ปาฐกถาธรรมเรื่อง
ความเจริญสันติสุขสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี

โดย พระราชญาณวิสิฐ วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี (แห่งที่ ๑)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เวลา ๐๘.๐๐ น.

วิวาทํ  ภยโต  ทิสฺวา อวิวาทญฺจ   เขมโต
สมคฺคา  สขิลา  โหถ เอสา  พุทฺธานุสาสนี
“ท่านทั้งหลาย   จงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย   และเห็นความไม่วิวาท โดยความปลอดภัยแล้ว    เป็นผู้พร้อมเพรียง มีความประนีประนอมกันเถิด  นี้เป็นพระพุทธานุสาสนี”
พุทฺธ. ขุ. จริยา. ๓๓/๓๕/๕๙๕

เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

วันนี้ อาตมภาพก็ได้มาพบกับท่านผู้ฟังอีกเช่นเคยในรายการปาฐกถาธรรม  ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  ซึ่งวันนี้จะได้กล่าวถึงเรื่อง “ความเจริญสันติสุขสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี”

ตามพระพุทธานุสาสนี  คือ พระโอวาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้อัญเชิญมาแสดงในเบื้องต้นนี้ มีคำแปลว่า “ท่านทั้งหลาย   จงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย   และเห็นความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว    เป็นผู้พร้อมเพรียงมีความประนีประนอมกันเถิด  นี้เป็นพระพุทธานุสาสนี” นั้น   เพราะเรื่องเคยมีมาแล้วในอดีต ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน  ได้ทรงปรารภถึงพระภิกษุชาวเมืองโกสัมพีที่ทะเลาะวิวาทแตกแยกสามัคคีกัน  เพราะต่างตั้งทิฏฐิไม่ยอมกันระหว่างพระวินัยธรกับพระธรรมกถึก  ซึ่งต่างก็มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นพรรคพวกกันฝ่ายละ ๕๐๐  อาศัยอยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี

ญาติโยมพึงทราบความหมายของคำว่า “พระวินัยธร” หมายถึง  พระภิกษุผู้รู้ ผู้ชำนาญในพระวินัย  ส่วนคำว่า  “พระธรรมกถึก”  หมายถึง  พระภิกษุผู้เป็นนักแสดงธรรม  หรือพระนักเทศน์นั่นเอง

เรื่องมีอยู่ว่า  วันหนึ่งพระธรรมกถึก ไปถาน คือ ไปส้วม  ใช้ภาชนะตักน้ำชำระสรีระแล้วยังมีน้ำเหลือค้างอยู่ในภาชนะนั้น  โดยมิได้เทน้ำให้หมดแล้วคว่ำภาชนะไว้   ครั้นพระวินัยธรเข้าไปเห็นเข้า   ก็ออกมาและถามพระธรรมกถึกว่า  “ท่านไม่รู้หรือว่าการเหลือน้ำไว้ในภาชนะเช่นนั้นเป็นอาบัตินะ”  พระธรรมกถึกตอบว่า  “ขอรับ  กระผมไม่ทราบ”  พระวินัยธรกล่าวว่า  “ไม่รู้ก็ช่างเถอะ ผู้มีอายุ ข้อนี้เป็นอาบัตินะ”  ฝ่ายพระธรรมกถึกก็กล่าวว่า  “ถ้าอย่างนั้น กระผมจะทำคืนอาบัตินั้น”  (คำว่า จะทำคืนอาบัติเป็นภาษาพระ หมายความว่าจะปลงอาบัติ  คือ  จะสารภาพผิดกับเพื่อนพระภิกษุแล้วสัญญาว่าจะไม่ทำผิดอีก) ฝ่ายพระวินัยธรก็กล่าวว่า “ถ้าข้อนี้ท่านไม่ได้เจตนา เพราะขาดสติ อาบัติก็ไม่มี”  คือ  ไม่ถือว่าเป็นอาบัติ  พระธรรมกถึกนั้นก็เลยถือว่า  “ไม่เป็นอาบัติ”  คือถือว่า  ไม่ผิดพระวินัย  ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นอาบัติเพราะพระวินัยธรได้ตักเตือนแล้ว

