เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน
วันนี้อาตมภาพก็ได้มาพบกับญาติโยมสาธุชนอีกเช่นเคย ในรายการปาฐกถาธรรม เรื่อง บุคคลหาได้ยากในโลก (ตอนที่ ๔) สำหรับรายการในวันนี้จะได้กล่าวถึงในหลวงผู้ทรงคุณประเสริฐของเราผู้เป็นบุพพการีบุคคล คือ บุคคลผู้กระทำมหาอุปการคุณแก่พสกนิกรชาวไทยในยุคปัจจุบัน ว่าทรงเป็นบุคคลหาได้ยากในโลก
เนื่องในมหาศุภวรมงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ของเรา ได้มีพระราชสมภพในวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๐ ที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ถึง ณ วันที่ ๕ ธันวาคม ปีนี้ มีพระชนมายุ ๗๘ พรรษา และกำลังจะถึงพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๐
ได้เสด็จขึ้นดำรงสิริราชสมบัติมาตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ มาจนถึงปีนี้ (พ.ศ.๒๕๔๘) สิริรวมเข้าปีที่ ๖๐ แล้ว ซึ่งนับว่ายาวนานที่สุดในโลก และนานกว่าพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ (นสพ.สยามรัฐ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๘, หน้า ๒) กล่าวคือ
- ในหลวงรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ทรงครองราชย์นาน ๒๗ ปี พระชนมายุ ๗๒ พรรษา
- รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงครองราชย์ ๑๕ ปี พระชนมายุ ๕๖ พรรษา
- รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ ๒๗ ปี พระชนมายุ ๖๓ พรรษา
- รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ ๑๗ ปี พระชนมายุ ๖๔ พรรษา
- รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระปิยมหาราช) ทรงครองราชย์ ๔๒ ปี พระชนมายุ ๕๗ พรรษา
- รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ ๑๕ ปี พระชนมายุ ๔๔ พรรษา
- รัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ ๙ ปี พระชนมายุ ๔๘ พรรษา
- รัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงครองราชย์ ๑๒ ปี พระชนมายุ ๒๑ พรรษา
- รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มหาราช ทรงครองราชย์ ๖๐ ปี พระชนมายุ (นับถึง ๕ ธันวาคม ปี พ.ศ.๒๕๔๘ นี้) สิริรวม ๗๘ พรรษา แล้ว
ในวาระอันเป็นมหามงคลนี้ ปวงชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศ และแม้ที่อยู่ในต่างแดน รวมทั้งชาวต่างประเทศที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทั้งพระภิกษุสงฆ์สามเณรทั่วทั้งสังฆมณฑล ข้าราชการทุกหมู่เหล่า และพ่อค้าประชาชนทั้งปวง ต่างชื่นชมโสมนัส และร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระพรชัยมงคล และต่างบำเพ็ญกุศล ได้แก่ ทานกุศล ศีลกุศล และภาวนากุศล ตามฐานะของตนๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงคุณประเสริฐของเราโดยทั่วหน้า มาตั้งแต่ต้นปีนี้ และยังจะดำเนินยิ่งขึ้นต่อๆ ไปอีกจนถึงปี พ.ศ.๒๕๔๙ อันเป็นปีที่เสด็จครองราชย์ครบ ๖๐ ปี และถึงพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๐
นับเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีและความจงรักภักดีอย่างเปี่ยมล้นหัวใจของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณประเสริฐ ผู้ทรงเป็นพระมิ่งขวัญ ทรงเป็นที่รักเทิดทูนอย่างยิ่งของปวงชนชาวไทย เพื่อขอให้พระองค์มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน มีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงพระเกษมสำราญ และขอให้พระองค์ทรงสถิตสถาพรในไอศูรย์สิริราชสมบัติยิ่งๆ ขึ้นไปและตลอดไป ด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานี้ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณประเสริฐยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ของประเทศใดๆ ในโลก กล่าวคือ นับตั้งแต่ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชสัจจปณิธานแก่ปวงชนชาวไทย ในพระปฐมบรมราชโองการ ในวันเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม แล้ว พระองค์ก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจจานุกิจ ด้วยความมั่นคงในพระราชสัจจปณิธานนั้นมาโดยตลอด กล่าวคือ ได้ทรงประกอบพระราชจริยาวัตรอันงดงามด้วยขัตติยราชประเพณี และด้วยทศพิธราชธรรม คือ
๑. ทาน คือ การให้ทรัพย์สินหรือสิ่งของ จะเห็นได้จากการที่พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยบำบัดทุกข์ เช่น ช่วยแก้ปัญหาการจราจร และช่วยบำรุงสุขแก่ประชาชน โดยทรงริเริ่มและดำเนินโครงการในพระราชดำริต่างๆ เพื่อช่วยส่งเสริมอาชีพประชาชนผู้ยากไร้ในภาคต่างๆ เป็นต้น
