Author Topic: สสารนิยมแบบนิวตันและแนวทางไอสไตน์และพุทธวิชชาธรรมกาย  (Read 9419 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 580
  • จิตพิสัย 29
 :D :D :D :D :D :D :D
ผมคัดลอกเนื้อหาบทความมาจากเวปไซด์ของดร.มนัส โกมลฑา นะครับ จาก https://sites.google.com/site/manaskomoltha/thrrmkay-sastr-wichathr-rm-kay/khwam-cring-kab-wichathr-rm-kay มีเนื้อหาดังนี้ครับคือ
--------------------------------
......ในบทความนี้  ผมหรือ ดร.มนัส โกมลฑา ต้องการจะแสดงให้เห็นว่า องค์ความรู้ของวิชาธรรมกายสอดคล้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เป็นอย่างดี

องค์ความรู้ของวิชาธรรมกายที่จะเขียนต่อไปข้างหน้า และเขียนมาแล้ว ผมได้มาอย่างน้อย 6 วิธีการ ดังนี้

1) การอ่านเอกสารที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาจำนวนมาก

2) การปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง

3) การเป็นวิทยากรไปสอนตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และจัดการอบรมเป็นครั้งคราว

4) จากการสังเกต

5) จากการสัมภาษณ์

6) จากการทำวิจัยของตนเองและเป็นที่ปรึกษางานวิจัยของคนอื่นๆ

จะเห็นว่า วิธีการหาความรู้ของผมก็เป็นการศึกษาหาความรู้อย่างเป็นหลักวิชาการ  ถ้าจะพูดให้ทันสมัยในทางวิจัยขึ้นมาอีกหน่อย ก็คือ ผมทำวิจัยประเด็นนี้ ด้วยทฤษฎีฐานราก (Grounded theory)

องค์ความรู้ของวิชาธรรมกาย ซึ่งมีตำรับตำราเขียนไว้เป็นจำนวนมาก จึงได้รับการพิสูจน์ว่า เป็นความจริง (truth) และเป็นความจริงที่สอดคล้องกับองค์ความรู้ของฟิสิกส์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันนี้ด้วย

ต้องขอย้ำไว้ก่อนว่า ความจริงที่สอดคล้องกันนั้น  ไม่ใช่ “ความจริง” อันเดียวกัน

วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้ แบ่งออกเป็น 2 ยุค คือ วิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอน ของนิวตัน-กาลิเลโอ-เดส์คาร์ต  ต่อไปจะเรียกว่า วิทยาศาสตร์เก่า หรือวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตัน

วิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันนี้ ไม่ใช่ว่า นิวตัน-กาลิเลโอ-เดส์คาร์ต เพียง 3 คน คิดค้นขึ้นมา  อันที่จริงเป็นการพัฒนาความรู้โดยนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก  แต่ที่โดดเด่นและเป็นผู้นำในทางด้านความคิด ก็คือ ท่านทั้ง 3 คน ดังกล่าว

วิทยาศาสตร์อีกยุคหนึ่งก็คือ ฟิสิกส์ใหม่  ยุคของฟิสิกส์ใหม่นับตั้งแต่ไอน์สไตน์ประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 เป็นต้นมา

ในปัจจุบันนี้ ความเจริญทางด้านวัตถุทั้งหลายในโลก เราก็ได้รับผลพวงมาจากวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 ยุคนั้น

รถไฟ สะพาน รถยนต์ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ฯลฯ ใช้องค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าสร้างขึ้นมา พวกอุปกรณ์ดิจิตอลทั้งหลาย ระบบ GPS ประตูปิดเปิดอัตโนมัติตามห้าง ฯลฯ ใช้องค์ความรู้ของฟิสิกส์ใหม่สร้างขึ้นมา

ดังได้กล่าวไปแล้วว่า ความจริงของฟิสิกส์ใหม่ หรืออาจจะเรียกให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือ ความจริงของไอน์สไตน์ ไม่ใช่ “ความจริง” อันเดียวกันกับของศาสนาพุทธ

ผมจึงไม่เห็นด้วยกับนักเขียนหลายๆ คนที่ไปเหมารวมเอาว่า ความจริงของไอน์สไตน์กับความจริงของศาสนาพุทธเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ศาสนาพุทธก็คือศาสนาพุทธ มีวิธีการศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกับการศึกษาของวิทยาศาสตร์

การกระทำของนักเขียนหลายๆ คนดังกล่าว ก็เดินทางผิด หรือซ้ำรอยเดิมเช่นเดียวกับพุทธวิชาการในยุคที่ผ่านมา  ที่เอาวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันมาเป็นไม้บรรทัดหรือหลักเกณฑ์ที่ตัดสินว่า เนื้อหาของพุทธศาสนาเถรวาทส่วนใดเป็นจริง ส่วนใดเป็นมายาคติ (myth)

เมื่อความรู้ของฟิสิกส์ใหม่ตีความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าตกไป  พุทธวิชาการเหล่านั้นก็มีอาการหน้าแตกหมอไม่รับเย็บไปตามๆ กัน

ปัจจุบันพุทธวิชาการชุดนั้น จึงไม่กล้าเขียนงานวิชาการทำนองนี้ออกมาอีก  บางส่วนก็เก็บตัวเงียบไป บางส่วนก็ไปเขียนเรื่องอื่นๆ

บทความในชุดนี้ ผมจะการจะเปรียบเทียบความจริงของ วิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอน ของนิวตัน-กาลิเลโอ-เดส์คาร์ต ความจริงของฟิสิกส์ใหม่ และความจริงของศาสนาพุทธเถรวาท

การที่จะเปรียบเทียบองค์ความรู้ทั้ง 3 ประการนั้น  เราต้องรู้และเข้าใจไปถึงความเป็นมาของความรู้ของทางตะวันตกเสียก่อน นั่นก็คือ  ความรู้ของอภิปรัชญา (Metaphysics) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญา




ปรัชญา

องค์ความรู้ของทางวิทยาศาสตร์ของศาสตร์ตะวันตกนั้น มีที่เริ่มต้นที่จุดเดียวกันคือ “ปรัชญา” ปรัชญานั้น ถือเป็น “แม่” ของวิชาทั้งปวง

ปรัชญามีหลายสาขา เช่น อภิปรัชญา (Metaphysics) ทฤษฎีความรู้/ญาณวิทยา (Epistemology) หรือตรรกวิทยา (logic)  เป็นต้น  บทความนี้ จะกล่าวถึงอภิปรัชญา (Metaphysics) เท่านั้น

อภิปรัชญา (Metaphysics) เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาถึงความเป็นจริงแท้หรือความจริงสูงสุดของจักรวาล  พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ต้องการหาคำตอบของคำถามประเภทที่ว่า ความจริงสูงสุดคืออะไร ชีวิตกายและจิตคืออะไร เนื้อแท้หรือแก่นแท้ของโลกคืออะไร เป็นต้น

