[๑]
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (๓ หน)
อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต 
โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ.

“

พระองค์ตรัสถึง “อนิจจัง” ก็เพื่อให้ค้นคิดหา “นิจจัง”   ตรัสถึง “ทุกขัง” ก็เพื่อให้ค้นคิดหา “สุขัง”    ตรัสถึง “อนัตตา” ก็เพื่อให้คิดหา “อัตตา”   คนที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด   ประกอบด้วยความเพียรพินิจพิจารณา   ย่อมจะมองเห็นแนวพระโอวาทของพระองค์   จะเทียบให้เห็น เช่น  มีคน ๒ คนยืนอยู่   คนหนึ่งสูง คนหนึ่งต่ำ    เรารู้จักคนสูง   ใครมาถามเราว่า  คนสองคนนั้นรู้จักไหม   เราตอบว่าคนสูงเรารู้จัก เมื่อคนอื่นได้ยินคำตอบเช่นนั้น  แม้ตาของเขาไม่แลเห็นคนสองคนนั้นเลย   เขาย่อมจะรู้ว่าคนที่เราไม่รู้จักนั้นต่ำกว่าคนที่เรารู้จัก  โดยเราไม่จำเป็นจะต้องพูดว่าคนต่ำเราไม่รู้จัก   นี่ฉันใด อนิจจังบอกนิจจัง   ทุกขังบอกสุขัง    อนัตตา บอกอัตตา  ฉันนั้น  อะไรเล่าเป็นนิจจัง สุขัง อัตตา   ก็คือธรรมกายนี้เอง เป็นตัวนิจจัง สุขัง อัตตา

”

ณ บัดนี้ จะได้แสดงธรรมีกถาว่าด้วย  พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เพื่อประดับสติปัญญาและปสาทะแห่งท่านสัปปุรุษพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  ผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จักแสดงตามลำดับพระบาลีที่ยกไว้ข้างต้น  เริ่มแต่คำว่า อิติปิ โส ภควา ไปจนจบ    แต่การแสดงจะหนักไปในทางปฏิบัติ  เพื่อมุ่งประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่

คำว่า คุณ ในที่นี้  หมายความว่ากระไร    เมื่อวิเคราะห์ดูตามถ้อยคำในบาลีนี้แล้ว   หมายความว่า ความดีความงามที่ควรเทิดทูนเคารพบูชา    ความดีความงามของพระพุทธเจ้า ๙ ประการ,   ของพระธรรม ๖ ประการ,  ของอริยสงฆ์ ๙ ประการ ตามที่ปรากฏในพระบาลีนี้   จักได้แสดงแต่ละประการเป็นลำดับไป    เริ่มต้นพระพุทธคุณก่อน   ซึ่งตั้งต้นด้วยคำว่า อรหํ ตลอดจนจบ สังฆคุณ

[พระพุทธคุณ]

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา  ที่มีพระเกียรติคุณเฟื่องฟูจนเป็นที่เคารพสักการะของมวลเทวดา  อินทร์  พรหม  และมนุษย์ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้    มิใช่เพราะเหตุที่พระองค์เป็นกษัตริย์    แต่เป็นเพราะเหตุอื่น    เหตุอื่นคืออะไร   ก็คือเหตุที่พระองค์สละราชสมบัติออกบรรพชา   ประกอบพระมหาวิริยะความเพียรอันแรงกล้า  จนได้บรรลุพระโพธิญาณ ณ ควงไม้ พระศรีมหาโพธิ์   เมื่อวันวิสาขปุรณมีเพ็ญเดือน ๖ นั้นเอง    พระองค์ได้ตรัสรู้เญยยธรรมทั้งปวงในเวลารุ่งอรุณวันนั้น   คุณงามความดีของพระองค์ได้บังเกิดขึ้นแก่พระองค์ตั้งแต่วันนั้นเป็นลำดับมา  จนตราบเข้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน  รวมเป็น ๙ ประการด้วยกัน

อรหํ

อรหํ เป็นพระคุณข้อต้น    มีนัยดังจะแสดงต่อไปนี้

อรหํ เป็นเนมิตตกนาม  เกิดขึ้นเองพร้อมกับที่พระองค์บรรลุพระโพธิญาณ  ยกตัวอย่างเทียบเคียงคล้ายกับชื่อพระมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ชื่อว่า “มัลลิกา”    กล่าวคือว่า    วันที่พระนางเธอประสูตินั้น มีดอกมะลิร่วงลงมาจากอากาศในเวลาเกิด    พระราชธิดาและพระประยูรญาติถือเอานิมิตดอกมะลินั้นขนานนามธิดาองค์นั้นว่า “มัลลิกา”  ซึ่งแปลว่า พระนางมะลิ

อรหํ  เป็นคำที่พวกเรานักปฏิบัติธรรมเชิดชูกันนักหนา   ถึงแก่ได้นำมาใช้เป็นบทบริกรรมภาวนาในเมื่อนั่งสมาธิ  ฉะนั้นจึงขอนำมาแปลไว้ในที่นี้เพื่อได้ซาบซึ้งถึงพระคุณนามข้อนี้ไว้บ้าง     แต่การจะพรรณนาให้สิ้นสุดได้ เมื่อคิดเทียบแล้วก็เท่ากับอากาศในปีกนก    กล่าวคือ  บรรดาอากาศทั้งหลายในสากลโลกมีมากสุดที่จะคณนา   แต่คิดเฉพาะอากาศเท่าที่ปีกนกกระพือขณะที่บินหนหนึ่ง    จะมีอากาศอยู่ในระหว่างปีกนกนิดเดียว ในจำนวนอากาศทั้งหลาย  นี่ฉันใดก็ฉันนั้น

อรหํ  แปลสั้นๆ ว่า “ไกล”   ว่า “ควร”   เป็นสองนัยอยู่     “ไกล” หมายความว่า ไกลจากกิเลส    หรือว่า พ้นจากกิเลส เสียแล้ว  “ไกล” ตรงกันข้ามกับปุถุชนคนเรา   ซึ่งยังอยู่ใกล้ชิดกิเลส   พระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่องดังแท่งทองชมพูนุท หรืออีกอย่างหนึ่งว่า  ใสเหมือนดวงแก้วอันหาค่ามิได้    สมคำที่ว่า พุทธรัตนะ   ประกอบด้วย ตาทิโน เป็นผู้คงที่ไม่หวั่นไหว    หากจะมี ของหอมมาชะโลมไล้พระวรกายซีกหนึ่ง   และเอาของเหม็นมาชะโลมซีกหนึ่ง    พระหฤทัยของพระองค์ก็ไม่แปรผันยินดียินร้ายประการใด     และเปรียบได้อีกสถานหนึ่งว่า  อินฺทขีลูปโม  พระทัยมั่นคงดังเสาเขื่อน ถึงจะมีพายุมาแต่จาตุรทิศ ก็ไม่คลอน    เมื่อเช่นนี้ จึงมีนัยที่แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า เป็น ผู้ควร    คือเป็นผู้ที่เราสมควรจะเทิดจะบูชาไว้เหนือสิ่งทั้งหมด     อรหํ เป็นนามเหตุ    พระคุณนามนอกนั้นเป็นนามผล

ว่าในด้านภาวนา   กายนี้มีซ้อนกันเป็นชั้นๆ   มีกายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายมนุษย์   กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายทิพย์   กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายรูปพรหม   กายธรรมซ้อนอยู่ในกายอรูปพรหม   คนเราที่ว่าตายนั้นคือ  กายทิพย์กับกายมนุษย์หลุดพรากออกจากกัน   เหมือนมะขามกะเทาะล่อนจากเปลือก ฉะนั้น  กายทิพย์ก็หลุดจากกายมนุษย์ไป

การละกิเลสของพระองค์หลุดไปเป็นชั้นๆ   ตั้งแต่กิเลสในกายมนุษย์  กายทิพย์  กายรูปพรหม กายอรูปพรหม  เป็นลำดับไป  

  • กิเลสในกายมนุษย์ คือ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ    

  • กิเลสในกายทิพย์ คือ โลภะ โทสะ โมหะ

  • กิเลสในกายรูปพรหม คือ ราคะ โทสะ โมหะ

  • กิเลสในกายอรูปพรหม คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย

ต่อแต่นี้ไปจึงชักเข้าถึงกายหนึ่ง คือกายธรรม  หรือเรียกว่า ธรรมกาย   เข้าชั้นโคตรภูจิต  เรียกว่า โคตรภูบุคคล

  • โคตรภูบุคคลนี้เดินสมาบัติ  เพ่งอริยสัจ ๔  เป็นอนุโลมปฏิโลม   จนหลุดพ้นจากกิเลสพวกสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส   แล้วตกศูนย์วับกลับเป็นพระโสดาบัน เป็นอันว่าพระโสดาบัน ละกิเลสได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

  • แล้วกายโสดาบันนี้เดินสมาบัติ เพ่งอริยสัจ ๔ เป็นอนุโลมปฏิโลมต่อไปถึงขีดสุด   ละกิเลสได้อีก ๒ คือ กามราคะ พยาบาทชั้นหยาบ   จึงเลื่อนชั้นขึ้นเป็นสกทาคามี

