พระสติปัญญาสามารถ ด้วยพระราชหฤทัยเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เพื่อกอบกู้เอกราชชาติไทยเราให้กลับคืนมาได้สำเร็จ ได้เป็นอิสระบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ.๒๑๒๗ หลังจากที่สยามประเทศโดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีได้สูญเสียอิสรภาพมาเป็นเวลา ๑๕ ปี (ตั้งแต่ พ.ศ.๒๑๑๒๒๑๒๗)
อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ผู้ทรงคุณประเสริฐยิ่งของไทยเราพระองค์ปัจจุบันนี้ ก็ทรงมีพระมหาอุปการคุณอย่างยิ่งใหญ่แก่ปวงชนชาวไทย เฉกเช่นพระมหาบูรพกษัตราธิราชเจ้าของไทยเราแต่โบราณกาล กล่าวคือ นับตั้งแต่พระองค์ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ศิริราชสมบัติ ด้วยพระราชปณิธานว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาร่วม ๖๐ ปีแล้วนี้ พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจจานุกิจ โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ ผู้ทรงคุณประเสริฐคู่พระบารมี ด้วยความมั่นคงในพระราชปณิธานนั้นตลอดมา กล่าวคือ ได้ทรงประกอบพระราชจริยาวัตรอันงดงามด้วยขัตติยราชประเพณี และด้วยทศพิธราชธรรมเป็นปกติมาโดยตลอด จึงทรงสามารถนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่พสกนิกรของพระองค์ได้อย่างทั่วถึงดียิ่ง ได้ทรงช่วยแก้ปัญหาและทรงช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขพสกนิกรทุกหมู่เหล่าด้วยพระราชอัจฉริยะ พระปัญญาอันสุขุมคัมภีรภาพ และพระบารมี โดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากพระวรกาย ด้วยทรงหวังจะให้ประชาชนได้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ และได้อยู่ดีกินดีโดยทั่วหน้ากัน ดังนี้ จึงนับเป็นบุคคลดีประเสริฐที่หาได้ยากในโลก จำพวกที่ ๑ ควรที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่า และแม้ชาวต่างชาติต่างศาสนา ผู้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารบนผืนแผ่นดินไทยนี้ จะพึงแสดงความกตัญญูกตเวที คือ ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ที่ทรงกระทำอุปการคุณแก่พสกนิกรทุกคนอย่างทั่วถึง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณแด่พระองค์ท่าน ด้วยความจงรักภักดี โดยประพฤติตนเป็นคนดีมีศีลธรรมของประเทศชาติ ช่วยกันพิทักษ์รักษาผืนแผ่นดินไทยและประเทศชาติของไทยเราให้มีความสงบเรียบร้อย ดีงาม ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ช่วยกันพัฒนาประเทศชาติทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางการเมือง ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงและปลอดภัย
ผู้รู้คุณและตอบแทนคุณผู้มีพระคุณนั้น ชื่อว่า กตัญญูกตเวทีบุคคล อันนับเป็นบุคคลดีที่หาได้ยากในโลก อีกจำพวก ๑ และ กตัญญูกตเวทิตาธรรม นั้นนั่นแหละ ที่เป็นเครื่องหมายของคนดี สมดังพระธรรมภาษิตว่า
นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา
ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี
