Author Topic: ธรรมะบางอย่าง อาจทำให้การดำเนินชีวิตผิดพลาด  (Read 151 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline inaho1688

  • Newbie
  • *
  • Posts: 2
  • จิตพิสัย 0
ผมเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความสนใจในทางธรรมมาตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 20 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้อายุ 30 ปี สาเหตุที่สนใจก็เพราะอยากรู้ความเป็นมาและการที่จะเป็นไปของชีวิตตนเอง จึงได้ศึกษาโดยอ่านจากหนังสือของพระอาจารย์หลายท่าน เช่น ของปลวงปู่ชา สุภัทโท, ท่านพุทธทาส ภิกขุ, หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นต้น
www.ufa365s.com
การอ่านในช่วงแรกๆ นั้นก็มีความเห็นตามที่ได้อ่านจึงทำให้เกิดความรู้สึกศรัทธา แต่ช่วงเวลาผ่านไป ประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เห็นว่าธรรมะที่ได้อ่านมานั้น เหมือนเป็นเพียงด้านเดียวของความจริงเท่านั้น ขอยกตัวอย่างเป็นประเด็นๆ ตามที่คิดว่าสำคัญๆ เช่น

1. การเจริญวิปัสสนาท่านสอนให้พิจารณาขันธ์ 5 ว่าไม่ใช่เรา (อนัตตา) อันนี้ผมเห็นว่าถ้าพูดถึงตอนที่ตายไปแล้วย่อมจะเห็นได้ว่า ขั้นธ์ 5 นี้ไม่ใช่เราอีกแล้วได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกาย แต่หากยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้หรือขณะนี้ ขันธ์ 5 นี้ จะไม่ใช่เราเห็นจะเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริงอย่างแน่นอน เช่น การสอนว่า ร่างกาย เป็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) จึงเป็นอนัตตา (ไม่ใช่เรา) แต่ถามว่าถ้าไม่มีร่างกายนี้ เราก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เหมือนกัน ถ้าร่างกายนี้มีการเปลี่ยนแปลง เราก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน ถ้าร่างกายนี้เดือดร้อนเราก็เดือดร้อนเหมือนกัน การคิดว่านั่นไม่ใช่เรา ไม่เป็นอะไร เพราะเราไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นเพียงการคิดไปเอง เพราะความคิดจะคิดย่างไร จะจินตนาการอย่างไร ย่อมได้ทั้งหมด แต่ถ้าดูให้เห็นแล้วนั่นก็คือเรานั่นเอง ซึ่งถ้าเราคิดว่าไม่ใช่เราๆ มากๆ จะทำให้เราทำสิ่งใดผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงได้ และทำอะไรก็จะไม่มีความตั้งใจ ผลที่สุดก็จะได้รับความทุกข์กลับมา
วิธีแทงบอลufabet
2. การเจริญวิปัสสนาท่านสอนให้ตามเห็น อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) และสอนว่าควรเบื่อหน่ายเพราะเหตุที่ไม่เที่ยงนั้น ซึ่งช่วงแรกๆ เป็นเวลาหลายปีเมื่อถูกกล่อมเกลามากๆ ผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ซึ่งทำให้ชีวิตผมมีปัญหา เกิดความไม่อยากจะทำอะไร มีความทุกข์ต่างๆตามมา ทำให้ไม่อยากแม้กระทั่งจะมีชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่สับสนวุ่นวายกับตัวเองมา แต่พออยู่นานๆ ไป ก็เห็นว่า ความไม่เที่ยงนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตเลย เพราะชีวิตมีความหลากหลาย จะให้เที่ยงอย่างหนึ่งอย่างใดก็คงจะไม่ใช่ชีวิต เช่น การกินอาหารที่อร่อย ความรู้สึกอร่อยเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยง ท่านก็สอนให้เบื่อหน่าย ก็มานั่งพิจารณาดูว่า แล้วถ้าชีวิตเกิดมากินอาหารที่อร่อยแล้วความอร่อยมันค้างอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิต ทำอะไรก็ไม่ได้เลย เพราะความรู้สึกอร่อยอย่างนั้นมันเที่ยงมากจนความรู้สึกอย่างอื่นไม่สามารถเกิดขึ้นมาแทนที่ความรู้สึกอร่อยนี้ได้เลย ทั้งชีวิตมีแต่ความรู้สึกอร่อยนี้อย่างเดียว จะเอาหรือไม่ คำตอบก็คือไม่เอา เพราะแบบนี้ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ถ้าชีวิตมีแค่นี้ แล้วก็มาคิดต่อว่า ถ้าอย่างนี้ความไม่เที่ยงก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วนี่ เป็นความสุขแล้วนี่ พิจารณาหลายๆ อย่างประกอบก็เห็นว่าจริง แล้วแบบนี้การที่สอนว่า อนิจจัง (ไม่เที่ยง) จึงเป็น ทุกขัง (ความเป็นทุกข์) เป็นการสอนที่มุ่งเน้นจะให้ทุกข์อย่างเดียวเลยหรือ เพราะในด้านของความสุขมันก็มี

