ปาฐกถาธรรมเรื่อง
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงยิ่งด้วยพระบารมี

โดย พระราชญาณวิสิฐ วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี (แห่งที่ ๑)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ เวลา ๐๘.๐๐ น.

เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

วันนี้ อาตมภาพ ก็ได้มาพบกับผู้ฟังอีกเช่นเคย ในรายการปาฐกถาธรรม  ซึ่งวันนี้จะได้กล่าวถึง พระมหากษัตริย์ผู้ทรงยิ่งด้วยพระบารมี คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙  พระองค์ปัจจุบันนี้แหละ ทรงเป็นผู้ยิ่งด้วยพระบารม

คำว่า “บารมี” หมายถึง คุณความดีอย่างยิ่งยวด ๑๐ ประการด้วยกัน คือ ทานบารมี ๑  ศีลบารมี ๑  เนกขัมมบารมี ๑  ปัญญาบารมี ๑  วิริยบารมี ๑  ขันติบารมี ๑  สัจจบารมี ๑  อธิษฐานบารมี ๑  เมตตาบารมี ๑  และอุเบกขาบารมี ๑  รวมเรียกว่า “บารมี ๑๐ ทัศ”   คุณความดีอย่างยิ่งยวดในขั้นบารมีนี้  เมื่อผู้ประกอบบำเพ็ญแก่กล้ายิ่งขึ้น ชื่อว่า “อุปบารมี” และอุปบารมีเมื่อผู้บำเพ็ญแก่กล้ายิ่งขึ้น ชื่อว่า “ปรมัตถบารมี”  

เพื่อให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น  ขอยกตัวอย่างการเสียสละ การบริจาควัตถุสิ่งของช่วยเหลืออนุเคราะห์ผู้อื่นให้อยู่ดีมีสุข และ/หรือช่วยสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์เดือดร้อนในระดับปกติธรรมดา จัดเป็น “บุญกุศล” คือ คุณความดี เป็นสภาพธรรมที่ช่วยชำระจิตใจผู้ประกอบบำเพ็ญให้บริสุทธิ์จากความตระหนี่เหนียวแน่นได้ ในระดับเบื้องต้น ต่อเมื่อผู้ประกอบบำเพ็ญนั้น กล้าเสียสละแม้ของรักของหวง เช่น แก้ว แหวน เงิน ทอง อันเป็นทรัพย์สิ่งของที่ตนรัก หวงแหน เพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่นได้ จัดเป็นคุณความดีอย่างยิ่งยวดในขั้น “ทานบารมี” และเมื่อผู้ประกอบบำเพ็ญได้แก่กล้ายิ่งขึ้น ถึงกล้าเสียสละแม้เลือดเนื้อของตน และ/หรือแม้สิ่งของที่เป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบสัมมาอาชีวะเพื่อการดำรงชีวิตที่ดี ที่เป็นความสุขของตน เพื่อช่วยเหลืออนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่นได้ จัดเป็นคุณความดีอย่างยิ่งยวดในขั้น “อุปบารมี” และถ้าประกอบบำเพ็ญได้แก่กล้าถึงกล้าเสียสละชีวิตของตน หรือเสียสละบุตรภรรยา ผู้เป็นที่รักดังดวงใจ ให้เป็นทาน เพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่นได้ โดยไม่เสียดาย จัดเป็น “ทานปรมัตถบารมี” ดังเช่น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม ของเราพระองค์นี้  เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร  ได้ทรงบริจาคชาลีและกัณหา พระโอรสและพระธิดาให้เป็นทานแก่พราหมณ์ชูชก และได้ทรงบริจาคพระนางมัทรีให้แก่ท้าวสักกเทวราช ผู้จำแลงกายมาขอ เพื่อทรงป้องกันมิให้พระเวสสันดรบริจาคพระนางให้ผู้อื่น ต่อเมื่อท้าวสักกเทวราช รับบริจาคแล้ว จึงได้ทรงถวายกลับคืนแด่พระเวสสันดร

