เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน
วันนี้ อาตมภาพก็ได้มาพบกับท่านผู้ฟังอีกเช่นเคยในรายการปาฐกถาธรรม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันนี้ อาตมภาพได้อัญเชิญพระพุทธดำรัสตรัสเรื่อง มงคล คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความความเจริญและสันติสุข พระคาถาที่ ๑ ว่า การไม่คบคนพาลทั้งหลาย ๑ การคบแต่บัณฑิต ๑ การบูชาชนที่ควรบูชา ๑ ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ซึ่งอาตมภาพได้เคยกล่าวถึงข้อปฏิบัติข้อที่ ๑ การไม่คบคนพาลทั้งหลาย กับ ข้อที่ ๒ การคบแต่บัณฑิต ในพระคาถานี้ไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ กรกฎาคม ศกนี้
ในวันนี้จักได้กล่าวอธิบายขยายความข้อปฏิบัติอันเป็นมงคลสูงสุด ข้อที่ ๓ แห่งพระคาถานี้ว่า การบูชาชนที่ควรบูชา เป็นมงคลอันสูงสุด พอสมควรแก่เวลาสืบไป
คำว่า บูชา ตามอรรถาธิบายของบูรพาจารย์ในมังคลัตถทีปนีว่า ชื่อว่า บูชา มี ๒ อย่าง ด้วยสามารถอามิสบูชาและปฏิบัติบูชา ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแสดงไว้เป็น ๒ นัยว่า แสดงความเคารพบุคคล หรือสิ่งที่นับถือ ด้วยเครื่องสักการะ มีดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น นี้เป็นความหมายนัยที่ ๑ และนัยที่ ๒ ว่า ยกย่องเทิดทูนด้วยความนับถือ หรือเลื่อมใสในความรู้ ความสามารถ เช่น บูชาวีรบุรุษ บูชาความรู้ บูชาฝีมือ ดังนี้เป็นต้น ทั้งนี้ไม่นับรวมความหมายการบูชาโดยการบวงสรวงอย่างชนในลัทธิอื่น
กล่าวโดยสรุป คำว่า บูชา ตามพระพุทธดำรัสนี้ หมายความถึง การทำสักการะ การแสดงความเคารพ นอบน้อม กราบไหว้ นับถือ ในบุคคลที่ควรบูชา และในสิ่งที่ควรบูชา ด้วยวัตถุสิ่งของที่ควรแก่การให้หรือบูชา ชื่อว่า อามิสบูชา นี้ประการ ๑ อีกประการ ๑ หมายถึง การปฏิบัติตามข้อปฏิบัติ หรือปฏิบัติตามพระธรรม คำแนะนำสั่งสอนของท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ชื่อว่า ปฏิบัติบูชา นี้ เป็นข้อปฏิบัติอันประเสริฐสูงสุดที่จะนำไปสู่ความเจริญและสันติสุขในชีวิต ได้อย่างแน่นอนแท้จริง อธิบายว่า
ชนที่ควรบูชานั้น ได้แก่ บุคคลที่มีคุณธรรมสูง ผู้มีความประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กอปรด้วยศีลธรรมประจำใจ และสติปัญญา ศิลปวิทยา ความรู้ความสามารถ โดยกำหนดบุคคลอย่างสูงสุด คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้พระอริยสัจ ๔ โดยชอบด้วยพระองค์เอง รองลงไปได้แก่ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอริยสาวก นี้ชื่อว่า ปูชนียบุคคล การบูชาทั้งด้วยอามิสบูชาและทั้งปฏิบัติบูชาในปูชนียบุคคลเหล่านี้ ย่อมนำประโยชน์ คือความเจริญและความสันติสุขมาให้ ตลอดกาลนานอย่างแน่นอนแท้จริง
แม้การบูชาสิ่งที่ควรบูชา ได้แก่ การบูชาพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระธาตุของพระอรหันต์ พระอริยสงฆ์ พระอริยเจ้าทั้งหลาย และ/หรือการบูชาพระพุทธปฏิมา หรือรูปเหมือนของท่านเหล่านี้ ก็ยังประโยชน์สุขมาให้แก่ผู้กระทำอามิสบูชาเช่นนั้น ตลอดชั่วกาลนานอีกด้วยเช่นกัน