ในการแสดงปาฐกถาธรรมเมื่อครั้งที่แล้ว อาตมภาพได้อัญเชิญพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมาแสดงพอสังเขป แต่พอสมควรแก่เวลา ได้มีสาธุชนผู้สนใจฟังรายการนี้แสดงความเห็นมาว่า มีความสนใจพระประวัติของพระสุพรรณกัลยาณี พระพี่นางสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพิ่มเติมจากที่ได้กล่าวไปในรายการครั้งที่แล้ว จึงจะขอกล่าวเพิ่มเติมในรายการนี้เท่าที่เอกสารหลักฐานจะพอมี เพราะตามประวัติที่ปรากฏในพงศาวดารก็มีกล่าวไว้น้อยมาก
พระสุพรรณกัลยาณี ในหนังสือบางเล่มเรียก พระสุพรรณเทวีบ้าง พระสุวรรณเทวีบ้าง พระสุพรรณกัลยาบ้าง พระสุวรรณกัลยาบ้าง ล้วนเป็นพระนามของพระองค์เดียวกัน ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ ประสูติแต่พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระอัครมเหสี สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ผู้ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ อยู่ ณ เมืองพิษณุโลก ทรงเป็นพระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระอนุชาเอกาทศรถ ประมาณว่าจะทรงมีชันษาแก่กว่าสมเด็จพระนเรศวรสัก ๓ ปี คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นเสด็จสมภพ เมื่อปีเถาะ พ.ศ.๒๐๙๘ พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีประมาณว่าเสด็จสมภพในราว พ.ศ.๒๐๙๕ เป็นระยะเวลา ๑ ปี ก่อนที่บุเรงนองจะได้กระทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าหงสาวดี เมื่อปี พ.ศ.๒๐๙๖
เมื่อเกิดศึกหงสาวดี ชื่อ สงครามช้างเผือก ในปี พ.ศ.๒๑๐๖ ทั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชา ผู้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนืออยู่ ณ เมืองพิษณุโลก และต่อมาอีก ทั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ผู้ครองกรุงศรีอยุธยา ราชธานีของสยามประเทศ ก็ไม่อาจต้านทานกำลังมากมายมหาศาลของกองทัพพม่าได้ จึงยอมจำนนและยอมเสียสินไหมให้พม่าตามแต่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจะเรียกร้องเอา ต้องเสียช้างเผือก ๔ เชือก และทรัพย์สินอื่นๆ อีกมาก แล้วพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยังขอพระองค์ชายดำ คือ สมเด็จพระนเรศวร ไปเลี้ยงเป็นราชบุตรบุญธรรมด้วย ซึ่งแท้ที่จริง คือ เอาไปเป็นตัวประกัน ซึ่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็จำเป็นต้องยอมถวายให้ เป็นอันว่า สมเด็จพระนเรศวรจำต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน และต้องจากพระชนกชนนีไปตั้งแต่ พ.ศ.๒๑๐๗ ขณะเมื่อพระชันษาเพิ่ง ๙ ขวบ
ต่อมาเมื่อสยามประเทศซึ่งมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้เสียอิสรภาพให้แก่พม่า เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๑๒ นั้น พระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนองก็ได้พักอยู่ที่พระนครศรีอยุธยาจนตลอดฤดูฝน และได้โปรดให้ราชาภิเษกสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระบรมชนกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองกรุงศรีอยุธยา สืบต่อจากสมเด็จพระมหินทราธิราช เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒ ในฐานะประเทศราชของพม่า