เนื้อหาของอภิปรัชญาดังกล่าวนั้น มีประมาณ 3 -4 กลุ่ม แล้วแต่หลักการเขียนของตำราแต่ละเล่ม เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น  ผมจึงแบ่งเนื้อหาของอภิปรัชญาอย่างคร่าวๆ ออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ  สสารนิยม (Materialism) กับ จิตนิยม (Idealism)

กลุ่มสสารนิยมเชื่อว่า สสารหรือพลังงานเป็นปฐมธาตุหรือเป็นธาตุพื้นฐานที่สุดของสรรพสิ่ง  กลุ่มสสารนิยมรู้จักจิตเหมือนกัน  แต่เห็นว่าจิตเป็นเพียงปรากฏการณ์ของสสาร

อาการของจิต หรือ ความรู้สึกนึกคิด จึงเป็นเพียงปฏิกิริยาทางเคมีของการทำงานทางสมองเท่านั้น  สิ่งที่เรียกว่าจิตไม่ถือว่ามีอยู่จริง

นอกจากนั้นแล้ว กลุ่มนี้ยังเชื่อว่า  สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และ กายเท่านั้น คือ สิ่งที่มีอยู่จริง

โดยสรุป กลุ่มสสารนิยมเห็นว่า โลกนี้มีเพียงความจริงอย่างเดียว คือ สสารกับปรากฏการณ์ของสสาร

กลุ่มจิตนิยม มีความเชื่อว่า องค์ประกอบของโลกหรือจักรวาลมี 2 ส่วน คือ สสารกับจิต เมื่อพิจารณาเฉพาะมนุษย์  กลุ่มจิตนิยม จึงเห็นว่า มนุษย์มีส่วนประกอบ 2 อย่าง คือ กาย กับจิต (Body and Mind)

จิต คือ ความเป็นจริงสูงสุด และมีความสำคัญกว่าร่างกาย หรือสสารเพราะจิตเป็นตัวตนที่แท้จริง   ส่วนร่างกายเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น

ในทางศาสตร์หรือองค์ความรู้ของทางตะวันตกนั้น มีปรัชญาเป็นต้นตอทั้งสิ้น  วิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันก็เช่นกัน

องค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันเชื่อถือตามกลุ่มสสารนิยม  ปฏิเสธแนวคิดของจิตนิยมโดยสิ้นเชิง  ความจริงของวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกของนิวตันจึงเป็นไปตามแนวคิดของสสารนิยม

 

ความจริงของนิวตัน

เมื่อวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันเชื่อถือตามกลุ่มสสารนิยม  ความจริงของนิวตันจึงต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น

ความจริงเหล่านั้น จะไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือสาวกของนักวิทยาศาสตร์ก็ตาม

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ความจริงของวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกเหมือนจะล่องลอยอยู่  ใครก็สามารถจะไปศึกษาความจริงเหล่านั้นได้ ความจริงของนิวตันจึงเป็นความจริงที่ตายตัวแน่นอน ไม่ว่าใครจะมาศึกษาก็ต้องได้ผลของการศึกษาเหมือนกัน

วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) จึงเป็นวิธีการเดียวที่ยอมรับได้

การศึกษาหาความรู้ใดๆ ก็ตาม  ถ้าเอาความคิดของตัวผู้ศึกษาเข้าไปปะปน   นักวิชาการที่อยู่ในยุคสมัยใหม่ก็จะโจมตีการศึกษาครั้งนั้นๆ ว่ามีความลำเอียง (bias)  ผลการศึกษาจึงไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

ถ้าเปรียบเทียบกับงานวิจัย  งานวิจัยที่เชื่อวิทยาศาสตร์สุดๆ ก็คือ งานวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งต้องมีหลักการละเอียดยิบเพื่อป้องกันความลำเอียง (bias) ของงานวิจัย เพื่อที่จะหาตัวเลขชุดหนึ่งมาเป็นผลของการศึกษา

 

ความจริงของนิวตันกับความจริงศาสนา

เมื่อวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันได้รับความนิยมสูงสุด คือ องค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าจึงทำตัวเหมือนผู้พิพากษาความจริง  ถ้าองค์ความรู้ใดๆ ไม่ใช้วิธีการศึกษาที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ก็จะได้รับการตราหน้าว่า "ไม่จริง" ทั้งหมด

มีศัพท์ตั้งชื่อลักษณะเช่นนี้ว่า Exclusive ซึ่งมีที่มาจากศาสนาคริสต์ ซึ่งเชื่อว่า ความรู้ของตนถูกต้องแต่เพียงอย่างเดียวของคนอื่นผิดหมด

ในทางศาสนาคริตส์ คนที่นับถือพระเจ้าเท่านั้นจะขึ้นสวรรค์ได้  คนในศาสนาอื่นๆ ตกนรกหมด  ในทางพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน เพราะเชื่อว่า คนในศาสนาพุทธเท่านั้นที่จะมีโอกาสไปนิพพานได้  ศาสนาอื่นๆ ทำไม่ได้

เมื่อวิทยาศาสตร์เก่ารุ่งโรจน์  องค์ความรู้อื่นๆ เช่น หมอดู หรือหมอกลางบ้าน เป็นต้น จึงแทบจะหมดทางหากิน

ศาสนาทั้งหลายก็โดนหางเลขไปด้วย  นักวิชาการทางศาสนาเป็นจำนวนมาก ต้องตีความเนื้อหาของศาสนาของตนเองใหม่ ให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์เก่า ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ หรือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นต้น

เฉพาะสถานการณ์ในเมืองไทย  พุทธวิชาการจึงตีความพระไตรปิฎกใหม่หมด  นรกสวรรค์ถูกทำให้เป็นความไม่จริง  พระพุทธเจ้าทรงคิดขึ้นมาเพื่อต้องการให้คนทำความดี  จริงๆ แล้วไม่มี

ผู้ที่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริงๆ  มักถูกแย้งด้วยคำถามเช่นนี้เสมอว่า ทำไมสวรรค์ของคริสต์ศาสนากับพุทธศาสนาจึงไม่เหมือนกัน   หรือบางทีเกจิอาจารย์ 2 ท่าน บรรยายสวรรค์ไม่เหมือนกัน  ก็จะถูกโจมตีว่า ทำไมสวรรค์จึงไม่เหมือนกัน

คำถามต่างๆ เหล่านั้นก็จะมาจากสาวกของวิทยาศาสตร์แบบกลไกเพราะเชื่อว่า ความจริงต้องมีแบบเดียวกัน เหมือนกันนี่แหละ

สำหรับคำตอบเรื่องสวรรค์เท่าที่ผมได้ยินก็จะเป็นทำนองว่า สวรรค์นั้นใหญ่มาก  คนที่ปฏิบัติธรรมไปถึงสวรรค์ได้ อาจจะไปถึงคนละแห่ง คนละที่จึงเห็นไม่เหมือนกัน

บางคนก็จะเปรียบเทียบว่า สมมุติว่า คนต่างจังหวัดเข้ามาในกรุงเทพฯ  คนหนึ่งไปที่สลัมคลองเตย   อีกคนหนึ่งไปที่สีลม  คนทั้ง 2 คนก็ย่อมจะบรรยายกรุงเทพฯ แตกต่างกันออกไป