อานิสงส์แห่งการบูชาปูชนียบุคคล คือ บุคคลที่ควรบูชา ชั้นสูงสุด คือ การบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ/หรือการบูชาสิ่งที่ควรบูชา ได้แก่ พระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีตัวอย่างในมังคลัตถทีปนี เรื่องพระสุธาปิณฑิยเถระ ผู้เป็นพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล ว่า
กุลบุตรผู้หนึ่งได้บำเพ็ญกุศล บุญบารมี ไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย ก่อสร้างบุญในภพนั้นๆ ในพุทธกาลแห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ ได้มาบังเกิดในเรือนของสกุล เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นยังทรงพระชนม์อยู่ กุลบุตรนั้นยังไม่อาจทำบุญได้ ต่อเมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคได้ปรินิพพานแล้ว กุลบุตรนั้นได้มีโอกาสทำบุญ คือ ได้ใส่ปูนขาวก้อนหนึ่งลงในระหว่างแผ่นอิฐทั้ง ๒ ในเมื่อมหาชนพากันทำห้องสำหรับบรรจุพระเจติยธาตุของพระพุทธเจ้าสิทธัตถะนั้น ด้วยบุญกรรมนั้น กุลบุตรนั้นได้ไปเกิดในเทวโลกและมนุษยโลกตลอด ๙๔ กัป ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มาบังเกิดในเรือนแห่งสกุลหนึ่ง รู้เดียงสาแล้ว มีความเลื่อมใสศรัทธาในสมเด็จพระบรมศาสดา จึงได้บวชเป็นพระภิกษุไม่นานนัก ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านปรากฏนามว่า สุธาปิณฑิยเถระ เมื่อท่านจะประกาศความไม่ขาดสายแห่งความประพฤติในกาลก่อนของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาปูชารหบุคคลทั้งหลาย คือ พระพุทธเจ้าหรือเหล่าพระสาวก ผู้ล่วงธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ข้ามโสกะและปริเทวะได้แล้ว ว่า บุญนี้มีประมาณเท่านี้
อนึ่ง ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาปูชารหบุคคลเหล่านั้น ผู้คงที่ ดับสนิทแล้ว หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ว่า บุญนี้มีประมาณเท่านี้
อนึ่ง บุคคลใดในโลกนี้ พึงครอบครองความเป็นใหญ่แห่งทวีปแม้ทั้ง ๔ ทรัพย์ทั้งสิ้นของบุคคลนั้นนั่น ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการบูชานี้เลย ข้าพเจ้ามีใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเพียงได้ใส่ก้อนปูนขาวในระหว่างแผ่นอิฐในพระเจดีย์ของพระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้เลิศกว่านรชน
ด้วยบุญกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่รู้จักทุคติเลยตลอด ๙๔ กัปแต่ภัททกัปนี้ เป็นผลแห่งการปฏิสังขรณ์ ในกัปที่ ๓๐ แต่ภัททกัป ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดินามว่า ปฏิสังขาร ผู้เพียบพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการถึง ๑๓ ครั้ง คุณธรรมเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้กระทำ คือได้ปฏิบัติตามแล้ว