พระวินัยธรได้มาบอกแก่พวกลูกศิษย์ว่า  “พระธรรมกถึกรูปนี้  แม้ต้องอาบัติแล้วก็ไม่รู้”  พวกลูกศิษย์พระวินัยธรก็ไปว่ากับลูกศิษย์พระธรรมกถึกว่า  “พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ไม่รู้ว่าต้องอาบัติ”  คือ  ทำผิดพระวินัยแล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอีก

พวกลูกศิษย์พระธรรมกถึกก็ไปเล่าให้พระอุปัชฌาย์ของตนให้ฟังว่า พวกลูกศิษย์พระวินัยธรเขาว่าอย่างนี้   พระธรรมกถึกก็เลยกล่าวว่า  “พระวินัยธรรูปนี้ เมื่อก่อนพูดว่า “ไม่เป็นอาบัติ” เดี่ยวนี้กลับมาพูดว่า “เป็นอาบัติ”  เสียอีก  พระวินัยธรนี่ พูดมุสา”   พวกลูกศิษย์ของพระธรรมกถึกก็ไปว่ากับพวกลูกศิษย์ของพระวินัยธรว่า “พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน  พูดมุสา”  พวกลูกศิษย์ของพระวินัยธรและของพระธรรมกถึกต่างก็ว่ากันไปว่ากันมา  จนกลายเป็นการทะเลาะวิวาทรุนแรงขึ้น  จนต่อมา  พระวินัยธรได้โอกาส  จึงได้ทำอุกเขปนียกรรมแก่พระธรรมกถึก  เพราะโทษที่ไม่เห็นอาบัติ  คือ  ไม่เห็นว่าตนผิด

คำว่า “อุกเขปนียกรรม”  แปลว่า  กรรมที่สงฆ์จะพึงทำแก่ภิกษุที่สงฆ์สมควรจะยกเสียจากสมโภคด้วย  คือ  ไม่ให้ฉันร่วม  ไม่ให้อยู่ร่วม  ไม่ให้มีสิทธิเสมอกับภิกษุทั้งหลาย   เป็นการลงโทษโดยการตัดสิทธิแห่งภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้ว  ไม่ยอมรับว่าต้องอาบัติ  เป็นการชั่วคราว

พวกโยมอุปัฏฐากผู้ถวายปัจจัยของภิกษุ ๒ รูป นั้น  ก็แตกแยกเป็น ๒ ฝ่าย   พวกภิกษุณีผู้รับโอวาท  ตลอดทั้งเทวดา  อารักขและอากาสเทวดา  ผู้ยังเป็นปุถุชนทั้งหลาย  ต่างก็แยกกันเป็นฝักเป็นฝ่ายขึ้น ๒ ฝ่าย  ตลอดไปถึงพรหมโลกทีเดียว  กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปทรงห้ามปราม  แนะนำ  สั่งสอน  หลายครั้งก็ยังทะเลาะกันไม่เลิก  เพราะต่างถือทิฏฐิ  ตั้งแง่  ใส่ร้ายกันด้วยความอคติ  เห็นแต่ฝ่ายตนถูก  เห็นแต่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ผิด  กล่าวโจมตีกัน  ไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กันและกัน  จนสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเอือมระอาในภิกษุเหล่านั้น  จึงได้ทรงถือบาตรจีวร  เสด็จออกจากหมู่พระภิกษุโดยลำพังพระองค์เดียว   เสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในเมืองโกสัมพี   แล้วเสด็จต่อไปพาลกโลณการาม  ตรัสเอกจริกวัตร  คือ  ข้อปฏิบัติของพระภิกษุผู้อยู่แต่ผู้เดียวแก่พระภคุเถระที่