การบำเพ็ญบุญกุศลคุณความดีข้ออื่นๆ อีก ๙ ข้อ ให้เจริญแก่กล้าขึ้นถึงขั้น “บารมี” “อุปบารมี” และ “ปรมัตถปารมี” ก็โดยนัยเดียวกัน รวมเป็น บารมี ๓๐ ทัศ  บุคคลใดบำเพ็ญบุญกุศลคุณความดี  ด้วยปรารถนาความบรรลุมรรคผล นิพพาน เป็นพระอรหันต์บุคคลในระดับใด ได้แก่ ในระดับพระปกติสาวก ระดับพระอัครสาวก ระดับ พระพุทธอุปัฏฐาก ระดับพระอสีติมหาสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า และสูงสุดถึงระดับพระสัพพัญญูพุทธเจ้า  เมื่อได้บำเพ็ญบุญบารมีเต็มปรมัตถบารมี ทั้ง ๑๐ ประการ ในระดับนั้นๆ ก็จะมีพลังเพียงพอแก่การบำเพ็ญสมณธรรม ให้ได้บรรลุมรรคผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวร  ในระดับนั้นๆ ได้

ระดับผู้ตรัสรู้ และบรรลุมรรคผล นิพพาน มีต่างๆ กันตามความปรารถนา และระยะเวลาการบำเพ็ญบารมี ที่จะให้บรรลุคุณธรรมในชั้นต่างๆ ระดับสูงสุด คือ ผู้ตรัสรู้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงรู้แจ้งโลก และสามารถแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอรหันต์ระดับพระอนุพุทธ คือผู้ตรัสรู้ตาม ชื่อว่า “พระอริยสาวก” ได้  รองลงมา ได้แก่ พระอรหันตปัจเจกพุทธเจ้า ทรงแนะนำผู้อื่นเพียงระดับโลกิยธรรม มีทานกุศล ศีลกุศล เป็นต้น แต่ไม่สามารถแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ให้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอรหันต์อนุพุทธ คือพระอรหันต์ ผู้ตรัสรู้ตามได้

ระดับผู้ตรัสรู้ และบรรลุมรรคผล นิพพาน มีต่างๆ กันตามความปรารถนา และระยะเวลาการบำเพ็ญบารมี ที่จะให้บรรลุคุณธรรมในชั้นต่างๆ ระดับสูงสุด คือ ผู้ตรัสรู้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงรู้แจ้งโลก และสามารถแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอรหันต์ระดับพระอนุพุทธ คือผู้ตรัสรู้ตาม ชื่อว่า “พระอริยสาวก” ได้  รองลงมา ได้แก่ พระอรหันตปัจเจกพุทธเจ้า ทรงแนะนำผู้อื่นเพียงระดับโลกิยธรรม มีทานกุศล ศีลกุศล เป็นต้น แต่ไม่สามารถแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ให้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอรหันต์อนุพุทธ คือพระอรหันต์ ผู้ตรัสรู้ตามได้

ผู้บรรลุมรรคผล นิพพาน ในระดับ  “พระอรหันต์”  ผู้เป็นพระอริยสาวก ก็ยังมีระดับต่างๆ กันได้แก่ พระอัครสาวก พระอสีติมหาสาวก พระพุทธอุปัฏฐาก พระพุทธบิดา-พระพุทธมารดา และ พระปกติสาวก เป็นต้น

ผู้บรรลุมรรคผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวร ในแต่ละระดับนี้ มีระยะเวลาในการบำเพ็ญบารมีต่างกัน ได้แก่ ผู้บำเพ็ญบารมี เพื่อความเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า และได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว จากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรก ว่า ท่านผู้นี้ต่อไปจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า และได้ทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรม คือ บำเพ็ญบุญบารมีทั้ง ๑๐ ประการ  ด้วยทั้งพระวรกายและพระวาจา เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ชื่อว่า “พระโพธิสัตว์”  หมายถึง ผู้เที่ยงแท้ต่อการบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า สำหรับผู้บำเพ็ญบารมี เพื่อความบรรลุพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้เที่ยงต่อการตรัสรู้แล้ว นิยมเรียกว่า “พระมหาโพธิสัตว์” หรือ “พระมหาโพธิสัตว์เจ้า” ระยะเวลาการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เจ้าแต่ละประเภท ก็ยังแตกต่างกันด้วยคุณธรรมอันยิ่ง ขณะบำเพ็ญบารมี ได้แก่

พระวิริยาธิกโพธิสัตว์  ผู้ทรงบำเพ็ญบารมี ด้วยพระศรัทธาและพระปัญญาอ่อน แต่ยิ่งด้วยพระวิริยะ คือ ความเพียร ได้ทรงตั้งพระทัยบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ ด้วยทั้งพระวรกายและพระวาจา ถึง ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป 