  • กายพระสกทาคามีเดินสมาบัติ เพ่งอริยสัจสี่ทำนองเดียวกันนั้นต่อไป   ถึงขีดสุดละกิเลสได้อีก ๒ คือ กามราคะ พยาบาทขั้นละเอียด จึงเลื่อนชั้นเป็นพระอนาคามี

  • แล้วกายพระอนาคามีเดินสมาบัติเพ่งอริยสัจ ๔ ทำนองเดียวกันนั้นต่อไปถึงขีดสุด   ละกิเลสได้อีก ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา   จึงเลื่อนขึ้นจาก พระอนาคามี เป็น พระอรหันต์

  • จิตของพระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากกิเลสทั้งมวล    จึงได้พระเนมิตตกนามว่า อรหํ (จะกล่าวละเอียดต่อไปในตอนสังฆคุณ)

เหตุที่ทำให้พระองค์เป็น อรหํ นั้น   สรุปโดยย่อก็ได้แก่  การที่พระองค์บำเพ็ญสมาธิ เจริญวิปัสสนาด้วยพระมหาปธานวิริยะอันแรงกล้า  ณ โคนไม้พระศรีมหาโพธิ์ ในวันวิสาขปุรณมีนั้น  โดยความเด็ดเดี่ยว   ตั้งพระหฤทัยอธิษฐานว่า แม้เนื้อและเลือดในพระสรีระของพระองค์จะเหือดแห้ง  เหลือแต่เส้นเอ็น หนัง และกระดูกก็ตามทีเถิด  หากไม่ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณ ตราบใด   พระองค์จะไม่ยอมลุกจากที่นั้นเป็นอันขาด    แล้วพระองค์ก็ทรงนั่งสมาธิรุดไปด้วยน้ำ พระทัยอันเด็ดเดี่ยว    ในที่สุดก็ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณ สมดังพระประสงค์  ในราตรีกาลแห่งวันวิสาขปุรณมีนั้นเอง   

  • ยามต้นทรงบรรลุ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความหยั่งรู้ระลึกชาติหนหลังได้

  • ยามที่ ๒ ทรงบรรลุ จุตูปปาตญาณ ความหยั่งรู้ถึงความจุติและความเกิด

  • ยามที่ ๓ ทรงบรรลุ อาสวักขยญาณ ความหยั่งรู้ที่กำจัดอาสวกิเลสที่หมักหมมอยู่ในจิตให้หมดสิ้นไป

ทรงรู้เห็นแจ่มแจ้งหมด  เห็นจริงๆ   เห็นด้วยตาของธรรมกาย   ไม่ใช่เห็นด้วยตามนุษย์  หรือคิดคาดคะเนเอา   เห็นตลอดทั่วโลกมนุษย์  โลกสวรรค์  โลกนรก   เพราะพระองค์ได้ผ่านพ้นโลก   เสด็จออกสู่แดนพระนิพพานแล้ว  จึงเห็นได้ทั่วถ้วน โดยมิสงสัย

สมฺมาสมฺพุทฺโธ

สัมมาสัมพุทโธ  แปลตามศัพท์ว่า  ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ   หรือนัยหนึ่งว่า  ตรัสรู้เองโดยถูกต้อง หรือพูดให้สั้นก็ว่า  รู้ถูกเอง   เพื่อให้ใกล้กับภาษาสามัญที่ใช้กันว่า รู้ผิด    รู้ถูก ได้แก่ คำที่พูดติเตียนคนที่ทำอะไรผิดพลาดไปว่าเป็นคนไม่รู้ถูกรู้ผิด ทำไปอย่างโง่ๆ   ดังนี้เป็นต้น    แต่แท้จริง “พุทฺโธ” คำนี้  เมื่อวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไปตามรูปศัพท์แล้ว มีความหมายลึกซึ้งมาก   ต่างกันไกลกับคำว่า ชานะ หรือ วิชานะ ซึ่งแปลว่ารู้แจ้งนั้น    ดังนั้น พุทฺโธ จึงได้แปลกันว่า “ตรัสรู้” ไม่ใช่รู้เฉยๆ    เติมคำว่า “ตรัส” นำหน้า “รู้”  ซึ่งสะกิดให้สนใจว่า “รู้” กับ “ตรัสรู้”  ๒ คำนี้มีความหมายลึกตื้นกว่ากันแน่โดยมิสงสัย  

เมื่อระลึกถึงพระบาลีในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่ว่า  “จกฺขุ ํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ”  จึงทำให้แลเห็นความว่า   คุณวิเศษทั้ง ๕ อย่าง ดังบาลีที่ยกขึ้นกล่าวนี้ จะเป็นความหมายแห่งคำว่า พุทฺโธ   กล่าวคือ จกฺขุ ํ ญาณํ ปญฺญา วิชฺชา อาโลโก ทั้ง ๕ อย่างนี้ ประมวลเข้าด้วยกัน   รวมเป็นคำแปลของคำว่า พุทฺโธ หรือจะแปลให้สั้นเข้าอีก   คำว่า พุทฺโธ ก็ยังต้องแปลว่า  ทั้งรู้ทั้งเห็น   ไม่ใช่รู้เฉยๆ     อาศัยคำว่า จกฺขุ ํ ญาณํ  ในบาลีที่ยกขึ้นกล่าวมานั้นเป็นเครื่องประกอบ   ยิ่งกว่านั้นยังมีคำว่า ชานตา ปสฺสตา   ในมหาสติปัฏฐานสูตรอยู่อีก   ซึ่งเป็นเหตุสนับสนุนว่า   ที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น  ไม่ใช่รู้เฉยๆ    เป็นทั้งรู้ทั้งเห็น

ที่ว่า “เห็น” นั้น   มิได้หมายความว่าเห็นอย่างตาเราเห็นอะไรจริงๆ    แต่พระองค์เห็นด้วยตาธรรมกาย   และ การที่พระองค์เห็นนี้  โดยมิได้มีผู้ใดสอนให้รู้ สอนให้เห็น   รู้เห็นโดยลำพังพระองค์เอง และ สิ่งทั้งหลายที่พระองค์รู้เห็นนั้นตรงตามความเป็นจริงทั้งนั้น   มิใช่คาดคะเนหรืออนุมานเอา  จึงเป็นองค์สัมมาสัมพุทโธ พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ  หรือนัยหนึ่งว่าโดยถูกต้องตรงตามความเป็นจริงทุกประการ   จึงได้ชื่อว่า “ตรัสรู้”   ยังมีคำว่า “สัม” นำหน้า “พุทธะ” เติมเข้ามาอีกคำหนึ่ง   ซึ่งแปลว่า ด้วยพระองค์เอง   คือไม่ต้องมีผู้สั่งสอน

พระองค์ทำอย่างไรจึงตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเช่นนั้น   ข้อนี้ตอบไม่ยาก   พระองค์ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองได้ก็เพราะความเป็น “อรหํ” ของพระองค์ดังกล่าวข้างต้นแล้วนั่นเอง   คือเมื่ออำนาจสมาธิทำให้จิตของพระองค์หลุดพ้นจากอาสวะแล้ว   จิตของพระองค์ก็ใสยิ่ง หยุด และบริสุทธิ์ผุดผ่อง   เพราะหยุดนิ่งนั่นเอง  จึงมีสิ่งหนึ่งผุดขึ้นในนิ่ง  ทำให้รู้พระองค์ก็รู้ตามนั้นไป   น้ำขุ่นแม้อิฐสักก้อนหนึ่งอยู่ก้นโอ่ง   เราก็มองไม่เห็น    แต่ถ้าน้ำนั้นนอนนิ่งใสบริสุทธิ์แล้ว   แม้แต่เข็มอยู่ก้นโอ่ง  เราก็เห็น  ฉันใดก็ฉันนั้น

ยังมีคำว่า “สมฺมา” นำหน้า “สมฺพุทฺโธ”  อีกคำหนึ่ง    คำว่า สมฺมา แปลว่า โดยชอบ หรือ โดยถูกต้อง    พระองค์ตรัสรู้อะไร มีเหตุผลยันกันได้เสมอ   จึงได้ชื่อว่าถูกต้อง     เพราะการพูดอะไรไม่มีเหตุผลรับสมหรือยันกันได้แล้ว  ตามหลักธรรมดาเรียกว่าไม่ถูก      ต้องมีเหตุผลรับสมกันจึงจะนับว่าถูก   พระสัทธรรมคำสอนของพระองค์มีเหตุผลรับสมกันอยู่เสมอ  ไม่คลาดเคลื่อน   จึงสมควรแล้วที่ได้พระเนมิตตกนามว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ

พระพุทธวจนะที่ควรนำมาสาธกในที่นี้   ว่าแต่โดยสั้นๆ ก็ว่า   พระองค์ตรัสรู้เหตุตรัสรู้ผล   ไม่ใช่รู้แต่เหตุหรือรู้แต่ผล พระองค์ตรัสรู้ทั้งเหตุ  ตรัสรู้ทั้งผล  ที่ว่านี้คืออะไร  เหตุสุข  เหตุทุกข์  เหตุไม่สุขไม่ทุกข์ หรือที่เรียกว่า อัพยากฤต คือสภาพเป็นกลางๆ    ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นรากฐานแห่งการตรัสรู้ของพระองค์   กล่าวคือ  สุข พระองค์ก็ไม่ทรงรู้แต่สุขเฉยๆ   ตรัสรู้ลึกซึ้งเข้าไปถึงว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดสุขด้วย   และอีก ๒ ประการนั้นก็เช่นเดียวกัน   รู้ทั้งเหตุรู้ทั้งผลคู่กันไป   เป็นต้นว่า  สุขเป็นผลคือความสบายกายสบายใจ    อะไรเล่าเป็นเหตุที่ให้เกิดผล   คือสุขดังกล่าวนั้นพระองค์ตรัสไว้ว่า อโลภะ อโทสะ อโมหะ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง (แปลอย่างย่อที่สุด) ๓ ประการนี้แหละเป็นเหตุ   ดังมีบาลีเป็นที่ยืนยันว่า กุสลา ธมฺมา  อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา เป็นอาทิ    โลภ โกรธ หลง เป็นฝ่ายอกุศล  ตรัสว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์    เราปุถุชนมักรู้กันแต่ผล  สาวหาเหตุไม่ใคร่ถึง   เช่น คนทำโจรกรรมแล้วไปต้องโทษอย่างมาก   ที่รู้กันทั่วไป มักอยู่ในขั้นหยาบๆ ว่า  ผลที่ต้องได้รับทุกข์คือการต้องโทษนั้นเนื่องมาจากโจรกรรม    แต่แท้จริงเหตุเท่านั้นยังไม่พอ   ต้องสาวเข้าไปอีก   ทำไมเขาจึงทำโจรกรรม   ก็จะได้ความว่า  เพราะโลภะเป็นมูลเหตุ    แต่ก็ยังไม่พอ  ต้องสาวเข้าไปอีกว่า  ทำไมโลภะจึงครอบงำเขาได้  ก็จะได้ความว่า  จิตใจของเขาสกปรก   ทำไมจิตใจของเขาจึงสกปรก   จึงได้เหตุว่า เพราะเขาไม่ประพฤติตามโอวาทพระบรมศาสดา  อย่างน้อยก็เป็นคนทุศีล   อทินนาทาน   ขาดไปเสียองค์หนึ่งแล้ว   เหตุใดเขาจึงเป็นคนทุศีล   ก็จะได้ความว่าเขาไม่รู้เรื่องศีล  หรือรู้แล้วไม่นำพา   ทำไมจึงไม่รู้เรื่องศีล   ก็อาจเป็นเพราะเหตุที่เขาไม่เคยอ่านหนังสือทางพระพุทธศาสนา   หรือสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา ฯลฯ   ดังนี้เป็นต้น   พระองค์ทรงสอนไว้ละเอียดถี่ถ้วนว่า   ให้รู้เท่าถึงเหตุผล  รู้ว่าผลนี้เกิดจากเหตุใด   พระองค์มีแนวสอนให้ปฏิบัติเพื่อละเหตุที่ให้เกิดทุกข์   บำเพ็ญเหตุที่ให้เกิดสุข  ตลอดจนวิถีทางดับเหตุทั้งปวง  ซึ่งเรียกว่า “นิโรธ”

เพื่อรับสนองข้อความดังกล่าวมา    ก็มีถ้อยคำของพระอัสสชิเถระเป็นหลักฐานสนองรับรองพระพุทธวจนะดังกล่าวมา   คือภายหลังแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ    พระอัสสชิเถระซึ่งเป็นพระสาวก  ไปประกาศพระศาสนา ไปพบกับอุปติสสปริพพาชก   อุปติสสปริพพาชกตั้งกระทู้ถามกันสั้นๆ ถึงเรื่องพระศาสดาว่า ทรงสั่งสอนอย่างไร    พระอัสสชิได้ตอบว่า ทรงสอนถึงเหตุและวิถีทางที่จะดับเหตุเหล่านั้น    ดังพระบาลีว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปพฺภวา เตสํ เหตุ ํ ตถาคโต ฯเปฯ  หรือพูดอย่างสั้นอีกนัยหนึ่งว่า   พระองค์สอนให้รู้ว่าอะไรชั่ว   อะไรดี   อะไรเป็นเหตุของความชั่ว   อะไรเป็นเหตุของความดี    โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุแห่งความชั่วหรือความเสื่อม      อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นเหตุแห่งความดีหรือความเจริญ    ทรงสอนว่า   ก่อนจะพูด คิด หรือทำสิ่งใด   จงมีสติ   หรือที่เรียกว่าใช้ความคิดให้รอบคอบเสียก่อน  จึงพูด จึงคิดจึงทำการนั้นๆ   แลว่าโดยเฉพาะจง   ระวังเรื่องโลภะ โทสะ โมหะ นั้นไว้  อย่าให้เข้าครอบงำได้   ในเมื่อจะทำ พูด คิดการสิ่งใด  พระองค์ทรงสอนไว้ในทางปรมัตถ์ว่า   ธรรมดาจิตนั้นใสบริสุทธิ์อยู่เสมอ   ซึ่งหมายความว่า  จิตที่ไม่มีกิเลสผสม   ส่วนพวกกิเลส เช่น โลภะ  เรียกว่าเป็นของจรมา   เมื่อมาพ้องพานจิต ก็ย้อมจิตให้เป็นไปตามสภาพอันชั่วช้าของกิเลสนั้นๆ    จิตระคนด้วยราคะหรือโลภะ มีสีแดง,  ระคนด้วยโทสะ สีดำ,  ระคนด้วยโมหะ  ขุ่นเหมือนตมหรือน้ำล้างเนื้อ, สิ่งเหล่านี้พระองค์ใช้ตาธรรมกายมองเห็นจริงๆ    พวกเราเหล่าศาสนิกชน เมื่อเรียนภาวนาเพ่งถึงขนาด   จะเห็นจริงด้วยตนเอง    การปฏิบัติกิจทางภาวนานั้นก็คือ  พยายามกลั่นเอากิเลสออกเสียจากจิต  ให้จิตใจบริสุทธิ์  อันได้ชื่อว่ากิริยาจิต   กิริยาจิตเช่นนี้เป็นอัพยากฤตแล้ว   ต่อนั้นไปจะเป็นจิตที่ควรแก่การทุกอย่าง

พระธรรมเทศนาของพระองค์เมื่อตอนตรัสรู้ใหม่ๆ  หนักไปในทางแสดงเหตุและการดับเหตุ   หรือที่เรียกว่า สมุทัย กับ นิโรธ ดังเช่นในการให้พิจารณาเรื่องสังขาร ในด้าน สมุทัย ว่า  อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา  และในด้าน นิโรธ ว่า  อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา

ในด้าน สมุทัย นั้น แปลความเป็นสยามภาษาว่า   อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร   สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป,   นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ ๖,   อายตนะ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ, ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา,  เวทนาเป็น ปัจจัยให้เกิดตัณหา,   ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน, อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ,   ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ,   ชาติเป็นปัจจัยให้มีความแก่ ความตาย และความเศร้าโศกต่างๆ   สิ่งเหล่านี้จะดับได้ก็เพราะชาติดับ,   ชาติดับได้ก็เพราะภพดับ,   ภพจะดับได้ก็เพราะอุปาทานดับ,   อุปาทานจะดับได้เพราะตัณหาดับ,  ตัณหาจะดับได้ก็เพราะเวทนาดับ,   เวทนาจะดับได้เพราะผัสสะดับ,   ผัสสะจะดับได้ก็ต่อเมื่ออายตนะดับ,   อายตนะจะดับได้ต่อเมื่อนามรูปดับ,   นามรูปจะดับได้ต่อเมื่อวิญญาณดับ,   วิญญาณจะดับได้ต่อเมื่อสังขารดับ,   สังขารจะดับลงก็เพราะอวิชชาดับ,    เหตุผลเกิดดับเกี่ยวข้องกันเป็นลูกโซ่เช่นนี้ เรียกว่า ปัจจยาการ   ที่พระองค์ได้รู้แจ้งแทงตลอดในวันตรัสรู้นั้นทั้งสิ้น    พิจารณาตามลำดับดังที่ยกขึ้นกล่าวมาข้างต้น   เมื่อย่นให้ได้ความเข้าใจ อันจะเป็นผลในทางปฏิบัติแล้ว   ก็มีตัวสำคัญอันเดียว คือ อวิชชา เป็นมูลรากฝ่ายเกิด   หรือที่เรียกว่าสมุทัย   และในทางดับ หรือที่เรียกว่า นิโรธ   ก็ทำนองเดียวกัน   อวิชชาเท่านั้นเป็นตัวการสำคัญ   ถ้าดับอวิชชาได้อย่างเดียว   อื่นๆ ดับเรียบหมด  เพราะอวิชชาเหมือนต้นไฟ   แต่ถ้ายังดับอวิชชาไม่ได้แล้ว   ก็ไม่มีหวังว่าอย่างอื่นจะดับได้   ที่หมายสำคัญในคำสอนของพระองค์จึงอยู่ที่ว่า  ให้ผู้ปฏิบัติเพียรหาทางกำจัดอวิชชาเสีย   จึงจะพ้นจากห้วงลึก คือวัฏฏสงสารได้