พาลกโลณการาม นั้น  แล้วเสด็จต่อไปยังมิคทายวัน คือ ป่าสงวน ชื่อว่า  “ปาจีนวังสะ”  ซึ่งประทานให้หมู่เนื้ออาศัย  มิให้ใครทำอันตราย  ตรัสอานิสงส์แห่งสามัคคีรสแก่กุลบุตร ๓ คน แล้ว   จึงเสด็จต่อไปยังบ้านปาริเลยยะกะ  ทรงอาศัยบ้านปาริเลยยะกะจำพรรษาอยู่ที่ควงไม้สาละใหญ่ในราวป่ารักขิตวัน  โดยมีช้างปาริเลยยะกะอุปัฏฐากอยู่ด้วยความผาสุก  ณ  สถานที่นั้น

บรรดาอุบาสก อุบาสิกา ผู้อยู่ในเมืองโกสัมพี เมื่อต่างพากันไปสู่พระวิหาร ไม่เห็นพระบรมศาสดาสัมมา-พุทธเจ้า  ก็พากันถามพระภิกษุที่อยู่ ณ ที่นั้น ครั้นทราบว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงระอาพระภิกษุวิวาทกันได้เสด็จไปสู่ราวป่ารักขิตวัน  บ้านปาริเลยยะกะเสียแล้ว  ต่างพากันคิดว่า  “ภิกษุพวกนี้  บวชในสำนักพระบรม-ศาสดาแล้ว ทั้งๆที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้เกิดความสามัคคีอยู่  ก็ไม่สามัคคีกัน  พวกเราไม่ได้เห็นพระบรมศาสดา  ก็เพราะพวกภิกษุเหล่านี้แหละ  เพราะฉะนั้นพวกเราจะไม่ถวายอาสนะ(คือไม่ถวายภัตตาหาร)  และพวกเราก็จะไม่ทำความเคารพกราบไหว้พวกภิกษุเหล่านี้ด้วย”

พอพระภิกษุเหล่านั้นพากันอดอยาก  ปากแห้ง  ซูบซีด  เพราะมีภัตตาหารน้อย  ครั้นผ่านไปสองสามวันเท่านั้น  ก็สิ้นฤทธิ์พยศใส่กัน  กลับเป็นพระภิกษุที่ดีต่อกัน  โดยต่างแสดงโทษ  คือ  แสดงการขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกินแก่กันและกันแล้ว  ก็กล่าวกับอุบาสกอุบาสิกา ว่า  “พวกเรากลับสามัคคีพร้อมเพรียงกันดีแล้ว   ขอให้ญาติโยมจงดีกับเราเป็นพวกเราเหมือนเดิมนะ”

บรรดาอุบาสก อุบาสิกาก็ได้ถวายคำแนะนำแก่พระภิกษุเหล่านั้น  ให้พากันไปกราบทูลขอขมากับ

พระบรมศาสดาเสียก่อน พวกเขาถึงจะยอมเป็นพวกพระภิกษุเหล่านั้นเหมือนเดิม   แต่พระภิกษุเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถจะพากันไปทูลขอขมาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้  เพราะเป็นกาลอยู่ระหว่างพรรษา  ต้องทนลำบากอดอยากอยู่อย่างนั้นจนตลอดพรรษา

ในการที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับอยู่จำพรรษา  ณ  ราวป่ารักขิตวันนั้น  เป็นที่ทราบกันทั่วไปทั้งชมพูทวีป  บรรดาตระกูลใหญ่ๆ  เช่น  ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสิกาวิสาขา เป็นต้น ต่างพากันส่งสาส์นจากนครสาวัตถีไปถึงพระอานนทเถระว่า “ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอาราธนาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากลับมาให้พวกเราด้วยเถิด”  ฝ่ายพระภิกษุอีก ๕๐๐ รูป  เมื่อจำพรรษาแล้วได้ไปหาพระอานนท์ ชวนพระอานนท์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อจักได้ฟังธรรมจากพระองค์  พระอานนท์เถรเจ้าจึงได้พาพระภิกษุ ๕๐๐ รูป  ไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังป่ารักขิตวัน

