ปาฐกถาธรรมเรื่อง
บุคคลหาได้ยากในโลก
(ตอนที่ ๓)
โดย พระราชญาณวิสิฐ วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี (แห่งที่ ๑)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๘ เวลา ๐๘.๐๐ น.

เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

วันนี้ก็จะได้กล่าวถึง เรื่อง  “บุคคลหาได้ยาก ๒ จำพวก” (ตอนที่ ๓)   ต่อไป

เมื่อรายการครั้งที่แล้ว  ได้กล่าวถึง “บุพพการีบุคคล”  ผู้ได้กระทำอุปการคุณก่อน  โดยมิได้หวังผลตอบแทน  ได้แก่  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจ   ทรงเสียสละกำลังพระวรกาย   พระสติปัญญาสามารถ   ด้วยพระราชหฤทัยเด็ดเดี่ยว   กล้าหาญ   เพื่อกอบกู้เอกราชชาติไทยเราให้กลับคืนมาได้สำเร็จ  ได้เป็นอิสระบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ.๒๑๒๗   หลังจากที่สยามประเทศโดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีได้สูญเสียอิสรภาพมาเป็นเวลา ๑๕ ปี (ตั้งแต่ พ.ศ.๒๑๑๒–๒๑๒๗)

อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  พระเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๙   ผู้ทรงคุณประเสริฐยิ่งของไทยเราพระองค์ปัจจุบันนี้   ก็ทรงมีพระมหาอุปการคุณอย่างยิ่งใหญ่แก่ปวงชนชาวไทย  เฉกเช่นพระมหาบูรพกษัตราธิราชเจ้าของไทยเราแต่โบราณกาล  กล่าวคือ   นับตั้งแต่พระองค์ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ศิริราชสมบัติ  ด้วยพระราชปณิธานว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙   เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาร่วม ๖๐ ปีแล้วนี้  พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจจานุกิจ  โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ ผู้ทรงคุณประเสริฐคู่พระบารมี   ด้วยความมั่นคงในพระราชปณิธานนั้นตลอดมา   กล่าวคือ   ได้ทรงประกอบพระราชจริยาวัตรอันงดงามด้วยขัตติยราชประเพณี  และด้วยทศพิธราชธรรมเป็นปกติมาโดยตลอด   จึงทรงสามารถนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่พสกนิกรของพระองค์ได้อย่างทั่วถึงดียิ่ง   ได้ทรงช่วยแก้ปัญหาและทรงช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขพสกนิกรทุกหมู่เหล่าด้วยพระราชอัจฉริยะ  พระปัญญาอันสุขุมคัมภีรภาพ  และพระบารมี   โดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากพระวรกาย   ด้วยทรงหวังจะให้ประชาชนได้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้  และได้อยู่ดีกินดีโดยทั่วหน้ากัน ดังนี้  จึงนับเป็นบุคคลดีประเสริฐที่หาได้ยากในโลก จำพวกที่ ๑   ควรที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่า   และแม้ชาวต่างชาติต่างศาสนา   ผู้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารบนผืนแผ่นดินไทยนี้  จะพึงแสดงความกตัญญูกตเวที คือ ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์   ที่ทรงกระทำอุปการคุณแก่พสกนิกรทุกคนอย่างทั่วถึง  ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง  และตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณแด่พระองค์ท่าน  ด้วยความจงรักภักดี โดยประพฤติตนเป็นคนดีมีศีลธรรมของประเทศชาติ   ช่วยกันพิทักษ์รักษาผืนแผ่นดินไทยและประเทศชาติของไทยเราให้มีความสงบเรียบร้อย  ดีงาม   ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข   ช่วยกันพัฒนาประเทศชาติทั้งทางเศรษฐกิจ   ทางสังคม  และทางการเมือง  ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงและปลอดภัย 

ผู้รู้คุณและตอบแทนคุณผู้มีพระคุณนั้น  ชื่อว่า  กตัญญูกตเวทีบุคคล  อันนับเป็นบุคคลดีที่หาได้ยากในโลก อีกจำพวก ๑  และ กตัญญูกตเวทิตาธรรม นั้นนั่นแหละ ที่เป็นเครื่องหมายของคนดี   สมดังพระธรรมภาษิตว่า

นิมิตฺตํ  สาธุรูปานํ      กตญฺญูกตเวทิตา
ความกตัญญูกตเวที   เป็นเครื่องหมายของคนดี

