ผู้เขียน หัวข้อ: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง  (อ่าน 32951 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 714
  • จิตพิสัย 117
เรียนถามครับว่า

ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ที่มีไว้ในครอบครอง นอกจากที่เป็นหินสีดำสนิทเเล้ว มีลักษณะอื่นอีกไหมครับ

-หินผลึกใสที่มีเส้นสีดำเเทรกอยู่ภายใน(ที่เรียกว่า เเก้วขนเหล็ก) ให้คุณ หรือ ให้โทษครับ
-เส้นสีดำเเทรกอยู่ภายในหินผลึกใส ถือว่าเป็นธาตุธรรมภาคดำที่ปนเป็นมาหรือเปล่าครับ(บางคนบอกว่าเป็น เกศาเจ้าเเม่ธรณี)
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

ออฟไลน์ laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 328
  • จิตพิสัย 19
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 08, 2009, 10:38:18 PM »
ก็น่าสนใจครับเรื่องภาคผู้เลี้ยง จักรพรรดิสัตตรัตนะทั้ง7  ก็น่าสนใจ น่าจะมีผู้มาตอบได้ เพราะหลวงป๋าศิษย์สำคัญของพระราชพรหมเถระ(วีระ คณุตตโม)ท่านเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาคผู้เลี้ยงมากที่สุดคนหนึ่งในสายธรรมกาย
ส่วนตัวผมนั้น ไม่ค่อยเข้าใจไหร่นักเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของผู้เดินวิชชาเป็นเพื่อทำวิชชาปราบมารหรือสะสางธาตุธรรมที่จำเป็นต้องมีดวงแก้วใสที่มีจักรพรรดิ์ภาคผู้เลี้ยงมาร่วมทำวิชชาด้วย นี่ใช้ได้เหมาะสมที่สุดครับ พระจักรพรรดิ์ภาคผู้เลี้ยงในธาตุกายสิทธิ์ท่านปรารถนาไปนิพพานเช่นกัน ท่านอยากเห็นเจ้าของที่บูชาท่านได้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยเร็วที่สุดมากกว่าเรื่องชอบความร่ำรวยมากเกินไปในโลกคน และธาตุกายสิทธิ์ภาคผู้เลี้ยงท่านเข้าใจเรื่องกฏแห่งกรรมตามธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าบอกแสดงด้วยนะครับพอสมควร  อีกเยอะเลย
นอกจากหินดำแล้วก็มีหินเทาหรือหินสีผสมปนครับ ที่จัดอยู่ฝ่ายมารดำฝ่ายกลาง ให้โทษคือพยายามทำให้คนเจ้าของลุ่มหลงมัวเมาในลาภยศสรรเสริญสุขให้มากที่สุดจนลืมเรื่องนิพพานในพุทธศาสนาไปเลย
เท่าที่ผมเข้าใจนะครับคือ ถ้าหินใสมีสีดำปน ถ้าจะมีจักรพรรดิ์ภาคผู้เลี้ยงมักจะมีแบบเป็นพวกที่ยังมีการพัฒนาฤทธิ์ระดับต่ำสุด ช่วยเจ้าของที่ครอบครองในเรื่องเล็กน้อยบางอย่างได้ และหินนั้นแม้ใสจริงแต่อาจจะยังไม่มีจักรพรรดิ์มาสร้างเรือนอยู่ก็มีครับ    ต้องดูทางละเอียดภายในเป็นหลักครับ สีหินเป็นเพียงการรวมด้วยของแร่ธาตุในดินเท่านั้นครับ บอกกว้างกว้างว่าจักรพรรดิ์ภาคใดน่าจะอยู่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับจักรพรรดิ์ครับ จักรพรรดิ์มาสร้างเรือนในหินต่างๆทีหลังครับถ้ายังไม่บรรลุนิพพาน  คล้ายคล้าย รุกขเทวา ก็สร้างเรือนทิพย์ในต้นไม้บางต้นเท่านั้นครับ  ผมอาจจะบอกพลาดนะเรื่องนี้ รอท่านอื่นที่เข้าใจมากกว่าผมมาตอบดีกว่าครับ

ออฟไลน์ laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 328
  • จิตพิสัย 19
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 09, 2009, 01:24:16 AM »
ต่อนิดนึงคือ ผมเพียงอุปมาว่า คล้ายกับรุกขเทวาสร้างเรือน ในต้นไม้บางชนิด เฉพาะสร้างเรือนนะครับ....ความจริง พระจักรพรรดิ์ภาคผู้เลี้ยงเป็นอสังขตธาตุ เป็นธรรมกายทรงเครื่องพ้นไตรลักษณ์และพ้นกฏแห่งกรรมนั่นเอง ตรงข้ามกับ รุกขเทวาเป็นสังขตธาตุ อยู่ใต้ไตรลักษณ์และอวิชชา
**พระจักรพรรดิ์ธรรมกายทรงเครื่องนี้มาจากคนทำบารมียาวนานกว่าพระพุทธเจ้านิพพานเป็น  จึงได้สำเร็จเป็นพระจักรพรรดิ์ธรรมกายทรงเครื่องได้ การได้ทรงเครื่องนี้แหละเกิดความพิเศษขึ้นคือบารมีระดับพระจักรพรรดิ์ภาคผู้เลี้ยงนี้แหละ อวิชชาของภาคมารไม่สามารถบังคับให้พระจักรพรรดิ์อยู่ใต้อวิชชาและกฏไตรลักษณ์ได้ อวิชชาบังคับได้แต่สัตว์โลกสังขตธาตุในสามภพเท่านั้น ดังนันพระจักรพรรดิ์ภาคผู้เลี้ยงบางท่านจึงอยู่ในสามโลกได้และมีทั้งของภาคขาวภาคกลางภาคดำเสมอกันไม่ปนกัน แต่ทั้งสามภาคก็ต้องยอมรับให้กฏแห่งกรรมข้ามชาติตายตัวตามพระพุทธเจ้าเป็นตัวบังคับสัตว์โลกให้สุขทุกข์ตามกรรม
ไม่มีผู้ใดมาลบล้างกฏแห่งกรรมได้เลยนิรันดร
**คนเราแต่แรกแต่ละชาติย่อมมีภาคผู้เลี้ยงกำกับเสมอหรือมีธรรมกายทรงเครื่องเป็นภาคผู้เลี้ยงให้กับคนแต่ละคนอยุ่ตั้งแต่แรกเกิดแล้วเป็นธรรมดาในฐานที่7ของคนตามแนวหลวงพ่อสด การหาหินใสมากมากจากที่อื่นจึงไม่จำเป็นเลยเพราะพระจักรพรรดิ์ภาคผู้เลี้ยงในตัวเราก็มีตลอดชีวิตอยุ่แล้วในทุกสัตว์โลกเลย
ตรงนี้แหละ ที่ช่วยให้เราไม่หลงทางกับหินสีต่างๆมากเกินไปด้วย เพียงเท่านี้ก่อนครับ ใครยากแก้ใขเพิ่มเติมหรือมีข้อมูลเด็ดกว่าถูกต้องกว่า ก็บอกกันในเวปนี้ได้เลยครับ

ออฟไลน์ ขมิ้นเหลือง

Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 11, 2009, 09:23:06 PM »
บังเอิญมีผู้ถามคำถามคล้ายๆ กัน  ผมได้ตอบไปบ้างแล้วในกระทู้นี้นะครับ  http://forums.212cafe.com/samatha/board-2/topic-30.html

ออฟไลน์ กายสิทธิ์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 25
  • จิตพิสัย 5
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มีนาคม 11, 2009, 11:49:37 PM »
ขอแจมบ้างครับ

เหล็กไหล ไม่ใช่ภาคดำเสมอไป

กายสิทธิ์ มีทั้งภาคขาวและภาคดำ บางอย่างก็พลิกธาตุธรรมเป็นภาคขาวได้ บางอย่างก็ไม่ได้ ส่วนใหญ่มีสีดำเช่น นิล ปรอทดำ เพชรดำ ฯลฯ

ในจำนวนนั้น มีชื่อของเหล็กไหลปรากฏอยู่ด้วย ในความจริง ถ้าเป็นเหล็กไหลดำ อาจจะเข้าข่ายนี้ แต่เหล็กไหลมีหลายชนิด หลายสาย หลายสี เหล็กไหลสีขาว สีเงินยวง ไม่ใช่เหล็กไหลภาคดำครับ

และหลวงพ่อเจ้าคุณวีระ (พระราชพรหมเถระ) ก็มีเหล็กไหลครับ ท่านมีมาตั้งแต่ยุคเก่าสมัยหลวงพ่อ และมีของยุคใหม่ปัจจุบันนี้ด้วย

และครูอาจารย์ท่านบอกว่าเป็น "กายสิทธิ์เป็น" คือทำหน้าให้ฤทธิ์และหล่อเลี้ยงแบบโลกๆได้ไวกว่า กายสิทธิ์ตายบางชิ้น ที่บารมีไม่สูง แต่ส่วนมากมักเป็นฤทธิ์แบบโลกๆนะครับ

เพราะว่าเหล็กไหลนั้น มีธาตุธรรมและกายของเทพชั้นต่างๆอยู่ด้วย เหล็กไหลบางชิ้นเป็นชั้นพรหมก็มีเยอะ ครูอาจารย์ท่านจึงนำมาอธิษฐานบวชให้ และให้ปฏิบัติธรรม ให้กายภายในเหล็กไหลทำวิชชาเบื้องสูงได้ด้วยนะครับ