พระอานนท์ได้กราบทูลถามสารทุกข์สุกดิบ  ด้วยความเป็นห่วงว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาประทับอยู่จำพรรษา  ณ  ที่นั้น  โดยลำพังพระองค์ผู้เดียว  พระองค์คงทรงต้องกระทำกิจเอง  โดยมิได้มีผู้ใดถวายอุปัฏฐาก  พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า  มีช้างปาริเลยยะกะช่วยดูแลอุปัฏฐากพระองค์อยู่  และตรัสพระพุทธภาษิต ๓ พระคาถา  มีมาในนาควรรค  มีใจความโดยย่อว่า

“ถ้าบุคคลใดได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน  ผู้ทรงคุณธรรมเป็นเครื่องอยู่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ  ไว้เป็นผู้ท่องเที่ยวไปด้วยกัน  บุคคลนั้นควรมีใจยินดี  มีสติ  ครอบงำอันตรายซึ่งคอยเบียดเบียนรอบข้าง  คือ  คอยมีสติ  เว้นประพฤติชั่วร้ายด้วยอำนาจกิเลส  ตัณหา  อุปาทาน  อันเป็นเหตุให้เกิดโทษและความทุกข์เดือดร้อนทั้งปวงเสียได้แล้ว  จงท่องเที่ยวไปกับสหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตนเช่นนั้น  แต่ถ้าบุคคลใดไม่ได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน  ผู้มีคุณธรรมเป็นเครื่องอยู่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ  ไว้เป็นเพื่อนท่องเที่ยวไปด้วยกัน  บุคคลผู้นั้นควรท่องเที่ยวไปคนเดียว  ไม่ทำกรรมอันเป็นบาปอกุศล  นั้นแหละประเสริฐกว่า  เพราะความเป็นสหาย  คือ  ความเป็นมิตรแท้  ผู้ทรงปัญญาเครื่องรักษาตน  และทรงคุณธรรมยังประโยชน์ให้สำเร็จ ไม่มีในคนพาล ปัญญาโฉดเขลา แต่อย่างใด”

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสพระคาถานี้จบลงแล้ว พระภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนั้นก็ได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันต์ด้วยกันทุกองค์

ต่อจากนั้น  พระอานนท์ได้กราบทูลสมเด็จพระบรมศาสดาว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อริยสาวก ๕ โกฏิ มีท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นหัวหน้า  หวังการเสด็จมาของพระองค์อยู่”   สมเด็จพระบรมศาสดาจึงยินยอมเสด็จกลับและตรัสกะพระอานนท์เถรเจ้า  พระพุทธอุปํฏฐากว่า  “ถ้าอย่างนั้น เธอจงรับบาตรจีวร”

ครั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับถึงนครสาวัตถีแล้ว  บรรดาพวกพระภิกษุชาวเมืองโกสัมพีที่เคยทะเลาะกัน  ก็ได้พากันไปยังนครสาวัตถี  เพื่อกราบทูลขอขมาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า  สมเด็จพระสัมมา-สัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสตำหนิและสอนพระภิกษุเหล่านั้น  ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายทำกรรมหนักแล้ว  เธอทั้งหลายแม้บวชแล้วในสำนักของพระพุทธเจ้าเช่นเรา  เมื่อเราพยายามทำให้เกิดความสามัคคีอยู่  แต่พวกเธอกลับไม่ทำตามคำของเรา  เคยมีบัณฑิตในกาลก่อน...”(ตรัสเล่าชาดกเรื่องทีฆาวุกุมารแล้วตรัสว่า)  “ภิกษุทั้งหลาย  ทีฆาวุกุมาร  ถึงเมื่อพระชนนีและพระชนกถูกปลงชีวิตอยู่อย่างนั้น  ก็ไม่ก้าวล่วงโอวาทพระชนนีและพระชนกเหล่านั้นแล้ว  ภายหลังได้พระธิดาของพระเจ้าพรหมทัต  และได้ครองสมบัติในแว่นแคว้นกาสีและแว่นแคว้นโกศล ทั้ง ๒ แล้ว  ส่วนพวกเธอทั้งหลายไม่ทำตามคำของเรา  ท่านทั้งหลายพากันทำกรรมหนัก” 