จะเห็นว่า ทั้งคำตอบและคำถามได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันทั้งสิ้น เพราะ เชื่อว่า ความจริงต้องเหมือนกัน  ถ้าสวรรค์มีจริงๆ  ไม่ว่าสวรรค์ของศาสนาไหนก็ต้องเหมือนกัน

แต่อย่างไรก็ดี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นกฎที่ใหญ่กว่าความจริงของนิวตัน  เพราะ ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ได้โค่นล้มไปจนหมดสิ้น ให้เหลือเป็นความจริงแคบๆ เฉพาะที่เท่านั้น  ไม่เป็นสากลดังที่เคยเชื่อๆ กัน


Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 580
  • จิตพิสัย 29
----------------------
ความจริงของไอน์สไตน์

ความจริงของไอน์สไตน์หรือความจริงของฟิสิกส์ใหม่จะสอดคล้องกับความจริงของศาสนา พุทธเถรวาทดั้งเดิม  ซึ่งในบทความนี้ผมจะใช้องค์ความรู้ของวิชาธรรมกายมาเป็นตัวแทนของศาสนาพุทธเถรวาทดั้งเดิม

ความจริงของฟิสิกส์ใหม่กับความจริงของวิชาธรรมกายนั้น ถ้าพิจารณากันเฉพาะในยุคปัจจุบัน จะมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ “ขัดกับสามัญสำนึก (common sense)”

ผมจะขอยกตัวอย่างความจริงของฟิสิกส์ใหม่ ดังนี้

1) แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง

ในจักรวาลนั้น แสงจะไม่เดินทางเป็นเส้นตรง ขึ้นอยู่กับเข้าไปใกล้ดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ดวงไหน เพราะ มวลของดาวเหล่านั้น จะส่งผลให้แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง

2) สสารมืด

ปัจจุบันนี้ นักฟิสิกส์ยอมรับว่า มีสสารมืดอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มองไม่เห็น จะรู้ว่ามีสสารมืดก็ต้องไปชั่งน้ำหนักมัน 

ผมเล่าเรื่องสสารมืดให้เพื่อนฟัง  เพื่อนมันถามคำถามซึ่งผมก็ตอบไม่ได้ว่า "แล้วนักวิทยาศาสตร์จะเอากิโลที่ไหนไปชั่ง"

โดยสรุป เรื่องสสารมืดนี้ นักฟิสิกส์ใหม่ยอมรับว่า เราสามารถมองเห็นหรือสัมผัสสสารได้เพียง 5 % เท่านั้น  อีก 95 % เรามองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้  แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีอยู่จริง

3) เวลาของทุกคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานที่และความเร็ว

พูดง่ายๆ ว่า ถ้าใครเดินทางด้วยความเร็วมากๆ ก็จะแก่ช้ากว่า  หรืออยู่บนยานอวกาศมากๆ ก็จะแก่ช้ากว่า  แต่เนื่องจากคนในโลกเคลื่อนที่กัน ช้ามากๆ  เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วแสง

ดังนั้น เวลาที่แตกต่างกัน (นาฬิกา) จึงมองไม่เห็นชัดนัก  แต่ถ้าเป็นนาฬิกาชีวภาพ เช่น ร่างกายของมนุษย์ เป็นต้น  จะเห็นความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน

โดยจะเห็นว่า คนบางคนอายุเท่ากัน แต่หน้าตาของบางคนดูอายุน้อยกว่า เป็นต้น  เรื่องเวลานี้ ผมชอบมากที่สุด เพราะ สนับสนุน เรื่อง นรกสวรรค์ของศาสนาพุทธ

พระพุทธสอนว่า เวลาของมนุษย์ สวรรค์ นรก พรหม อรูปพรหม ไม่เท่ากัน  โดยเปรียบเทียบเวลาไว้ด้วย ก็แสดงว่า เรื่องเวลาไม่เท่ากันนี้  ศาสนาพุทธรู้มาตั้งนานแล้ว  ทางตะวันตกต้องใช้เวลาเป็นพันๆ ปี ถึงจะรู้

เมื่อนำเอาความจริงของนิวตันกับความจริงของไอน์สไตน์มาเปรียบเทียบกัน ผลก็ออกมาดังนี้  นิวตันเห็นว่า ความจริงต้องเป็นสากล และไม่ขึ้นกับตัวผู้ศึกษา ใครจะมาศึกษาก็ต้องได้ผลเหมือนกัน  แต่ไอน์สไตน์กลับเสนอว่า ความจริงต้องขึ้นกับตัวผู้ศึกษาหรือผู้สังเกตการณ์ ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า จรวดลำไหนจะเร็วจะช้ากว่ากันเท่าไหร่

พูดให้เข้าใจง่ายเข้าก็คือ ความจริงของไอน์สไตน์นั้นมีหลายชุด คือ ข้อเท็จจริงเหตุการณ์เดียวกันนั้น  ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่คนละกรอบอ้างอิงก็จะเห็นว่า เหตุการณ์นั้นแตกต่างกัน

ยกตัวอย่าง

สมมุติว่า มีเรือใบ 2 ลำที่มีใบที่สูงมากๆ  ด้วย  แล่นคู่ขนานกันไป  และมีนายสมานสมัครนั่งอยู่บนฝั่งกำลังดูเรือใบทั้ง 2 ลำดังกล่าว

ที่นี้ สมมุติว่า เรือลำที่อยู่ใกล้ฝั่ง คือ อยู่กลางระหว่างนายสมานสมัคร มีกลาสีคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนกระโดงเรือ และทิ้งลูกเทนนิสลงมาให้เพื่อนกลาสีอีกคนหนึ่งที่อยู่ข้างล่าง

เหตุการณ์เดียวกันเหตุการณ์นี้  นายสมานสมัครกับกลาสีทั้งหลายบนเรือจะเห็นเหตุการณ์ต่างๆ กันไป

1) คนโยนลูกเทนนิสกับคนรับลูกเทนนิส จะเห็นว่า ลูกเทนนิสร่วงลงมาตรงๆ  เหมือนกับเรานั่งรถเมล์ไป แล้วโยนเหรียญเล่น  เหรียญก็จะตกใส่มือเรา  ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เหรียญน่าจะตกไปข้างหลังมากกว่า เพราะ รถกำลังแล่นอยู่

บางคนอาจจะเถียงว่า เพราะ รถวิ่งช้า เหรียญถึงตกลงบนมือ  ในกรณีนี้ ทฤษฎีไอน์สไตน์ยืนยันว่า ต่อให้นั่งอยู่บนจรวดด้วยความเร็วใกล้ๆ ความเร็วแสง  เหรียญก็จะตกลงในมือเช่นเดิม

2) นายสมานสมัครจะเห็นว่า ลูกเทนนิสล่วงลงมาเป็นเส้นโค้ง  เพราะ จุดที่ปล่อยลูกเทนนิสกับจุดที่ลูกเทนนิสตกถึงมือกลาสีคนที่อยู่ข้างล่างนั้น คนละจุดกัน