ที่กล่าวมานี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ต่อต้านพระพุทธศาสนา เพราะตนเองก็เป็นผู้สนใจใคร่ศึกษาพระพุทธศาสนาเหมือนกัน จึงได้มีความรู้ มีความคิดอย่างลึกซึ้ง ซึ่งหากไม่ได้เป็นผู้มีศรัทธามาก่อนแล้ว ธรรมะที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้คงจะไม่สามารถกล่าวออกมาได้ อันที่จริงสิ่งที่ตนเองมีประสบการณ์เห็นจริงจากพระพุทธศาสนาก็มี เช่น เรื่องกฎแห่งกรรม คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นหลักสากล แต่ที่อยากจะตั้งกระทู้นี้ก็เพื่อให้เป็นข้อมูลให้เกิดประโยชน์สำหรับผู้ที่มีความสนใจในเรื่องดังกล่าว เพราะตนเองนั้นเมื่อครั้งต้องการหาข้อมูลในเรื่องใดก็ได้รับประโยชน์จากสื่อโซเชียลแบบนี้เช่นกัน ดังนั้น หากท่านใดมีความรู้ในเรื่องดังกล่าวตามกระทู้เป็นประการใด หรือมีข้อเสนอแนะ คำติชม อย่างไร ขอได้โปรดร่วมแสดงความคิดเห็นไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของบุคคลอื่นๆ ต่อไป
« Last Edit: April 11, 2019, 01:34:22 AM by inaho1688 »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1090
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
1. พุทธะสอนหลักอนัตตา ไม่ได้หมายถึงว่า วันๆให้มานั่งคิดปฏิเสธตัวเอง แต่ท่านแค่ให้พิจารณาตามความเป็นจริง และรู้เท่าทัน จะได้ไม่ไปยึดมั่นจนก่อเกิดทุกข์

คุณก็ใช้ชีวิตไปตามปกตินั่นแหละ แค่รู้เท่าทัน และมองให้เห็น คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม ของสรรพสิ่ง ตามความจริง ไม่ไหลไปตามกิเลสให้กิเลสครอบงำบงการ ก็แค่นั้น

แล้วที่ว่า อนัตตา หน่ะ คือมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่มันก็คือความจริงที่อยู่ตรงหน้าเราอย่างปัจจุบันนี่แหละ แต่มันจริงโดยสมมติ ควรแยกแยะให้ได้ ว่าอะไรคือ จริงโดยสมมติ อะไรคือ จริงโดยปรมัตถ์