อนึ่ง การบูชาปูชนียบุคคล คือ ท่านที่ควรบูชาผู้ทรงคุณธรรมรองลงมา ได้แก่ พระสงฆ์สาวก แม้ผู้ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอริยสงฆ์ แต่เป็นผู้ตั้งใจศึกษาสัมมาปฏิบัติตามพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ทรงศีลทรงธรรมตามสมควรแก่ธรรมปฏิบัติ และแม้การบูชาอุบาสก อุบาสิกา และบิดามารดา พระอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้ศึกษาและประพฤติปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม ก็ยังมีอานิสงส์มาก จึงมิต้องสงสัยว่า การปฏิบัติบูชาในข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของปูชนียบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาสัมมาปฏิบัติในพระสัทธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ/หรือ ของพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลาย ตามสมควรแก่ธรรมปฏิบัติ ก็ย่อมจะยิ่งด้วยอานิสงส์ คือย่อมจะนำให้ถึงความเจริญและสันติสุขในชีวิตมากเพียงไร
เพราะเหตุนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า
อานนท์ ผู้ใดแล เป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม อุบาสกก็ตาม อุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง มีปกติประพฤติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า สักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคตด้วยบูชาอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น อานนท์! เธอทั้งหลาย ในพระธรรมวินัยนี้ พึงศึกษาว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง มีปกติประพฤติตามธรรมอยู่ อานนท์ เธอทั้งหลาย พึงศึกษาอย่างนี้แล
คำว่า ผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง ผู้มีปกติประพฤติธรรม ตามนัยแห่งพระพุทธดำรัสนี้ เฉพาะผู้ที่เป็นบรรพชิต ได้แก่ ผู้ปฏิบัติธรรมขั้นพื้นฐานที่จะให้บรรลุคุณธรรมของพระอริยสงฆ์ คือ มรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพาน ๑ รวมเป็นพระนพโลกุตรธรรมเจ้า ๙ ประการ ได้แก่ ผู้ตั้งใจศึกษาสัมมาปฏิบัติ ศีล-สมาธิ-ปัญญา ถึงอธิศีล คือ ศีลยิ่ง อธิจิต คือ จิตยิ่ง/สมาธิยิ่ง และอธิปัญญา คือ ปัญญาอันยิ่ง ถึงโคตรภูญาณ ตามนัยแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง จึงเป็นมหานิสงส์ คือ มีผลให้บรรลุถึงประโยชน์สุข กล่าวคือ ความเจริญและสันติสุขในชีวิตได้มาก ส่วนบรรพชิตผู้ไม่ตั้งอยู่ในคารวะ ๖ ได้แก่ ผู้ไม่หนักในคุณพระพุทธ ในคุณพระธรรม ในคุณพระสงฆ์ ไม่หนักในการศึกษาสัมมาปฏิบัติ ไม่หนักในการเจริญสมาธิภาวนา และไม่หนักในการปฏิสันถาร มักละเมิดสิกขาบทเป็นอาจิณ และเลี้ยงชีวิตในทางที่ไม่สมควรแก่ภิกษุ จึงไม่ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และย่อมไม่ได้อานิสงส์เป็นความเจริญและสันติสุขในชีวิต
ส่วนคฤหัสถ์ผู้ประพฤติผิดศีล ๕ และปฏิบัติอกุศลกรรมบถ ๑๐
มีกายทุจริต ๓ ได้แก่ มักเจตนาฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ๑ มักเจตนาลักฉ้อ คดโกง และ/หรือ ประกอบอาชีพทุจริต ๑ และมักเจตนาประพฤติผิดในกาม ๑