3) สำหรับคนบนเรืออีกลำหนึ่ง  ถ้าแล่นด้วยความเร็วที่เท่ากัน ก็จะเห็นลูกเทนนิสตกลงมาตรงๆ  แต่ถ้าใช้ความเร็วแตกต่างกันออกไป  ก็จะเห็นเหตุการณ์แตกต่างกันไป

ถ้าเปรียบเทียบกับงานวิจัย  งานวิจัยในปัจจุบันนี้ มักจะตามทฤษฎีความรู้/ญาณวิทยาที่เรียกว่า ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) คือ ในการศึกษาสิ่งใดต้องศึกษาสิ่งนั้นด้วยความเป็นสิ่งนั้น   ไม่เอาวิทยาศาสตร์เก่ามาเป็นตัวตัดสิน

ทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับตัวผู้ศึกษามากขึ้น  ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นก็คือ ทฤษฎีฐานราก (Grounded theory) ซึ่งจะใช้การสังเกตกับการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือหลัก

โดยสรุป  ความจริงของไอน์สไตน์โค่นล้มความจริงของนิวตันลงไปได้  แต่ไม่ได้หมายความว่า   ความจริงสากลนั้นไม่มีแล้ว  ความจริงสากลนั้นมีอยู่แน่ๆ  ถูกต้องทั้งนิวตันและไอน์สไตน์  แต่ตอนที่เข้าไปสังเกตการณ์  ถ้าอยู่คนละกรอบอ้างอิง ก็จะรับรู้เหตุการณ์นั้นแตกต่างกันออกไป

ในกรณีที่ว่านี้ ไม่ได้หมายความว่า ความจริงของนิวตันเป็นความไม่จริงหรือโกหก  ความจริงของนิวตันก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ แต่แคบกว่าความจริงของไอน์สไตน์

สิ่งที่สาวกของวิทยาศาสตร์เก่าหรือสาวกของนิวตันควรเข้าใจก็คือ วิทยาศาสตร์เก่าไม่ใช่ความจริงแท้ หรือความจริงที่ดีกว่าองค์ความรู้อื่น

ดังนั้น อย่าเอาหลักการหรือองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าไปตัดสินองค์ความรู้อื่นๆ ว่า ไม่จริง  เหมือนที่พุทธวิชาการของไทยได้กระทำมาตลอด 150 ปีที่ผ่านมา

ผลของการกระทำดังกล่าวนั้น จึงทำให้คนไทยที่ได้เรียนในระบบโรงเรียน และที่ได้ร่ำเรียนหนังสือสูงๆ กลายเป็นคนไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ  ส่งผลให้นักการเมือง ข้าราชการ หลอกลวงประชาชน โกงกินประเทศชาติอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้
-----------------------------------------------------------------------------------------
ความจริงของวิชาธรรมกาย

วิชาพื้นฐานของสายวิชาธรรมกายคือ วิชชา 18 กาย  กล่าวคือ ในมนุษย์แต่ละคนนั้น นอกจากกายเนื้อซึ่งสามารถสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แล้ว  ยังมีกายอื่นๆ อีก 17 กายอยู่ภายใน

กายภายในเหล่านั้น ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5  ต้องปฏิบัติธรรมจนสามารถเข้าถึงกายภายใน แล้วใช้ตาของกายภายในเหล่านั้นดูกาย 17 กายดังกล่าว

ตรงนี้ ขอพาดพิงไปยังผลของการปฏิบัติธรรมของลูกศิษย์สายยุบหนอพองหนอบางคน ซึ่งปฏิบัติธรรมแล้ว  กายมนุษย์ละเอียดแยกตัวออกมาจากกายเนื้อได้โดยบังเอิญ  ทำให้เข้าใจผิดไปว่า กายกับจิตแยกออกจากกันได้ เพราะ ตัวของท่านผู้นั้นเห็นกายเนื้อยังนั่งสมาธิอยู่

อันที่จริงแล้ว  กายมนุษย์ละเอียดท่านหลุดออกมา

กายมนุษย์ละเอียดก็มีหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจเหมือนกันกายเนื้อเช่นเดียวกัน  ไม่ใช่หลุดออกมาแต่ใจ/จิต/วิญญาณ  ที่ท่านเห็นกายเนื้อ ไม่ใช่ว่าดวงวิญญาณ (ที่ท่านเข้าใจผิด) เห็น  แต่ใช้ตาของกายมนุษย์ละเอียดมองดู

ที่ว่าเป็นการเห็นโดยบังเอิญก็เพราะ สายยุบหนอพองหนอไม่มีคำสอนเรื่องนี้  แต่สายวิชาธรรมกายมีคำสอนเรื่องนี้อยู่

การทำให้กายมนุษย์ละเอียดออกมาจากกายเนื้อ วิชาธรรมกายทำได้ง่ายมาก  อยากไปเที่ยวไหนในโลกก็เอากายมนุษย์ละเอียดไปเที่ยว  ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันด้วย

ขอพาดพิงเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง  ลูกศิษย์คนนี้ของสายยุบหนอพองหนอเคยเห็นเหรียญของหลวงพ่อเงิน แล้วเห็นกายของหลวงพ่อเงินอยู่ในเหรียญ

ท่านก็เข้าใจผิดว่า ตาของกายเนื้อของท่านเห็นหลวงพ่อเงินในเหรียญ  จริงๆ แล้วไม่ใช่ ตาของกายเนื้อเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้  เป็นตาของกายมนุษย์ละเอียด  แต่ท่านไม่ได้เรียนวิชาธรรมกาย ท่านก็เลยไม่เข้าใจ  น่าเสียดายเหมือนกัน.

กายภายใน จำนวน 17 กายของวิชาธรรมกายนั้น  สามารถแบ่งตามรูปร่างลักษณะได้ 2 ประการคือ

1) รูปร่างเหมือนกายเนื้อ

2) รูปร่างเหมือนพระพุทธรูปเกศดอกบัวตูม

กายข้างในทั้ง 17 กายนั้น  ถ้าเป็นกายมนุษย์ละเอียด/กายฝัน  กายทิพย์  กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมจะมีรูปร่างเหมือนกายเนื้อแต่กายนั้นใส แต่งตัวคล้ายๆ ตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ [1]

แต่พอถึงกายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดา กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี และกายธรรมพระอรหัต ก็จะมีรูปร่างคล้ายพระพุทธรูป แต่เกศเป็นดอกบัวตูม

รูปร่างของกายต่างๆ เหล่านั้น คือ ลักษณะที่เป็นสากลของวิชาธรรมกาย  แต่กายต่างๆ เหล่านั้นของแต่ละคนจะแตกต่างกันที่ขนาดและความสว่างใส

ยกตัวอย่างกายธรรมพระอรหัตก็แล้วกัน  กายธรรมพระอรหัตนี้จะกว้าง 20 วาและสูง 20 วา บางคนอาจจะถามว่า วาของใคร?