และได้ตรัสสอนต่อไปมีใจความว่า

ชนเหล่าอื่น  คือ   ผู้ที่มิใช่บัณฑิต  (ณ ที่นี้ ทรงหมายถึง พวกคนพาลคนโง่ที่ทำความวุ่นวายอยู่ในท่ามกลางสงฆ์)  ไม่รู้ตัวว่า พวกตัวเองถือผิด  เพราะมีอคติต่อกัน  จึงทะเลาะเบาะแว้งกัน  กระทำความเสียหายย่อยยับ  คือ  ทำความฉิบหาย  ป่นปี้  อยู่ในท่ามกลางสงฆ์นี้  หากมีชนใดเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาในหมู่สงฆ์นั้น  ย่อมรู้ชัดในการกระทำให้เกิดความย่อยยับนั้น  ความมั่นหมาย  คือ  ความทะเลาะเบาะแว้ง  ด้วยความถือผิด  เพราะมีอคติต่อกันเหล่านั้น  ย่อมสงบลงได้  ด้วยอาศัยบัณฑิตผู้มีปัญญาทั้งหลายเหล่านั้น  ช่วยแก้ไขปัญหาให้สงบลงได้

ครั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนจบ  ภิกษุผู้มาประชุมกันต่างได้บรรลุพระอริยผล  มีพระโสดาปัตติผล  เป็นต้นแล้ว

ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน  ขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า  ขณะนี้บ้านเมืองของเรากำลังประสบกับเหตุการณ์ไม่สงบ  เพราะเกิดความแตกแยกสามัคคีของชนในประเทศชาติของเราเอง  ทำนองเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่พระภิกษุชาวโกสัมพี  เมื่อ  ๒,๖๐๐  กว่าปี  ที่ผ่านมาแล้วนี้  แต่เหตุการณ์แตกแยกสามัคคีในประเทศของเราเวลานี้  มีความรุนแรงยิ่งกว่าที่เคยเกิดขึ้นกับพระภิกษุชาวโกสัมพีอย่างมาก  เป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาล  โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล  นี้ฝ่าย ๑  กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและขับไล่นายกรัฐมนตรี  ได้แก่  กลุ่มแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฝ่าย ๑  และพรรคการเมืองฝ่ายค้าน อีกฝ่าย ๑  แต่ละฝ่ายต่างแสดงเหตุผลกล่าววิพากษ์วิจารณ์โจมตีซึ่งกันและกัน  ต่างฝ่ายต่างประกาศจุดยืนกรานของตน  และต่างฝ่ายต่างมีผู้สนับสนุนฝ่ายละมากๆ  ขยายขอบเขตวงกว้างออกไป  จนน่าเป็นห่วงว่า  หากเหตุการณ์เช่นนี้ยืดเยื้อออกไปยาวนานมากเพียงไร  ก็จะส่งผลให้เกิดความเสียหายย่อยยับแก่ประเทศชาติไทยของเรา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการเศรษฐกิจและความเจริญ  ความมั่นคงของชาติ  อันกระทบกระเทือนถึงสถาบันหลักทั้ง  ๓  ของไทยเรา  คือ  สถาบันชาติ ๑  สถาบันพระพุทธศาสนา ๑  และสถาบันพระมหากษัตริย์อีก ๑  ได้มากเพียงนั้น