อเนกชาติสํสารํ ฯเปฯ   ในขณะเมื่อแสงทองเรื่อเรืองแข่งแสงเงินขึ้นมายังขอบฟ้าเบื้องบูรพา   อันเป็นสัญญาณว่าดวงอาทิตย์เตรียมทำหน้าที่จะส่องโลกอยู่แล้ว   เป็นเวลาที่อากาศยะเยือกเย็นสดชื่น  ส่งให้เราหวนไประลึกถึงเวลารุ่งอรุณแห่งวันเพ็ญวิสาขมาส  อันเป็นวันที่พระบรมโลกนาถอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น เราจะแลเห็นโอภาสรัศมีอันรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าแสงทองนั้นร้อยเท่าพันทวี  ช่วงโชติอยู่ภายใต้โพธิพฤกษ์อันมหาศาล ใบเขียวชอุ่มรับกับรัศมีอันเหลืองอร่ามอยู่ภายใต้นั้น   ในใจกลางแห่งรัศมีอันช่วงโชติชัชวาลอยู่นั้น   มิใช่อื่นไกล   คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา  ประทับพริ้มอยู่ด้วยพระอาการชื่นบานพระหฤทัยที่ได้เสวยวิมุตติสุข  อันเป็นผลแห่งการที่พระองค์ได้ทรงประกอบพระมหาปธานวิริยะมาเป็นเวลาช้านาน   จึงได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  สมดังพระหฤทัยประสงค์   พระองค์จึงทรงเปล่งพระอุทานเย้ยตัณหาว่า   อเนกชาติ สํสารํ  ดังที่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ข้างต้นนั้น ซึ่งแปลใจความเป็นสยามภาษาว่า “เราสืบเสาะหาตัวช่างไม้ผู้สร้างปราสาทมานานแล้ว   เมื่อเรายังหาไม่พบ   เราต้องท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เวียนว่ายตายเกิดอยู่แทบจะนับชาติไม่ถ้วน    การเกิดนำความทุกข์มาให้เราแล้วๆ เล่าๆ  ไม่รู้จักจบสิ้น   นี่แน่ะท่านนายช่างไม้กล่าวคือตัณหา   บัดนี้เราเจอะตัวท่านแล้วละ   ท่านหมดโอกาสที่จะมาสร้างปราสาทคืออัตภาพร่างกายเราต่อไปได้อีกแล้ว   กระดูกซี่โครงท่านกล่าวคือกิเลส เราหักเสียกรอบหมดแล้ว   มิหนำซ้ำยอดปราสาทกล่าวคืออวิชชา  เราก็รื้อทำลายหมดสิ้นแล้ว  จิตของเราปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว   เราถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว” พระอุทานนั้นมีข้อความเป็นบุคคลาธิษฐานสั้นๆ   แต่มีอรรถรสลึกซึ้งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง   ที่แปล คหกูฏํ ว่ายอดปราสาท ก็เพื่อความเหมาะสมที่พระองค์เป็นกษัตริย์   เพราะบ้านเรือนของพระมหากษัตริย์   เรียกกันว่า ปราสาทราชฐาน  พระอุทานนั้นมีข้อความชัดเจนแล้ว  มิจำต้องอธิบาย

วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน

คำว่า “วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน” แปลว่า  พระองค์ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ   คุณวิเศษของพระองค์ในที่นี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท  คือ (๑) วิชชา, (๒) จรณะ   อะไรเรียกว่า วิชชา   วิชชาในที่นี้หมายเอา ความรู้ที่กำจัดมืดเสียได้   มืดคืออะไร ในที่นี้หมายเอาขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตรงกันข้ามกับ อวิชชา ที่แปลว่า ไม่รู้ คือไม่รู้ถูก หรือผิด  เพราะว่าเข้าไปยึดมั่นในขันธ์ ๕  ว่าเป็นตัวเป็นตน  จึงมืดมน   ไม่รู้ไม่เห็นของจริงคือนิพพาน   ข้อสำคัญอยู่ที่อุปาทาน ซึ่งแปลว่ายึดมั่น  คือยึดมั่นในขันธ์ ๕ ถ้ายังตัดอุปาทานไม่ได้ตราบใด   ก็คงมืดตื้ออยู่อย่างนั้น   ตัดอุปาทานได้ มีนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้า   หรือพูดให้ฟังง่ายกว่านี้ก็ว่า เมื่อตัดอุปาทานเสียได้   จะมองเห็นนิพพานอยู่ข้างหน้า   อวิชชา ที่แปลว่า ไม่รู้นั้น   ได้แก่ ไม่รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต ของสังขาร ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท และ อริยสัจจะ

ขันธ์ ๕ เป็นชื่อของอุปาทาน   ถ้าปล่อยขันธ์ ๕ หรือวางขันธ์ ๕ ไม่ได้  ก็พ้นจากภพไม่ได้   คงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เอง    มืดมนวนอยู่ในที่มืดคือโลกนี้เอง   ได้ในคำว่า อนฺธภูโต อยํ โลโก ซึ่งแปลว่า โลกนี้น่ะมืด   ผู้แสวงหาโมกขธรรมถ้ายังติดขันธ์ ๕ อยู่แล้ว   ยังจะพบโมกขธรรมไม่ได้เป็นอันขาด   กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม เหล่านี้อยู่ในพวกมีขันธ์ ๕     กล่าวคือ มนุษย์ เทวดา รูปพรหม อรูปพรหม เหล่านี้อยู่ในพวกมีขันธ์ ๕    สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ก็พวกมีขันธ์ ๕    พวกมืดทั้งนั้น ยิ่งในโลกันตนรก เรียกว่า มืดใหญ่ทีเดียว

วิชชา ที่ว่านี้หมายเอา วิชชา ๓ คือ (๑) วิปัสสนาวิชชา, (๒) มโนมยิทธิวิชชา, (๓) อิทธิวิธีวิชชา,    แต่ถ้านับรวมตลอดถึง อภิญญา ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของวิชชา เข้าด้วยกันแล้ว  รวมกันเป็น ๘  คือ (๔) ทิพพจักษุวิชชา, (๕) ทิพพโสตวิชชา, (๖) ปรจิตตวิชชา, (๗) ปุพเพนิวาสวิชชา, (๘) อาสวักขยวิชชา

ส่วน จรณะ นั้น มี ๑๕ คือ (๑) ศีลสังวร, (๒) อินทรียสังวร, (๓) โภชเน มัตตัญญุตา, (๔) ชาคริยานุโยค, (๕) ศรัทธา, (๖) สติ, (๗) หิริ, (๘) โอตตัปปะ, (๙) พาหุสัจจะ, (๑๐) อุปักกโม (วิริยะ), (๑๑) ปัญญา กับ รูปฌาน ๔   จึงรวมเป็น ๑๕

วิปัสสนา ต่อไปนี้จักแสดงถึงวิชชา   และจะยกเอา วิปัสสนาวิชชา ขึ้นแสดงก่อน “ วิปัสสนา” คำนี้ แปลตามศัพท์ว่า เห็นแจ้ง เห็นวิเศษ   หรือนัยหนึ่งว่า เห็นต่างๆ    เห็นอะไร ?  เห็นนามรูป,   แจ้งอย่างไร ?   แจ้งโดยสามัญญลักษณะว่าเป็นของไม่เที่ยง เต็มไปด้วยทุกข์ และเป็นอนัตตา ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา   มีข้อสำคัญที่ว่า  เห็นอย่างไร ?   เป็นเรื่องแสดงยากอยู่  เห็นด้วยตาเรานี่หรือเห็นด้วยอะไร ?  ตามนุษย์ไม่เห็น  ต้องหลับตาของมนุษย์เสีย   ส่งใจไปจรดจ่ออยู่ศูนย์ดวงปฐมมรรค  (คำว่าปฐมมรรคนี้ได้มาจากบาลีในสนธิกับประโยคว่า “ตฺตรายมาทิ” ซึ่งแปลกันมาว่า อยํ ปฐมมคฺโค  อันว่าปฐมมรรคนี้  อาทิ ภวติ มีอยู่เป็นเบื้องต้น ตตฺร นิพฺพาเน ในพระนิพพานนั้น)   เห็น จำ คิด รู้ มีอยู่ในดวงปฐมมรรคนั้น   ตากายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหมไม่เห็น  ก็เพราะว่าพวกเหล่านี้ยังไม่พ้นโลก    เสมือนลูกไก่อยู่ในกระเปาะไข่   จะให้แลลอดออกไปเห็นข้างนอกย่อมไม่ได้ เพราะอยู่ในกระเปาะของตัว   เพราะโลกมันบัง   ด้วยเหตุว่าโลกมันมืดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น  พวกเหล่านี้จึงไม่สามารถจะเห็น  กล่าวคือ พวกที่บำเพ็ญได้จนถึงชั้นรูปฌานและอรูปฌาน  ก็ยังอยู่กระเปาะภพของตัว  ยังอยู่จำพวกโลก หรือที่ เรียกกันว่าฌานโลกีย์    ยังเรียกวิปัสสนาไม่ได้  เรียกสมถะได้   แต่อย่างไรก็ดี   วิปัสสนาก็ต้องอาศัยสมถะเป็นรากฐานก่อน จึงจะก้าวขึ้นสู่ชั้นวิปัสสนาได้