๒. ศีล คือ ทรงประพฤติปฏิบัติทางพระวรกายแต่ความประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม ทางพระวาจา ด้วยความจริงพระราชหฤทัย ด้วยพระวาจาที่สุภาพเรียบร้อย ที่สมานไมตรี และที่เป็นประโยชน์ ดังพระบรมราโชวาท ที่พระองค์ตรัสเตือนสติคณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ทั้งข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และทั้งพสกนิกรทั่วไป เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ที่ผ่านมานี้ ให้มีสติ สำรวมระวังในการคิด พูด ทำ เพื่อป้องกันความเสื่อมเสีย ให้มีสติพิจารณาเห็นข้อถูกต้องและข้อผิดพลาดตามที่เป็นจริง แล้วพิจารณาแก้ไขข้อผิดพลาดบกพร่องเสีย เพื่อให้เกิดความสงบสุข และให้สามารถจะนำพาประเทศชาติไปรอดปลอดภัยได้ พระราชจริยาวัตรที่ตรัสเตือนนั้น ทรงแสดงความจริงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพรหมวิหารธรรม ประดุจพระราชบิดาที่ทรงมีต่อพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระองค์เอง เป็นที่ประจักษ์ตาประทับใจพสกนิกรอย่างยิ่ง
๓. ปริจจาคะ คือ ทรงทุ่มเทเสียสละกำลังพระวรกาย และทั้งกำลังพระราชหฤหทัย เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน ไม่ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากมาตลอดเวลายาวนาน ตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์มาถึงปัจจุบันนี้ จนกล่าวได้ว่า เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเหน็ดเหนื่อยมากที่สุด
๔. อาชชวะ คือ ทรงมีความซื่อตรง ทรงจริงพระราชหฤทัยต่อประชาชน ทรงดำเนินโครงการพระราชดำริมากมาย ด้วยหวังพระราชหฤทัยเพียงว่า ให้ประชาชนทั้งปวงได้มีอาชีพที่ดี ให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และให้มีความอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากความทุกข์และโรคภัย เป็นสำคัญ
๕. มัททวะ คือ ทรงมีความสุภาพอ่อนโยนต่อบุคคลตามฐานะ เช่น พระ สมณะ ชีพราหมณ์ ผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นที่ประจักษ์ตาและประทับใจแก่ชนทั่วไป
๖. ตบะ คือ ทรงมีเดชเผากิเลสตัณหา ไม่ทรงหมกมุ่นอยู่แต่ในความสุขสำราญ ด้วยทรงสนพระทัยศึกษาสัมมาปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างดี
๗. อักโกธะ คือ ไม่ทรงลุแก่โทสะ ไม่ทรงแสดงความกริ้วเกรี้ยวกราดแก่ข้าราชบริพารและประชาชน
๘. อวิหิงสา คือ ไม่ข่มเหง เบียดเบียน ประชาชน ดังตัวอย่าง เช่น เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระอาการประชวรของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ประทับรับการรักษาอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราช ทุกวันๆ นั้น ได้ทรงหลีกเลี่ยงการเสด็จพระราชดำเนินไปในเวลากลางวันหรือในเวลาพลบค่ำ อันเป็นเวลาที่การจราจรคับคั่ง ประชาชนกำลังลำบากในการสัญจรไปมา ได้ทรงเลือกเวลาเสด็จพระราชดำเนินไปในเวลาหลังเที่ยงคืน คือ ประมาณเวลา ตี ๑ ตี ๒ ทุกคืน นี้ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรเป็นล้นพ้น
๙. ขันติ คือ ทรงมีความอดทน เข้าแข็ง ไม่ทรงท้อถอยในพระราชกิจจานุกิจ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน จะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนอย่างเช่น เมื่อมีภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงพระประชวร และทรงมีพระกำลังน้อย ก็ยังทรงข่มพระหทัย ทุ่มเทกำลังพระวรกายและพระราชหฤทัย ช่วยวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเข้มแข็ง โดยที่ไม่ทรงห่วงใยพระพลานามัยของพระองค์เองเลย จนกล่าวได้ว่าไม่มีพระมหากษัตริย์ประเทศใดๆ ในโลกที่จะเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมากเท่าในหลวงของเราพระองค์นี้
๑๐. อวิโรธนะ คือ ทรงไม่คลาดจากธรรม คือคุณความดี ตามพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดุจดังพระมหาโพธิสัตว์ผู้ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบารมีเพื่อความบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ฉะนั้น
นับตั้งแต่วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ ด้วยพระราชปณิธานว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาร่วม ๖๐ ปีแล้วนี้ ตลอดเวลาแห่งการเสด็จเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติ ได้ทรงทุ่มเทพระองค์ทั้งพระวรกาย ทั้งพระสติปัญญาสามารถ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อสร้างรากฐานให้พสกนิกรของพระองค์ ให้ได้มีความอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืนด้วยลำแข้งของตนเอง คือทรงช่วยประชาชนผู้ยากจน ล้าหลัง ให้พ้นจากความอดอยากยากจน โดยวิธีที่จะช่วยให้พวกเขาเหล่านั้นให้มีอาชีพที่ดี ให้สามารถเลี้ยงตนเอง/พึ่งตนเองได้ ด้วยหลัก เศรษฐกิจพอเพียง โดยที่พระองค์เองนั้นได้ทรงงานอย่างทุ่มเท ริเริ่มและดำเนิน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กว่า ๓,๐๐๐ โครงการ พระราชทานไว้เป็นแบบอย่างให้ประชาชนทั้งประเทศและรัฐบาล ให้ถือเอาเป็นแบบอย่างและดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท กระจายไปทุกภูมิภาคของประเทศ
พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งปวงตามพระราชปณิธานและพระราชจริยวัตรด้วยทศพิธราชธรรมที่ทรงดำเนินมาตลอด และพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่พสกนิกรอย่างสม่ำเสมอมานั้นสงเคราะห์เข้าได้กับพระสัทธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ข้อปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สุขในปัจจุบัน ชื่อว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ และข้อปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สุขในกาลต่อไป ชื่อว่า สัมปรายิกัตถประโยชน์ เฉพาะทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือ ข้อปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สุขในปัจจุบัน มี ๔ ประการ ดังต่อไปนี้
(๑) อุฏฐานสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร ข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณประเสริฐของเรานั้น ได้ทรงทุ่มเทกำลังพระวรกาย พระสติปัญญาความสามารถ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความขยันหมั่นเพียรและอดทน ทรงตรากตรำพระวรกายทรงงานอย่างหนักด้วยความเสียสละ โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก เพื่อจะปลดเปลื้องความทุกข์เดือดร้อนของประชาชนจากความอดอยากยากจน นับว่าพระองค์ได้ทรงเป็นแบบอย่างที่ดี และยังทรงแนะนำประชาชนให้ขยันหมั่นเพียรในการประกอบสัมมาอาชีวะตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถสร้างฐานะของตนให้เจริญและมั่นคงพอสมควร คือให้พอเพียง พอมีอยู่มีกิน จะได้พ้นจากความยากจนข้นแค้น
(๒) อารักขสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยการรักษาทรัพย์ที่มีอยู่และที่ทำมาหาได้โดยสุจริตให้ใช้ได้นานๆ และให้รู้จักประหยัดอดออม และให้รู้จักกระทำหรือพัฒนาทรัพย์ที่มีอยู่ให้เพิ่มพูน และให้ดีขึ้นโดยวิธีการอันชอบธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงคุณธรรมนี้อย่างสมบูรณ์ ดังจะเห็นได้จาก (สยามรัฐ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๘ หน้า ๑๗) การที่พระองค์ได้ทรงริเริ่มศึกษาทดลองผลิตพลังงานทดแทนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๗ ได้ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโรงงานสกัด เอทานอล เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ได้มีพระราชดำรัสเรื่องส่งเสริมไบโอดีเซลและโครงการส่วนพระองค์ มีการสร้างโรงงานสกัดไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว กำลังกลั่น ๑,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ทรงทดลองใช้กับรถยนต์ส่วนพระองค์ทั้งในส่วน แกสโซฮอล์ และ ไบโอดีเซล ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานสากล นับเป็นการประสบผลสำเร็จและส่งผลให้มีการวิจัยการผลิตพลังงานทดแทนนี้ใช้อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น คาดว่าในอนาคตจะใช้ไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทนน้ำมันที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งนับวันจะร่อยหรอหมดลงในระยะ ๔๐ ปีข้างหน้า
อีกตัวอย่างหนึ่ง การพัฒนาและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติไว้ให้ใช้ได้นานๆ สมดังพระราชดำรัสที่ตรัสในโอกาสที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ทูลเกล้าถวายเหรียญ Agricola ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เมื่อวันพุธที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๘ (สยามรัฐ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๘ หน้า ๒) ว่า
ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นเสมอมาว่า การเกษตรเป็นรากฐานของชีวิต ด้วยเป็นแหล่งผลิตอาหารและเป็นวัตถุดิบสำหรับการอุตสาหกรรมหลายอย่าง ข้อสำคัญขบวนการผลิตทางเกษตรนี้ อาศัยธรรมชาติเป็นหลักใหญ่ ดังนี้ เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติไว้ให้เป็นปัจจัยสนับสนุนในการเพิ่มพูนผลผลิต เพื่อสร้างเสริมความอยู่ดีกินดีของประชากรในโลก....