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนภิกษุชาวโกสัมพีผู้ไปเฝ้าพระองค์  เพื่อกราบขอขมาที่ได้ล่วงเกินพระพุทธดำรัสตรัสสอนให้สามัคคี  พร้อมเพรียงประนีประนอมกันด้วยดี  แล้วไม่เชื่อฟังพระองค์  มีใจความว่า  “ชนเหล่าอื่น  คือ  ผู้ที่ไม่ใช่บัณฑิต  ได้แก่พวกคนพาลคนโง่ที่ทำตัววุ่นวายอยู่ในท่ามกลางสงฆ์  ไม่รู้ตัวเองว่า  พวกตัวเองพากันถือผิด  มีอคติต่อกัน  จึงทะเลาะเบาะแว้งกันแล้ว  ย่อมกระทำความเสียหาย  ย่อยยับ  ทั้งแก่ตนเองและทั้งแก่หมู่สงฆ์  นี้เป็นพระพุทธดำรัสที่ชี้แสดงให้เห็นเหตุปัจจัยแห่งการทะเลาะเบาะแว้ง  วิพากษ์วิจารณ์  โจมตีกัน  ไม่เลิกไม่รากัน  ก็เพราะความถือผิด  คือ  ทิฏฐิ  มีความเห็นผิด  ไม่เห็นโทษของการทะเลาะเบาะแว้ง  คือ  ความพินาศเสียหาย  ที่จะเกิดแก่ทั้งตนเองและแก่ทั้งหมู่สงฆ์โดยส่วนรวม  และทั้งไม่เห็นคุณของความสามัคคีพร้อมเพรียงประนีประนอมกัน  โดยปราศจากความอคติต่อกัน  และปฏิบัติต่อกันด้วยพรหมวิหารธรรม  ว่าจะยังประโยชน์และความสันติสุขให้เกิดแก่ตนและหมู่คณะได้  ตามที่เป็นจริง  จึงได้ตรัสตำหนิชนเหล่านี้ว่า  “พวกเธอทั้งหลายพากันทำกรรมหนัก”  และตรัสสอนว่า  “หากมีชนใดเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน  มีคุณธรรมเครื่องยังประโยชน์ให้สำเร็จในหมู่สงฆ์นั้น  ย่อมรู้ชัดในการกระทำให้เกิดโทษ  คือ  ความเสียหาย  ย่อยยับ  เช่นนั้น  ความมั่นหมายด้วยทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดและมีอคติต่อกัน  ทะเลาะเบาะแว้ง  โจมตีกัน  ย่อมระงับลงได้  โดยอาศัยบัณฑิตผู้มีปัญญาเช่นนั้น  ช่วยแก้ปัญหา  แก้ไขสถานการณ์  ให้เกิดความปรองดอง  พร้อมเพรียงประนีประนอมกัน  ให้ทุกฝ่ายถึงความตกลงกันได้  ด้วยสันติวิธี  สมดังพระพุทธานุสาสนี  ว่า

วิวาทํ  ภยโต  ทิสฺวา อวิวาทญฺจ   เขมโต
สมคฺคา  สขิลา  โหถ เอสา  พุทฺธานุสาสนี
“ท่านทั้งหลาย   จงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย   และเห็น ความไม่วิวาท โดยความปลอดภัยแล้ว    เป็นผู้พร้อมเพรียง มีความประนีประนอมกันเถิด  นี้เป็นพระพุทธานุสาสนี”

ความเจริญและสันติสุข  ย่อมสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี  ด้วยประการฉะนี้