การบำเพ็ญสมถะนั้น  ส่งจิตเพ่งดวงปฐมมรรคตรงศูนย์  คือ กึ่งกลางกายภายใน   ตรงกลางพอดี   ไม่เหลื่อมซ้ายขวาหน้าหลัง แล้วเลื่อนสูงขึ้น ๒ นิ้ว   เมื่อถูกส่วน ก็จะเห็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม เป็นชั้นๆ ซ้อนกันอยู่ภายในตามลำดับ  จากกายมนุษย์เข้าไปพิจารณาประกอบธาตุธรรมถูกส่วน  รูปจะกะเทาะล่อนออกจากกัน เห็นตามลำดับเข้าไป   กายมนุษย์กะเทาะออกเห็นกายทิพย์   กายทิพย์กะเทาะออกเห็นกายรูปพรหม   กายรูปพรหมกะเทาะออกเห็นกายอรูปพรหม   ในเมื่อประกอบธาตุธรรมถูกส่วน   วอกแวกไม่เห็น   นิ่งหยุดจึงเห็น   หยาบไม่เห็น   ละเอียดจึงเห็น   อาตาปี สมฺปชาโน สติมา  ประกอบความเพียรมั่น  รู้อยู่เสมอ  ไม่เผลอ เพียงแต่ชั้นกายทิพย์เท่านั้น ก็ถอดส่งไปยังที่ต่างๆ ได้   ไปรู้ไปเห็นเหตุการณ์ได้เหมือนตาเห็น    คล้ายกับนอนหลับฝัน แต่นี่ไม่ใช่หลับ  เห็นทั้งตื่น   ตื่นจากการนอน    คนธรรมดาสามัญจะหลับเมื่อไรไม่รู้   จะตื่นเมื่อไรก็ไม่รู้    แต่ถ้าถึงชั้นกายทิพย์แล้ว  จะต้องการให้หลับเมื่อไร   จะให้ตื่นเมื่อไร  ทำได้ตามใจชอบ    พวกฤาษีที่ได้บำเพ็ญฌาน  เขาก็ทำได้   แต่ทั้งนี้ก็อยู่ในขั้นสมถะนั้นเอง    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็ได้เรียนฌานมาแล้วจากในสำนักฤาษี   กล่าวคือ อาฬารดาบสและอุทกดาบส ก็ได้ผลเพียงแค่นั้น    พระองค์เห็นว่ายังมีอะไรดียิ่งกว่านั้น จึงได้ประกอบพระมหาวิริยะบำเพ็ญเพียรต่อไป    จนในที่สุด  พระองค์ได้บรรลุวิปัสสนาวิชชา   เมื่อถึงขั้นนี้แล้วจึงมองเห็นสามัญญลักษณะ เห็นนามรูป  ด้วยตาธรรมกาย   เพราะพระองค์ทะลุกระเปาะไข่คือโลกออกมาได้แล้ว

พระองค์เห็นโลกหมดทั่วทุกโลก  ด้วยตาธรรมกาย   พระองค์รู้ด้วยญาณธรรมกาย ผิดกว่าพวกกายทิพย์ รูปพรหม และอรูปพรหมเหล่านั้น   เพราะพวกเหล่านั้นรู้ด้วยวิญญาณ    แต่พระองค์รู้ด้วยญาณ จึงผิดกัน   สภาพเหตุการณ์ทั้งหลายแหล่ พระองค์รู้หมด   แต่มิใช่รู้ก่อนเห็น   พระองค์เห็นก่อนรู้ทั้งสิ้น

การเห็นรูปด้วยตามนุษย์   อย่างเช่น พระยสะกับพวกไปพบซากศพและช่วยกันเผา    ขณะเผาได้เห็นศพนั้นมีการแปรผันไปต่างๆ   เดิมเป็นตัวคนอยู่เต็มทั้งตัว รูปร่าง สี สัณฐาน ก็เป็นรูปคน     ครั้นถูกความร้อนของไฟเผาลน   สีก็ดำด่างแปรไป   ดำจนคล้ายตะโก  หดสั้นเล็กลงทุกทีๆ   แล้วแขนขาหลุดจากกัน   จนดูไม่ออกว่าเป็นร่างคนหรือสัตว์   ไม่เพียงเท่านั้น    ครั้นเนื้อถูกไฟกินหมด ก็เหลือแต่กระดูกเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย   ในที่สุดกระดูกเหล่านั้นแห้งเปราะแตกจากกัน  ล้วนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  จนดูไม่ออกว่าเป็นกระดูกสัตว์หรือกระดูกมนุษย์     พระยสะปลงสังเวชถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แห่งสังขารร่างกายที่เป็น ซากศพนั้น    แม้กระนั้นก็ยังไม่ทำให้บรรลุมรรคผล   จนกว่าจะได้พบพระพุทธเจ้า จึงบรรลุมรรคผล    นี่ก็เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า เห็นด้วยตามนุษย์ไม่ทำให้บรรลุมรรคผลได้   อย่างมากก็เป็นเพียงปัจจัยเพื่อจะให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น   การเห็นด้วยตาทิพย์ ตารูปพรหม และอรูปพรหม ก็เช่นเดียวกัน    เป็นเพียงปัจจัยเพื่อให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น ต้องเห็นด้วยตาธรรมกาย   จึงจะบรรลุมรรคผลได้

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  เรียกว่า เบญจขันธ์   คือขันธ์ ๕     รูป จะกล่าวในที่นี้เฉพาะรูปหยาบๆ  คือ สิ่งซึ่งธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ   ประกอบกันเข้า รวมกันเป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน   แลเห็นด้วยตา  เช่น ร่างกายมนุษย์และสัตว์    ที่เรียกว่ารูป เพราะเหตุว่า  เป็นของซึ่งจะต้องแตกสลายไปด้วยเหตุต่างๆ มีหนาวและร้อน เป็นต้น   กล่าวคือหนาวจัด เย็นจัด จนเกินขีด หรือถูกร้อนจนเกินขีดย่อมแตกสลายไป   แต่ถ้าแยกโดยละเอียดแล้ว รูปนี้มีหลายประเภทด้วยกัน  เช่น อุปาทายรูป เป็นต้น  แต่ว่าจักยังไม่นำมาแสดงในที่นี้    การพิจารณาโดยสามัญญลักษณะ   พิจารณาไปๆ ละเอียดเข้าซึ้งเข้าทุกที จนเห็นชัดว่านี่มิใช่ตัวตน เรา เขา อะไร   สักแต่ว่าธาตุประชุมตั้งขึ้นแล้วก็ดับไป    ตาธรรมกายนั้นเห็นชัดเจน   เห็นเกิดเห็นดับ ติดกันไปทีเดียว   คือเห็นเกิดดับๆๆๆ คู่กันไปทีเดียว    ที่เห็นว่าเกิดดับๆ นั้นเหมือนอะไร   เหมือนฟองน้ำ   เหมือนอย่างไร   เราเอาของฝาด เช่น เปลือกสนุ่นมาต้มแล้วรินใส่อ่างไว้   ชั้นต้นจะแลเห็นเป็นน้ำเปล่าๆ   ต่อมาเมื่อเอามือแกว่งเร็วๆ   อย่างที่เขาเรียกว่า ตีน้ำให้เป็นฟอง เราจะเห็นมีสิ่งหนึ่งปรากฏขาวขึ้นมา  เป็นรูปเป็นร่าง   ดูให้ดี จะเห็นในฟองนั้นมีเม็ดเล็กๆ  เป็นจำนวนมากติดต่อกันเป็นพืดรวมกัน  สิ่งนี้เรียกว่าฟองน้ำ    เราจ้องดูให้ดีจะเห็นว่าเม็ดเล็กๆ นั้น  พอตั้งขึ้นแล้วก็แตกย่อยไปเรื่อยๆ  ไม่อยู่นานเลย   นี่แหละ  เห็นเกิดดับๆ    ตาธรรมกายเห็นอย่างนี้    เห็นเช่นนี้จึงปล่อยอุปาทานได้

เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อีก ๔ กองนั้นก็ทำนองเดียวกัน   เห็นเกิดดับๆ ยิบไป   เช่นเดียวกับเห็นในรูป   ทุกข์เป็นของมีและขึ้นประจำกับขันธ์ ๕ เป็นของธรรมดา    แต่ที่เราเดือดร้อนก็เป็นเพราะไปขืนธรรมดาของมันเข้า    ขันธ์ ๕ เป็นอนิจจัง  ไม่เที่ยง   ย่อมแปรผันไปตามธรรมดาของมัน   เกิดแล้วธรรมดามันก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย    เมื่อมันถึงคราวแก่  เราไม่อยากจะแก่ หรือไม่ยอมแก่   อาการของมันที่แสดงออกมามีผมหงอกเป็นต้น   ถ้าเราขืนมัน   ตะเกียกตะกายหายาย้อมมันไว้  นี่ว่าอย่างหยาบๆ  ก็เห็นแล้วว่าเกิดทุกข์แล้ว เกิดลำบากแล้ว   ถ้าเราปล่อยตามเรื่องของมัน  ก็ไม่มีอะไรมาเป็นทุกข์

เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ทำนองเดียวกัน    ความทุกข์เกิดขึ้น   เพราะขืนมัน   ขืนธรรมดาของมัน   สิ่งไม่เที่ยงจะให้เที่ยง  สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนก็ยังขืนยึดว่าเป็นตัวตน   เหตุที่ให้ขืนธรรมดาของมันเช่นนี้   อะไร?  อุปาทาน นั่นเอง   ถ้าปล่อยอุปาทานได้  การขืนธรรมดาก็ไม่มี   ตามแนวที่พระปัญจวัคคีย์ตอบกระทู้ถามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสถามว่า เมื่อมันมีอาการแปรผันไปเป็นธรรมดา  แก่ เจ็บ ตาย เช่นนี้แล้ว    เบญจขันธ์นี้จะเรียกว่าเป็นของเที่ยงไหม    ตอบว่าไม่เที่ยง  เมื่อไม่เที่ยงแล้วเป็นทุกข์หรือเป็นสุข   ตอบว่าเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า    ถ้าเช่นนั้นควรละหรือจะยึดเป็นตัวตน   ไม่ควร พระพุทธเจ้าข้า

อะไรเล่าเป็นเหตุให้เกิดอุปาทาน    ตัณหานั่นเอง   ได้แก่ กามตัณหา ความทะยานอยาก เกี่ยวด้วยอารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้น   ภวตัณหา ความทะยานอยากเป็นไปในอารมณ์ ๖ ประกอบ ด้วย สัสสตทิฏฐิ ถือว่าเที่ยงถาวร    วิภวตัณหา ความทะยานอยากเป็นไปในอารมณ์ ๖ ประกอบด้วย อุจเฉททิฏฐิ ถือว่าขาดสูญ    เมื่อละตัณหาได้ อุปาทานก็ไม่มี   ดังจะยกอุทาหรณ์ เทียบเคียงให้เห็น   ดังเช่น สามีภรรยาที่หย่าขาดจากกัน   เมื่อเขายังไม่หย่ากัน   สามีไปทำอะไรเข้า  ภรรยาก็เก็บเอามาเป็นทุกข์เป็นร้อนด้วย   หรือเมื่อฝ่ายภรรยาไปทำอะไรเข้า  ฝ่ายสามีก็เก็บเอามาเป็นทุกข์เป็นร้อนด้วย   ถ้าเขาหย่าขาดกันแล้ว  มิไยที่ฝ่ายใดจะไปก่อกรรมทำเข็ญขึ้น   อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่มีทุกข์ไม่มีร้อนด้วยเลย   ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะเขาต่างหมดความยึดถือ (อุปาทาน) ว่าเขาเป็นสามีภรรยากันแล้ว  นี่ฉันใดก็ฉันนั้น   นี่จะเห็นชัดในข้อว่า ทุกข์เกิดจากอุปาทาน อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวดูดดึงเข้ามา    แต่ลำพังขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวทุกข์   ได้ในคำว่า ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา   รวมความก็ว่า ปล่อยอุปาทานไม่ได้ เป็นทุกข์ ปล่อยได้ หมดทุกข์

ถอดกายทิพย์ออกเสียจากมนุษย์   กายมนุษย์ก็ไม่มีเรื่อง  จะมีใครเป็นทุกข์   และในที่สุดจะต้องปล่อยอุปาทานให้หมดทั้งในกายทิพย์ กายรูปพรหม และอรูปพรหม   คงแต่ธรรมกายเด่นอยู่ 

เหตุใดพระองค์จึงเน้นสอนหนักไปในทางอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา   เมื่อใคร่ครวญโดยสุขุมแล้ว จะมองเห็นว่า   พระองค์สอนดังนั้นเพื่อตะล่อมให้คนที่มีความคิดใช้วิจารณปัญญา สอดส่องเห็นได้เอง   เช่น  พระองค์ตรัสถึง “อนิจจัง” ก็เพื่อให้ค้นคิดหา “นิจจัง”   ตรัสถึง “ทุกขัง” ก็เพื่อให้ค้นคิดหา “สุขัง”    ตรัสถึง “อนัตตา” ก็เพื่อให้คิดหา “อัตตา” คนที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด   ประกอบด้วยความเพียรพินิจพิจารณา   ย่อมจะมองเห็นแนวพระโอวาทของพระองค์   จะเทียบให้เห็น เช่น  มีคน ๒ คนยืนอยู่   คนหนึ่งสูง คนหนึ่งต่ำ    เรารู้จักคนสูง   ใครมาถามเราว่า  คนสองคนนั้นรู้จักไหม   เราตอบว่าคนสูงเรารู้จัก เมื่อคนอื่นได้ยินคำตอบเช่นนั้น  แม้ตาของเขาไม่แลเห็นคนสองคนนั้นเลย   เขาย่อมจะรู้ว่าคนที่เราไม่รู้จักนั้นต่ำกว่าคนที่เรารู้จัก  โดยเราไม่จำเป็นจะต้องพูดว่าคนต่ำเราไม่รู้จัก   นี่ฉันใด อนิจจังบอกนิจจัง   ทุกขังบอกสุขัง    อนัตตา บอกอัตตา  ฉันนั้น  อะไรเล่าเป็นนิจจัง สุขัง อัตตา   ก็คือธรรมกายนี้เอง เป็นตัวนิจจัง สุขัง อัตตา

ติด หลุด เป็นหัวข้อสำหรับผู้ปฏิบัติ    ปล่อยอุปาทานไม่ได้ เรียกว่า “ติด”   ปล่อยได้ เรียกว่า “หลุด”    ติด คือติดอยู่ในโลก  หลุด คือพ้นจากโลก เรียกว่า โลกุตตระ เข้าแดนพระนิพพาน ต้องปล่อยอุปาทานทั้งในกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม    ต้องพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงแห่งเบญจขันธ์ดังกล่าวมานั้นด้วยตาธรรมกาย   จึงเป็นวิปัสสนาวิชชา  อันจะเป็นทางให้หลุดได้

วิปัสสนาวิชชาแยกได้เป็น ๑๐ ประการ คือ

  1. สัมมสนญาณ  พิจารณาย่นย่อนามรูป คือ ความเห็นตามเป็นจริงของนามรูปนั้นๆ

  2. อุทยัพพยญาณ  คำนึงถึงความเกิดความดับของสังขารร่างกาย   ดังอุทาหรณ์เรื่องฟองน้ำ  ดังที่กล่าวมาข้างต้น   คือ เห็นเกิดดับๆๆๆ ติดต่อกันไป

  3. ภังคญาณ   คำนึงถึงแต่ความดับอย่างเดียว   ให้เห็นว่าสังขารร่างกายที่เกิดมาแล้วนี้  มันรังแต่จะแตกดับอย่างเดียว  และก็จะแตกดับอยู่รอมร่อแล้ว    ประหนึ่งเรือนที่ปลูกอยู่ริมตลิ่ง   ทั้งตัวเรือนก็เซซวนจวนจะพังอยู่แล้วด้วย  ซึ่งเป็นความจริงแท้   เราพูดกันอยู่หยกๆ พอขาดคำ   เราอาจจะตายเพราะโรคภัยอันตรายล้อมอยู่รอบข้าง   ไม่รู้ว่ามันจะปรากฏขึ้นขณะใด

  4. ภยญาณ   คำนึงให้เห็นว่าสังขารร่างกายเป็นภัย   เสมือนสัตว์ดุร้ายไม่น่าจะเข้าใกล้  ซึ่งหมายความว่าไม่ควรจะหลงนิยมชมชื่น   อันจะดูดดึงให้ใจเราหมกมุ่น   เป็นเหตุให้ติดอยู่ในภพ

  5. อาทีนวญาณ   นี่เป็นอีกแง่หนึ่งให้คำนึงถึงโทษแห่งสังขารว่า  ถ้าเรามีอุปาทานยึดมั่นอยู่ว่า เป็นตัวเป็นตนของเราแล้ว  มันจะให้ทุกข์โทษดังกล่าวในประการที่ ๔ นั้นดุจเดียวกัน