ในการแสดงปาฐกถาธรรมเมื่อครั้งที่แล้ว   อาตมภาพได้อัญเชิญพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมาแสดงพอสังเขป  แต่พอสมควรแก่เวลา   ได้มีสาธุชนผู้สนใจฟังรายการนี้แสดงความเห็นมาว่า  มีความสนใจพระประวัติของพระสุพรรณกัลยาณี  พระพี่นางสมเด็จพระนเรศวรมหาราช   เพิ่มเติมจากที่ได้กล่าวไปในรายการครั้งที่แล้ว   จึงจะขอกล่าวเพิ่มเติมในรายการนี้เท่าที่เอกสารหลักฐานจะพอมี   เพราะตามประวัติที่ปรากฏในพงศาวดารก็มีกล่าวไว้น้อยมาก

พระสุพรรณกัลยาณี  ในหนังสือบางเล่มเรียก พระสุพรรณเทวีบ้าง  พระสุวรรณเทวีบ้าง  พระสุพรรณกัลยาบ้าง  พระสุวรรณกัลยาบ้าง  ล้วนเป็นพระนามของพระองค์เดียวกัน  ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่  ประสูติแต่พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระอัครมเหสี สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช   ผู้ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ อยู่ ณ เมืองพิษณุโลก  ทรงเป็นพระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระอนุชาเอกาทศรถ  ประมาณว่าจะทรงมีชันษาแก่กว่าสมเด็จพระนเรศวรสัก ๓ ปี  คือ   สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นเสด็จสมภพ เมื่อปีเถาะ พ.ศ.๒๐๙๘  พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีประมาณว่าเสด็จสมภพในราว พ.ศ.๒๐๙๕  เป็นระยะเวลา ๑ ปี ก่อนที่บุเรงนองจะได้กระทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าหงสาวดี  เมื่อปี พ.ศ.๒๐๙๖

เมื่อเกิดศึกหงสาวดี ชื่อ “สงครามช้างเผือก”  ในปี พ.ศ.๒๑๐๖   ทั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชา  ผู้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนืออยู่ ณ เมืองพิษณุโลก  และต่อมาอีก ทั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  ผู้ครองกรุงศรีอยุธยา ราชธานีของสยามประเทศ   ก็ไม่อาจต้านทานกำลังมากมายมหาศาลของกองทัพพม่าได้  จึงยอมจำนนและยอมเสียสินไหมให้พม่าตามแต่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจะเรียกร้องเอา  ต้องเสียช้างเผือก ๔ เชือก  และทรัพย์สินอื่นๆ อีกมาก  แล้วพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยังขอพระองค์ชายดำ คือ สมเด็จพระนเรศวร   ไปเลี้ยงเป็นราชบุตรบุญธรรมด้วย   ซึ่งแท้ที่จริง คือ เอาไปเป็นตัวประกัน   ซึ่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็จำเป็นต้องยอมถวายให้  เป็นอันว่า สมเด็จพระนเรศวรจำต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน  และต้องจากพระชนกชนนีไปตั้งแต่ พ.ศ.๒๑๐๗  ขณะเมื่อพระชันษาเพิ่ง ๙ ขวบ

ต่อมาเมื่อสยามประเทศซึ่งมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  ได้เสียอิสรภาพให้แก่พม่า เมื่อวันอาทิตย์  แรม ๑๑ ค่ำ   เดือน ๙  ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๑๒ นั้น  พระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนองก็ได้พักอยู่ที่พระนครศรีอยุธยาจนตลอดฤดูฝน  และได้โปรดให้ราชาภิเษกสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช   พระบรมชนกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองกรุงศรีอยุธยา  สืบต่อจากสมเด็จพระมหินทราธิราช  เมื่อวันศุกร์   ขึ้น ๖  ค่ำ  เดือน ๑๒   ปีมะเส็ง  พ.ศ.๒๑๑๒  ในฐานะประเทศราชของพม่า

ในกาลครั้งนั้นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช  ได้ถวายพระสุพรรณกัลยาณี   พระราชธิดาให้เป็นพระมเหสีพระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนอง ด้วย  ส่วนพระมหินทราธิราชนั้นทรงประชวรอยู่  เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว   พม่าก็เชิญเสด็จไปกรุงหงสาวดีและได้สวรรคตในระหว่างทาง