คำตอบก็คือ วาของเจ้าของ  วาใครก็วามัน  ดังนั้น จะเห็นว่า กายธรรมพระอรหัตของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน  เพราะ วาของเราแต่ละคนไม่เท่ากัน  ไอ้ที่เท่ากันจริงๆ คงมีน้อยมาก

นอกจากนั้นแล้ว ความสว่างใสของกายธรรมพระอรหัตก็จะแตกต่างกันไป  แล้วแต่บุญบารมี  คนที่ทำความดีมาก บารมีมาก  กายธรรมพระอรหัตก็จะใสมากตามขึ้นไปด้วย

มีวิทยากรบางคน  เป็นวิชาธรรมกายแล้ว แต่ยังไม่เห็นกายธรรมพระอรหัต[2]  จึงถามหลานตัวเอง ซึ่งได้สอนจนเห็นกายธรรมพระอรหัตแล้วว่า  "กายธรรมพระอรหัตใสขนาดไหน"

หลานของวิทยากรผู้นั้น ก็ตอบได้อย่างเฉียบขาดว่า "ไม่รู้จะเทียบกับอะไร เพราะ เอดิสันไม่ได้ทำหลอดที่สว่างขนาดนี้ไว้"

คนที่ไม่เคยเห็นกายภายใน ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้เข้าใจได้  แต่อธิบายได้อย่างคร่าวๆ ว่า  ความใสสว่างของกายธรรมนั้น ไม่สว่างอย่างดวงอาทิตย์ เพราะ ดวงอาทิตย์ สว่างแบบแสบตา และร้อนด้วย

ความใสสว่างของกายธรรมพระอรหัตนั้น สว่างแบบเย็นตา และร่างกายที่จะรู้สึกโปร่งโล่งสบาย  และสว่างได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  พูดให้จ๊าบหน่อยก็ว่า "สว่างแบบอินฟินีตี้"  ว่างั้นเถอะ

คนที่เคยเห็นกายธรรมภายในกาย จะเข้าใจว่า ความสุขที่เกิดจากความสงบนั้นเป็นอย่างไร  นี่แหละคือ ตัวอย่างที่ดีของปัจจัตตังในศาสนาพุทธ

จะเห็นได้ว่า ความจริงของวิชาธรรมกายนั้น มีความเป็นสากลคือ ในกรณีของกายธรรมจะมีรูปร่างเช่นเดียวกัน  และมีขนาดเท่ากันในแต่ละกาย

แต่ในเมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเจ้าของกายเนื้อทั้งหลายมีขนาดของวาไม่เท่ากัน   ดังนั้น กายธรรมของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน  นอกจากนั้น ความใสของกายธรรมต่างๆ ก็จะไม่เท่ากันด้วย  ขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละคน

โดยสรุป

จะ เห็นว่า ความจริงของวิชาธรรมกายกับความจริงของไอน์สไตน์สอดคล้องกัน คือ มีความเป็นสากลอยู่  แต่ความสากลนั้น แต่ละคนจะรับรู้ไม่เหมือนกัน คือ มีความแตกต่างกัน

พูดให้เท่ๆ หน่อยก็คือ ความจริงของวิชาธรรมกายกับความจริงของไอน์สไตน์ เป็น"ความจริงสากลที่แตกต่างกัน"  เท่ซะไม่มี

สำหรับความจริงของนิวตันนั้น ลดลงมาเป็นเพียงความจริงบางส่วนของไอน์สไตน์เท่านั้น

-------------------------------------------

เชิงอรรถ

[1] เรื่องรามเกียรติ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า  คนไทยสมัยโบราณเคยเห็นกายภายในของคนเรา

รามเกียรติ์เรารับมาจากอินเดียแน่นอน  ไม่ใช่ศาสนาพุทธแต่เป็นทางด้านวรรณคดี  คนสมัยเก่าๆ  ที่เห็นกายภายในของคน ได้ดัดแปลงเอาเครื่องแต่งกายของกายภายในไปให้ตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ แต่ง ไม่เช่นนั้น จะเอาลักษณะเครื่องแต่งกายที่ว่านี้มาจากไหน

อีกอย่างคือ เรื่องจักรพรรดิ หรือพระทรงเครื่องของพุทธวิชาการที่ไม่รู้เรื่อง คือ มีพระพุทธรูปอยู่แบบหนึ่ง แต่งกายทรงเครื่อง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ พระแก้วมรกต

เรื่องนี้ทางอินเดียกับลังกาไม่มี  พอพระทางอินเดียกับลังกามาถาม  พุทธวิชาการก็ตอบว่า เป็นพระทรงเครื่อง โดยเป็นการเดาเอา อย่างไม่มีหลักวิชาการ

อันที่จริงแล้วเป็นจักรพรรดิ  ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงกายในพระประธานของโบสถ์ต่างๆ เป็นจักรพรรดิทั้งสิ้น  สนใจก็หาหนังสือของวิชาธรรมกายอ่านเอาเอง

[2] มีผู้เข้าใจผิดในวิชาธรรมกายเป็นจำนวนมาก คิดว่า วิชาธรรมกายสอนใช้ระยะเวลาสั้นๆ คนก็บรรลุพระอรหันต์แล้ว จริงๆ แล้วไม่ใช่ กายธรรมขนาด 20 วา นี่คือ กายธรรมพระอรหัต ไม่ใช่กายธรรมพระอรหันต์

พุทธวิชาการท่านใดที่เอ่ยชื่อกายธรรมพระอรหัตเป็นกายธรรมพระอรหันต์ก็ แสดงว่า มีความรู้ทางวิชาธรรมกายน้อยมาก  ส่วนใหญ่พวกนี้ชอบโจมตีวิชาธรรมกาย  พระบางรูปโจมตีเลยเถิดไปว่า  คนได้อรหันต์จากวิชาธรรมกายเลิกฝึกแล้ว ยังไปดื่มเหล้าได้

ก็เป็นการฝึกชั่วคราว ที่เห็นแค่กายธรรมพระอรหัต  กิเลสลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  พอเลิกฝึกแล้ว ก็สามารถไปทำความชั่วอื่นๆ ได้  เพราะ ยังไม่บรรลุพระอริยบุคคลเบื้องต้น

 

ดร. มนัส โกมลฑา  (Ph.D. Integrated Sciences)

สาขาวิชามนุษยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

E-mail: komoltha4299@gmail.com;komoltha4299@yahoo.com

Web: https://sites.google.com/site/manaskomoltha

Blog: http://manaskomoltha.blogspot.com/
-------------------------------
 ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;)





Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 580
  • จิตพิสัย 29
สำหรับไอแซค นิวตันนี้ ผมคิดเห็นส่วนตัวว่าแม้นิวตันจะมีมิจฉาทิฏฐิมากอยู่ แต่ในใจลึกลึกของนิวตันยังมีความลังเลใจระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนาอยู่ไม่น้อยนะครับแต่นิวตันโน้มเอียงไปทางวิทยาศาสตร์อย่างเปิดเผยมากกว่าในชีวิตของไอแซค นิวตัน
ดังมีข่าวปรากฏปีก่อนก่อนว่า นิวตันมีเอกสารลับที่ได้ใช้วิธีถอดรหัสไบเบิลพันธะสัญญาเก่า เพื่อทำนายวันสิ้นโลกตามความคิดนิวตัน(ผมคิดว่านิวตันก็ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ดีนะครับ)ดังนี้
----------------------------------------------------------------------------------
จาก http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9500000071268
เอบีซีนิวส์/เดลีเมล์/ซีเอ็นเอ็น/เดอะการ์เดียน - เอกสารลายมือ “ไอแซก นิวตัน” อายุกว่า 300 ปี เผยข้อความระบุโลกจะพบจุดจบในปี 2060 โดยอ้างจากความเชื่อทางศาสนาในพระคัมภีร์
       