วจีทุจริต ๔ ได้แก่ มักกล่าวคำโป้ปดมดเท็จ บิดเบือน หลอกลวง ๑ มักกล่าววาจาที่ก้าวร้าว ล่วงเกิน หยาบคาย ด่าทอ ให้ร้ายป้ายสี หรือกล่าวคำวิพากษ์วิจารณ์ให้ผู้อื่นเสียหาย ๑ มักกล่าวคำยั่วยุ หรือ ยุแยกให้เขาแตกสามัคคีกัน ๑ มักกล่าววาจาเพ้อเจ้อ เหลวไหล ไร้สาระ หรือชักนำไปในทางเสื่อมเสีย และ/หรือปลุกระดมหมู่ชนให้ฮึกเหิม กระทำการอันเป็นการทำลายเกียรติคุณความดี หรือทำลายชีวิต ทรัพย์สินของผู้อื่น ด้วยประการอันมิชอบ ๑ และ
มโนทุจริต ๓ ได้แก่ เจตนาความคิดอ่าน การพูด และการกระทำด้วยความโลภจัด ด้วยความเห็นแก่ตัวจัด และ/หรือด้วยตัณหาราคะจัด ๑ ด้วยความริษยา อาฆาต พยาบาทเขา ๑ และด้วยความหลง ไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ตามที่เป็นจริง และด้วยความหลงตามกระแสที่ผิดๆ เพราะไม่รู้ข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริง ที่เชื่อถือได้ และที่ตรงประเด็น อย่างสมบูรณ์พอแก่การวินิจฉัยปัญหาหรือเหตุการณ์ได้ตามที่เป็นจริง ๑
เหล่านี้ ไม่ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ส่วนคฤหัสถ์ใด เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในไตรสรณคมน์ คือ ถึงคุณพระพุทธ คุณพระธรรม และคุณพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เป็นที่ระลึก และเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล อย่างน้อยศีล ๕ และทำให้บริบูรณ์ในธรรม มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และกระทำอามิสบูชา บำรุงบิดามารดา และสมณะชีพราหมณ์ ผู้ทรงศีลทรงธรรม เป็นต้น ผู้นั้นจึงเป็นผู้ชื่อว่า ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม อันบัณฑิตผู้มีปัญญา มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงสรรเสริญ สมดังพระพุทธดำรัสว่า
ธรรมดาว่า นิรามิสบูชา [คือปฏิบัตติบูชา] ย่อมอาจดำรงศาสนาของเราไว้ได้ เพราะว่า บริษัท ๔ นี้ ยังจักบูชาเราด้วยปฏิบัติบูชานี้ตราบใด ศาสนาของเราก็จักรุ่งเรือง ดังพระจันทร์เพ็ญแจ่มอยู่กลางฟ้า ตราบนั้น
ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง มีปกติประพฤติธรรม ดังที่กล่าวนี้ ผู้เป็นบรรพชิตก็ตาม หรือผู้เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม ย่อมได้มหานิสงส์จากบุญกุศลคุณความดีที่ปฏิบัตินั้น ให้ได้รับผลเป็นความเจริญและสันติสุขในชีวิต ทั้งในภพชาติปัจจุบันและในสัมปรายภพ และสามารถนำไปให้ถึงมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์และที่เป็นบรมสุขอย่างถาวร ตามสมควรแก่ภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ และด้วยคุณธรรมที่ท่านปฏิบัติ
ธรรมเป็นปกติอยู่นั้น ท่านเหล่านั้น ย่อมได้ชื่อว่า เป็น ปูชนียบุคคล ตามสมควรแก่ฐานะและภูมิธรรมของท่านที่ปฏิบัติได้อีกด้วย กล่าวคือ เป็นผู้ควรแก่การบูชาด้วยทั้งอามิสบูชาและปฏิบัติบูชา ตามฐานะและภูมิธรรมของท่านอีกด้วยเช่นกัน
การไม่คบคนพาล ๑ การคบแต่บัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลและสิ่งที่ควรบูชา อีก ๑ จึงเป็นมงคล คือ เป็นข้อปฏิบัติอันประเสริฐสูงสุด เพราะเป็นคุณเครื่องนำประโยชน์สุขมาให้ตลอดกาลนาน ด้วยประการฉะนี้ และเป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญยิ่งแก่การอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมย่อยอย่างสังคมครอบครัว สังคมวงงาน ตลอดถึงสังคมใหญ่ระดับประเทศและระดับโลก