ในกาลครั้งนั้นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ได้ถวายพระสุพรรณกัลยาณี พระราชธิดาให้เป็นพระมเหสีพระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนอง ด้วย ส่วนพระมหินทราธิราชนั้นทรงประชวรอยู่ เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว พม่าก็เชิญเสด็จไปกรุงหงสาวดีและได้สวรรคตในระหว่างทาง
และในปี พ.ศ.๒๑๑๓ สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จนิวัติกรุงศรีอยุธยา ดังจะได้กล่าวต่อไป
ในปี พ.ศ.๒๑๑๔ สมเด็จพระบรมชนก พระมหาธรรมราชาธิราช ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระนเรศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่ ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช คือ ทรงเป็นมกุฏราชกุมาร ตามโบราณราชประเพณี และได้ทรงมอบให้ไปครองเมืองพิษณุโลก ทรงมีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง ต่อจากนั้น สมเด็จพระนเรศวรก็ได้ทรงออกทำสงครามกับศัตรูผู้รุกรานตลอดมา เรียกว่าจนตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์
ต่อมาเมื่อเดือน ๑๒ ปี พ.ศ.๒๑๒๔ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็สวรรคต มังไชยสิงหราช พระราชโอรสก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา ทรงพระนามว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง และได้ทรงสถาปนามังกยอชวา พระราชโอรส เป็นพระมหาอุปราช
ครั้นถึง พ.ศ.๒๑๒๗ สมเด็จพระนเรศวร ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา ได้เสด็จยกกองทัพไปช่วยพม่าปราบขบถ ครั้นทรงทราบว่าพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ไม่ซื่อต่อพระองค์ ต้องการจะกำจัดพระองค์ และได้วางกำลังที่จะทำร้ายพระองค์จึงได้ทรงตัดสัมพันธ์ไมตรีกับพม่า และทรงประกาศอิสรภาพ ไม่ขึ้นต่อพม่าอีกต่อไป ณ วันที่ ๓ พฤษภาคม ปี พ.ศ.๒๑๒๗ นั้นเอง
ต่อมาอีก ๖ ปี คือ เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๓ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระราชบิดาก็ได้สวรรคตลง สมเด็จพระนเรศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่ วังหน้า องค์แรกของสยามประเทศก็ได้ทรงรับราชสมบัติสืบต่อมา เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๑๓๓ ขณะเมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับเป็นรัชกาลที่ ๑๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๑๓๕ พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ภายหลังจากที่กองทัพพม่าทำสงครามแพ้กองทัพไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เกิดขัตติยมานะ และโปรดให้พระมหาอุปราชา พระราชโอรสเตรียมยกกองทัพใหญ่มารุกรานสยามประเทศเป็นการแก้ตัวอีก สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบการศึกดี จึงยกกองทัพไปตั้งรับที่ตำบลหนองสาหร่าย แขวงเมืองสุพรรณบุรี และได้พบกับพระมหาอุปราชาและได้ทรงกระทำยุทธหัตถีกัน สมเด็จพระนเรศวรก็ได้ทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาขาดสะพายแล่ง ซบสิ้นพระชนม์บนคอช้าง ส่วนพระอนุชาเอกาทศรถก็ทรงกระทำยุทธหัตถี และได้ทรงประหารแม่ทัพพม่าตายด้วยเช่นกัน