       แม้จะมีชื่อเสียงจากการทำงานในเชิงตรรกะ แต่นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 3 ศตวรรษที่ผ่านมาอย่างเซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) ก็ได้ “ฟันธง” ถึงวันสิ้นโลกว่าจะมาถึงในปี 2060 นี้ โดยมีเอกสารอายุกว่า 300 ปีที่เขียนด้วยลายมือของเขาจัดแสดงในนิทรรศการ “ความลับของนิวตัน” (Newton's Secrets) ณ มหาวิทยาลัยฮิบรู (Hebrew University) กรุงเยรูซาเลม อิสราเอล
       
       จากการศึกษา “หนังสือแห่งนักบุญเดเนียล” (Book of Daniel) บทเพิ่มเติมของพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม (the Old Testament) นิวตันได้ให้ความเห็นสนับสนุนคัมภีร์ทางศาสนาของยิวหรือ “อะโพคาลิปส์” (Apocalypse) ว่าโลกจะถึงจุดสิ้นสุดในปีที่ 1260 หลังจากการก่อตั้งอาณาจักรโรมันเมื่อ 800 ปีหลังคริสตกาล
       
       “มันอาจจะเกิดหลังจากนั้น แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นเหตุผลที่โลกจะพบจุดจบเร็วกว่านี้” ข้อความที่เขียนด้วยลายมือนิวตันเผย และยังมีความข้อความที่เพิ่มเติมอีกว่า “สิ่งที่ข้าพเจ้าให้ความเห็นไปนี้ไม่ได้เพื่อสนับสนุนว่าวันสิ้นโลกจะต้องเป็นไปตามนั้น แต่เพื่อจะหยุดการคาดเดาที่ไม่รอบคอบของคนที่ชอบนึกขึ้นเองและมักจะทำนายถึงวันสิ้นโลก และการกระทำแบบนั้นทำให้คำทำนายที่ไม่ควรล่วงละเมิดต้องถูกทำลายความน่าเชื่อบ่อยครั้งเท่าที่การคาดเดาของคนเหล่านั้นไม่เป็นจริง”
       
       ข้อความของนิวตันได้เผยให้เห็นถึงเบื้องลึกในจิตวิญญาณของเขาผู้ซึ่งเป็นที่เคารพในฐานะของผู้ที่ยึดถือเหตุผลเป็นสำคัญ โดยการออกมาประกาศที่แม้จะไม่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนมากไปกว่าความมีชื่อเสียงของเขาก็เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือให้กับพระคัมภีร์ซึ่งตกอยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญกับคำทำนายนอกรีตของเหล่านักพยากรณ์อนาคตถึงวันสิ้นโลก
       
       นอกจากนี้ ภายในเอกสารเก่าแก่ของนิวตันยังได้ตีความคำทำนายจากพระคัมภีร์ว่า ชาวยิวจะกลับไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก่อนวันสิ้นโลก ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นเราจะได้เห็น “การล่มสลายของชนชาติที่ชั่วร้าย จุดจบของเสียงร่ำไห้และความทุกข์ยาก การกลับคืนของชาวยิวที่ถูกกักขัง และการสร้างอาณาจักรที่รุ่งเรืองและเป็นนิรันดร์ของพวกเขา”
       
       ทั้งนี้ นิวตันเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ตั้งกฎการเคลื่อนที่ กฎแห่งแรงโน้มถ่วง และการศึกษาเรื่องแสง โดยเขาได้ใช้เวลา 4 ปีในช่วงทศวรรษของปี 1670 ศึกษาวิชาเล่นแร่แปรธาตุที่มีความเข้าใจผิดว่าสามารถเปลี่ยนโลหะให้เป็นทองคำได้ จากนั้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 เขาก็ได้ทำงานที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge University) และได้วางรากฐานของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่จนกระทั่งนำไปสู่การค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ และกลศาสตร์ควอนตัม เมื่อศตวรรษที่ผ่านมา
       
       สำหรับเอกสารลายมือนิวตันที่ถูกจัดแสดงนี้ เป็นการเปิดเผยแก่สาธารณชนครั้งแรกนับแต่ปี 1969 ที่เอกสารได้รับการเก็บรักษาอย่างปลอดภัยในห้องสมุดแห่งอิสราเอล และมีเพียงนักศึกษากลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ได้ยล โดยเอกสารซึ่งเผยถึงรายรับของนิวตันและราคาบุกในขณะนั้นด้วยได้นอนสงบนิ่งอยู่ในบ้านของเอิร์ลแห่งพอร์ธมัธ (Earl of Portsmouth) เป็นเวลา 250 ปี ก่อนจะถูกประมูลในปี 1936 โดยผู้ประมูลได้เป็นนักเรียนทุนชาวยิว
----------------------------------
หลายสิ่ง หลายอย่างที่ยอดอัจฉริยะนักวิทยาศาสตร์โลก "เซอร์ไอแซค นิวตัน" คิดและพูดเอาไว้ล้วนเป็นความจริง พิสูจน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีชื่อเข้าใจยากอย่าง ทวินาม ไฮเปอร์โบลา  หรือการคิดค้น "กฎแห่งการเคลื่อนที่" อันลือลั่น ซึ่งเรียกกันสั้นๆ ว่า "กฎ 3 ข้อของนิวตัน" ไปจนถึงทฤษฎีที่คนทั่วโลกทั้งร่ำเรียน ได้ยินติดหูกันมานานหลายร้อยปี เช่น กฎแรงโน้มถ่วงและแคลคูลัส



วันนี้ถ้า "นิวตัน" จะกระตุกเตือนบอกผ่านเอกสารบันทึกเก่าแก่..
โลกต้องถึงกาลอวสาน แตกดับลงไปภายในอีก 53 ปี..



คุณจะเชื่อหรือไม่..!?