แต่โดยเนื้อของเหล็กไหลที่เป็นตัวเรือนก็มาจากอุตตโลกสูงสุดของภพ3ด้วยครับ

กำเนิดของเหล็กไหลนั้นโดยย่อมีอยู่2 คือ

1.เกิดจากธาตุทั้ง6ที่ละเอียดตามธรรมชาติในภพทั้ง3
2.ผู้มีฤทธิ์ สร้างขึ้นด้วยอำนาจบารมีฌานสมาบัติ

การเรียกเหล็กไหลนั้น ถ้าพูดแบบวิทยาศาสตร์ก็คือวิชชาเคมีนั้นเอง ที่มีการเล่นแร่แปรธาตุ คล้ายๆที่ฟรั่งใช้เทคโนโลยีดักจับปรอทด้วยเรด้าในอากาศ
แต่ผู้ที่มีบารมี   หรือมีฌานชั้นสูง   หรือมีวิชาที่ได้รับสิทธิอำนาจต่อๆกันมา ก็เรียกได้โดยผ่านพิธีกรรมที่ถูกต้องครับ

เหล็กไหลส่วนมากมักเป็นของปลอม หรือนำแร่ หิน เหล็กต่างๆมาเจียรนัยหลอกขายกันอย่างแพร่หลาย บางก็คือแม่เหล็กดูดดีๆนั้นเอง

ของจริงนอกจากเรียกให้ไหลเป็นน้ำกันเห็นๆจากพนังถ้ำ(ส่วนใหญ่เป็นของระดับพื้นๆ) ยังสามารถเรียกจากอากาศกลางแจ้งได้ด้วยครับ(ของสูงจากอุตตโลก พรหมโลก สูงสุดในภพ3)
มาทีแรกจะเป็นน้ำ แล้วสามารถทำให้แข็งตัวได้ และสามารถทำให้กลับกลายเป็นน้ำได้อีก เปลี่ยนให้เป็นสีต่างๆ ทำให้เงาขึ้นก็ได้ แต่สีธรรมชาติเป็นสีเหมือนเงินบริสุทธิ์ ที่พูดเพราะเห็นวิธีการมากับตาจริงๆครับ

แล้วต้องนำมาซ้อนวิชชาธรรมกาย และต้องน้อมนำมาปฏิบัติธรรมด้วย จะส่งฤทธิ์อำนาจให้ตามแต่บารมีครับ

           ธรรมะ ที่พึงโยนิโสมนสิการ

           ครูอาจารย์สอนเสมอว่า รู้สักแต่รู้ตามความเป็นจริง อย่ายึดติดวัตถุ ที่พึ่งสูงสุดคือพระรัตนะตรัยที่เราควรเคารพบูชา อัตตา หิ อัตตโน นาโถ อย่าเพิ่มพูนกิเลศ น้อมนำกายสิทธิ์ทุกชนิดมาเพื่อประโยชน์ และปฏิบัติธรรมชำระกิเลสครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 11, 2009, 11:52:40 PM โดย กายสิทธิ์ »

ออฟไลน์ กายสิทธิ์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 25
  • จิตพิสัย 5
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มีนาคม 11, 2009, 11:54:05 PM »
การรักษาและพัฒนาธาตุกายสิทธิ์

พระอาจารย์มหาเสริมชัย ชยมังคโล หรือ พระราชญาณวิศิฏฐ์ เจ้าอาวาส วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ผู้ได้ศึกษาเรื่องราวของ “เหล็กไหล” มามากพอสมควร ได้ให้ข้อคิดเห็นต่อความสงสัยในเรื่องราวของธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ไว้ว่า

การกำเนิดของเหล็กไหล เกิดจากมหาฤาษีหรือเทพพรหม คนธรรพ์ นาค ยักษ์ ที่มีความปรารถนาที่ จะสร้างบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป มุ่งสู่การบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีธรรมเพื่อเลื่อนภูมิจิตของตนเองเข้าสู่อริยมรรค ถึงพระนิพพานอันเป็นอมตธรรมเป็นสำคัญ

เหล็กไหลจึงมักจะอยู่กับคนดีมีศีลธรรม ให้คุณประโยชน์แก่ผู้ที่มีไว้ครอบครองด้วย ความสมบูรณ์พูนสุข ในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และพระนิพพานสมบัติ ถึงซึ่งอริยมรรค คือ มรรค ผล นิพพาน ตามกระแสพระสัทธรรมของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ง่ายขึ้น

                   เพราะฉะนั้นผู้ครอบครองเหล็กไหล ควรจะปฏิบัติตนให้เหมาะสม สมควรแก่การรองรับเอาธาตุ กายสิทธิ์เหล่านี้ไว้เป็นบารมีของตน ในเบื้องต้นควรจะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย ทาน ศีล ภาวนา สัมมาปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ควรให้โอกาสธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ชำระล้างมลทิน ด้วยการให้ถือศีล  5 เป็นอย่างต่ำ วันพระถือศีล 8 ให้ เขามีโอกาสได้ร่วมพิธีบวชเณรหรือพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนาด้วยยิ่งดี

                   ในกรณีที่เราไม่สามารถยึดมั่นอยู่ในหลักธรรมขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างมั่นคงแล้ว ก็ ไม่สมควรจะเป็นผู้ครอบครอง “เหล็กไหล” ธาตุกายสิทธิ์ เพราะบารมีเราอ่อนกว่าแล้วจะทำให้เกิดโทษได้ในภายหลัง ควรครอบครองธาตุกายสิทธิ์ที่ ผู้รู้หรือผู้ทรงคุณวุฒิท่านได้นำมาสร้างเป็นพระเครื่องหรือวัตถุมงคล ซึ่งได้ผ่านการเจริญภาวนาชำระธาตุธรรม นำธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้เข้าสู่กระแสธรรมเรียบร้อยแล้ว จึงจะดีและปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง

หลักการพิจารณาของจริง

                   ปัจจุบันนี้พวกเราคงได้ยินได้ฟังเรื่องราวของ  “ธาตุกายสิทธิ์” เหล็กไหล ค่อนข้างมาก แม้กระทั่งเห็นวางจำหน่ายอยู่ตามแผงพระก็มี ริมฟุตบาทข้างถนนก็มี ก็เลยยิ่งสับสนกันไปใหญ่ ว่าเป็นของจริงหรือเปล่า

                   หากท่านไม่สนใจไม่ศรัทธาในสิ่งเหล่านี้ก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าสนใจขึ้นมาละก็ ควรจะต้องศึกษาถามไถ่จากผู้รู้จริง ๆ จึงจะสมควร อย่าไปฮือฮาตามกระแส  ถ้าจะให้ตอบ ก็ขอบอกว่า  จริงก็มี ไม่จริงก็มี ดังนั้นอย่าไปเดาสุ่ม เพราะของดีจริงนั้นมีอยู่ จึงมีของทำเทียมและเลียนแบบปลอมปนสร้างความเข้าใจผิดให้ผู้ สนใจได้หลงผิด ด้วยคนโลภและทุศีล ขาดคุณธรรม ไม่มีหิริโอตตัปปะ เอามาหลอกขายหาเงินจากผู้ที่รู้ไม่เท่าทัน

                   สัจจธรรมอย่างหนึ่งที่เห็นได้ง่ายมาทุกยุคทุกสมัย อะไรก็แล้วแต่ที่มีค่าเป็นเงินตรา และเป็นที่สนใจใฝ่หาของคนทั่วไป ในไม่ช้าก็มีของทำเทียมและเลียนแบบปรากฏออกมาแอบอ้างให้ผู้คนหลงผิดอยู่เป็นประจำ เช่น พระเครื่องพิมพ์ต่าง ๆ ที่มีราคาสูง อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอีเล็คโทรนิค เป็นต้น เพราะปัจจุบันเทคโนโลยี่ มีความก้าวหน้า  เทคนิคการทำเทียมก็เลยแนบเนียนจนยากแก่การแยกแยะ

                   ดังนั้นผู้สนใจพึงสังวร อย่าตกเป็นเหยื่อของคนโลภ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นประจำ เพราะเหล็กไหลย่อมมีคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ผู้มีคุณธรรม และมีโทษมหันต์สำหรับคนชั่วหรือคนทุศีลได้เหมือนกัน

                   สำหรับผู้สนใจพึงตั้งจิตอธิษฐานที่จะมีธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ไว้ในครอบครอง เพื่อขอบารมีจากวัตถุ ธาตุกายสิทธิ์มาอนุเคราะห์อำนวยประโยชน์แก่การศึกษาและปฏิบัติธรรม เพิ่มพูนบุญบารมีธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของเหล่าเทพ พรหม ผู้รักษาเหล็กไหล ที่จะดำเนินชีวิตตนมุ่งสู่อมตธรรมที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง เทพเทวาผู้รักษาธาตุกายสิทธิ์นี้ก็จะเปิดบารมีให้แก่ท่านได้พบสี่งที่ปรารถนาเอง