ก่อนหน้านี้ ได้เคยฟังธรรมในสำนักพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้วนับพระองค์ไม่ถ้วน  จนมีพระศรัทธาและพระญาณแก่กล้า  จึงได้ทรงดำริอยู่ในพระทัย ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ถึง ๒๘ อสงไขยกัป  เมื่อพระศรัทธาและพระญาณแก่กล้ายิ่งขึ้น ทรงเปล่งพระวาจาแสดงความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า อีก ๓๖ อสงไขยกัป ต่อเมื่อได้รับพุทธพยากรณ์ จากสำนักสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรก  ว่า ต่อไปอีก ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป จะได้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า แล้วจึงได้ทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรม คือการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ ด้วยทั้งพระวรกายและพระวาจา เป็นระยะเวลา ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป จึงได้สำเร็จเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ดังเช่น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธจ้าทีปังกร  สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโกญฑัญญะ และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามังคละ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น พระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์ เป็นต้น ก็ได้บำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ต่อจากพุทธกาลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดมของเรานี้ ก็เป็นพระวิริยาธิกโพธิสัตว์ ผู้ทรงบำเพ็ญบารมีอันยิ่งด้วยความเพียร เป็นระยะเวลา ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป จนเต็มปรมัตถบารมีแล้วด้วยเช่นกัน

พระสัทธาธิกโพธิสัตว์ ผู้ทรงบำเพ็ญบารมี ด้วยพระปัญญาปานกลาง แต่ยิ่งด้วยพระศรัทธา ได้ทรงตั้งพระทัยบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ  ด้วยทั้งพระวรกายและพระวาจา ถึง ๘ อสงไขยกับแสนกัป  จึงได้สำเร็จเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า  ก่อนหน้านี้ ได้ฟังธรรมในสำนักพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้วนับไม่ถ้วนพระองค์  จนพระศรัทธาและพระญาณแก่กล้า จึงทรงดำริอยู่ในพระทัยปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ถึง ๑๔ อสงไขยกัปแล้ว เมื่อพระศรัทธาและพระญาณแก่กล้ายิ่งขึ้น ทรงเปล่งพระวาจา ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๑๘ อสงไขยกัป จนเมื่อได้รับพุทธพยากรณ์ จากสำนักพระพุทธเจ้าพระองค์แรก ว่า ต่อไปอีก ๘ อสงไขยกับแสนกัป จะได้บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจึงได้บำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ ต่อมาอีก ๘ อสงไขยกับแสนกัป  จึงได้สำเร็จเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   

พระปัญญาธิกโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมี ด้วยพระศรัทธาอ่อน แต่ยิ่งด้วยพระปัญญา เช่น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดมของเราพระองค์นี้  ได้ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ บำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ ด้วยทั้งพระวรกาย และพระวาจามาแล้ว ๔ อสงไขยกับแสนกัป จึงได้สำเร็จความเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า  เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในตอนรุ่งอรุณ คืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เมื่อ ๒๕๙๔ ปี ที่ล่วงมาแล้วนี้ 

ก่อนหน้าที่จะได้บำเพ็ญบารมีขั้นสุดท้าย ๔ อสงไขยกับแสนกัป ด้วยพระวรกายและพระวาจานี้ ได้เคยบวช และ/หรือ ฟังธรรมในสำนักพระพุทธเจ้ามาแล้วนับพระองค์ไม่ถ้วน จนพระศรัทธาและพระญาณแก่กล้า จึงได้ทรงดำริปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ในพระทัยถึง ๗ อสงไขยกัป  และเมื่อพระศรัทธาและพระญาณแก่กล้ายิ่งขึ้น ได้ทรงเปล่งพระวาจาปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๙ อสงไขยกัปแล้ว ทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกร เป็นพระองค์แรก ว่า จะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ในอีก ๔ อสงไขยกับแสนกัป ต่อไปข้างหน้า จึงได้ทรงตั้งพระทัยบำเพ็ญบารมี ด้วยทั้งพระวรกายและพระวาจา ในกาลต่อมาอย่างมั่นคง และทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากสำนักพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆ มาอีก ๒๓ พระองค์ จึงได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ดังที่ได้กล่าวแล้ว

อนึ่ง ความปรารถนาของพระอรหันตปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมสำเร็จได้ด้วยการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ อย่างต่ำ ๒ อสงไขยกับแสนกัป

ส่วนความปรารถนาของพระอรหันตอัครสาวก ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมสำเร็จได้ด้วยการบำเพ็ญบารมี อย่างต่ำ ๑ อสงไขยกับแสนกัป 