อนึ่ง  ประเทศชาติของเราได้เคยประสบปัญหาทำนองนี้มาก่อนเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. ๒๕๓๕  ในครั้งนั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ผู้ทรงคุณอันประเสริฐของเรา  ก็ได้ทรงแผ่พระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งปวง  โดยได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ผู้นำทั้ง ๒ ฝ่าย ที่เห็นขัดแย้งกัน  เมื่อวันที่ ๒๐  พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕  มีใจความสำคัญโดยย่อว่า ให้ทั้ง ๒ ฝ่าย เห็นแก่ประโยชน์และความสันติสุขของประเทศชาติบ้านเมืองโดยส่วนรวม  เพราะประเทศชาติมิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง  แต่เป็นของประชาชนทั้งประเทศร่วมกัน  เพราะฉะนั้น จึงควรหันหน้าเข้าหากัน พร้อมเพรียงปรึกษาหารือกัน  ประนีประนอมกัน  ช่วยกันสร้างประเทศชาติให้เจริญและมั่นคงร่วมกัน  ด้วยความปรองดองสมานฉันท์  ก็จะยังประโยชน์สันติสุขให้เกิดมีแก่ประชาชนประเทศชาติของเราได้

พระราชดำรัสนั้นได้เป็นเสมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมใจประชาชนทั้งชาติ  ให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันได้เห็นทางปลอดโปร่ง  ยุติความขัดแย้ง  ด้วยความพร้อมเพรียงกันแก้ปัญหา  แก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองให้กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อย  ให้ประชาชนทั้งชาติได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง  และพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองตามสมควรแก่เหตุปัจจัยมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

และในเหตุการณ์ปัจจุบันนี้  ก็ได้มีการอัญเชิญพระราชดำรัสนั้นมาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแล้วหลายครั้ง  ควรที่ทุกฝ่ายจักพึงสำเหนียก  และหาทางยุติปัญหาโดยเร็ว  ก่อนที่ชาติบ้านเมืองจะสูญเสียย่อยยับยิ่งกว่านี้

เป็นที่ทราบกันดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ผู้ทรงคุณอันประเสริฐของเรานั้น  ทรงห่วงใยในความทุกข์เดือดร้อนของประชาชนทั้งชาติ  พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่  ด้วยพระอุตสาหะวิริยะ  เพื่อเสริมสร้างความอยู่ดีกินดี  เพื่อสร้างความเจริญและสันติสุขให้เกิดมีแก่ประชาชนทั้งชาติมาตลอด  ตั้งแต่เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙  มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเวลา ๖๐ ปี เข้านี่แล้ว   ได้ทรงตรากตรำงานอย่างหนักมามากแล้ว  และบัดนี้ก็ทรงชรามากแล้ว  ประชาชนทั้งชาติที่รักความสันติสุข  รักในหลวง  รักชาติบ้านเมือง  รักพระพุทธศาสนา  ต่างก็ไม่มีใครปรารถนาจะให้เกิดเหตุการณ์ขัดแย้งที่รุนแรง  และยืดเยื้อยาวนาน  อันจะมีผลให้ชาติบ้านเมืองต้องเสียหาย  ย่อยยับไปมากกว่านี้อีกแล้ว

ทุกคนที่รักความสันติสุขจึงหวังอยู่ว่า  ในหมู่ชนที่ขัดแย้งกันอยู่นั้นก็ดี  และบุคคลผู้มีใจเป็นกลางก็ดี  จะมีบัณฑิตผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน  ผู้มีคุณธรรมเครื่องยังประโยชน์  คือ  ความเจริญและสันติสุขของประชาชนโดยส่วนรวมของประเทศชาติ  ให้ได้สำเร็จ  ได้ช่วยกันชี้ทางปลอดภัยและโปร่งใสแก่ผู้ขัดแย้งกันทั้ง ๓ ฝ่าย ให้เห็นทางปลอดโปร่ง  ที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคีพร้อมเพรียงประนีประนอมกัน  ด้วยพรหมวิหารธรรม  และด้วยความปราศจากอคติต่อกัน  ได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง  โดยสันติวิธี  ให้กลับคืนสู่ความสงบสุขโดยเร็ว  เพื่อเราทั้งหลายจักได้ร่วมแรงร่วมใจกันประคับประคองประเทศชาติไทยของเรา ให้ดำเนินไปตามแนวทางระบอบประชาธิปไตย  โดยมีพระมหากษัตริย์  ดังเช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ผู้ทรงคุณอันประเสริฐของเราพระองค์นี้  เป็นประมุข