สำหรับเรื่องราวพระประวัติของพระสุพรรณกัลยาณี ต่อจากที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชได้ถวายพระราชธิดาสุพรรณกัลยาณี ให้เป็นพระมเหสีแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง เมื่อ พ.ศ.๒๑๑๒ นั้นแล้ว เรื่องราวของพระสุพรรณกัลยาณีก็ไม่ปรากฏพระประวัติแจ้งชัดอีก
จากหนังสือสมเด็จพระนเรศวร มหาวีรราชเจ้า รวบรวมและเรียบเรียง โดย เสทื้อน ศุภโสภณ ได้อ้างถึงเอกสารสำคัญ เล่าเรื่องการเสด็จหนีออกจากกรุงหงสาวดีของสมเด็จพระนเรศวรมีความว่า ทั้งพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิต คำให้การของชาวกรุงเก่า และคำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวไว้ตรงกันว่า ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรประทับอยู่ ณ กรุงหงสาวดีนั้น พระองค์ได้ถูกกษัตริย์และบรรดาเจ้านายพม่าเหยียบหยามย่ำยีพระเกียรติยศ ซ้ำยังถูกข่มขู่จะเอาพระชนม์ชีพ เพราะพระองค์ทรงชำนาญในราชกรีฑาต่างๆ เช่น ทรงม้า ล่าสัตว์ ชนช้าง ฯลฯ เก่งกว่าพระเจ้าหงสาวดีเสียอีก เจ้าชายผู้ทรงพระเยาว์ (สมเด็จพระนเรศวร) จึงทรงเจ็บช้ำในพระราชหฤทัย และได้ทรงดำริกับคนสนิทที่ติดตามไปอยู่รับใช้เนืองๆว่า
เราจะมานั่งน้อยหน้าอยู่ในบ้านเมืองเขา ให้เขาดูหมิ่นอย่างนี้ ไม่สมควร จำจะคิดอุบายหนีไปให้จงได้
แล้วพระองค์ก็ทรงรวบรวมไพร่พลได้จากบรรดาพรานป่าและโจรป่า รวมกับไพร่พลที่เป็นข้าหลวงเดิมของพระองค์ที่ติดตามไปถวายการรับใช้จากเมืองพิษณุโลก รวมได้ประมาณ ๖๐๐ คนเศษ แล้วพากันหลบหนีออกมาในค่ำคืนวันหนึ่ง (พ.ศ.๒๑๑๓) ไปยังเมืองพิษณุโลก ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา ก่อนเสด็จหนี ได้ทรงลอบติดต่อแจ้งให้พระพี่นาง พระสุพรรณกัลยาณี พระชายาพระเจ้าหงสาวดี ซึ่งทรงมีพระราชธิดาด้วยกันแล้ว ให้ทรงทราบ แต่พระพี่นางไม่สามารถเสด็จหนีตามมาด้วยได้
ต่อมาเรื่องราวพระประวัติของพระสุพรรณกัลยาณี ก็มีปรากฏในหนังสือศิลปะวัฒนธรรม (ฉบับพิเศษ) ชื่อ สงครามประวัติศาสตร์ โดย พล.ท.รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ อดีตแม่ทัพภาค ๓ ที่ปรึกษาประวัติศาสตร์กองทัพบก: จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน, พ.ศ. ๒๕๔๑ แสดงเรื่องราวพระประวัติไว้อย่างน่าสนใจว่า พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองนั้น ต่อมาได้ทรงยกพระสุพรรณกัลยาณีให้เป็นพระชายาพระเจ้านันทบุเรง พระราชโอรส แต่ไม่ได้ปรากฏว่ายกให้เมื่อใด และปรากฏตามเอกสารแหล่งข้อมูลต่างๆกันอีก ได้แก่ คำให้การขุนหลวงหาวัด คำให้การของชาวกรุงเก่า และหนังสือ สมเด็จพระนเรศวร มหาธีรราชเจ้า โดย เสทื้อน ศุภโสภณ เป็นต้น ทำให้เห็นสันนิษฐานว่า พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีนั้น ทรงมีพระธิดาองค์หนึ่ง พระโอรสองค์หนึ่ง และกำลังทรงครรภ์แก่อีกองค์หนึ่งกับพระเจ้าหงสาวดี
พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงนั้น เมื่อกองทัพพม่าต้องพ่ายแพ้ต่อกองทัพไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า และครั้นเมื่อได้โปรดให้พระมหาอุปราชา พระราชโอรส ยกกองทัพใหญ่ไปตีกรุงศรีอยุธยาเป็นการแก้มืออีก ก็ต้องมาพ่ายแพ้ต่อกองทัพไทย และพระมหาอุปราชา พระราชโอรสผู้เป็นแม่ทัพใหญ่นั้นเล่า ก็ถูกสมเด็จพระนเรศวร ฟันด้วยพระแสงของ้าวสวรรคตบนคอช้างอีก ก็ทรงกริ้วแม่ทัพนายกองพม่าและเสียพระทัยมาก กลับมีพระทัยเหี้ยมโหดอย่างไร้มนุษยธรรม รับสั่งให้ลงโทษแม่ทัพนายกองอย่างทารุณโหดร้าย พล.ท.รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ ได้เล่าในหนังสือสงครามประวัติศาสตร์ ว่า
โดยส่วนตัวของพระเจ้านันทบุเรงมีความรักในพระพี่นางฯ เป็นอย่างมาก กิจการบริหารบ้านเมืองข้อใดที่ติดขัดแก้ไม่ได้ ก็ได้พระพี่นางสุพรรณกัลยาเป็นผู้คิดการให้จนสำเร็จลุล่วงทุกประการ
แต่ศึกครั้งนี้ พระเจ้านันทบุเรงได้เสียพระราชโอรสให้กับพระหัตถ์ของสมเด็จพระนเรศวรฯน้องชายแท้ๆ ของพระชายา ซึ่งพระองค์ทรงมีความรักเป็นอย่างมาก พระเจ้านันทบุเรงทรงเสียพระทัยมาก เสวยน้ำจัณฑ์เมามายไม่ได้สติ เมื่อเมามากก็พาลพระสุพรรณกัลยาเป็นนิจและขู่อาฆาตอยู่เนืองๆ การนี้พระพี่นางเหมือนมีลางสังหรณ์กับตนเอง ได้เรียกร้ององค์จันทร์เข้ามา พระพี่นางทรงกันแสงร่ำไห้อยู่ตลอดเวลา จนพระองค์จันทร์ต้องปลอบให้หาย พี่คงจะไม่มีชีวิตรอดกลับไปบ้านเมืองได้เห็นหน้าพี่น้องอีกแล้ว หากพี่เป็นอะไรไปให้จันทร์นำสิ่งนี้กลับอยุธยาไปให้องค์ดำน้องพี่ให้จงได้ ให้ไปถวายองค์ดำแทนพี่ เราพี่น้องตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกัน จะไม่มีวันได้พบหน้ากันแล้ว จันทร์ได้รับสิ่งนั้นมาจากมือของพระพี่นางแล้วเปิดออกดู พระพี่นางทรงตัดเส้นพระเกศาของพระองค์ใส่ผอบเครื่องหอมกำกับไว้ แล้วทั้งสองก็ร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่พี่วางใจ และเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดที่นี่ให้พระองค์ดำฟังและเชื่อได้ เจ้าจงจำคำของพี่ไว้
ลางสังหรณ์ของพระพี่นางสุพรรณกัลยามาถึงในวันหนึ่ง พระเจ้านันทบุเรงเสวยน้ำจัณฑ์เมามายไม่ได้สติ สิ่งที่ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น
จาก คำให้การขุนหลวงหาวัด กับ คำให้การของชาวกรุงเก่า ได้เล่าว่า เมื่อแม่ทัพนายกองที่แตกพ่ายกองทัพไทย เข้ากราบบังคมทูลพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ถึงความที่พระมหาอุปราชาชนช้างเสียทีแก่สมเด็จพระนเรศวร สิ้นพระชนม์บนคอช้าง พระเจ้าหงสาวดีก็พิโรธหนัก รับสั่งให้เอาแม่ทัพนายกองที่ไปกับพระมหาอุปราชานั้นกับทั้งเจ็ดชั่วโคตรใส่คา คือ จับตรึงกับไม้ย่างไฟให้ตายสิ้นอย่างเหี้ยมโหด เท่านั้นยังไม่คลายพิโรธ เสด็จไปสู่ตำหนักพระสุพรรณกัลยาณี ทรงเห็นพระพี่นางสุพรรณกัลยาณีกำลังประทมให้พระโอรสเสวยนมอยู่ในที่ ก็ตรงเข้าฟันและแทงด้วยพระแสงทั้งพระมารดาและพระราชโอรส พระราชธิดา อย่างไร้สติ ถึงแก่พิราลัยด้วยกันทุกพระองค์ ด้วยว่าทรงพิโรธยิ่งนักมิทันที่จะผ่อนผันได้