                   ดังนั้นหลักเบื้องต้นในการพิจารณาถึงวัตถุธาตุกายสิทธิ์ว่า เป็นของจริง หรือ ของเทียมและเลียนแบบนั้น จึงขอตั้งข้อสังเกตให้ท่านได้ศึกษาพิจารณาดังนี้

·        พิจารณาแหล่งที่มาว่าเป็นวัตถุธาตุที่มาจากสำนักที่พึงเชื่อถือได้  ความจริงการที่บุคคลภายนอกจะพิจารณาคุณธรรมของคนในสำนักต่าง ๆ นั้นคงไม่ใช่สิ่งที่ง่าย แต่ก็พอจะศึกษาได้จาก เจตนา ความคิดอ่าน การกระทำ ว่าเป็นไปในลักษณะของผู้มีศีลมีธรรม ส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติ ช่วยสืบบวรพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองและมั่นคง เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนเพียงใด หรือมีพฤติกรรมหรือเจตนาเพื่อลาภสักการะ  เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องหมู่คณะแห่งตน

·        พิจารณาถึงความชัดเจนของธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นว่าได้มาโดยวิธีใด ในหลักการนี้หมายถึง ให้รู้จักว่าเป็น เหล็กไหลตัด หรือ เหล็กไหลบารมี ได้มาด้วยบารมีธรรมของตนเอง หรือ เทพเทวาเปิดบารมีให้

·        พิจารณาถึงของเทียมและเลียนแบบ ซึ่งอาจจะนำเอาแร่บางอย่างที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับธาตุกายสิทธิ์มาแอบอ้าง หรือแม้กระทั่งเอาแม่เหล็กธรรมดามาชาร์ทด้วยไฟฟ้าให้มีกระแสแม่เหล็ก มาหลอมหรือขัดหรือเจียรไน เป็นวัตถุมงคลในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่ผ่านการเจริญสมาธิภาวนาบรรจุพลัง และไม่ได้ผ่านการเจริญสมาธิภาวนาบรรจุพลัง วางขายเกลื่อนกลาดตามถนนหนทางและวางขายตามร้านค้าทั่วไป โดยแอบอ้างแหล่งที่มา หลอกจำหน่ายกับผู้ไม่รู้ โดยเจตนาทุจริตคิดมิชอบก็มี หากคิดสะกิดใจสักนิดจะพบว่า ของดีจริง ๆ ไม่มีวางจำหน่ายง่าย ๆ ตามสถานที่อย่างนั้นหรอก จะมีอยู่ก็กับสำนักที่พึงเชื่อถือได้เท่านั้น

ยุคธาตุกายสิทธิ์

                   เหตุที่ปัจจุบันนี้ปรากฏ ธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหล ขึ้นมามากมาย ด้วยเหตุสำคัญดังนี้

                   ยุคกึ่งพุทธกาล เนื่องจากประเทศไทยเป็นที่ตั้งมั่นอันสำคัญของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นยุคเทพพรหมเทวาทั้งหลายได้ปราวารณาไว้กับองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า จะลงมาช่วยกันสืบพระศาสนาของ พระสมณโคดม ให้สถาพรอยู่ถึง 5,000 ปีตามพุทธทำนาย จึงเป็นบ่อเกิดและที่สถิตอยู่ของผู้มีบุญบารมีในระดับต่าง ๆ เพื่อบำเพ็ญบารมีธรรมให้บรรลุถึงซึ่งมรรคผล นิพพาน หรือเป็นอรหัสต์สาวก พระปัจเจกพระพุทธเจ้า หรือ พระโพธิสัตว์ จนถึงพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ตามแรงอธิษฐานบารมีที่เคยได้กระทำมาแล้วในอดีต

                   เทพเทวาผู้รักษาเหล็กไหล จึงเปิดโอกาสแก่ผู้บำเพ็ญบารมีในระดับต่าง ๆ ให้ได้รับธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ไปครอบครอง เพื่อมุ่งอำนวยประโยชน์ต่อการบำเพ็ญบารมีธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อช่วยกันสืบบวรพระพุทธศาสนาในประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองสถาพรสืบไป

                   ดังนั้น ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมบางคน จึงมีสิทธิ์ได้รับ ธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหล โดยวิธีการต่าง ๆ ที่คาดไม่ ถึง เพื่อกอบกู้ คุ้มครอง รักษาประเทศชาติ และศาสนาให้มั่นคง เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครรู้เท่านั้น

                  เลียนแบบ  เกิดจากการทำเทียมและเลียนแบบ ด้วยความปรารถนาชั่วช้าลามกและด้วยความโลภ  แอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง มิได้เป็นไปตามเจตนาที่แอบแฝงอ้างอิง ซึ่งมีทั้งนักบวชและฆราวาส ปรากฏอยู่ดาดดื่นเกลื่อนไปตามตลาด แทนที่จะอยู่กับวัดหรือสำนักที่พึงเชื่อถือได้เหมือนสินค้าผลิต แล้วนำออกขายตามห้างร้านทั่วไป

                   การเลียนแบบย่อมสามารถกระทำได้ไม่ยากในปัจจุบัน เพราะความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี่และการสนเทศ แม้กระทั่งวิธีการแปลก ๆ สร้างสถานะการณ์ให้ผู้ที่รู้ไม่ทันหลงเชื่อ เสียเงินเสียทอง โดยได้ของไม่ดีไป

ออฟไลน์ กายสิทธิ์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 25
  • จิตพิสัย 5
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มีนาคม 11, 2009, 11:57:38 PM »
นำมาจากเวปแห่งหนึ่ง เอามาเล่าไว้ในที่นี้อ่านเสริมๆครับ

เพชรมรณะ

 ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   อัญมณีที่ทรงคุณค่าและมีความงดงามควรคู่กับทุกยุคทุกสมัย  คงจะไม่พ้น  เพชร  อัญมณีที่ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ต่างใฝ่ฝันจะได้ครอบครอง   แต่ถ้าคุณได้มีโอกาสรู้จักประวัติความเป็นมาของเพชรเม็ดหนึ่ง  คุณอาจปฏิเสธที่จะอยากเป็นผู้ครอบครองมันก็ได้ เพชรเม็ดดังกล่าว มีชื่อที่เรียกขานกันอีกอย่างว่า เพชรมรณะ ถ้าใครที่มีโอกาสได้ไปเยือนสถาบัน สมิธโซเนี่ยน ในกรุงวอชิงตัน  ประเทศสหรัฐอเมริกา  คงจะรู้จักเพชรเม็ดนี้เป็นอย่างดี  แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า  เบื้องหลังที่มาของเพชรเม็ดนี้  มันโชกชุ่มไปด้วยเลือด  ความหายนะ  และอาถรรพ์นานับประการ  ซึ่งผู้ที่ได้เข้าใกล้ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงไปได้เลย

เดิมเพชรมรณะเม็ดนี้  ถูกประดับไว้อยู่ท่ามกลางหน้าผากของเทวรูป ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เทวาลัยแห่งหนึ่งในชมพูทวีป  แต่ต่อมาได้มีนักบวชฮินดูแอบไปลักลอบนำออกมา  จนกระทั่งถูกจับได้และถูกประหารชีวิตทันที หลังจากนั้นไม่นานเพชรมรณะเม็ดนี้ก็ตกมาเป็นสมบัติของพ่อค้าของเก่ารายหนึ่งในยุโรป  เขานำเพชรเม็ดนี้ออกไปประมูลขายจนได้ทรัพย์สินเงินทองมามากมาย  แต่เขาก็มีโอกาสได้ใช้มันไม่นาน  เนื่องจากทรัพย์สินมีค่าเหล่านั้น  ถูกผลาญไปจนหมดด้วยน้ำมือของบรรดาลูกๆของเขาเพียงไม่กี่ปี

 ต่อมาเพชรมรณะเม็ดนี้ก็ได้ถูกเจียระไนใหม่ และตกเป็นสมบัติส่วนพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส  ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่า เจ้าหน้าที่ในราชสำนักคนหนึ่ง ได้ขอพระราชทานอนุญาตินำเพชรเม็ดดังกล่าวไปแสดงโชว์ในงานราตรีสโมสรของรัฐ  ปรากฏว่าไม่นาน เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ถูกจับในข้อหากรรโชกทรัพย์   เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาหลายปีและในที่สุดเขาก็จบชีวิตลงในคุกแห่งนั้นนั่นเอง ดูเหมือนว่า อาถรรพ์คำสาปของเพชรมรณะ จะยังคงแผลงฤทธิ์ต่อไปอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะต่อมาไม่นานได้เกิดความระส่ำระส่ายขึ้นในราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยเหล่าทหารและข้าราชบริพารหลายร้อยหลายพันคน   ต่างไม่พอใจที่พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยความไม่เป็นธรรม   