ความปรารถนาของพระอรหันต์อสีติมหาสาวก พระพุทธอุปักฐาก พระพุทธบิดา พระพุทธมารดา ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมสำเร็จได้ด้วยการบำเพ็ญบารมี อย่างต่ำแสนกัป ส่วนความปรารถนาของพระอรหันต์ปกติสาวก ย่อมสำเร็จได้ด้วยการบำเพ็ญบารมี ลดหลั่นกันลงไปกว่านี้

การบำเพ็ญบุญกุศล คือคุณความดีอย่างยิ่งยวด แก่กล้าไปเป็นลำดับ เป็น “บารมี” และแก่กล้าขึ้นเป็น “อุปบารมี” ถึง “ปรมัตถบารมี” ทั้ง ๑๐ ประการ  รวมเป็นบารมี ๓๐ ทัศ  ด้วยความปรารถนาความบรรลุมรรคผล นิพพาน เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พระอรหันตปัจเจกพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันตสาวก ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใดก็ตาม  ขณะบำเพ็ญบารมีคุณความดี อย่างยิ่งยวดขึ้นไปเป็นลำดับนั้น  บุญกุศลคุณความดี ที่กำลังได้ประกอบบำเพ็ญไปเป็นลำดับนั้น ย่อมติดตามให้ผล แก่ผู้ประกอบบำเพ็ญนั้น ให้ถึงความเจริญ และสันติสุขในชีวิตตามสมควรแก่ภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ ยิ่งๆ ขึ้นไป ทุกภพทุกชาติ ตราบเท่าเข้าสู่ปรินิพพาน  และยังแผ่ผลานิสงส์ คือผลบุญกุศล คุณความดีอย่างยิ่งยวดนั้น ไปยังสรรพสัตว์โลกอื่นทั้งหลายได้มากไปตามส่วนแห่งบุญบารมีนั้น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐของเรา พระองค์นี้  ทรงเป็นผู้ยิ่งด้วยพระบารมี ที่เราท่านทั้งหลาย ย่อมเห็นประจักษ์ชัดเจน ว่า นับตั้งแต่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติ มาตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ เป็นต้นมา ด้วยพระราชปณิธาน ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม” จนตราบเท่าทุกวันนี้ เป็นระยะเวลาร่วม ๖๐ ปี แล้วนี้  พระองค์ก็ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งปวง ด้วยพระราชปณิธาน และทรงพระเจริญพระราชกรณียกิจ ด้วยทศพิธราชธรรม ด้วยความทุ่มเทพระองค์ ทั้งพระวรกาย ทั้งพระสติปัญญาสามารถ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขพสกนิกร ทุกหมู่เหล่าของพระองค์ ด้วยความเสียสละอย่างสูง  โดยมิได้เห็นแก่ความลำบากตรากตรำพระวรกาย  ประดุจดังพระมหาโพธิสัตว์เจ้า ผู้ทรงบำเพ็ญบุญบารมีคุณความดี อย่างยิ่งยวดทุกประการ  กล่าวคือ

๑. ทานบารมี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น ทรงเสียสละกำลังพระวรกาย  พระสติปัญญาสามารถ และกำลังพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และจากที่ประชาชนทูลเกล้าฯ ถวาย  เพื่อทรงใช้ในการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ นับเป็นพันโครงการ เพื่อสร้างรากฐานให้พสกนิกรของพระองค์ ให้ได้มีความอยู่ดีกินดี โดยประการที่ทรงช่วยประชาชนผู้ยากไร้ ล้าหลัง ให้สามารถเลี้ยงตนเอง พึ่งตนเองได้

พระราชจริยวัตร ที่ทรงทุ่มเท ทั้งกำลังพระวรกาย โดยไม่เห็นแก่ความยากลำบาก และทรงเสียสละกำลังพระราชทรัพย์ เพื่อดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีทั้งโครงการตามพระราชประสงค์ และโครงการหลวง ทั้งทางด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข การส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาแหล่งน้ำ ฯลฯ  ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทยนั้น มีลักษณะเป็น “อามิสทาน”