อนึ่ง  ในมหาวรสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช มหาราช  พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ผู้ทรงคุณอันประเสริฐของเรานี้  ได้เสด็จเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติมา  กำลังจะครบ ๖๐ ปี  ในวันที่ ๙ มิถุนายน  ศกนี้  อันนับเป็นระยะเวลาครองราชย์ที่ยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ใดๆในโลก  ทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนทุกหมู่เหล่า  ต่างก็กำลังจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ  เฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี นี้  นับเป็นวโรกาสที่สำคัญยิ่ง  สำหรับปวงชนชาวไทยที่จะแสดงความจงรักภักดี  ด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน อย่างสุดหัวใจ  สุดกำลังสติปัญญาความสามารถ

พวกเราทุกคนผู้รักสันติ  รักในหลวง  รักชาติบ้านเมือง  และรักพระพุทธศาสนา  ด้วยความจริงใจ  จึงได้แต่หวังอยู่ว่า  ความขัดแย้งดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธี  จากบุคคลทุกฝ่ายผู้เป็นบัณฑิต  ผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน  และผู้ทรงคุณธรรม  คือ  ผู้ทรงศีล  ทรงธรรม  เป็นเครื่องช่วยยังประโยชน์ให้สำเร็จ  คือ  ให้กลับคืนสู่ความสงบและสันติสุขโดยเร็ว

ก่อนจบรายการนี้  อาตมภาพขอสาธุชนทุกท่านได้ตั้งจิตอธิษฐาน  ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย  จงได้โปรดดลบันดาลประทานพร  ให้ผู้ขัดแย้งกันทั้งหลาย  จงเห็นทางปลอดโปร่งอันนำไปสู่การแก้ไขปัญหา  ให้เกิดความสงบเรียบร้อยและสันติสุข  โดยให้เห็นโทษของการทะเลาะเบาะแว้งว่า  รังแต่จะนำความเสียหายมาสู่ประชาชนทั้งชาติ  และให้เห็นคุณของความสามัคคี  ปรองดองร่วมกันของคนในชาติทุกหมู่เหล่าว่า  มีแต่จะนำความเจริญสันติสุขมาสู่ชาติบ้านเมืองโดยแท้  สมดังพระพุทธดำรัส (ขุ. ธ. ๒๕/๒๔/๔๑) ว่า  “สุขา สงฺฆสฺส  สามคฺคี”  แปลความว่า  “ความสามัคคีพร้อมเพรียงของหมู่  นำสุขมาให้”  และ (ขุ. ธ. ๒๕/๒๕/๔๒)  ว่า  “นตฺถิ  สนฺติปรํ  สุขํ”  แปลความว่า  “ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบ  ไม่มี”  แล้วหันหน้าเข้าหากัน  ปรึกษาหารือกัน  ด้วยความสามัคคี  ปรองดอง  ประนีประนอมกัน  ให้เกิดความสงบสุขโดยเร็ว

และขอได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  ผู้ทรงคุณอันประเสริฐทั้ง ๒ พระองค์  พร้อมทั้งพระประยูรญาติ  จงทรงเกษมสำราญ  และมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน  สถิตสถาพรในสิริราชสมบัติ  แผ่พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรชาวไทย  และผู้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารผู้มีใจจงรักภักดี  ให้มีแต่ความเจริญและสันติสุข  ตลอดกาลนาน  เทอญ

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน   เจริญพร

ไปสารบัญ
ไปหน้าก่อนไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป

 
Powered by bythailand.com