 จึงก่อการกบฏขึ้น จนนำไปสู่ความหายนะในเวลาต่อมา สมาชิกในราชตระกูลของฝรั่งเศส ต่างล้มหายตายจากกันเป็นจำนวนมาก ทั้งจากความไม่สงบของบ้านเมืองเอง และจากโรคภัยต่างๆที่ไม่มีใครคาดคิดว่า มันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้  แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวฝรั่งเศสรับรู้ได้ก็คือ ชะตากรรมอันน่าสยดสยองของบรรดาราชนิกูลล้วนเกิดขึ้นหลังจากที่มีการนำเพชรมรณะไปประดับลงบนมงกุฏเพื่อใช้สวมใส่กันแทบทั้งนั้น จนกระทั่ง มาถึงยุคหลังของการปฏิวัติในฝรั่งเศส  จู่ๆเพชรเม็ดดังกล่าวก็ได้หายสาปสูญไปเป็นเวลาเกือบ 40 ปี ว่ากันว่า มันตกไปอยู่ในมือของพ่อค้าเพชรชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง  ซึ่งชื่นชมในความงดงามของมันเป็นอย่างมาก  แต่จู่ๆเขาก็เกิดอาการสติฟั่นเฟือนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ  และในที่สุดเขาก็กระทำอัตวินิบาตตัวเองอย่างน่าสยดสยอง

 หลังจากนั้นเพชรมรณะก็หายไปอีกครั้ง  ดูเหมือนว่า  มันจะถูกเปลี่ยนผู้ครอบครองคนแล้วคนเล่า  ซึ่งเส้นทางเดินของมันนั้น ก็ล้วนแต่ผ่านมือที่ชุ่มไปด้วยเลือดแทบทั้งสิ้น  จนในที่สุด นายธนาคารชาวไอริชคนหนึ่งคือ เฮนรี่ โธมัส โฮป ได้รับซื้อมันต่อมาจากช่างเจียระไนชาวรัสเซียในราคาไม่กี่หมื่นปอนด์ และได้ตั้งชื่อเพชรเม็ดดังกล่าวตามชื่อของตัวเองว่า “โฮป”  แต่ต่อมาไม่นาน นายธนาคารชาวไอริชผู้นี้ ก็ต้องประสบชะตากรรมจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว  และสุดท้ายเขาก็จบชีวิตลงอย่างน่าเอน็จอนาถ ไร้ซึ่งคนเหลียวแล

 แต่ทว่าการเดินทางของเพชรต้องคำสาปก็ยังไม่สิ้นสุดลงแค่นั้น  มีมหาเศรษฐีชาวอเมริกันคนหนึ่งได้รับซื้อมันมาไว้ในครอบครอง  ปรากฏว่า  ไม่นานต่อจากนั้น  มหาเศรษฐีรายนี้ก็ต้องประสบชะตากรรมอันเลวร้ายขึ้นในชีวิตอย่างไม่คาดฝัน  ธุรกิจของเขาต้องประสบปัญหาขาดทุนจนเขาถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย  และสุดท้ายตัวเขาเองก็กลายเป็นคนเสียสติ เนื่องจากไม่สามารถทนรับกับชะตากรรมดังกล่าวได้  ขณะที่หลานชายของเขาถูกรถชนตายในเวลาต่อมา  ลูกสาวคนเดียวก็เกิดอาการช็อกเพราะเสพยาเสพติดจนเกินขนาด เช่นเดียวกับภรรยาที่ต้องกลายเป็นคนไข้อนาถาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เนื่องจากติดมอร์ฟีนขนาดหนัก  และสุดท้ายมหาเศรษฐีรายนี้ก็จบชีวิตของเขาลงในโรงพยาบาลประสาทไปอย่างน่าเวทนา

 ผู้ที่ได้ครอบครองเพชรมรณะเม็ดนี้เป็นรายสุดท้ายก็คือ  เฮนรี่  วินสตั้น  ลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้นี้นั่นเอง  หลังจากได้เพชรเม็ดดังกล่าวมาแล้ว เขาก็ตัดสินใจบริจาคให้กับสถาบันสมิธโซเนี่ยนทันที  และดูเหมือนว่าจะมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถรอดพ้นจากอาถรรพ์คำสาปของเพชรมรณะเม็ดนี้มาได้  ปัจจุบันเพชรเม็ดดังกล่าว  ถูกตั้งโชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์อันเก่าแก่และมีชื่อที่สุดของสหรัฐอเมริกา  เพื่อให้ผู้ที่แวะมาเยือนได้ชื่นชมความงดงามของมัน โดยที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า อาถรรพ์อันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงมากับเพชรมรณะเม็ดนี้  จะยังคงสงบนิ่งไปได้อีกนานแค่ไหน  หรือมันอาจจะกำลังรอคอยเวลาที่จะกลับมาแสดงอำนาจอันลี้ลับให้ผู้คนได้อกสั่นขวัญแขวญกันอีกก็เป็นได้



เปิดตำนานเพชรมรณะ!! (ตอนที่ 1)
เพื่อนๆบางคน คงรู้จัก เพชร โฮป(Hope Diamond) กันมาบ้างว่า เป็นเพชรที่เก่าแแก่ และสวยงามเป็นอย่างมาก หากแต่จะมีสักกี่คน ที่รู้ประวัติของมัน
ว่ากันว่าความสวยงามนั้น มักมาพร้อมกับหนามที่แหลมคม เฉกเช่นเดียวกับดอกกุหลาบ เช่นกันเพชรโฮปเม็ดนี้ก็มีตำนานเล่าขาน อันน่าสะพรึงกลัวเหมือนกัน


ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับเพชรที่มีชื่อว่า เพชรโฮป (Hope Diamond) เรื่มขึ้นเมื่อพ่อค้าชาวฝรั่งเศส ชื่อ จอง แบปทิส ทาเวอร์เนีย (Jean Baptiste Tavernier) ได้ซื้อเพชรดิบน้ำหนัก 112 3/16 กะรัต จากเหมืองคอลเลอ (Kollur) เมืองกอลคอนดา (Golconda) ประเทศอินเดีย แล้วนำมาถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ค.ศ. 1668 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้มีบัญชาให้ช่างเพชรแห่งราชสนักเจียระไนเพชรเม็ดนี้ขึ้น เป็นเพชรเม็ดที่รู้จักกันในชื่อว่า "Blue Diamond of the Crown" หรือ "French Blue" ซึ่งนำไปตกแต่งบนสายสะพายเครื่องอิสริยาภรณ์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อใช้สวมใส่ในงานพิธีการต่างๆ

ตำนานได้กล่าวว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีโอกาสใส่เพชรนี้เพียงครั้งเดียวก่อนจะป่วยตายด้วยโรคระบาด คนรักของพระองค์ที่ได้รับเพชรเม็ดนี้เป็นของขวัญก็ถูกขับออกจากราชสำนักใน ภายหลังเนื่องจากวางแผนจะวางยาพิษราชินี

เคราะห์กรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารีอังตัวเน็ตนั้นมีชื่อเสียงเกินพอจนไม่มีอะไรจะให้พูดถึง และมีการกล่าวว่าเจ้าหญิงซึ่งเคยยืมเพชรเม็ดนี้จากพระนางมารีอังตัวเน็ตมา ใส่บ่อยๆก็ถูกประชาชนรุมฆ่าตายอย่างทารุณหลังจากที่เพชรเม็ดนี้ได้ตกทอดมาสู่พระนางแมรี่ อังตัวเนตต์(Marrie Antoinette) และได้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ขึ้น เพชรเม็ดนี้ได้สูญหายไป 

ค.ศ.1830 เฮนรี่ ฟิลิป โฮป (Henry Philip Hope) ได้ซื้อเพชรเม็ดนี้ไว้
และหลังจากนั้นเขาก็ได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1839 ตอนนี้เองที่เพชรถูกตั้งชื่อตามเจ้าของว่าโฮปไดอามอนด์ หรือเดอะโฮป เพชรถูกทำเป็นเข็มกลัด และตกทอดผ่านลูกหลานตระกูลโฮปไปอีกหลายรุ่นจนกระทั่งตกเป็นของฟรานซิส โฮปซึ่งแต่งงานกับนักแสดงสาวชาวอเมริกัน เมย์ โยฮ์ในปี 1894
เมย์กล่าวว่าเธอใส่โฮปไดอามอนด์ออกงานบ่อยๆ และมีการทำของเลียนแบบอย่างแนบเนียนขึ้นด้วย แต่ฟรานซิสปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้

* ภายหลังเมย์หย่ากับฟรานซิสและใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นไปจนเสียชีวิต เธอกล่าวว่าเคราะห์ร้ายของตัวเองเป็นเพราะโฮปไดอามอนด์ แต่ในความจริงแล้ว ตระกูลโฮปหลายคนเกี่ยวข้องกับเพชรเม็ดนี้และไม่ปรากฏว่ามีใครเคราะห์ร้ายแต่ อย่างไร

ค.ศ. 1906 เพชรเม็ดดังกล่าวได้ผ่านจากมือ ของบุคคลผู้เป็นสมาชิกในครอบครัวของตระกูล โฮป ไปอยู่ในมือของ จาคส์ เซลอท ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายเพชรชาวเปอร์เซีย ซึ่งต่อมาเคาได้ทำอัตตวินิบาตกรรมตัวเองเจ้าของคนถัดมาคือ เจ้าชายคานิตอฟสกี แห่งรัสเซีย ทรงซื้อเพชรเม็ดนี้ไว้ และมอบให้แก่นางสนมชาวฝรั่งเศส เพื่อใส่ไปแสดงละครที่ฟัวเยร์เบอร์เกร์
"แต่ขณะที่เธอกำลังแสดงอยู่นั้นเจ้าชายก็ทรงปลิดชีพเธอด้วยอาวุธปืน และอีกสองวันต่อมาพระองค์ก็ถูกปลงพระชนม์โดยผู้ปฏิวัติชาวรัสเซีย"