(๓) กัลยาณมิตตตา คือ การรู้จักคบคนดีเป็นมิตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงคุณธรรมข้อนี้ว่า การที่จะได้คนดีมาเป็นมิตรนั้น ตนเองจะต้องเป็นคนดี มีความจริงใจต่อผู้อื่นก่อน จึงจะได้รับความนิยมเชื่อถือจากคนดีมาเป็นกัลยาณมิตรด้วย ดังพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๔ (สยามรัฐ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๘ หน้า ๘) มีพระราชดำรัส ตอนหนึ่ง ว่า
ความจริงใจต่อผู้อื่นเป็นของสำคัญมาก สำหรับผู้ที่ต้องการความสำเร็จและความเจริญ เพราะสามารถกำจัดปัญหาได้มากมาย โดยเฉพาะปัญหาอันเกิดจากความกินแหนงแคลงใจ รัดเอาเปรียบกัน และคนที่จริงใจต่อผู้อื่นนั้น ย่อมได้รับความนิยม เชื่อถือ ไว้วางใจ ร่วมมือ สนับสนุน จากสาธุชนอยู่เสมอ จะทำการสิ่งใดก็สำเร็จและราบรื่น ท่านจึงสอนให้รักษาความจริงใจในกันและกันไว้ทุกเมื่อ.....
(๔) สมชีวิตา คือ การรู้จักใช้สอยทรัพย์ที่ทำมาหาได้โดยสุจริตแต่พอเหมาะพอควร มิให้สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยจนเกินไปนัก และมิให้ตระหนี่ถี่เหนียวจนถึงแร้นแค้นนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงมีคุณธรรมข้อนี้อย่างสมบูรณ์ จะเห็นได้จากทรงแนะนำและทรงเน้นหลัก เศรษฐกิจพอเพียง คือให้ประกอบสัมมาอาชีวะด้วยความขยันหมั่นเพียร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนให้อยู่ดีกินดี และให้รู้จักประหยัด อดออม ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว โดยวิธีให้รู้จักจัดสรรและใช้สอยทรัพย์ที่มีและที่ทำมาหาได้โดยสุจริต ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ ให้พอเหมาะพอดี จึงจะมีกินมีใช้อย่างพอเพียง สมดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ศกนี้ ว่า
จะทำอะไรก็ขอให้แต่ละคนมีความสำเร็จพอสมควร เศรษฐกิจพอเพียง คือ ทำให้พอเพียง ถ้าไม่พอเพียง ไปไม่ได้ ถ้าทำพอเพียงสามารถที่จะนำประเทศให้ดี ไปได้ดี ก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จพอเพียง
พระราชจริยาวัตรอันงดงาม ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบบำเพ็ญมาตลอดนี้แหละ ที่ได้นำความร่มเย็นและความสันติสุขมาสู่ปวงพสกนิกร ให้มีความอยู่ดีกินดีอย่างทั่วถึงทุกภาค สมดังพุทธภาษิตมีมาในจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย (๒๑/๙๙) ว่า
สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ โหติ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก
ถ้าพระราชาเป็นผู้ทรงธรรม ราษฎรทั้งปวงก็อยู่เย็นเป็นสุข
กล่าวถึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้ว จะเห็นว่ามีมากมายหลายสาขา ทั้งที่เป็นโครงการตามพระราชประสงค์ คือ โครงการซึ่งทรงศึกษาทดลองปฏิบัติเป็นส่วนพระองค์ โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการศึกษาทดลองจนทรงแน่พระราชหฤทัยว่า ได้ผลดี และจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รัฐบาลมารับไปดำเนินการต่อในภายหลัง โครงการหลวงเป็นโครงการที่ทรงเจาะจงดำเนินการพัฒนาและทรงรักษาต้นน้ำลำธารในบริเวณป่าเขาในภาคเหนือ เพื่อบรรเทาอุทกภัยในที่ลุ่มตอนล่าง ซึ่งเป็นทำเลของชาวไทยภูเขา