องค์จันทร์วิ่งเข้าไปช่วยพระพี่นางแต่ถูกทหารพม่าที่หวังดีกันไว้ หากเข้าไปช่วยอาจถูกฟันด้วยอีกคนก็เป็นได้ การสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยาทำให้พระเจ้านันทบุเรงเสียสติจนไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้
เมื่อพระพี่นางสุพรรณกัลยาสิ้นพระชนม์แล้ว ทางหงสาวดีก็จัดพิธีศพอย่างสมเกียรติ และในขณะที่กำลังจัดการพระศพนั้น องค์จันทร์ก็คิดหนีจากหงสาวดีโดยมีทหารเชื้อชาติมอญผู้หนึ่ง ซึ่งหลงรักองค์จันทร์ช่วยพาหนีออกจากหงสาวดี ทางหงสาวดีได้ปิดเรื่องสิ้นพระชนม์ของพระพี่นางเป็นความลับมิให้ล่วงรู้ถึงกรุงศรีอยุธยา
องค์จันทร์หนีมาพร้อมกับทหารมอญ โดยใช้ช่วงที่พม่ากำลังยุ่งอยู่กับงานพระศพ เมื่อเดินทางถึงพระนครก็ได้เฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ และได้นำนายทหารมอญเฝ้าถวายรายงานความชอบก็ได้ทรงชุบเลี้ยง
เหมือนใจน้องจะขาด เหมือนชีวิตแม่จะล่วง ความเศร้าโศกในพระบรมมหาราชวังแห่งพระนครศรีอยุธยายากที่จะเปรียบบรรยากาศได้ พระพี่นางของน้องเราต้องตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกัน เมื่อแผ่นดินกลบหน้าก็ยังได้ดูใจ พระวิสุทธิกษัตริย์แม่เจ้า เป็นลมล้มพับไปหลายครั้งหลายหน แม่ส่งลูกให้ไปตาย หัวอกของแม่ใครจะเห็น
สมเด็จพระนเรศวรนั้นทรงพิโรธเป็นอย่างมาก จึงมีพระราชดำรัสให้เจ้าพระยาจักรีเร่งเกณฑ์ไพร่พลให้ได้มากที่สุด ตรัสว่า กูจะยกไปตีหงสาวดี แต่ติดอยู่ที่พระแม่เจ้าพระวิสุทธิกษัตริย์ที่ได้ทรงขอร้องให้เลิกอาฆาตพยาบาทจองเวร ทำให้สมเด็จพระนเรศวรต้องเห็นแก่พระมารดา แต่เพลิงแค้นอยู่ในอก ว่า ต้องลบรอยแค้นให้ได้
หลังจากที่พระแม่เจ้าวิสุทธิกษัตริย์ได้ข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยา ก็เจ็บกระเสาะกระแสะเรื่อยมา ไม่นานนักพระแม่เจ้าก็สวรรคตหลังจากข่าวร้ายผ่านไปไม่เกิน ๓ เดือน
สมเด็จพระนเรศวรเมื่อจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระแม่เจ้าแล้ว ก็สบโอกาสเหมาะที่จะยกกองทัพไปตีหงสาวดี ครั้งทรงยกกองทัพไปถึงก็ทรงผิดหวังอย่างมาก เมื่อพระเจ้าตองอูชิงเอาตัวนันทบุเรงไปไว้ ณ เมืองตองอูเสียแล้ว กองทัพไทยจึงได้เพียงเมืองหงสาวดี และในโอกาสนั้น ได้มีมอญผู้หนึ่งนำอัฐิธาตุของพระพี่นางสุพรรณกัลยาณีมาถวาย ก็ทรงโศกยิ่งนัก แต่ก็เก็บไว้แต่เพียงในพระราชหฤทัย หาได้ให้ล่วงรู้ถึงทหารไม่ และได้ยกทัพล่วงไปถึงตองอู แต่เหล่าทหารอิดโรยมากจึงทรงเลิกทัพกลับพร้อมกับนำพระอัฐิธาตุของพระพี่นาง เสด็จนำกองทัพมาทางเมืองปาย ครั้นกองทัพพ้นชายแดนพม่ามาแล้ว ทรงให้พักรักษาตัวไพร่พลที่เมืองปาย
พล.ท.รวมศักดิ์ ได้เล่าไว้ในหนังสือสงครามประวัติศาสตร์ อีกว่า