 เปิดตำนานเพชรมรณะ!! (ตอนที่ 2) ตอนจบ
หลังจากที่เจ้าชายได้ถูกผู้ปฏิวัติชาวรัสเซียปลงพระชนม์แล้ว “เพชรโฮป” ก็ได้ตกไปอยู่ในมือของชาวอียิปต์

และด้วยอาถรรพ์ของเพชรเม็ดนี้ หรืออะไรมิทราบได้ ชาวอียิปต์และครอบครัวของเขาได้จมน้ำตายทั้งครอบครัว เมื่อเกิดอุบัติเหตุเรือสำราญชนกันที่สิงคโปร์

ถัดมาเป็นนายหน้าเขาได้นำเพชรโฮปนี้ไปขายให้แก่สุลต่านชาวตุรกี และก็ไม่วายต้องประสบพบชะตากรรมเช่นเดียวกับเจ้าของคนก่อนๆ เขาและครอบครัวเสียชีวิต จากอุบัติเหตุรถยนต์ตกหน้าผา 

หลังจากที่เพชรโฮปได้มาอยู่ในมือของสุลต่านของตุรกี ท่านได้ทรงมอบเพชรเม็ดนั้นให้แก่พระสนม ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสงบ จนกระทั่งมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น ขณะที่ความวุ่นวายกำลังเกิดขึ้นนั้นเอง พระสนมได้ถูกกระสุนปืนที่พลาดมา จนถึงแก่ความตาย ส่วนสุลต่านได้ถูกเนรเทศและขันทีผู้ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาเพชรเม็ดดังกล่าวก็ถูกจับแขวนคอ 

ค.ศ.1911 บริษัทคาร์เทียได้รับซื้อเพชรโฮปเม็ดนี้ไว้ แล้วนำไปขายต่อให้กับครอบครัวแมคลีน (McLean) 

ค.ศ.1947 แมคลีนเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 61 ปี หลานของเธอเป็นผู้สืบทอดกรรมสิทธิ์ของเพชรต่อ
* ตำนานกล่าวว่าแม่ของแมคลีนเสียชีวิตหลังจากซื้อเพชรมาได้ไม่นานนัก ในไม่ช้าคนใช้ 2 คนก็เสียชีวิต ตามด้วยลูกชายวัย 10 ปีของเธออีกคน หลังเหตุการณ์นี้ เอวาลินหย่าจากเอ็ดวาร์ด ซึ่งตัวเอ็ดวาร์ดเอง หลังจากป่วยมีอาการทางจิตก็เข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตที่นั่น ลูกสาวเพียงคนเดียวของเอวาลีนตายเนื่องจากทานยานอนหลับเกินขนาด เอวาลีนพยายามแก้เคล็ดด้วยการไปอธิษฐานในโบสถ์ แต่ก็ไม่เป็นผลและต้องเสียครอบครัวทั้งหมดไป (ในความเป็นจริง ยังมีหลานอยู่รับกรรมสิทธิ์ต่อ)

ค.ศ.1949-1958 แฮรี่ วินสตัน(Harry Winston) ซึ่งเป็นพ่อค้าเพชรชาวนิวยอร์ค ได้ซื้อเพชรโฮปและมอบให้แก่สถาบันสมิธโซเนียน(Smithsonian Institute) ในกรุงวอชืงตัน ดีซี ซึ่งดูเหมือนว่าคำสาปแช่งจะยุติอยู่เพียงแค่นั้น อย่างไรก็ตามในท่ามกลางจดหมายนับพันๆฉบับ ที่ส่งมาขอบคุณในการบริจาคของเขาครั้งนั้น มีอยู่ฉบับหนึ่งที่วิงวอนให้ แฮรี่ วินสตัน เอาเพชรเม็ดนั้นกลับคืนไปโดยกล่าวว่า
“ประเทศชาติกำลังจะแหลกไม่มีชิ้นดียู่แล้ว นับตั้งแต่วันที่เพชรเม็ดนี้มาถึงสถาบันสมิธโซเนียน”

ปัจจุบัน เพชรโฮป ได้กลายมาเป็นของโชว์ชิ้นเรียกแขกอยู่ที่ พิพิทธภัณท์สมิธโซเนียน ถ้าใครได้มีโอกาสไปวอชิงตัน ดีซี ก็อย่าลืมแวะไปชมนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 12, 2009, 12:06:33 AM โดย กายสิทธิ์ »

ออฟไลน์ กายสิทธิ์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 25
  • จิตพิสัย 5
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มีนาคม 12, 2009, 12:29:03 AM »
วิธีเลือกกายสิทธิ์เบื้องต้น

น้อมเป็นนิมิตตเข้ามาในศูยน์กลางกาย แล้วตรวจดูกายสิทธิ์ด้วยรู้ด้วยญาณธรรมกาย ตามที่บอกไว้ในคู่มือสมภาร

ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรเลือกก้อนรัตนะชาติที่มีแคร๊ก คือรอยร้าว แต่ใสๆหายาก และราคาแพง

          ที่มีสายแร่ธาตุปนอยู่ตามธรรมชาตินั้น ก็มีความบริสุทธิ์ลดหลั่นกันลงมา สายแร่สีดำไม่บังควร คือปนเป็นตามธรรมชาติ ซึ่งก็มีปนเป็นตามมาเช่นกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายไปเสียหมด

          ชื่อเรียกธาตุต่างๆ และแร่ธาตุต่างๆที่ปนอยู่ในรัตนชาติ ต่างคนก็ต่างเรียกให้ฟังดูมหัศจรรย์ไปงั้นเอง ไม่ต้องสนใจมากหรอกครับ

นิล เพชรดำ เหล็กไหลดำ ปรอทดำ ธาตุดำต่างๆ ไม่ควรครับ

ควรนำกายสิทธิ์มาซ้อนวิชชากับครูอาจารย์ดีที่สุด ไม่งั้นก็ทำเองถ้าทำได้

ไม่ควรให้กายสิทธิ์กระทบกันมาก เพราะมีผลกระทบถึงภายในบ้างเหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าจะระวังโดยไม่ต้องทำกินอะไร

ถวายของหอม น้ำสะอาด ดอกไม้ เป็นอามิสบูชา น้อมระลึกถึงธาตุธรรมตามหลักธรรม ไม่ใช่ยึดติดงมงายกับวัตถุจะเป็นกิเลศ มันแบกไปนิพพานไม่ไหว

บำเพ็ญบารมีต้องมีตัวช่วยคือกายสิทธิ์บ้างตามธรรมนะครับ ธรรมย่อมรักษา ผู้ประพฤติธรรม

น้อมนำมาเจริญภาวนาบำเพ็ญบารมีด้วยกันเสมอครับ แล้วอธิษฐานตามจิตทำนองคลองธรรม

ข้อมูลเกี่ยวกับกายสิทธิ์ตามหลักวิชชาคงศึกษากันได้ตามแหล่งของท่านผู้รู้ต่างๆเพิ่มเติมเอาเองนะครับ

สาธุ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 12, 2009, 12:47:44 PM โดย กายสิทธิ์ »

ออฟไลน์ adisorno

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 14
  • จิตพิสัย 4
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มีนาคม 12, 2009, 03:09:03 PM »
สาธุ  ได้ความรู้ดีมากครับ

ออฟไลน์ mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 714
  • จิตพิสัย 117
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มีนาคม 12, 2009, 04:17:06 PM »
สาธุ ขออนุโมทนากับข้อมูลดีๆที่คุณกายสิทธิ์ ได้นำมาเล่าสู่กันฟังครับ

เรียนถามเพิ่มเติมครับว่า

1.ไม้ที่มีสีดำตามธรรมชาติ ที่เรียกว่า ไม้พญางิ้วดำ จัดว่าเป็นธาตุกายสิทธิ์ภาคดำใช่ไหมครับ เคยเห็นบางวัดนำมาเเกะเป็นพระเครื่องให้บูชา บอกว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์จากธรรมชาติ

2.ผมเคยได้ยินมาว่า เหล็กไหลมีวิวัฒนาการที่สูงยิ่งๆขึ้นไป เมื่อวิวัฒนาการถึงขั้นสูงสุดเรียกว่า วัชระธาตุ
-คำว่า วิวัฒนาการถึงขั้นสูงสุด หมายความว่าอย่างไรครับ
-เเละ วัชระธาตุจะให้คุณเป็นพิเศษ เเตกต่างจากเหล็กไหลทั่วไปอย่างไรครับ