และในปี พ.ศ.๒๑๑๓   สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จนิวัติกรุงศรีอยุธยา ดังจะได้กล่าวต่อไป

ในปี พ.ศ.๒๑๑๔  สมเด็จพระบรมชนก  พระมหาธรรมราชาธิราช  ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระนเรศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่   ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา   ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช   คือ  ทรงเป็นมกุฏราชกุมาร  ตามโบราณราชประเพณี  และได้ทรงมอบให้ไปครองเมืองพิษณุโลก   ทรงมีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง  ต่อจากนั้น สมเด็จพระนเรศวรก็ได้ทรงออกทำสงครามกับศัตรูผู้รุกรานตลอดมา  เรียกว่าจนตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์

ต่อมาเมื่อเดือน ๑๒ ปี พ.ศ.๒๑๒๔  พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็สวรรคต   มังไชยสิงหราช พระราชโอรสก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา   ทรงพระนามว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง  และได้ทรงสถาปนามังกยอชวา พระราชโอรส เป็นพระมหาอุปราช

ครั้นถึง พ.ศ.๒๑๒๗  สมเด็จพระนเรศวร  ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา  ได้เสด็จยกกองทัพไปช่วยพม่าปราบขบถ  ครั้นทรงทราบว่าพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง  ไม่ซื่อต่อพระองค์ ต้องการจะกำจัดพระองค์   และได้วางกำลังที่จะทำร้ายพระองค์จึงได้ทรงตัดสัมพันธ์ไมตรีกับพม่า  และทรงประกาศอิสรภาพ  ไม่ขึ้นต่อพม่าอีกต่อไป ณ วันที่ ๓ พฤษภาคม  ปี พ.ศ.๒๑๒๗   นั้นเอง

ต่อมาอีก ๖ ปี  คือ เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๓  สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช  พระราชบิดาก็ได้สวรรคตลง  สมเด็จพระนเรศวร  พระราชโอรสองค์ใหญ่ “วังหน้า” องค์แรกของสยามประเทศก็ได้ทรงรับราชสมบัติสืบต่อมา  เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๑๓๓  ขณะเมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา  นับเป็นรัชกาลที่ ๑๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๑๓๕  พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง   ภายหลังจากที่กองทัพพม่าทำสงครามแพ้กองทัพไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ก็เกิดขัตติยมานะ  และโปรดให้พระมหาอุปราชา  พระราชโอรสเตรียมยกกองทัพใหญ่มารุกรานสยามประเทศเป็นการแก้ตัวอีก  สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบการศึกดี  จึงยกกองทัพไปตั้งรับที่ตำบลหนองสาหร่าย  แขวงเมืองสุพรรณบุรี   และได้พบกับพระมหาอุปราชาและได้ทรงกระทำยุทธหัตถีกัน   สมเด็จพระนเรศวรก็ได้ทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาขาดสะพายแล่ง  ซบสิ้นพระชนม์บนคอช้าง  ส่วนพระอนุชาเอกาทศรถก็ทรงกระทำยุทธหัตถี  และได้ทรงประหารแม่ทัพพม่าตายด้วยเช่นกัน

สำหรับเรื่องราวพระประวัติของพระสุพรรณกัลยาณี   ต่อจากที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชได้ถวายพระราชธิดาสุพรรณกัลยาณี  ให้เป็นพระมเหสีแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง  เมื่อ พ.ศ.๒๑๑๒  นั้นแล้ว  เรื่องราวของพระสุพรรณกัลยาณีก็ไม่ปรากฏพระประวัติแจ้งชัดอีก