คืนนั้น พระองค์ทรงสุบินไปว่า พระพี่นางเสด็จมาหา ทั้งสองพระองค์ทรงกันแสงร่ำไห้ตรัสว่า องค์ดำเอ๋ยพี่เปรียบเสมือนคนสองแผ่นดิน ลูกพี่เป็นพม่า ตัวพี่เป็นไทยย่อมผูกพันกับแดนพม่าและไทย คือ เมืองปายนี้ วิญญาณของพี่จะได้เป็นสุขเสียที พี่ลำบากมามากแล้วชั่วชีวิตนี้ และขอฝากจันทร์ให้ดูแล องค์ดำทรงกันแสงร่ำไห้ตกใจตื่นบรรทมเมื่อยามใกล้รุ่ง หลังจากนั้นทรงใช้ม้าเร็วเร่งเดินทางกลับพระนคร ไปรับตัวท้าวจันทร์เทวีไปเมืองปายโดยด่วน และได้นำผอบเส้นเกศาของพระพี่นางไปด้วย
สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงสั่งให้สร้างพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระพี่นางสุพรรณกัลยาที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองปาย พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปขึ้นอีกองค์หนึ่ง เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายแด่พระพี่นางสุพรรณกัลยาตามพระสุบินนิมิตทุกประการ และบรรจุเส้นพระเกศาของพระพี่นางไว้ในเจดีย์นั้นด้วย คุณท้าวจันทร์เทวีก็ได้ร่วมทำบุญกุศลด้วยทุกประการ สิ่งใดที่พระพี่นางเคยทำหรือทรงโปรดคุณท้าวจันทร์เทวีก็ได้ทำสิ่งนั้น
พระพุทธรูปองค์นั้นปัจจุบันอยู่ที่วัดน้ำฮู อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ส่วนพระอัฐิพระเกศานั้นอยู่ในใต้พระเจดีย์องค์ปัจจุบันหลังวิหาร ครูบาศรีวิชัยสร้าง
สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี เป็นวีรสตรีไทยที่ประวัติศาสตร์พึงจารึกไว้ ด้วยว่า พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีนั้น ขณะเมื่อประทับอยู่ ณ กรุงหงสาวดี ในฐานะพระมเหสีพระเจ้ากรุงหงสาวดี ก็ยังได้มีโอกาสให้คำปรึกษาหารือและยังเป็นกำลังพระทัยแก่สมเด็จพระนเรศวร พระอนุชา ในยามเหตุการณ์คับขันก็ยังช่วยปกป้องยับยั้งภัยแก่พระอนุชาได้ ดังเช่น เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงรวบรวมกำลังพวกพรานป่าและโจรป่า พร้อมด้วยข้าราชบริพารที่ตามเสด็จไปถวายการรับใช้ได้ประมาณ ๖๐๐ คน แล้วพาเสด็จหนีออกจากกรุงหงสาวดี เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๑๑๓ นั้น ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวรจะเสด็จหนีออกจากหงสาวดี ก็ได้ลอบไปพบพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี เพื่อปรึกษาและแจ้งข่าวการตัดสินพระทัยที่จะทำเช่นนั้น แต่พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีก็ไม่อาจเสด็จหนีตามไปด้วยได้ ต้องยอมทนอยู่ด้วยความเสี่ยงต่อราชภัยจากพระเจ้าหงสาวดีว่า เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงทราบข่าวการเสด็จหนีของสมเด็จพระนเรศวร พระอนุชาแล้ว พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีก็อาจได้รับโทษหนักจากพระสวามีฐานคบคิดและอนุเคราะห์ช่วยให้พระอนุชา ซึ่งเป็นตัวประกันสำคัญของพม่าเสด็จหนีไปได้ ทำนองปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยจระเข้ลงน้ำ