3.สำหรับผู้ที่มีธาตุกายสิทธิ์ภาคขาว ( ดวงเเก้วหินผลึกใส ดวงเเก้วหินผลึกสีชมพู เหล็กไหลสีเงินยวง ) ไว้ในครอบครอง
เเละบุคคลนั้นสั่งสมบุญกุศล ทาน ศีล ภาวนา อยู่เสมอ เเต่ยังไม่เห็นดวง ยังไม่ถึงธรรมกาย ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะให้คุณเเก่บุคคลนั้นได้มากน้อยเพียงไรครับ
-หรือว่าจำเป็นจะต้องได้ธรรมกายก่อน จึงจะเห็นคุณของธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ครับ
-เเละถ้าหากอยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์ ยังไม่มีโอกาสขอให้ครูบาอาจารย์ช่วยซ้อนวิชชาชำระธาตุธรรมของรัตนชาติ ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ให้บริสุทธิ์
บุคคลผู้มีธาตุกายสิทธิ์นี้ในครอบครอง จะต้องทำอะไรเป็นพิเศษไหมครับที่จะทำให้ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ให้คุณโดยส่วนเดียว(ไม่ให้โทษในภายหลัง)
-ดวงเเก้วหินผลึกยิ่งมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ยิ่งดี ยิ่งให้คุณมาก ใช่ไหมครับ
-ยิ่งมีหลายๆดวง ก็ยิ่งดี ยิ่งมีกำลังมาก ถูกต้องไหมครับ
-เเละดวงเเก้วหินผลึกสีอื่นๆ เช่น สีชมพู(Rose Quartz) สีม่วง(Amethyst)  มีประโยชน์ต่อการทำวิชชาไหมครับ หรือว่าต้องเป็นดวงเเก้วใส(จุยเจีย)เท่านั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 14, 2009, 09:17:11 AM โดย mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

ออฟไลน์ กายสิทธิ์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 25
  • จิตพิสัย 5
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มีนาคม 12, 2009, 11:22:22 PM »
ผมขอช่วยคุณตอบไปก่อนนะครับ

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงสักนิดว่า เรื่องธาตุกายสิทธิ์นั้น เราอยู่ในสายบำเพ็ญบารมี และเผยแผ่เชิงรุก ก็ควรมีไว้เป็นตัวช่วยในส่วนละเอียดบ้างก็ดีไม่เสียหาย
แต่เราต้องโยนิโสมนสิการตามธรรมด้วยนะครับ เพราะหลายท่านเสียก็เพราะเรื่องวัตถุนี้แหละ ทำให้บางคนเขาว่าเอาได้ว่าพวกเรายึดติดวัตถุมากกว่าพระรัตนตรัย
บางท่านเสียเงินเสียทองกับเรื่องนี้มากไป บางท่านก็ยึดติดบูชาเสียจนเหมือนกับว่ากายสิทธิ์ต่างๆของเขาจะทำให้เขาล่องหนหายตัว เหาะเหินเดินอากาศได้
บางท่านก็พกกายสิทธิ์ พระเครื่องพะรุงพะรังติดทั้งคอ ทั้งตัว มีพระเครื่องคล้องคอ หรือจะสู้มีพระธรรมคล้องใจนะครับ

ความรู้เรื่องกายสิทธิ์ได้มีผู้รวบรวมนำมาขึ้นเวปไว้ก็ไปศึกษาเพิ่มเติมได้นะครับ อนุโมทนากับท่านเหล่านั้นด้วย เพราะส่วนมากรู้กันก็ไม่ค่อยได้เอาขึ้นเวป

สำหรับเรื่องเหล็กไหลก็แจ้งไว้แล้วว่าเป็น "กายสิทธิ์เป็น" ให้ผลแบบโลกๆได้ดี ส่วนพวกรัตนชาติเป็นธาตุตายธรรมตาย ให้ผลในส่วนละอียดได้ดีกว่านะครับ

และก็ไม่ควรใจแคบว่าเหล็กไหลต้องยิงไม่ออกเสมอไป แค่รู้ที่มาว่ามันพิสดารแค่ไหนเราก็พอได้ใจแล้ว ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมครับ

ขอเล่าข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ผู้ที่เรียกเหล็กไหลได้นั้นทั้งพระและฆราวาสมีอยู่หลายคนเหลือเกิน จากสายครูอาจารย์สำนักแห่งหนึ่ง
คือ 1.ผู้ที่มีบุญบารมี 2.ผู้มีฌานอย่างสูง 3.และผู้มีสิทธิอำนาจที่ได้รับถ่ายทอดกันมา จะพูดในกรณีที่ 3 ครับ ว่าตัวผมเองก็มีโอกาศได้เรียนมาเช่นกัน แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำอะไรแล้วครับ
เพราะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องทำให้เป็นกิจวัตรอะไร กิจหลักของเราคือปฏิบัติพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายครับ และคงสู้ของครูอาจารย์ไม่ได้ ผมขอบอกเลยว่าถ้าท่านมีโอกาศได้เรียน ท่านก็เรียกได้ แต่คุณภาพมากน้อยค่อยว่ากันอีกที
และยังเป็นวิชาความรู้ในระดับโลกิยะอยู่ แต่ครูอาจารย์ได้เข้าที่สืบสาวหาเหตุตลอดสายแล้วว่าเป็นภาคขาว พระโพธิสัตว์ในอดีตได้รับวิชชานี้มาจากพรหมโลกเพื่อสร้างประโยชน์
เป็น ไสยขาว คือ เสยฺย ที่แปลว่าประเสริฐ ไม่ใช่ ไสยาสน์ ทีมาจาก ศัพท์ สี ธาตุ ในความนอน ที่เป็นไสยศาสตร์ภาคดำ อันเป็นศาสตร์แห่งความหลับไหลลุ่มหลง

ฆราวาสบางท่านทรงวิชาแต่ยังมีกิเลสอยู่นำไปยุ่งกับเรื่องเงินๆทองๆเรื่องถึงขึ้นโรงขึ้นศาลมาแล้ว แล้วต้องตัดบทว่าเป็นสแตนเลส เพื่อให้เรื่องจบ
แต่ในความจริงคนที่เรียนมา และเรียกได้ และผู้ที่เคยเห็นพิธี ก็เห็นกันชัดๆว่า กลั่นอากาศให้เป็นธาตุได้จริงๆ
ที่ผมนำมาพูดไม่ใช่ว่าต้องการอวดรู้ หรือปากไม่มีหูรูด แต่ "ความลับไม่มีในโลก" ยังดีกว่าท่านได้รับรู้ข้อมูลภายหลังที่ไม่กระจ่างจะกลายเป็นเรื่องเป็นราวกันไปใหญ่เท่านั้นเองครับ

เอาเป็นว่ารู้สักแต่ว่ารู้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย สำนักปฏิบัติธรรมเราไม่เน้นเรื่องเหล่านี้ เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น กิจหลักคือปฏิบัติพระศาสนาวิชชาธรรมกายครับ
ตอบข้อ1. ไม้พญางิ้วดำ และแร่บางไผ่ สำเร็จจากภาคดำครับ

ตอบข้อ2. เรื่องชื่อผมบอกแล้วว่าบางท่านก็เรียกให้ฟังดูมหัศจรรย์ไปเท่านั้นเอง ไม่ต้องสนใจมากครับ

แต่คำว่า วัชรธาตุ ตามความรู้ของผม เริ่มจากสำนักแห่งหนึ่ง เขาปฏิบัติสายเทพพรหมครับ พอจะเข้าถึงธรรมกายแต่ไม่ได้ลึกซึ้งต่อเนื่องอะไร
เขาบอกว่าได้นิมิตให้ไปพบก้อนแร่เหล็กไหลชนิดนี้ในถ้ำแห่งหนึ่งและเขาเชื่อว่าเป็นธาตุที่มาจากพรหมโลกครับ พวกเขาได้นำแร่เหล็กไหลนั้นมาหลอมใหม่ทำเป็นรูปทรงต่างๆ
แต่ถามว่าอานุภาพมากไหม ครูอาจารย์ท่านว่าแค่นำมาช่วยทำวิชชาเรียกฝน แป๊บเดียวฝนมาเลยครับ แต่นั่น ระดับครูอาจารย์

ส่วนวิวัฒนาการของกายสิทธิ์ชนิดเหล็กไหลทั้งตัวเรือนและกายข้างในก็ต้องมีการบำเพ็ญบารมีเลื่อนขั้นระดับภูมิธรรมให้สูงตามที่คุณเข้าใจว่าจะกลายเป็นวัชรธาตุก็ถูกต้องตามนั้นครับ

แต่เรือนเหล็กไหลบางชนิดผมบอกแล้วว่าผู้ทรงวิชาตามสิทธิอำนาจถ่ายทอดกันมาก็เรียกลงมาจากกลางอากาศได้ กลั่นธาตุหยาบละเอียดลงมาจากอุตตรโลก พรหมโลกนั่นแหละครับ

ส่วนคำว่าวัชรธาตุของบางสำนักเขาก็นิยามไปตามที่เขาเข้าใจนะครับ อย่าไปสนใจมากเลย อาจถูกหลอกได้

เหล็กไหลหรือกายสิทธิ์เป็นในหลายๆชนิด ถ้าภูมิธรรมต่ำก็ช่วยในเรื่องโลกๆได้ครับ ถ้ามีภูมิธรรมสูงก็ช่วยในเรื่องสูงๆละเอียดตามลำดับภูมิธรรมครับ

ไม่ควรให้วัตถุธาตุเหล่านี้เสพเลือดเนื้อ(เช่นฝัง) หรือบูชาด้วยเหล้ายา เพราะจะทำให้ทั้งวัตถุธาตุและผู้ครอบครองห่างไกลจากพระสัทธรรมมากขึ้น

ตอบข้อ3.ถ้าให้ผมเลือก ผมว่าเรามีกายสิทธิ์ที่เป็นรัตนะชาติที่ระดับบารมีสูงๆดีกว่ากายสิทธิ์ชนิดอื่นนะครับ