เซอร์ ไอแซค นิวตัน ชาวอังกฤษ อัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 17 ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์หลายสาขา ทั้งฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์  จากโลกนี้ไปแล้ว 280 ปี  แต่เอกสาร รวมทั้งบันทึกการค้นคว้า ความนึกคิดต่างๆ ยังคงได้รับการเก็บรักษาอย่างดี ส่วนหนึ่งถูกเก็บอยู่ในตู้นิรภัยของหอสมุดแห่งชาติ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล

ปัจจุบัน หอสมุดแห่งชาติอิสราเอล ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฮิบรู เยรูซาเล็ม  นำ "เอกสารนิวตัน : นิวตัน เปเปอร์ส" ตัวจริงที่เก็บรักษาไว้มาจัดนิทรรศการ "ความลับของนิวตัน" เปิดแสดงให้สาธารณชนได้เห็นกับตาตนเองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ภายหลังจากก่อนหน้านี้ มีเพียงนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่มีสิทธิได้เห็นเอกสารเหล่านี้

"เอกสารนิวตัน" คงอยู่ผ่านความผันแปรแห่งยุคสมัยนับร้อยปี เปลี่ยนมือจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่น กระทั่งตกมาอยู่ในความดูแลของหอสมุดอิสราเอล ตั้งแต่ปีค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) ศาสตราจารย์ยามินา เบน เมนาเชม จากภาควิชาปรัชญา ม.ฮิบรู ผู้ทำหน้าที่บอกเล่าความเป็นมาของเอกสารชุดนี้ กล่าวว่า

หลัก ที่นิวตันใช้พยากรณ์ "วันสิ้นโลก" หรือ "วันโลกแตก" และบันทึกไว้ในเอกสารเมื่อปีค.ศ. 1704 (พ.ศ. 2247) นั้น ไม่ได้ใช้หลักตรรกะทางคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ แต่เป็นการถอดรหัส ไขปริศนาถ้อยคำที่เขียนอยู่ใน "พระธรรมดาเนียล" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม (ไบเบิล)

โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการถอดรหัสพระธรรมดาเนียล บทที่ 12 ซึ่งนิวตันตีความ ว่า โลกจะถึงคราวดับสูญภายหลังจาก "จักรวรรดิโรมัน" ก่อตั้งครบ 1,260 ปีโดยประมาณ เมื่อคำนวณดูแล้วจึงเท่ากับ โลกมนุษย์จะต้องแตกในปีค.ศ. 2060 (พ.ศ. 2603) หรือภายในเวลาอีกแค่ 53 ปีนับจากนี้

"โลกอาจดับสูญ หลังจากนั้น แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นถึงเหตุผลใดที่โลกจะพบจุดจบเร็วกว่านั้นเช่นกัน "สิ่งที่ข้าพเจ้าอ้างถึงไปนี้มิได้หมายมั่นจะยืนยันว่าวันสิ้นโลกจะมาถึง เมื่อไร "แต่ทำไปเพื่อต้องการหยุดกลุ่มคนเพ้อฝันที่ชอบทึกทักทำนายวันสิ้นโลกขึ้นมาเองอยู่บ่อยๆ

" กระทั่ง ทำให้คำทำนายอันศักดิ์สิทธิ์ต้องเสื่อมเสียไร้ความน่าเชื่อถือมากขึ้นไปตาม คำทำนายผิดๆ ทั้งปวง" นิวตัน เขียนถึงเหตุผลที่ตัดสินใจพยากรณ์วันโลกแตกด้วยตนเอง


ศ.ยา มินา อธิบายว่า ในเอกสารยังมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า นิวตันมีความเชื่อในศาสนาอย่างลึกซึ้ง แม้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ตามหลักแล้วจะเชื่อเฉพาะในสิ่งที่พิสูจน์ได้

โดยบันทึกหัวข้อหนึ่ง นิวตันศึกษารายละเอียดโครงสร้างของวิหารยิวในเยรูซาเล็มอย่างเจาะลึกทุกมิติ
เพราะ เชื่อว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสะท้อนโครงสร้างจักรวาลอันไพศาล จากการตรวจสอบเอกสารพบพื้นเพความมุ่งมั่นทางวิทยาศาสตร์ของนิวตัน มีแรงผลักดันมาจากศาสนานั่นเอง นั่นเพราะเขาต้องการใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ว่าพระเจ้า ทรงทำอะไรกับโลกของเราบ้าง

ตามความเข้าใจของนิวตัน การเข้าถึงพระองค์จึงสามารถกระทำได้ผ่านการศึกษาธรรมชาติและพระคัมภีร์ เพื่อหาหนทางเข้าถึงสัญญาณที่พระองค์ทิ้งเอาไว้  "นิวตันไม่เชื่อในเรื่องของ ตรีเอกภาพ เขาเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น แม้นพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรแห่งพระเจ้า แต่พระเยซูก็ไม่ใช่พระเจ้า..

"นิวตันไม่แสดงความคิดนี้ต่อสาธารณชน เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ศาสนจักรเข้ามาขัดขวางการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเขา..

"ในยุคสมัยนิวตัน มีผู้คนพูดถึงวันสิ้นโลกกันอย่างกว้างขวาง..

" นิวตันจึงมีความ คิดว่าพระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับวันสิ้นโลกเอาไว้แล้ว มนุษย์ไม่มีอำนาจจะไปเปลี่ยนแปลงหรือพยากรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น" ศ.ยามินา กล่าว

 ที่่มา : http://webboard.mthai.com/25/2007-06-26/330941.html


เอกสารลับของเซอร์ ไอแซค นิวตัน
« Last Edit: August 18, 2013, 12:18:44 AM by yesterday »

Offline ISP

  • Newbie
  • *
  • Posts: 17
  • จิตพิสัย 0
นิวตันเป็นเด็กของคริสตจักรครับ

ในยุคที่นิวตันมีชีวิตอยู่นั้น  เป็นยุคที่คริสตจักรเรืองอำนาจครับ  นักวิทยาศาสตร์  นักคิด  คนไหนที่มีหลักการขัดแย้งจากคัมภีร์ของคริสตจักร  ก็จะถูกกวาดล้าง 
นิวตันหลวมตัวเก่ง  รู้อยู่แก่ใจว่าหลักการของตนขัดแย้งกับคริสตจักร  แต่ก็ไม่ต่อต้านแบบออกนอกหน้า  เลยพยายามทำตัวเป็นเด็กดีของคริสตจักรเข้าไว้  จนคริสตจักรอวยยศให้เลย

ไอน์สไตน์ยังดูน่าเชื่อถือกว่าเลย  ฉลาดกว่านิวตัน  วิเคราะห์ได้ดีกว่านิวตัน  หลักการถูกต้องกว่าจนโค่นล้มหลักการของนิวตันไปแล้ว  และที่สำคัญก็คือ  ชอบศาสนาพุทธด้วย 

ถ้าจะเชื่อ  เชื่อไอน์สไตน์ดีกว่าครับ  แต่อย่าเชื่อมากกว่าพระพุทธเจ้า

ไม่ต้องไปสนใจคำทำนายของนิวตันว่าโลกจะแตกหรอก  เพราะนิวตันก็แค่พล่ามไปมั่วๆ เพื่อเลียแข้งเลียขาคริสตจักรเท่านั้นเอง

Offline troy

  • Newbie
  • *
  • Posts: 39
  • จิตพิสัย 1
อ่านเกือบหลับแน่ะ
ถึงว่าผมจึงไม่ค่อยชอบวิชาอะไร ๆ ที่อาจารย์จบด็อกเตอร์มาสอน....เขาชอบอธิบายเรื่องง่าย ๆ ให้มันยากเข้าไว้นี่เอง