อีกอย่างหนึ่ง พระพี่นางสุพรรณกัลยาณี ยังประทับอยู่ที่หงสาวดี ก็ยังเป็นตัวประกันส่วนสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความพิโรธของพระสวามีได้ในระดับหนึ่ง เพื่อมิให้พระเจ้าหงสาวดียกกองทัพตามไปจับสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระองค์เอง เพื่อผ่อนหนักเป็นเบาแก่พระอนุชา พระเจ้าหงสาวดีจึงเพียงแต่รับสั่งให้เวียงเสือและเสือต้าน เป็นแม่ทัพคุมกำลังพลเพียง ๕,๐๐๐ คน ออกติดตาม แต่ก็ถูกสมเด็จพระนเรศวรนำกำลังเข้าต่อสู้รบจนพม่าแตกพ่าย แม้คราวหลังพระเจ้าหงสาวดีจะได้ให้พระอนุชาคุมพล ๑๐,๐๐๐ คน ไปตามจับสมเด็จพระนเรศวรให้ได้อีก แต่ก็ถูกสมเด็จพระนเรศวรจัดกำลังทัพเข้าตีกองทัพพม่าจนแตกพ่ายยับเยินกลับไปอีก
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จมาประทับอยู่ในสยามประเทศแล้ว ก็ได้อาศัยข่าวความเคลื่อนไหวของพระเจ้าหงสาวดี และทั้งเจ้านายและกองทัพพม่า ที่พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีได้ทรงช่วยแจ้งมาให้ทราบเป็นระยะๆ เท่าที่ทรงสามารถกระทำได้นั้นแหละ ประกอบด้วยพระปรีชาสามารถในการศึกของสมเด็จพระนเรศวรนั้นเองด้วย จึงสมารถนำมาใช้วางแผนการรบกับกองทัพพม่าที่มีกำลังมากกว่า ทรงจัดกำลังกองทัพรบและสามารถเอาชนะกองทัพพม่าได้ทุกครั้ง
การประทับอยู่กรุงหงสาวดีของพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี จึงเป็นการอยู่ด้วยความเสียสละพระชนม์ชีพเพื่อประเทศชาติ ด้วยว่าราชภัยอาจจะเกิดแก่พระองค์ถึงชีวิตได้ทุกขณะ ในหนังสือสงครามประวัติศาสตร์ จึงได้จารึกไว้ว่า
สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เป็นวีรสตรีไทยที่ประวัติศาสตร์ควรจารึกไว้ หากไม่มีพระองค์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชอาจไม่มีโอกาสกลับมากอบกู้เอกราช และอาจไม่ทรงทราบข่าวการเคลื่อนไหวของทัพพม่าก่อนทุกครั้ง ชาวไทยจึงควรระลึกถึงวีรกรรมของพระองค์ และถวายสักการะดวงพระวิญญาณของพระองค์โดยทั่วกัน
พระพี่นางสุพรรณกัลยาณี ผู้ทรงมีอุปการคุณต่อการกู้ชาติกู้แผ่นดินร่วมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระอนุชา และบุรพชนของชาวไทย ด้วยความเสียสละแม้พระชนม์ชีพ จึงนับเป็นบุพพการีบุคคล ที่ชาวไทยควรระลึกนึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองพระองค์ กับด้วยทั้งบูรพกษัตราธิราชเจ้า และบุรพชน ที่ช่วยกันกอบกู้อิสรภาพของชาติ ช่วยทำนุบำรุง และสืบต่อผืนแผ่นดินไทยและบวรพระพุทธสาสนา ให้ยืนยาวมาถึงชาวไทยทั้งประเทศ ให้ได้อยู่เย็นเป็นสุขจนถึงตราบเท่าทุกวันนี้ โดยการประกอบการบุญกุศล คุณความดี รู้รัก รู้สามัคคี ช่วยกันปกป้องรักษาสถาบันหลักทั้ง ๓ คือ ประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ทุกพระองค์และให้แก่ทุกท่าน ให้ทุกพระองค์และทุกท่าน ได้เสวยสุขสมบัติในสัมปรายภพ ก็จะยังความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต และความสันติสุขอย่างมั่นคงแก่ชีวิตตน ครอบครัว และประชาชนทั้งประเทศตลอดกาลนาน
จึงจะได้ชื่อว่า เป็นคุณความดีที่น่าสรรเสริญ สมดังพระธรรมภาษิต ว่า
นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา
ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี
สุดท้ายนี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน เจริญพร