ทรงเสียสละพระราชสติปัญญา พระปรีชาสามารถ เพื่อทรงริเริ่ม และดำเนินโครงการตามพระราชประสงค์ คือโครงการซึ่งทรงศึกษาทดลองปฏิบัติเป็นส่วนพระองค์ โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการศึกษาทดลอง จนทรงแน่พระราชหฤทัย ว่า ได้ผลดี และจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทางราชการมารับช่วงดำเนินการต่อไปก็ดี  เพื่อทรงริเริ่มและดำเนินโครงการหลวง อันเป็นโครงการที่ทรงเจาะจงดำเนินการพัฒนาและทรงศึกษาด้านน้ำลำธาร ในบริเวณป่าเขาในภาคเหนือ เพื่อบรรเทาอุทกภัย ในที่ลุ่มตอนล่าง เป็นต้น ก็ดี  และเพื่อทรงริเริ่มให้ดำเนินโครงการและติดตามผลการดำเนินโครงการในพระบรมราชานุเคราะห์  ที่พระองค์ได้พระราชทาน ข้อแนะนำและแนวพระราชดำริให้เอกชนไปดำเนินการ โดยภาคเอกชนเองก็ดี  และทรงแนะนำสั่งสอนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพ ทุกฐานะ ให้รู้จักดำเนินชีวิตไปแต่ในทางที่ดีที่ชอบ กอปรด้วยศีลธรรม ตามพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี เหล่านี้นับเป็น “ธรรมทาน”

อนึ่ง การที่พระองค์ ทรงเมตตา กรุณา ด้วยความปรารถนาที่จะให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศ ได้อยู่ดีมีสุข และพ้นทุกข์ ไม่ทรงกระทำการใดๆ ที่เป็นการเบียดเบียนประชาชน ไม่ทรงเกรี้ยวกราดต่อผู้ใด ได้ยินจากผู้สนองงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเล่าว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงดุบ้างเหมือนกัน เพราะงานไม่เสร็จทันพระราชหฤทัย แต่พอหลังจากที่ทรงดุแล้ว ทุกครั้งจะทรงปลอบขวัญ  ด้วยการพระราชทานพระให้คนละองค์ เพื่อเป็นการปลอบใจ  ทรงพระราชทานอภัยแก่ผู้ต้องโทษ ตามสมควรแก่ฐานะและโอกาส พระราชจริยาวัตร อันเปี่ยมด้วยพรหมวิหารธรรมนี้ จัดเป็น “อภัยทาน”

ทั้งหมดนี้  รวมเป็น “ทานบารมี” ที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไปเป็นลำดับ  ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ได้ทรงบำเพ็ญให้เป็นไปอย่างยิ่งยวดด้วยดี อย่างที่ไม่มีพระมหากษัตราธิราชเจ้า ของประเทศชาติใดในโลก เสมอเหมือน

๒. ศีลบารมี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสำรวมระวังศีลและอินทรีย์ เป็นอย่างดี  กล่าวคือ ทรงสำรวมระวังพระวรกาย และพระวาจาเรียบร้อยดีเป็นปกติ ได้ยินจากผู้สนองงานใกล้เบื้องพระยุคลบาท เล่าว่า  การรักษาศีล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถือครบเป็นธรรมดาอยู่  แม้แต่แมลงสักตัว ก็ไม่เคยเห็นทรงฆ่า  ตอนไปภาคใต้ พระเจ้าอยู่หัวโดนทากกัด  พอขบวนเคลื่อนที่สัก ๒-๓ นาที  ก็มีเสียงวิทยุมาว่า ขอหยุดจับตัวยึกยือก่อน  มีทากตัวหนึ่งหล่นใสพระศอ ปรากฏว่าต้องหยุดขบวน  พระองค์ท่าน ก็ดึงมันออกจากพระศอมีเลือดไหลเป็นทาง    แล้วค่อยๆ จับไปปล่อยข้างทาง  ทรงสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  เมื่อมีอารมณ์ภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และเรื่องราวใดๆ มากระทบ  ก็ไม่ทรงหลงสยบอยู่ในอารมณ์ที่น่ารัก และไม่ทรงหลงเคียดแค้นชิงชังในอารมณ์ที่ไม่น่ารัก มีพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วย “เทวธรรม” คือ หิริ และโอตตัปปะ  กล่าวคือ ความละอายและเกรงกลัวต่อบาปอกุศล ไม่ทรงกระทำบาปอกุศล ทั้งในที่ลับ และที่แจ้ง

นี้คือ ศีลบารมี  ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ได้ทรงบำเพ็ญให้เป็นไปด้วยดีแล้ว