เพื่อพัฒนาชาวเขาชาวดอย ให้เลิกประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายและให้หันมาประกอบสัมมาอาชีวะ ให้อยู่ดีกินดี โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ เป็นโครงการที่พระองค์ได้พระราชทานข้อแนะนำและแนวพระราชดำริให้เอกชนไปดำเนินการด้วยกำลังเงิน ภูมิปัญญา กำลังแรงงาน และการติดตามผลงานโดยภาคเอกชน และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านต่างๆ เช่น การเกษตร สิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาแหล่งน้ำ ฯลฯ ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย มีลักษณะเป็นโครงการพัฒนาด้านต่างๆ ให้ดำเนินการเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันสั้น และระยะยาวมากกว่า ๕ ปี ฯลฯ เป็นต้น
จึงนับว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ของเรานี้ ได้ทรงเสริมสร้างประเทศชาติไทยเรา ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงไพบูลย์ ให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข เป็นที่ประจักษ์ตา เป็นที่ประทับใจ และเป็นที่เลื่องลือขจรขจายไปทั่วนานาอารยประเทศ
พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานี้ มีมากพ้นการพรรณนาได้หมดสิ้นในระยะเวลาอันสั้น กล่าวได้ว่า ล้นเกล้า ล้นกระหม่อม ล้นฟ้า ล้นแผ่นดิน ของปวงประชา จนกล่าวได้เต็มปากว่า ไม่มีพระมหากษัตริย์ของประเทศใดๆ ในโลกที่จะเสมอเหมือนพระองค์ นับเป็นบุพพการีบุคคล คือทรงเป็นบุคคลหาได้ยากในโลก จำพวกที่ ๑ สมควรที่เราทั้งหลายจะพึงแสดงความจงรักภักดี แสดงความกตัญญูกตเวทีถวายพระพรชัยมงคล ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ยิ่งของเราทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติธรรม ชำระกาย วาจา และใจ บริสุทธิ์ กล่าวคือ
ประการที่ ๑ เลิกละความชั่วหรือบาปอกุศลทั้งปวง ได้แก่
๑.๑ งดเว้นกายทุจริต คือ งดเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การลักฉ้อ การคอรัปชั่น หรือคดโกงต่างๆ งดเว้นการประพฤติผิดในกาม และงดเว้นการหลงติดอยู่ในอบายมุขต่างๆ ได้แก่ การเสพสิ่งเสพติด มึนเมา ให้โทษ เป็นที่ตั้งแห่งความประมาททุกชนิด และงดเว้นการเล่นการพนัน เป็นต้น
๑.๒ งดเว้นวจีทุจริต คือ งดเว้นการกล่าววาจาโป้ปดมดเท็จ บิดเบือนความจริง ให้ผู้อื่นเสียหาย การกล่าวคำหยาบคาย การให้ร้ายป้ายสี ด่าทอผู้อื่น การกล่าวคำยุแยกให้แตกสามัคคีในหมู่คณะ และงดเว้นการกล่าวถ้อยคำเพ้อเจ้อ เหลวไหล ไร้สาระ เป็นต้น และ
๑.๓ งดเว้นมโนทุจริต คือ ไม่คิดปองร้าย ไม่โกรธพยาบาทผู้อื่น ไม่โลภเพ่งเล็งอยากได้ของเขาโดยประการอันมิชอบ หรือด้วยความเห็นแก่ตัวจัด และไม่หลงมัวเมาจนไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ตามที่เป็นจริง เป็นต้น
เมื่องดเว้นกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ได้เพียงไร ก็เป็นการไม่สร้างเหตุแห่งความทุกข์และเวรภัย ให้แก่ตนเองและผู้อื่นได้มากเพียงนั้น กายและวาจาก็เรียบร้อยดีไม่มีโทษและสงบเป็นสุข พลอยให้จิตใจสามารถได้รับการอบรมให้สงบเป็นสมาธิ แนบแน่นมั่นคง ให้บริสุทธิ์ผ่องใสได้ง่าย