จากหนังสือสมเด็จพระนเรศวร  มหาวีรราชเจ้า   รวบรวมและเรียบเรียง  โดย  เสทื้อน   ศุภโสภณ   ได้อ้างถึงเอกสารสำคัญ   เล่าเรื่องการเสด็จหนีออกจากกรุงหงสาวดีของสมเด็จพระนเรศวรมีความว่า  ทั้งพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ“วัน วลิต”  คำให้การของชาวกรุงเก่า  และคำให้การขุนหลวงหาวัด   กล่าวไว้ตรงกันว่า   ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรประทับอยู่  ณ กรุงหงสาวดีนั้น   พระองค์ได้ถูกกษัตริย์และบรรดาเจ้านายพม่าเหยียบหยามย่ำยีพระเกียรติยศ  ซ้ำยังถูกข่มขู่จะเอาพระชนม์ชีพ  เพราะพระองค์ทรงชำนาญในราชกรีฑาต่างๆ  เช่น   ทรงม้า ล่าสัตว์ ชนช้าง ฯลฯ   เก่งกว่าพระเจ้าหงสาวดีเสียอีก   เจ้าชายผู้ทรงพระเยาว์ (สมเด็จพระนเรศวร)   จึงทรงเจ็บช้ำในพระราชหฤทัย   และได้ทรงดำริกับคนสนิทที่ติดตามไปอยู่รับใช้เนืองๆว่า

“เราจะมานั่งน้อยหน้าอยู่ในบ้านเมืองเขา   ให้เขาดูหมิ่นอย่างนี้ ไม่สมควร   จำจะคิดอุบายหนีไปให้จงได้”

แล้วพระองค์ก็ทรงรวบรวมไพร่พลได้จากบรรดาพรานป่าและโจรป่า   รวมกับไพร่พลที่เป็นข้าหลวงเดิมของพระองค์ที่ติดตามไปถวายการรับใช้จากเมืองพิษณุโลก  รวมได้ประมาณ   ๖๐๐  คนเศษ  แล้วพากันหลบหนีออกมาในค่ำคืนวันหนึ่ง (พ.ศ.๒๑๑๓)  ไปยังเมืองพิษณุโลก  ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา  ก่อนเสด็จหนี   ได้ทรงลอบติดต่อแจ้งให้พระพี่นาง พระสุพรรณกัลยาณี  พระชายาพระเจ้าหงสาวดี ซึ่งทรงมีพระราชธิดาด้วยกันแล้ว ให้ทรงทราบ   แต่พระพี่นางไม่สามารถเสด็จหนีตามมาด้วยได้

ต่อมาเรื่องราวพระประวัติของพระสุพรรณกัลยาณี ก็มีปรากฏในหนังสือศิลปะวัฒนธรรม (ฉบับพิเศษ)  ชื่อ  “สงครามประวัติศาสตร์”  โดย พล.ท.รวมศักดิ์  ไชยโกมินทร์  อดีตแม่ทัพภาค ๓  ที่ปรึกษาประวัติศาสตร์กองทัพบก: จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน, พ.ศ. ๒๕๔๑   แสดงเรื่องราวพระประวัติไว้อย่างน่าสนใจว่า  พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองนั้น  ต่อมาได้ทรงยกพระสุพรรณกัลยาณีให้เป็นพระชายาพระเจ้านันทบุเรง  พระราชโอรส   แต่ไม่ได้ปรากฏว่ายกให้เมื่อใด   และปรากฏตามเอกสารแหล่งข้อมูลต่างๆกันอีก   ได้แก่  “คำให้การขุนหลวงหาวัด”  “คำให้การของชาวกรุงเก่า”  และหนังสือ “สมเด็จพระนเรศวร  มหาธีรราชเจ้า”  โดย เสทื้อน  ศุภโสภณ   เป็นต้น   ทำให้เห็นสันนิษฐานว่า   พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีนั้น  ทรงมีพระธิดาองค์หนึ่ง  พระโอรสองค์หนึ่ง  และกำลังทรงครรภ์แก่อีกองค์หนึ่งกับพระเจ้าหงสาวดี

พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงนั้น   เมื่อกองทัพพม่าต้องพ่ายแพ้ต่อกองทัพไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า  และครั้นเมื่อได้โปรดให้พระมหาอุปราชา พระราชโอรส   ยกกองทัพใหญ่ไปตีกรุงศรีอยุธยาเป็นการแก้มืออีก  ก็ต้องมาพ่ายแพ้ต่อกองทัพไทย  และพระมหาอุปราชา พระราชโอรสผู้เป็นแม่ทัพใหญ่นั้นเล่า   ก็ถูกสมเด็จพระนเรศวร   ฟันด้วยพระแสงของ้าวสวรรคตบนคอช้างอีก   ก็ทรงกริ้วแม่ทัพนายกองพม่าและเสียพระทัยมาก  กลับมีพระทัยเหี้ยมโหดอย่างไร้มนุษยธรรม   รับสั่งให้ลงโทษแม่ทัพนายกองอย่างทารุณโหดร้าย  พล.ท.รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์  ได้เล่าในหนังสือสงครามประวัติศาสตร์  ว่า 