เฉพาะสังคมย่อยภายในครอบครัว หากหัวหน้าครอบครัวและสมาชิกของครอบครัว เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามสมควรแก่ธรรม ด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบ รอบรู้ทางเจริญทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริงเพียงไร ย่อมได้ชื่อว่า เป็นบัณฑิตและเป็นผู้คบบัณฑิต คือ เป็นผู้มีความเป็นบัณฑิต ณ ภายในตน และย่อมเป็นปูชนียบุคคล คือ ผู้ควรแก่การบูชา ยกย่อง นับถือ ของสมาชิกในครอบครัว นำให้ครอบครัวถึงความเจริญและสันติสุขไปด้วยกันได้มาก เพียงนั้น
การได้อยู่ร่วมกันในครอบครัวเดียวกัน ย่อมคุ้นเคยและรู้จักกันและกันว่า ใครดี ใครชั่ว กี่มากน้อย ใครมีคุณธรรมของบัณฑิต ควรบูชา ยกย่อง นับถือ ใครมีพาลลักษณะ ไม่ควรคบ ไม่ควรแก่การบูชา ยกย่องนับถือ ได้โดยง่าย
สังคมในวงงานก็เป็นทำนองเดียวกัน กล่าวคือ หากบุคคลในวงงาน ทำงานร่วมกันในองค์กรเดียวกัน มีผู้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทรงคุณธรรมของบัณฑิต ควรแก่การคบหาบูชา ยกย่อง นับถือ มากเพียงไร สังคมในวงงาน ในองค์กรนั้น ก็มีความอยู่เย็นเป็นสุข สามารถปฏิบัติงานร่วมกันให้ถึงความสำเร็จ และถึงเจริญรุ่งเรืองได้มาก เพียงนั้น แต่ถ้าบุคคลในวงงาน ที่ทำงานร่วมกัน มากไปด้วยคนพาลปัญญาโฉดเขลา ไร้สติปัญญาอันเห็นชอบ ไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ไม่รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง มีความโลภจัด เห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกพ้องหมู่เหล่าจัด มีแต่ความอิจฉา ริษยา ทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่นกัน ในทางทำลาย สังคมในวงงานนั้น ย่อมขาดความสามัคคี ปรองดอง ที่จะสามารถปฏิบัติงานร่วมกัน ให้ถึงความสำเร็จด้วยดีได้ ยังผลให้สังคมในวงงานนั้นหาความเจริญสันติสุขมิได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม บุคคลผู้ทำงานใกล้ชิดกันในวงงาน ก็พอจะรู้เห็นพฤติกรรมของซึ่งกันและกันได้ว่า ใครดี ใครชั่ว ใครเป็นคนดี มีศีลธรรม ทรงคุณธรรมของบัณฑิต เป็นผู้ควรคบหาและควรแก่การบูชา ยกย่อง นับถือ ใครเป็นคนพาล ปัญญาโฉดเขลา ไม่ควรคบหา ไม่ควรบูชา ยกย่องนับถือ ได้ไม่ยาก
กล่าวถึงสังคมใหญ่ในระดับประเทศ หรือระดับโลก หากมีคนดี มีศีลธรรม มีความเป็นบัณฑิต รอบรู้บาป-บุญ คุณ-โทษ รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง มีความประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบมาก เพียงไร สังคมในประเทศชาตินั้น ย่อมมีความเจริญและสันติสุขมากขึ้น เพียงนั้น และพลอยมีผลให้สังคมโลกมีความเจริญและสันติสุขไปด้วยตามส่วน แต่ถ้าบุคคลในสังคม ประเทศชาติ มีแต่คนพาล ปัญญาโฉดเขลา ขาดสติปัญญาอันเห็นชอบ ไม่รอบรู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ไม่รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง มากด้วยกิเลส คือ ความโลภจัด เห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกพ้องหมู่เหล่าจัด ตัณหาราคะจัด มักเป็นผู้ผูกโกรธ พยาบาท เจ้าเคียด-เจ้าแค้น อิจฉา ริษยา มากด้วยการชิงดี-ชิงเด่น มุ่งร้ายทำลายกัน ถึงความแตกแยกสามัคคีกัน มากเพียงไร สังคมประเทศชาตินั้น ย่อมมีแต่ความเดือดร้อน หาความเจริญและสันติสุขมิได้ และย่อมมีผลกระทบกระเทือนถึงสังคมโลกให้เดือดร้อน วุ่นวายตามกันไปอีกด้วย