Offline troy

  • Newbie
  • *
  • Posts: 39
  • จิตพิสัย 1
ไหน ๆ ก็ส่งจิตออกนอกแล้ว
แรงโน้มถ่วงกับกฎแรงดึงดูดของนิวตัน นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเรามาก ๆ นะครับ โดยเฉพาะค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก หรือค่า g น่ะครับ
ตัั่งแต่น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำคลองชลประทาน การทำถนนหนทาง แม้กระทั่งวิถีของขีปนาวุธ ก็ยังต้องพึ่งค่านี้ครับ 9.8 เนี่ยครับ  ผมยอมรับการทดลองเกี่ยวกับแรงดึงดูดของวัตถุในโลก
ตามทฤษฎีของนิวตัน แต่ไม่ยอมรับแรงดึงดูดจากสถาวะไร้สนามแม่เหล็กโลกครับ เนื่องจากสมัยนั้นเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้  มันคงคล้าย ๆ กับวลีของอาร์คีมีดีสที่ว่าจะสามารถงัดโลกได้หากมีไม้คานยาวเพียงพอสำหรับเขานั่นเอง ยังไงก็ขอบคุณท่านเซอร์ที่ทิ้งมรดกไว้ให้พวกเรา โดยเฉพาะกลุ่มวิศวกรทั้งหลายครับ ถ้าไม่รู้จักค่า g ก็ไม่รู้จะว่ายังไง  ว่าง ๆ จะวิเคาระห์ค่า g ลงบล็อคนะครับ


ทุกวันนี้มีคำว่าแรงดึงดูดหรือ law of attraction โผล่เข้ามาหลาย ๆ มิติทั้งหนังสือ ภาพยนต์ อินเตอร์เน็ต แต่อยากให้เข้าเข้าใจว่า law of attraction ไม่สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์นะครับ มันคนละเรื่องกับแรงดึงดูดของวัตถุนะครับ ผมอยากเรียกว่าแรงอธิษฐานซะมากกว่า (pray power)  ครับ แล้วก็ law of reaction ครับ แอบบอกนิดหนึ่งว่าผมเคยใช้ได้ผลด้วยครับ คือ ผมต้องการหาหนังสือมาก ๆ เล่มหนึ่ง และก็คิดถึงมันตลอดอยากได้ และคิดว่าต้องได้ สุดท้ายผมก็ได้หนังสือเล่มนั้นมาจนได้ครับ อยู่ในแผงข้างถนน  อย่างนี้เขาเรียกว่าแรงปราถนามั้งครับ

พิมพ์ยาว ๆ ไม่รู้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ หรือเปล่า ขอบพระคุณครับ

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 580
  • จิตพิสัย 29
Sir Issac Newtonหรือเซอร์ ไอแซค นิวตัน ถือได้ว่าเป็นคนที่ฉลาดมาก ๆ คนหนึ่งเมื่อสามร้อยกว่าปีที่แล้ว เขาเป็นคนค้นพบกฏของแรงโน้มถ่วงโลก เขาประดิษฐ์กล้อง Telescope และสร้างผลงานอื่น ๆ อีกมากมาย

ในปี 1720 เซอร์ ไอแซค นิวตัน ได้ลงทุนในบริษัท South Sea ตอนที่ราคาหุ้นของบริษัทนี้เท่ากับ 128 ปอนด์ต่อหนึ่งหุ้น

หลังจากนั้นราคากระโดดไปที่ 175 ปอนด์ต่อหนึ่งหุ้น และเดินหน้าไปที่ 300 ปอนด์

Newtonหรือเซอร์ ไอแซค นิวตัน ทราบดีว่าราคาหุ้นไม่มีทางที่จะขึ้นแบบไม่รู้จบ ดังนั้นเขาขายหุ้นเพื่อทำกำไร

ปรากฏว่าเขาคิดผิด ราคาพุ่งไปถึง 1,000 ปอนด์

ทราบไหมครับ Sir Issac Newtonหรือเซอร์ ไอแซค นิวตัน ทำอะไร????

เซอร์ ไอแซค นิวตัน เขากลับเข้าไปซี้อหุ้น South Sea อีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้เขาทุ่มสุดตัว

ข่าวร้ายก็คือเมื่อเขากลับไปซื้อ เป็นตอนที่คนส่วนใหญ่แห่กันขายหุ้นตัวนี้

หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่ของ South Sea แตก

คนที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งของโลกต้องรับเคราะห์จากการเป็นแกะขาว เขาสูญเงินไป 20,000 ปอนด์ ซึ่งเทียบเท่ากับเงิน 3 ล้านปอนด์ในมูลค่าของปัจจุบัน

Sir Issac Newtonหรือ เซอร์ ไอแซค นิวตัน บอกว่าเขาสามารถคำนวณการเดินทางของดวงดาวได้ แต่เขาไม่สามารถคาดเดาถึงความบ้าคลั่งของผู้คนอันเกิดจากพฤติกรรมกลุ่ม
-- Cr. แกะดำทำธุรกิจ blacksheep
« Last Edit: May 13, 2014, 08:24:14 PM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 580
  • จิตพิสัย 29
จดหมายเรื่อง "พระเจ้า" ของไอน์สไตน์ ทำราคาประมูลได้ 92 ล้านบาท

จดหมายที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" เขียนแสดงความเห็นเกี่ยวกับพระเจ้า ซึ่งทำราคาประมูลที่นครนิวยอร์ก ได้สูงถึง 92 ล้านบาท

จดหมายฉบับดังกล่าวมีความยาว 1 หน้าครึ่ง เป็นลายมือของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกเขียนเป็นภาษาเยอรมันในปี 1954 เพื่อแสดงความเห็นโต้เถียงกับนักปรัชญาชาวเยอรมันในเรื่องพระเจ้าและศาสนา โดยไอน์สไตน์เชื่อว่า คำว่า "พระเจ้า" ถูกสร้างขึ้นจากความอ่อนแอของมนุษย์เท่านั้น ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงข้อนี้ได้

นอกจากนี้ ในจดหมายยังมีการเขียนคัดค้านเรื่องที่ว่าชาวยิวเป็นกลุ่มคนที่ถูกเลือกโดยไอน์สไตน์ระบุว่าเขารักและภาคภูมิใจในความเป็นยิว แต่ไม่เชื่อว่า ชาวยิวมีคุณค่าแตกต่าง หรือสูงส่งกว่ามนุษย์กลุ่มอื่นๆ

สำหรับจดหมายฉบับนี้ ถูกเขียนขึ้น 1 ปี ก่อนที่ไอน์สไตน์จะเสียชีวิต เชื่อว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองของเขาต่อเรื่องศาสนา และการมีอยู่ของพระเจ้า

เดิมที บริษัทคริสตีส์ ผู้จัดการประมูลคาดว่าจดหมายฉบับนี้น่าจะทำราคาได้เกือบ 50 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า กลับทำราคาได้สูงถึง 92 ล้านบาท
-------------------------------
อ้างข่าวจากเวปชื่อ pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/94358ครับ
« Last Edit: March 09, 2019, 02:04:44 AM by yesterday »