“โดยส่วนตัวของพระเจ้านันทบุเรงมีความรักในพระพี่นางฯ เป็นอย่างมาก   กิจการบริหารบ้านเมืองข้อใดที่ติดขัดแก้ไม่ได้   ก็ได้พระพี่นางสุพรรณกัลยาเป็นผู้คิดการให้จนสำเร็จลุล่วงทุกประการ

แต่ศึกครั้งนี้ พระเจ้านันทบุเรงได้เสียพระราชโอรสให้กับพระหัตถ์ของสมเด็จพระนเรศวรฯน้องชายแท้ๆ ของพระชายา  ซึ่งพระองค์ทรงมีความรักเป็นอย่างมาก  พระเจ้านันทบุเรงทรงเสียพระทัยมาก  เสวยน้ำจัณฑ์เมามายไม่ได้สติ   เมื่อเมามากก็พาลพระสุพรรณกัลยาเป็นนิจและขู่อาฆาตอยู่เนืองๆ   การนี้พระพี่นางเหมือนมีลางสังหรณ์กับตนเอง  ได้เรียกร้ององค์จันทร์เข้ามา  พระพี่นางทรงกันแสงร่ำไห้อยู่ตลอดเวลา  จนพระองค์จันทร์ต้องปลอบให้หาย   พี่คงจะไม่มีชีวิตรอดกลับไปบ้านเมืองได้เห็นหน้าพี่น้องอีกแล้ว   หากพี่เป็นอะไรไปให้จันทร์นำสิ่งนี้กลับอยุธยาไปให้องค์ดำน้องพี่ให้จงได้  ให้ไปถวายองค์ดำแทนพี่  เราพี่น้องตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกัน  จะไม่มีวันได้พบหน้ากันแล้ว   จันทร์ได้รับสิ่งนั้นมาจากมือของพระพี่นางแล้วเปิดออกดู  พระพี่นางทรงตัดเส้นพระเกศาของพระองค์ใส่ผอบเครื่องหอมกำกับไว้  แล้วทั้งสองก็ร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ  เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่พี่วางใจ  และเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดที่นี่ให้พระองค์ดำฟังและเชื่อได้  เจ้าจงจำคำของพี่ไว้

ลางสังหรณ์ของพระพี่นางสุพรรณกัลยามาถึงในวันหนึ่ง   พระเจ้านันทบุเรงเสวยน้ำจัณฑ์เมามายไม่ได้สติ  สิ่งที่ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น”

จาก “คำให้การขุนหลวงหาวัด”  กับ  “คำให้การของชาวกรุงเก่า”  ได้เล่าว่า   เมื่อแม่ทัพนายกองที่แตกพ่ายกองทัพไทย   เข้ากราบบังคมทูลพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง   ถึงความที่พระมหาอุปราชาชนช้างเสียทีแก่สมเด็จพระนเรศวร  สิ้นพระชนม์บนคอช้าง  พระเจ้าหงสาวดีก็พิโรธหนัก   รับสั่งให้เอาแม่ทัพนายกองที่ไปกับพระมหาอุปราชานั้นกับทั้งเจ็ดชั่วโคตรใส่คา  คือ   จับตรึงกับไม้ย่างไฟให้ตายสิ้นอย่างเหี้ยมโหด  เท่านั้นยังไม่คลายพิโรธ  เสด็จไปสู่ตำหนักพระสุพรรณกัลยาณี   ทรงเห็นพระพี่นางสุพรรณกัลยาณีกำลังประทมให้พระโอรสเสวยนมอยู่ในที่   ก็ตรงเข้าฟันและแทงด้วยพระแสงทั้งพระมารดาและพระราชโอรส – พระราชธิดา  อย่างไร้สติ ถึงแก่พิราลัยด้วยกันทุกพระองค์   ด้วยว่าทรงพิโรธยิ่งนักมิทันที่จะผ่อนผันได้

“องค์จันทร์วิ่งเข้าไปช่วยพระพี่นางแต่ถูกทหารพม่าที่หวังดีกันไว้  หากเข้าไปช่วยอาจถูกฟันด้วยอีกคนก็เป็นได้   การสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยาทำให้พระเจ้านันทบุเรงเสียสติจนไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้”