ข้อ3ว่างๆจะมาตอบเพิ่ม ตอนนี้ไม่ค่อยว่างแล้วครับ

ออฟไลน์ phon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 551
  • จิตพิสัย 79
  • เพศ: ชาย
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มีนาคม 13, 2009, 08:25:43 AM »
ผมขอลองตอบคำถามแทน

สำหรับผู้ที่มีธาตุกายสิทธิ์ภาคขาว ( ดวงเเก้วหินผลึกใส ดวงเเก้วหินผลึกสีชมพู เหล็กไหลสีเงินยวง ) ไว้ในครอบครอง
เเละบุคคลนั้นสั่งสมบุญกุศล ทาน ศีล ภาวนา อยู่เสมอ เเต่ยังไม่เห็นดวง ยังไม่ถึงธรรมกาย ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะให้คุณเเก่บุคคลนั้นได้มากน้อยเพียงไรครับ

ให้คุณได้มากหรือน้อยไม่ต้องกังวล ถ้าทำดี ผลบุญย่อมส่งผล แต่ว่า บางท่านที่ยังคงไม่เห็นดวงหรือกาย หรือธรรมกาย อาจเนื่องด้วยอธิฐานไว้มาก ก็ให้มั่นทำความดีไปเรื่อยๆ หรืออาจมีเหตุปัจจัยอื่น ทำให้เห็นช้า

สร้างเหตุบ่อยๆ เช่น ขยันทำบุญ ทาน ศีล ภาวนา มากยิ่งขึ้น โดยมีศรัทธา ย่อมเห็นดวงและกาย แน่นอน ถ้าท่านไม่ได้ทำเหตุอื่น ที่จะทำไม่ให้เห็นดวงหรือกาย (ผิดศีล)

ตอนนี้ มาถึง การส่งบุญศักดิ์สิทธิ์ มาให้แก่ผู้ครอบครอง บางครั้งท่านให้ส่งมาให้ แต่ว่า ผู้รับไม่มีบุญมากพอที่จะรับได้ หรือว่า ส่งมา แต่ผู้รับ ไม่รู้ ก็ส่งไม่ถึง กรณีนี้ ไม่ต้องกังวล บุญก็ยังคงสะสมไว้ต่อไป ให้หมั่นทำความดี และระลึกถึงการทำความดีบ่อยๆ ต้องระวัง ตรงนี้ มันคล้ายๆเส้นแบ่งบางๆระหว่าง ความโลภ กิเลส ตัณหา กับ การอยากทำความดี

-เเละถ้าหากอยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์ ยังไม่มีโอกาสถวายธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ให้ครูบาอาจารย์ช่วยทำวิชชาให้
บุคคลผู้มีธาตุกายสิทธิ์นี้ในครอบครอง จะต้องทำอะไรเป็นพิเศษไหมครับที่จะทำให้ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ให้คุณโดยส่วนเดียว(ไม่ให้โทษในภายหลัง)

ปกติ ถ้าถือศีล ครบและบริสุทธิ์ ก็มีโอกาสได้ธาตุกายสิทธิ์ เพราะว่า ท่านจะพยายามมาอยู่ด้วยกับคนที่มีศีล โดย จะได้มาในราคาถูกๆไม่แพง หรือว่า มีคนให้มาอีกที ไม่วิธีใด ก็วิธีหนึ่ง ดังนั้น ถ้าท่านมาอยู่ด้วย แล้ว ศีลของเราบริสุทธิ์ ท่านก็ให้คุณอย่างเดียว การจะให้โทษ นั้น ขึ้นอยู่กับกฏแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่ว ก็รับผลของกรรม นั้น ไม่เกี่ยวกับ กายสิทธิ์

เพียงแต่ว่า ถ้าเราจะทำผิดศีล ข้อไหน ท่านจะมาเตือนให้รู้ว่า ตอนนี้กำลังจะทำผิดศีล แบบว่า แว๋ปขึ้นมา ในสติของเรา ถ้าเรายังคงทำ ก็รู้ว่า ตอนนี้ทำผิดศีล ถ้ายังคงทำผิดศีลบ่อยๆ ก็มีเหตุให้ต้องสูญเสียกายสิทธิ ไป แบบไม่คาดคิด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตอนแรกที่ท่านมาอยู่ด้วย ก็เพราะว่า เห็นว่า เราดีพอ จะสร้างบารมีร่วมกัน ถ้าเรายังคงประพฤติผิดบ่อยๆ ท่านก็ไม่อยู่ด้วย

กายสิทธิ์ที่เป็นสายขาว คงไม่มาสร้างกรรมเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ถ้าเรามีเหตุ ต้องเสีย กายสิทธิ์ ไป ต้องพิจารณาด้วยว่า เราทำผิดศีลไหม กรณีนี้ ไม่เกี่ยวกับ กายสิทธิ์ที่เราถวายหรือมอบให้กับ ครูบาอาจารย์ของเรา เพราะว่า บางท่านที่ถวาย ต้องการในสิ่งที่สูงกว่านั้น เช่นของที่เป็นทิพย์ หรือ เรามอบให้ เพื่อนฝูง เนื่องจาก เรามีกายสิทธิ์ มาก ไม่งั้น จะกลายเป็นว่า เราละโมบ และหลงในวัตถุนอกกาย บางครั้ง ต้องฝึกการให้ หรือมอบกายสิทธิ์ ให้คนอื่นด้วยครับ (บางครั้ง เป็นสิ่งที่ทำยาก สำหรับ คนทั่วไป แต่ก็ต้องลองฝึกทำครับ)

-ดวงเเก้วหินผลึกยิ่งมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ยิ่งดี ยิ่งให้คุณมาก ใช่ไหมครับ

แน่นอน ยิ่งใหญ่ ยิ่งดี ในกรณีที่มีความใส เท่ากัน ดังนั้น ความใส จะมาก่อน ขนาด

โดยปกติ ดวงแก้ว ผลึกที่มีขนาดใหญ่ มักจะไม่ใสตลอด การหาดวงแก้วที่ใสมาก จึงเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้น เมื่อหาใสตลอดไม่ได้ ก็หาแบบที่ขุ่นลงมา

มาถึงตรงที่ว่า ขนาดใหญ่ ยิ่งให้คุณมาก ใช่ไหม ก็ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู๋กับว่า จักรพรรดิ ภายในกายสิทธิ นั้น เป็นระดับไหน เป็นจุลจักร หรือ บรมจักร .....

ดังนั้น ไม่ต้องเสาะแสวงหา ดวงแก้ว หินผลึก ถ้ายิ่งเสาะแสวงหา เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ว่า ถ้าทำความดี มากพอโดยมั่นทำบุญ และทาน ศีล สมาธิ บ่อยๆและมากๆ กายสิทธิ์ก็จะหาวิธี มาอยู่กับเราเอง แล้วก็ให้มั่นใจได้เลยว่า ดวงแก้ว นั้นหรือกายสิทะนั้น  เป็นคู่บารมี ของเราจริง โดยไม่ต้องเสาะหาและสะสม เดียวจะกลายเป็นว่า หลงวัตถุ และลืมนั่งสมาธิ
 

ออฟไลน์ mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 714
  • จิตพิสัย 117
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: มีนาคม 15, 2009, 12:39:14 PM »
ยังรอคำตอบข้อ 3  จากคุณกายสิทธิ์เเละท่านผู้รู้ท่านอื่นๆอยู่นะครับ

3.สำหรับผู้ที่มีธาตุกายสิทธิ์ภาคขาว ( ดวงเเก้วหินผลึกใส ดวงเเก้วหินผลึกสีชมพู เหล็กไหลสีเงินยวง ) ไว้ในครอบครอง
เเละบุคคลนั้นสั่งสมบุญกุศล ทาน ศีล ภาวนา อยู่เสมอ เเต่ยังไม่เห็นดวง ยังไม่ถึงธรรมกาย ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะให้คุณเเก่บุคคลนั้นได้มากน้อยเพียงไรครับ
-หรือว่าจำเป็นจะต้องได้ธรรมกายก่อน จึงจะเห็นคุณของธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ครับ
-เเละถ้าหากอยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์ ยังไม่มีโอกาสขอให้ครูบาอาจารย์ช่วยซ้อนวิชชาชำระธาตุธรรมของรัตนชาติ ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ให้บริสุทธิ์
บุคคลผู้มีธาตุกายสิทธิ์นี้ในครอบครอง จะต้องทำอะไรเป็นพิเศษไหมครับที่จะทำให้ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ให้คุณโดยส่วนเดียว(ไม่ให้โทษในภายหลัง)
-ดวงเเก้วหินผลึกยิ่งมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ยิ่งดี ยิ่งให้คุณมาก ใช่ไหมครับ
-ยิ่งมีหลายๆดวง ก็ยิ่งดี ยิ่งมีกำลังมาก ถูกต้องไหมครับ
-เเละดวงเเก้วหินผลึกสีอื่นๆ เช่น สีชมพู(Rose Quartz) สีม่วง(Amethyst)  มีประโยชน์ต่อการทำวิชชาไหมครับ หรือว่าต้องเป็นดวงเเก้วใส(จุยเจีย)เท่านั้น
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

ออฟไลน์ กายสิทธิ์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 25
  • จิตพิสัย 5
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: มีนาคม 15, 2009, 03:31:19 PM »
สาธุกับคำถาม คำตอบของทุกท่านครับ