๓. เนกขัมมบารมี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาอย่างสูงยิ่ง  ได้ทรงปฏิบัติธรรม แห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งได้กำหนดไว้สำหรับพระมหากษัตริย์ ได้อย่างจริงจัง สม่ำเสมอ และครบถ้วน ได้แก่ ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร และสังคหวัตถุ  จนธรรมเหล่านั้น ซึ่งแต่ก่อนเพียงแต่เคยได้ยินได้ฟังกันมาเป็นนามธรรม ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดแจ้ง และเห็นประจักษ์ได้โดยทั่วกัน  เป็นธรรมที่ที่ปฏิบัติได้จริง และเกิดผลดีจริงๆ แก่อาณาประชาราษฎร์ และเป็นแบบอย่างที่จะให้ผู้อื่นถือปฏิบัติได้จริง โดยไม่มีข้อสงสัยลังเลใจ

พระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่นับว่าสำคัญยิ่ง คือ การเสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ และเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงศึกษาและบำเพ็ญสมณธรรมตามสมควรแก่ธรรมปฏิบัติ

คือทรงปฏิบัติไตรสิกขา อบรมพระวรกาย พระวาจา และพระราชหฤทัย โดยทางศีล สมาธิ และปัญญา อันมีรายละเอียดอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ  แม้เมื่อทรงลาสิกขามาแล้ว ก่อนที่จะทรงงานทุกครั้ง พระองค์จะเสด็จเข้าห้องพระ สวดมนต์ ไหว้พระ แล้วก็ทำสมาธิจิตให้สงบระยะหนึ่ง แล้วจึงทรงงาน พระองค์เคยมีพระราชดำรัสครั้งหนึ่งว่า “การที่พระองค์ทรงทำเช่นนั้น รู้สึกว่า งานได้ผลดี เมื่อมีสมาธิในการทำงาน  งานที่ทำก็รู้สึกทำได้อย่างมีระเบียบเรียบร้อย  ได้คุณภาพดี   จิตใจก็ปลอดโปร่ง แจ่มใส”  และได้ยินว่า ทุกวันพระ พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ก็ได้ทรงอุโบสถศีลอีกด้วย  นี้คือ  “เนกขัมมบารมี” ที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญด้วยดีแล้ว เป็นลำดับ

นอกจากนี้ ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรส คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร  แสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์    เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร  เจริญพระชนมพรรษาครบที่จะทรงผนวชเป็นพระภิกษุได้  ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๑ เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลานาน ๑๕ วัน อีกด้วยเช่นกัน

ส่วนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีนั้น ก็ทรงสนพระทัยทางด้านภาษาบาลี ภาษาโบราณ เพื่อเข้าถึงพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง เป็นการศึกษาหาความรู้ หาประสบการณ์ และทรงนำหลักปรัชญามาประยุกต์เข้ากับวิชาการสมัยใหม่ สืบทอดเจตนาแบ่งเบาภาระซึ่งกันและกันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยมุ่งหมายที่จะให้การปฏิบัติงานบรรลุความสำเร็จ สมบูรณ์ โดยอาศัยข้อปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนา

๔. พระปัญญาบารมี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐของเรานี้  ทรงได้รับการอบรมการประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นพื้นฐาน มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จากพระราชมารดา คือ สมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนี  ครั้นทรงได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙  แล้ว  ก็ได้ทรงศึกษาพระธรรมวินัย และปฏิบัติพระสัทธรรม คือ ไตรสิกขา โดยการอบรมพระวรกาย และพระวาจา โดยทางศีล  อบรมพระราชหฤทัย โดยการเจริญภาวนาสมาธิ  และอบรมปัญญา โดยการเจริญวิปัสสนา  ทรงเจริญปัญญา เห็นแจ้งสภาวธรรม และพระอริยสัจธรรม ได้ตามสมควรแก่ธรรมปฏิบัติ

ด้วยพระปัญญาอันเห็นแจ้งในพระอริยสัจจธรรม ตามสมควรแก่ธรรมปฏิบัตินั้นเอง  ที่ทรงยังอินทรีย์ ๕  พละ ๕  คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา  ให้เจริญแก่กล้าขึ้นเป็นลำดับ และได้ทรงอาศัยพระสติ ด้วยพระปัญญาอันเห็นชอบ ตามทำนองคลองธรรม ที่เจริญขึ้นเป็นลำดับนั้นแหละ มาใช้ประกอบในการครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แก่อาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ ได้เป็นอย่างดี ปรากฏพระเกียรติคุณ ลือเลื่องทั่วทั้งภายในประเทศ และทั่วทั้งนานาอารยประเทศ