“เมื่อพระพี่นางสุพรรณกัลยาสิ้นพระชนม์แล้ว  ทางหงสาวดีก็จัดพิธีศพอย่างสมเกียรติ  และในขณะที่กำลังจัดการพระศพนั้น  องค์จันทร์ก็คิดหนีจากหงสาวดีโดยมีทหารเชื้อชาติมอญผู้หนึ่ง   ซึ่งหลงรักองค์จันทร์ช่วยพาหนีออกจากหงสาวดี  ทางหงสาวดีได้ปิดเรื่องสิ้นพระชนม์ของพระพี่นางเป็นความลับมิให้ล่วงรู้ถึงกรุงศรีอยุธยา

องค์จันทร์หนีมาพร้อมกับทหารมอญ   โดยใช้ช่วงที่พม่ากำลังยุ่งอยู่กับงานพระศพ   เมื่อเดินทางถึงพระนครก็ได้เฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ และได้นำนายทหารมอญเฝ้าถวายรายงานความชอบก็ได้ทรงชุบเลี้ยง

เหมือนใจน้องจะขาด  เหมือนชีวิตแม่จะล่วง   ความเศร้าโศกในพระบรมมหาราชวังแห่งพระนครศรีอยุธยายากที่จะเปรียบบรรยากาศได้  พระพี่นางของน้องเราต้องตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกัน  เมื่อแผ่นดินกลบหน้าก็ยังได้ดูใจ  พระวิสุทธิกษัตริย์แม่เจ้า  เป็นลมล้มพับไปหลายครั้งหลายหน  แม่ส่งลูกให้ไปตาย  หัวอกของแม่ใครจะเห็น”

สมเด็จพระนเรศวรนั้นทรงพิโรธเป็นอย่างมาก   จึงมีพระราชดำรัสให้เจ้าพระยาจักรีเร่งเกณฑ์ไพร่พลให้ได้มากที่สุด  ตรัสว่า “กูจะยกไปตีหงสาวดี”   แต่ติดอยู่ที่พระแม่เจ้าพระวิสุทธิกษัตริย์ที่ได้ทรงขอร้องให้เลิกอาฆาตพยาบาทจองเวร  ทำให้สมเด็จพระนเรศวรต้องเห็นแก่พระมารดา  แต่เพลิงแค้นอยู่ในอก ว่า ต้องลบรอยแค้นให้ได้

“หลังจากที่พระแม่เจ้าวิสุทธิกษัตริย์ได้ข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยา ก็เจ็บกระเสาะกระแสะเรื่อยมา   ไม่นานนักพระแม่เจ้าก็สวรรคตหลังจากข่าวร้ายผ่านไปไม่เกิน ๓ เดือน”

สมเด็จพระนเรศวรเมื่อจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระแม่เจ้าแล้ว  ก็สบโอกาสเหมาะที่จะยกกองทัพไปตีหงสาวดี   ครั้งทรงยกกองทัพไปถึงก็ทรงผิดหวังอย่างมาก  เมื่อพระเจ้าตองอูชิงเอาตัวนันทบุเรงไปไว้  ณ   เมืองตองอูเสียแล้ว   กองทัพไทยจึงได้เพียงเมืองหงสาวดี   และในโอกาสนั้น   ได้มีมอญผู้หนึ่งนำอัฐิธาตุของพระพี่นางสุพรรณกัลยาณีมาถวาย  ก็ทรงโศกยิ่งนัก  แต่ก็เก็บไว้แต่เพียงในพระราชหฤทัย หาได้ให้ล่วงรู้ถึงทหารไม่   และได้ยกทัพล่วงไปถึงตองอู   แต่เหล่าทหารอิดโรยมากจึงทรงเลิกทัพกลับพร้อมกับนำพระอัฐิธาตุของพระพี่นาง  เสด็จนำกองทัพมาทางเมืองปาย  ครั้นกองทัพพ้นชายแดนพม่ามาแล้ว  ทรงให้พักรักษาตัวไพร่พลที่เมืองปาย