  6. นิพพิทาญาณ   เมื่อพิจารณาเห็นความเป็นไปแห่งสังขารดังกล่าวมาใน ๑-๒-๓-๔-๕ นั้นแล้ว  ก็ให้เกิดปรีชาคิดเบื่อหน่ายสังขารเป็นกำลัง   ไม่อยากได้ใคร่ดีแล้ว

  7. มุญจิตุกัมยตาญาณ   ถึงขั้นนี้ก็ใฝ่ใจที่จะให้พ้นเสียจากสังขาร คือ ไม่อยากมีสังขาร   แต่ไม่ได้หมายความว่าจะให้ทำลายสังขารเสียโดยความโง่ๆ เช่น ฆ่าตัวตาย    ให้ดำเนินการที่คิดพ้นจากสังขารโดยอุบายที่ถูกทาง

  8. ปฏิสังขาญาณ   คิดคำนึงหาทางพ้นต่อไป   แต่หาทางออกทางพ้นไม่ได้   เพราะมันได้เกิดมาเป็นสังขารเสียแล้ว  ผะอืดผะอมอย่างนี้  เรียกว่า กลืนไม่เข้า คายไม่ออก สำรอกไม่ไหว    ต่อไปก็ถึง

  9. สังขารุเปกขาญาณ   วางใจเป็นกลางไว้   เท่ากับว่าเมื่อกลืนไม่เข้า คายไม่ออกแล้ว   ก็อมเฉยไว้ก่อน    ต่อจากนี้จะมีญาณอีกอันหนึ่งเกิดขึ้น คือ

  10. อนุโลมญาณ   คำนึงผ่อนให้เป็นไปตามความที่เป็นจริงของมัน    นี่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เดินสายกลางหันเข้าหาอริยสัจ ๔  โดยวิธีดังที่บรรยายมาข้างต้น   ว่าโดยรวบรัดตัดความ   ก็หันเข้าหลักธรรมกายนั่นเอง   พิจารณาเห็นแจ้งชัดอริยสัจ ๔  ด้วยตาธรรมกาย   รู้ชัดด้วยญาณธรรมกาย  จึงเป็นวิปัสสนาวิชชา   แต่ละอย่างๆ ที่กล่าวมาใน ๑๐ ข้อนี้เป็นอาการหรือ อารมณ์ของวิปัสสนาที่จะพยุงจิตให้ข้ามขึ้นจากโลกีย์ไปสู่ภูมิโลกุตตระ    คำว่าสังขารร่างกาย ในที่นี้หมายถึงนามรูปนั่นเอง   ที่เรียกว่านามรูปนั้นได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๕ อย่างนี้รวมกัน ย่นย่อลงเรียกว่า นามรูป

มโนมยิทธิ แปลว่า ฤทธิ์ทางใจ   ใครบำเพ็ญได้ถึงที่ ย่อมทำได้   คือทำให้ใจมีฤทธานุภาพผิดไปจากธรรมดา   จะนึกให้เป็นอย่างไรก็เป็นไปตามนึก   ดังเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากดาวดึงส์   นึกจะให้เทวดามนุษย์เห็นกัน   เทวดาก็มองเห็นมนุษย์   มนุษย์ก็มองเห็นเทวดา   ซึ่งมีปรากฏใน เทโวโรหนสูตร นั้น   เพราะมีธรรมกาย   ธรรมกายนึกอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น

อิทธิวิธี แปลว่า แสดงฤทธิ์ให้ปรากฏได้ต่างๆ   ดังเช่น เนรมิตจักร  เนรมิตพระกาย  และเนรมิตปราสาทราชฐานในครั้งทรงทรมานพระเจ้าชมพูบดี   จนพระเจ้าชมพูบดีหมดทิฏฐิมานะ   แล้วจึงทรงแสดงธรรมสั่งสอน เป็นต้น

ทิพพจักขุ แปลว่า ตาทิพย์   ซึ่งหมายความว่า มองเห็นอะไรๆ ได้หมด   ไม่ว่าอยู่ใกล้ไกล อย่างไร ดังเช่นเรื่องพระมเหศวรทดลองพระศาสดา  ให้ทรงปิดพระเนตรเสีย   แล้วพระมเหศวรซ่อนตัว  โดยจำแลงตัวให้เล็ก  แทรกแผ่นดินไปซุกอยู่ในเมล็ดทรายใต้เชิงเขาพระสุเมรุ    พระองค์ก็มองเห็น   ทรงเรียกให้ขึ้นมา   ยังหาว่าเป็นอุบายของพระองค์จะเดาลักเค้าเอา    ในที่สุดพระองค์ก็เอาฝ่าพระหัตถ์ช้อนเอาตัวติดขึ้นมาพร้อมกับเมล็ดทรายนั้นให้เห็นประจักษ์    ตาทิพย์นี้แม้สาวกของพระองค์ก็มีได้   เอาตามนุษย์ ตากายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม ซ้อนกัน    แล้วเอาตาธรรมกายมองซ้อนตากายอรูปพรหม จะเห็นชัด   คล้ายกับว่า แว่นหลายๆ ชั้นซ้อนกัน

ทิพพโสต แปลว่า หูทิพย์    ใครจะพูดอะไรกันที่ไหนได้ยินหมด   โดยเอาแก้วหูกายมนุษย์ ทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม ซ้อนกันตลอดแก้วหูของธรรมกาย   ย่อมสัมฤทธิ์ผลเป็นหูทิพย์ ได้ยินอะไรหมด

ปรจิตตวิชชา แปลว่า ความรู้ที่สามารถทำให้ล่วงรู้ถึงวาระจิตของผู้อื่นได้    ดังมีเรื่อง พวกยักษ์เป็นอุทาหรณ์  คิดว่าจะตั้งปัญหาถามพระศาสดา   ถ้าแก้ไม่ได้จะจับโยนข้ามมหาสมุทร   ครั้นมาถึงก็เรียกพระองค์ว่ามานี่   ยังมิทันจะได้พูดอะไรต่อไป   พระองค์ก็ล่วงรู้เสียก่อนแล้วว่า อาฬวกยักษ์คิดมาอย่างไร   พระองค์ทรงตอบเย้ยไปว่าจะเรียกตถาคตไยเล่า   เข้าไปหา ท่านจะจับเราโยนข้ามมหาสมุทร   แล้วในที่สุดได้ตรัสตอบไปว่า   ปัญหาที่ท่านคิดจะถามเรานั้น พ่อของท่านบอกไว้ใช่ไหม   แล้วเราจะบอกท่านได้ต่อไปด้วยว่า พ่อท่านได้รับบอกมาจากพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า   นี่ล่วงรู้ใจคนได้อย่างนี้

ปุพเพนิวาสวิชชา แปลว่า ความรู้ที่ระลึกชาติหนหลังได้ ว่าชาติไหนเป็นอะไร   เกิดที่ไหนมาแล้ว   ดังมีเรื่องเวสสันดรชาดกเป็นหลักฐาน   ไม่มีสิ่งที่จะพึงระแวงสงสัยอย่างไร   เป็นองค์แห่งสัมมาสัมโพธิญาณแน่แท้

อาสวักขยวิชชา แปลว่า ความรู้ที่ทำลายอาสวะให้หมดสิ้นไป   กล่าวคือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ  ทั้ง ๔ ประการนี้ พระองค์มีทัศนะปรีชาญาณหยั่งรู้วิถีทางที่ทำให้หมดสิ้นไป   ไม่มีในพระกมลของพระองค์แม้แต่สักเท่ายองใย

จรณะ ๑๕ 

ต่อไปนี้ถึงเรื่องจรณะ ๑๕  จักได้ขยายความพอสมควร   จรณะ แปลว่า ประพฤติ หรือธรรมควรประพฤติ

๑. ศีลสังวร  ได้แก่ ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์

๒. อินทรีย์สังวร  การสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิให้อารมณ์ส่วนที่จะชักนำไปทางชั่วเข้าติดอยู่ได้   แต่การสังวรเหล่านี้มีประจำพระองค์เป็นปกติอยู่   มิจำต้องพยายามฝืน อย่างเช่นปุถุชนทั้งหลาย

๓. โภชเน มัตตัญญุตา  การรู้ประมาณในการบริโภคพอสมควร   ไม่มากไม่น้อยเกินไป   เป็นจริยาที่เราควรเจริญรอยตาม  ว่าโดยเฉพาะการบริโภคอาหาร   ถ้ามากเกินไป   แทนที่จะมีคุณค่าแก่ร่างกาย   กลับเป็นโทษ

๔. ชาคริยานุโยค  ทางประกอบความเพียรทำให้พระองค์ตื่นอยู่เสมอ  คือ รู้สึกพระองค์อยู่เสมอ   นิวรณ์เข้าครอบงำไม่ได้เป็นปกติ

๕. สัทธา  พระองค์ประกอบด้วยสัทธาอย่างอุกฤษฎ์   ที่ปรากฏในเวสสันดรชาดก เป็นต้น   พระองค์ได้บำเพ็ญทานบารมี  บริจาคของนอกกาย   ทานอุปบารมี สละเนื้อเลือดเมื่อทำความเพียร    ทานปรมัตถบารมี สละได้ถึงชีวิตมาแล้วอย่างสมบูรณ์