สังคมที่กว้างใหญ่ออกไปในระดับประเทศในระดับโลก เต็มไปด้วยหมู่ชนหรือกลุ่มบุคคลหลายหมู่เหล่า หลายชนชาติเผ่าพันธุ์ หลายศาสนา ความใกล้ชิดสนิทสนมกัน ก็ยิ่งห่างไกลกันออกไป ความรู้จักมักคุ้นกันก็ย่อมมีน้อยลง เพราะความห่างเหิน ไม่รู้จักมักคุ้นกัน จึงยากที่จะรู้จักว่าใครดี ใครชั่ว กี่มากน้อย ยากที่จะรู้ความเป็นบัณฑิต ความเป็นพาลที่แท้จริงของซึ่งกันและกันทั้งหมดทุกคนได้ จึงยากแก่การคบค้า การบูชา ยกย่อง นับถือ ได้ถูกต้อง การที่จะเลือกคบคน เลือกบูชา ยกย่อง นับถือ บุคคลใด หรือหมู่คณะใด จึงต้องระมัดระวังให้รอบคอบ พิจารณาให้ถ่องแท้ จึงจะสามารถรู้จักคนดี มีคุณธรรม และมีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญาอันเห็นชอบ รอบรู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง และฉลาดในอุบายให้ถึงความเจริญและสันติสุขอย่างแท้จริงได้ ต้องอาศัยข้อมูลจากสื่อ และ/หรือจากการศึกษาหาข้อมูล โดยการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ เช่น จากการศึกษาวิจัยประชามติ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และในขั้นสุดท้าย อันเป็นวิธีที่ดีที่สุด คือ จากการพิจารณาวินิจฉัยของคณะบุคคล ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงคุณธรรม เช่น จากศาลสถิตยุติธรรม ที่พอจะอุ่นใจ ไว้ใจ จากการพิจารณาวินิจฉัย จากเอกสารหลักฐาน และประจักษ์พยาน ที่ถูกต้อง ตรงประเด็น และที่เชื่อถือได้ ว่า ใครดี ใครชั่วกันแน่
ยิ่งในยุคปัจจุบัน เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ที่โลกพัฒนาความเจริญในทางเทคโนโลยี และทางวัตถุอย่างทันสมัยและก้าวหน้าไปมาก แต่ความเจริญทางด้านจิตใจที่จะให้เป็นคนดี มีศีล มีธรรม กลับมีน้อย เป็นปฏิภาคกลับกันกับความเจริญทางด้านวัตถุ ชนส่วนมากมักตกอยู่ในค่านิยมผิดๆ ได้แก่ ตกอยู่ จมอยู่กับ บริโภคนิยม ติดอยู่กับความฟุ้งเฟ้อ ความสะดวกสบาย ด้วยกาม กิน เกียรติ จึงมีความแข่งขัน แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่นกันในทางทำลาย ด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน สูงมากขึ้นทุกที แม้ข้อมูลข่าวสารจะสามารถถูกส่งหรือติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่บุคคลผู้ทำสื่อ หรือผู้เสนอข้อมูลข่าวสาร หรือผู้วิพากษ์วิจารณ์ กันผ่านทางสื่อ ก็เป็นปุถุชน ผู้ยังอาจมีทั้งกิเลส ตัณหา อุปาทาน ให้เกิดความอคติด้วยความหลงรัก หลงโกรธชัง หลงเกรงกลัว หรือหลงผิดไป เ พราะไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ตามที่เป็นจริง และ/หรือ หลงผิดไป