พล.ท.รวมศักดิ์  ได้เล่าไว้ในหนังสือสงครามประวัติศาสตร์  อีกว่า

“คืนนั้น  พระองค์ทรงสุบินไปว่า  พระพี่นางเสด็จมาหา  ทั้งสองพระองค์ทรงกันแสงร่ำไห้ตรัสว่า  องค์ดำเอ๋ยพี่เปรียบเสมือนคนสองแผ่นดิน  ลูกพี่เป็นพม่า  ตัวพี่เป็นไทยย่อมผูกพันกับแดนพม่าและไทย  คือ   เมืองปายนี้   วิญญาณของพี่จะได้เป็นสุขเสียที   พี่ลำบากมามากแล้วชั่วชีวิตนี้   และขอฝากจันทร์ให้ดูแล  องค์ดำทรงกันแสงร่ำไห้ตกใจตื่นบรรทมเมื่อยามใกล้รุ่ง  หลังจากนั้นทรงใช้ม้าเร็วเร่งเดินทางกลับพระนคร  ไปรับตัวท้าวจันทร์เทวีไปเมืองปายโดยด่วน  และได้นำผอบเส้นเกศาของพระพี่นางไปด้วย

สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงสั่งให้สร้างพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระพี่นางสุพรรณกัลยาที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองปาย  พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปขึ้นอีกองค์หนึ่ง   เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายแด่พระพี่นางสุพรรณกัลยาตามพระสุบินนิมิตทุกประการ   และบรรจุเส้นพระเกศาของพระพี่นางไว้ในเจดีย์นั้นด้วย  คุณท้าวจันทร์เทวีก็ได้ร่วมทำบุญกุศลด้วยทุกประการ   สิ่งใดที่พระพี่นางเคยทำหรือทรงโปรดคุณท้าวจันทร์เทวีก็ได้ทำสิ่งนั้น

พระพุทธรูปองค์นั้นปัจจุบันอยู่ที่วัดน้ำฮู  อ.ปาย   จ.แม่ฮ่องสอน   ส่วนพระอัฐิพระเกศานั้นอยู่ในใต้พระเจดีย์องค์ปัจจุบันหลังวิหาร  ครูบาศรีวิชัยสร้าง”

สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี   เป็นวีรสตรีไทยที่ประวัติศาสตร์พึงจารึกไว้   ด้วยว่า พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีนั้น  ขณะเมื่อประทับอยู่ ณ กรุงหงสาวดี   ในฐานะพระมเหสีพระเจ้ากรุงหงสาวดี   ก็ยังได้มีโอกาสให้คำปรึกษาหารือและยังเป็นกำลังพระทัยแก่สมเด็จพระนเรศวร พระอนุชา   ในยามเหตุการณ์คับขันก็ยังช่วยปกป้องยับยั้งภัยแก่พระอนุชาได้  ดังเช่น เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงรวบรวมกำลังพวกพรานป่าและโจรป่า   พร้อมด้วยข้าราชบริพารที่ตามเสด็จไปถวายการรับใช้ได้ประมาณ ๖๐๐ คน  แล้วพาเสด็จหนีออกจากกรุงหงสาวดี  เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๑๑๓ นั้น   ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวรจะเสด็จหนีออกจากหงสาวดี  ก็ได้ลอบไปพบพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี  เพื่อปรึกษาและแจ้งข่าวการตัดสินพระทัยที่จะทำเช่นนั้น   แต่พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีก็ไม่อาจเสด็จหนีตามไปด้วยได้   ต้องยอมทนอยู่ด้วยความเสี่ยงต่อราชภัยจากพระเจ้าหงสาวดีว่า  เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงทราบข่าวการเสด็จหนีของสมเด็จพระนเรศวร พระอนุชาแล้ว   พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีก็อาจได้รับโทษหนักจากพระสวามีฐานคบคิดและอนุเคราะห์ช่วยให้พระอนุชา   ซึ่งเป็นตัวประกันสำคัญของพม่าเสด็จหนีไปได้  ทำนองปล่อยเสือเข้าป่า – ปล่อยจระเข้ลงน้ำ