ประการที่ ๒ บำเพ็ญแต่บุญกุศลคุณความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ คือ
๒.๑ ดำเนินชีวิตตามพระบรมราโชวาทด้วยหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตรงกับพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าข้อ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ได้แก่ ข้อปฏิบัติ ๔ ประการ อันให้ผลเป็นประโยชน์สุขในปัจจุบัน อย่างน้อยก็พอมีอยู่มีกิน ไม่ยากจนข้นแค้นแน่นอน
โบราณท่านจึงย่อและผูกพระคาถานี้ว่า อุอากะสะ ท่านเรียกว่า พระคาถาหัวใจเศรษฐี ใครหมั่นท่องบ่นบริกรรมและปฏิบัติตามพระสัทธรรมนี้ เป็นอันสามารถดำเนินชีวิตถึงความสำเร็จพอเพียงได้ อย่างสูงให้ถึงความร่ำรวยเป็นเศรษฐีได้
๒.๒ ทานหรือจาคะ คือ การบริจาคหรือการเสียสละทรัพย์สิ่งของเพื่อประโยชน์สุข แก่ผู้อื่นหรือเพื่อส่วนรวม
๒.๓ การรักษาศีล คือ การสำรวมระวังความประพฤติปฏิบัติทางกายและทางวาจาให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษเป็นปกติ และ
๒.๔ การเจริญภาวนา อบรมจิตใจให้สงบ และให้บริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์เครื่องขวางกั้นปัญญา และอบรมปัญญาให้บริสุทธิ์จากกิเลสอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้
จิตใจก็จะสงบเป็นสมาธิตั้งมั่น และบริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญา อ่อนโยนควรแก่งาน แล้วจึงร่วมจิต ร่วมใจ รวมใจกันหมดทั้งประเทศเป็นดวงเดียว อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล และถวายพระพรชัยมงคลแด่พระองค์ท่าน สาธุชนผู้รู้พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ แล้วปฏิบัติตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณพระองค์ท่าน ย่อมได้ชื่อว่า กตัญญูกตเวทีบุคคล ก็นับเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก จำพวกที่ ๒ ด้วย ประการฉะนี้
ณ บัดนี้ ขอทุกท่านจงสำรวมกาย วาจา และใจให้สงบ เป็นสมาธิ เมื่อใจสงบเป็นสมาธิตั้งมั่นดีพอสมควรแล้ว จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและบุญกุศลที่เราได้ประกอบบำเพ็ญมาด้วยดีแล้วนี้ จงเป็นพลวปัจจัยแด่สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณประเสริฐของเรา ให้มีพระวรรณะผ่องใส มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงปราศจากโรคาพาธและสรรพภยันตรายทั้งปวง
ขอความเจริญทั้งหลาย พระราชประสงค์ทั้งปวง พระพรชัยและมิ่งมงคลทั้งมวล อีกทั้งสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาทุกประการ จงบังเกิดสำเร็จแด่สมเด็จพระบรมบพิตร พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ตลอดกาลเป็นนิตย์ และขอจงทรงสถิตสถาพรในไอศูรย์สิริราชสมบัติ เป็นร่มโพธิ์ทองปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรชาวไทย ให้มีความเจริญรุ่งเรือง ให้มีความร่มเย็นและสันติสุข โดยทั่วหน้ากัน ตลอดกาลนาน เทอญ
|
รตนตฺตยานุภาเวน |
กตปุญฺญาน เตชสา |
|
ทีฆายุโก มหาราชา |
วณฺณวา จ สุเขธิโต |
|
พลูเปโต อนีโฆ จ |
อโรโค โหตุ นิพฺภโย |
|
สพฺพวุฑฺฒิ จ สพฺพาสา |
สพฺพญฺจ ชยมงฺคลํ |
|
ยมิจฺฉติ จ สพฺพนฺตํ |
สมิชฺฌนฺตุสฺส สพฺพทาติ. |
ขอถวายพระพร
และขอความสุขสวัสดีจงมีแด่สาธุชนผู้ฟังทุกท่าน เจริญพร