ด้วยทรงประจักษ์แก่พระราชหฤทัย ว่า  พระพุทธศาสนานี้ มีคุณอนันต์ต่อชีวิตของทุกคน ที่รู้จักนำมาปฏิบัติให้ถูกต้อง เหมาะสม จึงได้พระราชทาน พระบรมราโชวาท ในวโรกาสต่างๆ ว่า

“กรณียกิจอันสำคัญ คือ การส่งเสริมประชาชนให้มีพระรัตนตรัย และธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นหลักของใจ และความประพฤติด้วยศรัทธา และปัญญาที่ถูกต้อง

พระพุทธศาสนานี้  เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องสนใจ  เป็นสิ่งที่ทุกคนจะได้ประโยชน์ ถ้าเข้าใจทางที่ถูก  และเป็นสิ่งที่ไม่ยากที่จะปฏิบัติ.....

ถึงแม้เราจะอยู่ในท่ามกลางความเจริญรุดหน้าแห่งยุคปัจจุบันอย่างไร  เราก็ทอดทิ้งการศึกษาทางด้านจิตใจ และศีลธรรมจรรยาไม่ได้.....

การรักษาอิสรภาพและความเป็นไทยให้ดำรง มั่นคง ยืนยาวไป   ถือว่า เป็นกรณียกิจอันสำคัญสูงสุด  นอกจากต้องอาศัยการบริหารประเทศที่ฉลาดสามารถ และสุจริตเป็นธรรมแล้ว  ยังต้องอาศัยความร่วมมือ สนับสนุน จากประชาชนทั่วทั้งประเทศอีกด้วย  คือ ประชาชนแต่ละคนจะต้องขวนขวายสร้างสรรค์ประโยชน์ และดำรงอยู่ในคุณธรรม อันสมควรแก่ฐานะของตน...”

พระบรมราโชวาทนี้ แสดงให้เห็นว่า  พระพุทธศาสนานั้น เป็นสิ่งที่จะต้องมีอยู่ คู่กับชาติไทย และชาวไทยตลอดไป ไม่ว่าในสถานการณ์ไหนๆ  โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน ยิ่งมีความสำคัญและความจำเป็นมากขึ้น   ต่อความอยู่รอด และต่อความเจริญ สันติสุข อย่างมั่นคง ของประชาชนคนไทยทั้งชาติ

นี้คือ  “พระปัญญาบารมี”  ที่สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระองค์นี้  ได้ทรงบำเพ็ญ ให้เป็นไปด้วยดีแล้ว

๕. วิริยบารมี  ด้วยพระราชศรัทธาในคุณพระศรีรัตนตรัย และพระปัญญา อันพระองค์ได้ทรงบำเพ็ญด้วยดีมาแล้วนี้   ยังผลส่งเสริม “พระวิริยบารมี”  คือความเพียรในการปฏิบัติพระสัทธรรม ชำระกิเลสที่เกิดขึ้นแล้ว และสำรวมระวังมิให้กิเลสเกิดขึ้นใหม่  ทรงยังบุญกุศลให้เกิด และให้เจริญขึ้น เป็นอุปบารมี เป็นปรมัตถบารมี ยิ่งๆ ขึ้นไป  เป็นลำดับ  เพื่อกระทำที่สุดแห่งทุกข์ และเพื่อกระทำนิพพานให้แจ้งตามรอยบาทพระพุทธองค์ ทรงเจริญพระราชอัธยาศัย ด้วยพระวิริยะอุตสาหะในการประกอบพระราชกรณียกิจ น้อยใหญ่ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  มีประสิทธิภาพสูง

๖. ขันติบารมี  ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งหลาย     ด้วยความอดทน ต่อความยากลำบากพระวรกาย ก็ไม่ทรงย่อท้อ      ในชีวิตนี้ อาตมภาพ ผู้พูดนี้  ได้เคยรับพระราชทานปริญญาบัตร จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒ ครั้ง  ครั้งแรก เมื่อได้ศึกษาสำเร็จชั้นปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และครั้งที่ ๒  เมื่อได้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาโท ทางรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘  ก็ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับนั่งอยู่บนพระเก้าอี้ที่ประทับ  ได้เป็นเวลา ๒-๓ ชั่วโมง  ทรงรับปริญญาบัตรจากเจ้าหน้าที่ทูลเกล้าฯ ถวายแล้วพระราชทานแก่บัณฑิต และมหาบัณฑิต จำนวนร่วมพันคน โดยไม่ทรงแสดงพระอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หรือเบื่อหน่ายแต่ประการใด   ทรงดำรงพระวรกายอยู่ในท่าตรง จนเสร็จพระราชพิธีพระราชทานปริญญาบัตร เป็นที่น่าอัศจรรย์  นี้เป็น “พระขันติบารมี”  ที่พระองค์ทรงได้บำเพ็ญมาด้วยดีแล้ว