อีกอย่างหนึ่ง  พระพี่นางสุพรรณกัลยาณี ยังประทับอยู่ที่หงสาวดี   ก็ยังเป็นตัวประกันส่วนสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความพิโรธของพระสวามีได้ในระดับหนึ่ง   เพื่อมิให้พระเจ้าหงสาวดียกกองทัพตามไปจับสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระองค์เอง  เพื่อผ่อนหนักเป็นเบาแก่พระอนุชา  พระเจ้าหงสาวดีจึงเพียงแต่รับสั่งให้เวียงเสือและเสือต้าน  เป็นแม่ทัพคุมกำลังพลเพียง ๕,๐๐๐ คน  ออกติดตาม   แต่ก็ถูกสมเด็จพระนเรศวรนำกำลังเข้าต่อสู้รบจนพม่าแตกพ่าย   แม้คราวหลังพระเจ้าหงสาวดีจะได้ให้พระอนุชาคุมพล ๑๐,๐๐๐  คน   ไปตามจับสมเด็จพระนเรศวรให้ได้อีก   แต่ก็ถูกสมเด็จพระนเรศวรจัดกำลังทัพเข้าตีกองทัพพม่าจนแตกพ่ายยับเยินกลับไปอีก

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จมาประทับอยู่ในสยามประเทศแล้ว  ก็ได้อาศัยข่าวความเคลื่อนไหวของพระเจ้าหงสาวดี  และทั้งเจ้านายและกองทัพพม่า   ที่พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีได้ทรงช่วยแจ้งมาให้ทราบเป็นระยะๆ เท่าที่ทรงสามารถกระทำได้นั้นแหละ   ประกอบด้วยพระปรีชาสามารถในการศึกของสมเด็จพระนเรศวรนั้นเองด้วย  จึงสมารถนำมาใช้วางแผนการรบกับกองทัพพม่าที่มีกำลังมากกว่า   ทรงจัดกำลังกองทัพรบและสามารถเอาชนะกองทัพพม่าได้ทุกครั้ง

การประทับอยู่กรุงหงสาวดีของพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี   จึงเป็นการอยู่ด้วยความเสียสละพระชนม์ชีพเพื่อประเทศชาติ   ด้วยว่าราชภัยอาจจะเกิดแก่พระองค์ถึงชีวิตได้ทุกขณะ  ในหนังสือสงครามประวัติศาสตร์  จึงได้จารึกไว้ว่า

“สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา   เป็นวีรสตรีไทยที่ประวัติศาสตร์ควรจารึกไว้  หากไม่มีพระองค์  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชอาจไม่มีโอกาสกลับมากอบกู้เอกราช   และอาจไม่ทรงทราบข่าวการเคลื่อนไหวของทัพพม่าก่อนทุกครั้ง  ชาวไทยจึงควรระลึกถึงวีรกรรมของพระองค์  และถวายสักการะดวงพระวิญญาณของพระองค์โดยทั่วกัน”

พระพี่นางสุพรรณกัลยาณี   ผู้ทรงมีอุปการคุณต่อการกู้ชาติกู้แผ่นดินร่วมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระอนุชา  และบุรพชนของชาวไทย  ด้วยความเสียสละแม้พระชนม์ชีพ  จึงนับเป็นบุพพการีบุคคล  ที่ชาวไทยควรระลึกนึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองพระองค์  กับด้วยทั้งบูรพกษัตราธิราชเจ้า  และบุรพชน   ที่ช่วยกันกอบกู้อิสรภาพของชาติ   ช่วยทำนุบำรุง   และสืบต่อผืนแผ่นดินไทยและบวรพระพุทธสาสนา   ให้ยืนยาวมาถึงชาวไทยทั้งประเทศ   ให้ได้อยู่เย็นเป็นสุขจนถึงตราบเท่าทุกวันนี้  โดยการประกอบการบุญกุศล  คุณความดี   รู้รัก  รู้สามัคคี  ช่วยกันปกป้องรักษาสถาบันหลักทั้ง  ๓   คือ  ประเทศชาติ  พระพุทธศาสนา   และสถาบันพระมหากษัตริย์   เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ทุกพระองค์และให้แก่ทุกท่าน  ให้ทุกพระองค์และทุกท่าน  ได้เสวยสุขสมบัติในสัมปรายภพ  ก็จะยังความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต  และความสันติสุขอย่างมั่นคงแก่ชีวิตตน  ครอบครัว   และประชาชนทั้งประเทศตลอดกาลนาน

จึงจะได้ชื่อว่า  เป็นคุณความดีที่น่าสรรเสริญ  สมดังพระธรรมภาษิต  ว่า

นิมิตฺตํ  สาธุรูปานํ      กตญฺญูกตเวทิตา
ความกตัญญูกตเวที   เป็นเครื่องหมายของคนดี

สุดท้ายนี้  ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน เจริญพร

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com