๖. สติ  ได้แก่ที่เรียกว่าสติวินัย   พระองค์ไม่เผลอในกาลทุกเมื่อ   เราผู้ปฏิบัติควรเจริญรอยตามดังแนวที่ทรงสอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร   ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน  ให้มีสติอยู่เสมอ  สติในมหาสติปัฏฐานสูตร  ท่านหมายเอาสติที่ตรึกถึงกาย เวทนา จิต ธรรม

๗. หิริ  การละอายต่อความชั่ว

๘. โอตตัปปะ   สะดุ้งกลัวบาป

ทั้ง ๒ ประการนี้เป็นจรณะที่ติดประจำพระองค์อยู่อย่างสมบูรณ์

๙. พาหุสัจจะ  ฟังมาก  นี่ก็มีประจำพระองค์มาแต่ครั้งยังสร้างบารมี   พระองค์ทรงเอาใจใส่ฟังธรรมในสำนักต่างๆ  เป็นลำดับมาจนกระทั่งอาฬารดาบสและอุทกดาบส   ซึ่งได้ทรงเรียนรู้รูปฌาน อรูปฌาน มาจากสำนักนี้

๑๐. อุปักกมะ   ความเพียรไม่ละลด   ดั่งเช่นทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ๕ เป็นประจำ  (๑) เวลาเช้าบิณฑบาต   (๒) เวลาเย็นทรงแสดงธรรม   (๓) เวลาค่ำทรงประทานพระโอวาทแก่ภิกษุ    (๔) เวลาเที่ยงคืนทรงเฉลยปัญหาเทวดา    (๕) เวลาใกล้รุ่งพิจารณาเวไนยสัตว์ที่จะพึงโปรด

๑๑. ปัญญา   มีความรู้ความเห็นกว้างขวาง   หยั่งรู้เหตุรู้ผลถูกต้อง  ไม่มีผิดพลาด   จรณะยังประกอบด้วยรูปฌานอีก ๔ จึงรวมเป็นจรณะ ๑๕    รูปฌาน ๔ นั้นพระองค์ได้อาศัยมาเป็นประโยชน์ที่จะขยับขยายโลกิยปัญญาให้เป็นโลกุตตระ  เป็นพวกสมาธินั่นเอง   และในจำพวกสมาธินั้น   อัปปนาสมาธิจึงเป็นองค์ปฐมฌาน   แม้กระนั้นยังเป็นโลกีย์  ต้องเห็นด้วยตาธรรมกาย   หยั่งรู้ด้วยญาณธรรมกายจึงเป็นโลกุตตระ    ฌาน ๘ นั้นเป็นจรณะส่งข้ามโลก    พระองค์เรียนฌานนั้นจากดาบส   ต่อจากนั้นพระองค์มาแสวงหาด้วยพระองค์เอง   จึงได้สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นองค์อรหันตสัมมาสัมพุทโธ

สุคโต

แปลได้เป็นหลายนัย เช่นว่า ไปดีแล้ว   ไปสู่ที่ดี   หรือทรงพระดำเนินงาม      ที่ว่าไปดีแล้ว หมายถึงว่าพระองค์ประพฤติดี ทั้งกาย วาจา ใจ คือ กายสุจริต วาจาสุจริต ใจสุจริต   ประพฤติสม่ำเสมอมาเป็นอเนกชาติ   ดับขันธ์จากชาติหนึ่ง ก็ไปสู่สุคติทุกชาติ ไม่ไปสู่ทุคติเลย   อย่างนี้เรียกว่า สุคโต ไปดีแล้ว

นัยหนึ่งพระองค์ดำเนินกาย วาจา ใจ ไปในแนวอริยมรรค  ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘  มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น  สัมมาสมาธิเป็นปริโยสาน   ซึ่งย่อลงเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา    พระองค์เดินทางศีลเป็นเบื้องต้น   ศีลมีประเภทจำแนกละเอียดไว้มากมาย  รวมเข้าเป็นวินัยปิฏกถึง ๕ พระคัมภีร์   รวมยอดเข้าเป็นปฐมมรรคๆ  เป็นดวงใสอยู่ในกึ่งกลางกาย  นั้นแหละรวมยอดมาจากศีล   นี่แหละตัวศีล   สุคโต ในทางศีล    พระองค์เดินทางใจไปหยุดอยู่ตรงดวงปฐมมรรคนั้น   หยุดสงบจนราคะ โทสะ โมหะ อภิชฌา พยาบาท เข้าไม่ได้   ไม่มีอะไรเข้าไปทำให้ขุ่นมัว   จึงใสดุจกระจกส่องเงาหน้า   ก็เข้าขั้นสมาธิ หยุดนิ่งจนมี “รู้” ผุดขึ้น เรียกว่า ปัญญา    หยุดนิ่งอยู่เช่นนั้น    เป็นทำนองเดียวกันตั้งแต่กายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม จนถึงธรรมกาย   เมื่อธรรมกายหยุดนิ่ง   จิตของธรรมกายเป็นมรรคจิต   ญาณธรรมกายเป็นมรรคปัญญา    ธรรมกายเข้าสมาบัติดูอริยสัจต่อไป   ดวงใสถึงขนาดตกศูนย์แล้วกลับเป็นโสดาบันบุคคล   แล้วเป็นสกทาคา อนาคา โดยทำนองเดียวกัน จนธรรมกายอนาคาตกศูนย์จึงเป็นพระพุทธเจ้า    อย่างนี้เรียก สุคโต

อีกนัยหนึ่งว่า  เขมํ ทิสํ คจฺฉมาโน   แปลว่า ไปอยู่สู่แดนอันเกษมกล่าวคือ นิพพาน    คือเมื่อธรรมกายเพ่งเล็งถูกส่วน ตกศูนย์  มีอายตนะอีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า อายตนะนิพพาน   ดึงดูดธรรมกายที่ตกศูนย์นั้นเข้านิพพานอยู่เนืองนิตย์    แม้ในขณะมีพระชนม์อยู่   ชื่อว่าไปอยู่สู่แดนเกษมประการหนึ่ง    เมื่อจะดับขันธ์   พระองค์เข้าสมาบัติ   อายตนะนิพพานดึงดูดเข้าสู่ นิพพานไป   นี่ก็เรียกว่าไปสู่แดนอันเกษม   ซึ่งอยู่ในความหมายว่า สุคโต

สุคโต ที่แปลว่า ทรงพระดำเนินงาม   หมายถึงว่าเมื่อครั้งจะทรงดำเนินไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ยังป่าอิสิปตนะนั้น   ทรงเดินไปด้วยย่างพระบาท   มีฉัพพรรณรังสีรุ่งโรจน์   จนแม้แต่ว่าสัตว์จตุบททวิบาทที่มาแลเห็น ก็งงงัน   หยุดนิ่งตะลึงไปไม่ได้   อย่างนี้เรียกว่าทรงพระดำเนินงาม

สุนฺทรํ ฐานํ คตตฺตา   ที่ว่า สุคโต  เพราะอรรถว่าไปสู่ที่ไหน  ดีที่นั่น   ดังเช่นครั้งเมื่อเมืองไพสาลีเกิดไข้ทรพิษระบาดไปทั่วเมือง   ผู้คนล้มตายกันมาก  จนหาคนจะเก็บศพฝังไม่ได้   ถึงกับปล่อยให้เน่าคาเรือน   พวกเจ้าลิจฉวีประชุมกันให้ไปเชิญพระองค์   พระองค์มาถึงฝั่งแม่น้ำข้างหนึ่ง   เป็นเวลาเย็นแล้ว   จึงทรงประทับยับยั้งอยู่   ในคืนนั้นเทวดาทั้งหลายรู้ว่ารุ่งขึ้น  พระศาสดาจะเสด็จข้ามฟากไปสู่นครไพสาลี   เห็นว่าที่นั่นอากูลไปด้วยซากศพ   จึงประชุมกันให้วัสสวลาหกบันดาลให้ฝนตกลงมากมาย   จนถึงเป็นกระแสน้ำพัดซากศพเหล่านั้นไปหมดสิ้น   ก่อนเวลาที่พระองค์จะเสด็จไปถึง    เมื่อพระองค์เสด็จข้ามฟากไปถึงนครไพสาลีก็สะอาดหมดจดแล้ว  พวกเจ้าลิจฉวีถวายอาหารบิณฑบาต   ทรงเจริญพระปริตร   และให้พระอานนท์เอาน้ำพระพุทธมนต์ไปประพรม ด้วยใช้กำหญ้าคาจุ่มน้ำพระพุทธมนต์   อมนุษย์ก็ปลาสนาการไปหมด   โรคภัยก็สงบ   ดังนี้ก็ได้ชื่อว่า สุคโต

(ต่อ หน้า ๒)

ไปสารบัญ
ไปบรรทัดแรกไปหน้าถัดไป
 
Powered by bythailand.com