ผมขอช่วยตอบเพิ่มเติม พอได้ใจความ

3.สำหรับผู้ที่มีธาตุกายสิทธิ์ภาคขาว ( ดวงเเก้วหินผลึกใส ดวงเเก้วหินผลึกสีชมพู เหล็กไหลสีเงินยวง ) ไว้ในครอบครอง
เเละบุคคลนั้นสั่งสมบุญกุศล ทาน ศีล ภาวนา อยู่เสมอ เเต่ยังไม่เห็นดวง ยังไม่ถึงธรรมกาย ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะให้คุณเเก่บุคคลนั้นได้มากน้อยเพียงไรครับ


ตามหลักวิชชากายสิทธิ์ให้คุณโดยทำหน้าที่เป็น "อาณาจักร" คือ ทำหน้าที่หล่อเลี้ยง ทรัพย์สมบัติ เงิน ทอง ความเป็นอยู่ที่สุขสบาย สงบสุข เป็นต้น

แม้เขาผู้นั้นจะไม่ถึงธรรมกาย ไม่รู้จักพุทธศาสนาก็ยังทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเรื่อยไป ตามศักดิ์แห่งบุญบารมีที่สร้างมา และที่เกี่ยวเนื่องกัน กับบุคคลนั้นๆ สังคมนั้นๆ

ตัวอย่าง พระเจ้าจักรพรรดิ์ ในบางยุคก็ใช่ว่าจะเป็นสัมมาทิฏฐิเสมอไป หรือแม้แต่กษัตริย์ พราหมณ์มหาศาล มหาเศรษฐี หรือผู้มีบุญประชาชนเดินดินแต่ละคน ก็ใช่ว่าจะเป็นสัมมาทิฏฐิกันหมด
แต่ธาตุกายสิทธิ์อันเป็นสมบัติของท่านเหล่านั้น ก็ยังให้ผลตามศักดิ์แห่งบารมี

หรือว่าจำเป็นจะต้องได้ธรรมกายก่อน จึงจะเห็นคุณของธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ครับ

เรื่องเห็นคุณตามคำตอบข้างต้น ไม่ถึงธรรมกาย ก็ยังได้รับผลหล่อเลี้ยงครับ
ส่วนเรื่อง "ญาณทัศนะ" กายสิทธิ์จะช่วยให้เราเข้าถึงธรรมได้เร็วขึ้น ช่วยเปิดทิพย์จักษุได้ (ความจริงธรรมกายเบิกบานแล้วเมื่อจิตเราใฝ่ธรรม แต่ยังขาดทิพย์จักษุ)

ถ้ายังไม่เห็นจะให้ญาณทัศนะผ่านมาทางความฝัน
เช่นรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าบางอย่างได้ค่อนข้างแม่นยำ หรือกายสิทธิ์มาบอกรู้ ญาณในความฝัน หรือมาบอกเวลานั่งสมาธิช่วงที่สงบ(นี่สำหรับผู้เบื้องต้น)
หากเราเพียงคิด ปราถนา หรืออยากรู้อะไร อยากได้อะไร กายสิทธิ์มีส่วนช่วยให้สมใจนึกได้โดยน่าอัศจรรย์ใจไม่น้อย ลองคิดอธิษฐานดูสิครับ สิ่งที่ไม่น่าจะรู้ หรือจะได้ ก็เกิดขึ้น

เเละถ้าหากอยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์ ยังไม่มีโอกาสขอให้ครูบาอาจารย์ช่วยซ้อนวิชชาชำระธาตุธรรมของรัตนชาติ ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ให้บริสุทธิ์
บุคคลผู้มีธาตุกายสิทธิ์นี้ในครอบครอง จะต้องทำอะไรเป็นพิเศษไหมครับที่จะทำให้ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ให้คุณโดยส่วนเดียว(ไม่ให้โทษในภายหลัง)
ถ้าถึงธรรมกายก็ทำเองได้ เป็นการชำระสะสาง พลิกธาตุธรรม และอาราธนาซ้อนวิชชาและจักรพรรดิ์ภาคผู้เลี้ยง ไว้ที่เรือนกายสิทธิ์
ถ้ายังไม่ถึงก็รักษาศีล ทำสมาธิอธิษฐานนึกเอาให้กายสิทธิ์ขยายออกและให้สว่างที่สุด แล้วอธิษฐานให้เป็นสัมมาทิฏฐิโดยส่วนเดียว

พวกรัตนชาติไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าเป็นชนิดรองๆลงมาเช่นเหล็กไหลเป็นต้น ก็ควรนำกายสิทธิ์มาอธิษฐานให้ศีล ทำบุญและนำมาสอนสมาธิด้วยกันบ่อยๆ บุญกุศลจะช่วยคุมไม่ให้โทษภายหลัง และเขาก็ยังให้ทิพย์จักษุเราได้
แต่ถ้านำมาซ้อนวิชชาแล้ว เขาจะช่วยเราได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย

ดวงเเก้วหินผลึกยิ่งมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ยิ่งดี ยิ่งให้คุณมาก ใช่ไหมครับ
ใสมาก่อนขนาด แต่ใสเท่ากันขนาดเป็นตัววัดอีกที

กายหนึ่ง ๆ ก็มีจุลจักร มหาจักร บรมจักร พร้อมทั้งบริวาร เป็นผู้เลี้ยง มีประจำไปเช่นนี้ทุกกาย กายละพวก ๆ จนสุด หยาบสุดละเอียด ผู้เลี้ยงก็มีไปจนสุดหยาบสุดละเอียดของ กายผู้เลี้ยงเหมือนกัน
ขนาดของจักรทั้ง ๓ กับแก้วบริวาร คือ

     ๑) แก้วจุลจักร และบริวาร ขนาดตั้งแต่เล็กเท่าแววตาดำขึ้นไป จนถึงโตเท่าผลมะตูม หรือผลมะขวิด

     ๒) แก้วมหาจักร และบริวาร ขนาดผลตาลขึ้นไปจนถึงผลมะพร้าวแห้ง

     ๓) แก้วบรมจักร และบริวาร ขนาดตั้งแต่เท่าบาตรขึ้นไปจนถึงโตเท่าตะแกรงหรือเท่ากระด้ง

     พวกผู้เลี้ยงหรือที่เรียกว่า พวกกายสิทธิ์นี้ ก็มีธาตุตายธรรมตาย เป็นต้นว่า ภพเป็นที่อยู่เหมือนกับพวกมนุษย์เช่นเดียวกัน

ยิ่งมีหลายๆดวง ก็ยิ่งดี ยิ่งมีกำลังมาก ถูกต้องไหมครับ
ถูกต้องครับ แต่ต้องเป็นไปตามศักดิ์แห่งบารมีด้วย ถ้าถึงกับแสวงหาจนมีปัญหาทางการเงินเป็นต้น ก็ไม่ควร

ใจ สำคัญกว่าวัตถุ บางท่านอาจมีน้อยแต่กายสิทธิ์บารมีสูง ยิ่งใจเข้าถึงด้วยย่อมมี "คุณภาพ มากกว่า ปริมาณ"
ยิ่งปล่อยวางได้มากยิ่งได้รับสิทธิอำนาจมาก ยิ่งเข้าถึงวิชชายิ่งได้สิทธิอำนาจเพิ่มขึ้นไปอีก
บางทีเอากายสิทธิ์ไปถวายวัด ให้เป็นส่วนรวมพระศาสนา หรือนำไปเป็นนิมิตตสอนสมาธิ ยิ่งเพิ่มสิทธิอำนาจ
ฉะนั้นอย่ายึดติดมาก แต่ละคน แต่ละกาย ก็มีกายสิทธิ์ และบารมี ติดตัวกันมาอยู่แล้ว แต่ถ้ามีเพิ่มอีกตามศักด์แห่งบารมีก็ไม่เสียหาย เป็นตัวช่วยครับ

เเละดวงเเก้วหินผลึกสีอื่นๆ เช่น สีชมพู(Rose Quartz) สีม่วง(Amethyst)  มีประโยชน์ต่อการทำวิชชาไหมครับ หรือว่าต้องเป็นดวงเเก้วใส(จุยเจีย)เท่านั้น
ใช้ได้ทุกสีที่เป็นรัตนชาติยิ่งดี แต่ส่วนใหญ่สีใสๆ ดีที่สุด

ส่วนทางโลกเขาวิจัยว่า สีชมพู(Rose Quartz)=รักษาโรคได้  สีม่วง(Amethyst)=รักษาโรคและทำให้นอนหลับสบาย ยังมีสีเหลือง สีทอง และอีกหลายสีครับ
หลวงปู่ของเราค้นพบมาเกือบร้อยปี ทางโลกพึ่งนำมาวิจัยกันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 15, 2009, 03:37:29 PM โดย กายสิทธิ์ »

ออฟไลน์ mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 714
  • จิตพิสัย 117
Re: ธาตุกายสิทธิ์ ที่ให้โทษเเก่ผู้ครอบครอง
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: มีนาคม 15, 2009, 06:11:36 PM »
ขอขอบคุณ เเละ ขออนุโมทนากับทุกคำตอบของทุกๆท่านครับ

ท่านใดมี ประสบการณ์เกี่ยวกับกายสิทธิ์ในรูปเเบบต่างๆ ช่วยมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