เพราะไม่รู้หรือไม่ได้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ที่เชื่อถือได้ และที่ตรงประเด็น และก็อาจมีทั้งคุณธรรม จริยธรรมของคนดี มีศีล มีธรรม ซื่อตรง ใจจริง ไม่อคติด้วยอคติ ๔ มากบ้าง น้อยบ้าง เพราะเหตุดังนั้น ข้อมูลข่าวสาร และข้อวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ที่เสนอออกมาทางสื่อมวลชน จึงอาจมีทั้งจริง ทั้งปลอม และ/หรือทั้งเท็จ อาจเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ที่ตรงประเด็น และที่เชื่อถือได้ มากน้อยไปตามส่วนแห่งคุณธรรม จริยธรรมของผู้เสนอข่าวสาร และผู้วิพากษ์วิจารณ์ทางสื่อนั้นๆ
เพราะเหตุนั้น ผู้อ่าน ผู้ฟัง ข้อมูลสื่อสารมวลชนทั้งหลาย จึงควรต้องฟังหูไว้หู กล่าวคือ ควรอ่าน-รับชม-รับฟัง ด้วยความระมัดระวัง ด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบ ด้วยความพินิจพิจารณาข้อมูลข่าวสารให้รอบคอบ ไม่ควรด่วนตัดสินใจและปักใจเชื่อหรือไม่เชื่อ โดยที่ตนเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่า เป็นข้อมูลข่าวสารหรือการวิพากษ์วิจารณ์ที่ถูกต้อง ที่ตรงประเด็น และที่เชื่อถือได้ เพียงใด จนกว่าจะได้รู้เห็นพฤติกรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่าดีหรือชั่ว และดูผลการปฏิบัติงานในระยะเวลาที่ผ่านมาว่าดีมากน้อยเพียงไร และ/หรือจนกว่าจะได้มีการพิสูจน์จากเอกสารหลักฐาน และประจักษ์พยานที่ถูกต้อง ที่ตรงประเด็น และที่เชื่อถือได้ จากบุคคลหรือคณะบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ ทรงคุณธรรม ดีแล้ว จึงค่อยปักใจเชื่อตามสมควรแก่กรณี เพราะหากหลงด่วนปักใจเชื่อ หรือหลงตามกระแส โดยที่ตนเองก็มิได้รู้-เห็นแน่ชัดว่าเป็นข่าวจริง เป็นข่าวเท็จ หรือข่าวปลอม-ข่าวปล่อย ก็อาจตกเป็นเหยื่อ หรือตกเป็นเครื่องมือของผู้มีเจตนาชั่วร้าย เป็นเหตุให้ตนเอง และให้สังคมประเทศชาติเสื่อมเสีย หรือถึงความพินาศย่อยยับและล่มจมได้
จึงขอให้สาธุชนทั้งหลาย ได้อาศัยหลักธรรมสำหรับพิจารณาเหตุสังเกตผล ดูบุคคลหรือคณะบุคคล ให้รอบคอบด้วยตนเอง ตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่อถืองมงายไร้เหตุผล ตามหลัก ๑๐ ข้อ คือ อย่าปลงใจเชื่อ (๑) ด้วยการฟังตามกันมา (๒) ด้วยการถือสืบๆ กันมา (๓) ด้วยการเล่าลือ (๔) ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ (๕) ด้วยตรรกะ (๖) ด้วยการอนุมาน (๗) ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (๘) เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน (๙) เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ (๑๐) เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา ต่อเมื่อใด พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรเชื่อ จึงควรละ หรือถือปฏิบัติตามนั้น แล้วท่านก็จะสามารถรู้ตามที่เป็นจริงว่า ใครดีเป็นบัณฑิต ควรคบ ควรบูชา ควรยกย่อง นับถือ ใครชั่วเป็นคนพาล คนโฉดเขลา ไม่ควรคบ ไม่ควรบูชา ไม่ควรยกย่อง นับถือ อย่างถูกต้องแท้จริงเอง
วันนี้ขอยุติการแสดงปาฐกถาธรรมไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน เจริญพร