๗.  สัจจบารมี  ทรงมีความซื่อสัตย์  ทรงมีความจริงพระราชหฤทัยกับประชาชน  เคยได้ยินว่า พระองค์ได้เคยตรัสว่า  “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งอย่างไรได้”  นี้เป็น “พระสัจจบารมี”

๘.  อธิษฐานบารมี   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระราชหฤทัย จะกระทำสิ่งใดโดยชอบ จะดำเนินโครงการใดๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน  พระองค์จะทรงมุ่งมั่นกระทำให้สำเร็จ  ทรงติดตามดูผลงานเป็นระยะๆ  ให้การดำเนินงานสำเร็จด้วยดี มีประสิทธิภาพสูง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรงศึกษาสัมมาปฏิบัติพระสัทธรรม  มุ่งตรงต่อมรรคผล นิพพาน  ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์จนกว่าจะบรรลุโมกขธรรม ตามรอยบาทพระพุทธองค์  นี้เป็น “พระอธิษฐานบารมี”

๙.  เมตตาบารมี   เป็นที่ทราบกันดีว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐของเรานั้น ยิ่งด้วยพระเมตตาต่อพสกนิกรของพระองค์  ดุจพระบิดาจะทรงมีต่อพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงปรารถนาที่จะให้บุตรมีความเจริญสันติสุข และพ้นจากความทุกข์  จึงทรงดำเนินโครงการตามพระราชดำริ นับพันๆ โครงการ  เพื่อความอยู่ดีกินดี  มีสุขภาพอนามัยดี  ปราศจากความทุกข์เดือดร้อน ของประชาชนทุกหมู่เหล่า  นี้เป็น “พระเมตตาบารมี”

๑๐.  อุเบกขาบารมี   ทรงวางพระราชหฤทัยเป็นกลาง มัธยัสถ์ วางเฉย เมื่อสัตว์โลก อันพระองค์ได้ทรงช่วยเหลือถึงที่สุดแล้ว ต้องถึงซึ่งความวิบัติ ตามกรรม  นี้เป็น “พระอุเบกขาบารมี”

กล่าวโดยสรุป  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐของเรานั้น  ได้ทรงบำเพ็ญบุญกุศลคุณความดีอย่างยิ่งยวด  จนเจริญแก่กล้า เป็นพระบารมีสูงยิ่งขึ้นไป ทั้ง ๑๐ ประการนี้  ยังผลให้พระองค์ทรงเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่เทิดทูน  เป็น “พระบิดาแห่งชาติ”  ผู้เป็นดวงใจแห่งมหาชนชาวไทยทั้งประเทศ คือ ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ  ทรงเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ปรากฏพระเกียรติยศก้องขจรกระจายไปทั่วทั้งภายในประเทศ และไปตลอดทั่วทั้งนานาอารยประเทศในโลก

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙  ของเรานั้น  ทรงเป็นพระผู้ยิ่งด้วยพระบารมี ด้วยประการฉะนี้  และด้วยพระบารมีของพระองค์ ที่ได้ทรงบำเพ็ญให้เป็นไปด้วยดีแล้วนี้  จึงแผ่ผลานิสงส์ เป็นร่มโพธิ์ทอง ปกเกล้าปกกระหม่อมปวงชนชาวไทย ให้อยู่เย็นเป็นสุข  ปราศจากทุกข์ภัยทั่วหล้า  มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ในมหามงคลสมัย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ได้เสด็จครองราชย์มาครบ ๖๐ ปี  ของพวกเราทั้งหลายตั้งจิตอธิษฐาน

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย  ได้โปรดดลบันดาลประทานพร ให้สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า  จงทรงพระเจริญ  มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน  และจงทรงพระเกษมสำราญ  ตลอดทุกทิวาราตรีกาล เทอญ  ขอถวายพระพร

ขอความสุขสวัสดี  จงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน   เจริญพร

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com