ถ้าวิปัสสนึกแล้ว สละหมดทุกอย่าง ไปเป็นขอทานใต้สะพานลอย ใช้ชีวิตไร้แก่นสาร นั่นมันคือ ควาย ครับ หรือหลังคารั่วแล้วไม่ซ่อม อ้างว่าปล่อยวาง นั่นยิ่งกว่าควายครับ ไร้สติปัญญาระดับสามัญสำนึกของมนุษย์ ยังไม่มีเพียงพอเลย

2. คุณหน่ะ กำลัง "วิปัสสนึก" ไม่ใช่ "วิปัสสนา" มันเลยฟุ้งซ่าน เอาความคิดเป็นใหญ่

ไอ่การวิปัสสนึก จนจิตใจหดหู่ ไม่อยากทำอะไร หรืออยากตาย นี่มัน "กิเลสนิวรณ์" แรงกล้า สมาธิขั้นพื้นฐานคุณยังไม่ผ่านเลย คุณยังไม่เข้าใจเลยว่า จิตมันต้องสงบก่อน มันถึงจะเป็นวิปัสสนา มากเข้าๆ มันจะเพี้ยนได้นะ ... ก็พวกสำนักที่สอนให้ปฏิเสธสมาธินี่แหละ วันๆเลยเอาแต่ "วิปัสสนึก" จนหลุดโลก ก็เห็นมาหลายคน

แล้วที่ว่าเบื่อหน่ายหน่ะ ท่านไม่ได้หมายเอาเบื่อหน่ายจากความคิด หรือจากอารมณ์ จากกิเลส ... แต่หมายถึงเบื่อหน่ายด้วยปัญญา นิพพิทาญาณ ... เรื่องแค่นี้คุณยังไม่รู้ นักธรรมเอกยังไม่เคยเรียนเลยหล่ะสิ

แล้วไอ่ นิพพิทาญาณึก  ก็คือ นึก ... ส่วน นิพพิทาญาณ แท้ๆหน่ะ มันก็ต้องอยู่บนฐานของจิตที่กิเลสนิวรณ์ระงับซะก่อนเช่นกัน

แต่กระนั้น หากเราอยู่ในขั้น "นึก" เขาเรียกแค่ว่า ขั้นสัญญาจำได้หมายรู้ ก็ไม่ผิดอะไร แต่ท่านให้คุณนึก เพื่อไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้กิเลสบงการคุณ มิใช่มานั่นนึกมโน ปฏิเสธนั่นนี่ แล้วคิดไปร้อยแปดพันเก้า

คุณควรเข้าใจเรื่อง ความสุขจากการเกาแผล และ ความสุขจากการไม่มีแผล ซะก่อนนะ สิ่งที่คุณพูด เรื่องสุข ทุกข์ ของอร่อยๆ เนี้ย มันคือคิดด้วยกิเลสล้วนๆเลย คุณยังไม่เข้าใจอะไรเลยนะ

เอาแค่ระดับพรหม หรือ ฌาณจิต เขาก็ไม่สนใจเรื่องของอร่อยแล้ว เขาสนใจแต่รสของฌาณ แล้วมันจะพัฒนาสูงไปเรื่อยๆ ถ้าวิปัสสนาเข้าด้วย ก็หลุดพ้นไปเลย

ความคิดระดับภูมิพรหม ฌาณจิต เขาเหยียดพวกเสพกาม เพศ รส อาหารทั้งปวง เพราะชีวิตจิตใจเขา พ้นเหนือเรื่องพวกนี้ไปแล้ว (แต่เหนือชั่วคราวนะ หมดบุญ กิเลสก็กลับมาอีก)

แต่คุณเอากิเลสมาคิดร้อยแปดไง มันเลยคิดไปเช่นนั้น เหมือนบางคนบอกว่า หากไปอยู่บนสวรรค์ของศาสนาที่นับถือพระเจ้าชั่วนิรันดร์ ก็คงเบื่อเข้าซักวัน  ... หรือบางคนบอกว่า หมดกิเลสแล้วไม่มีเซ็กส์ ก็คงน่าเบื่อเป็น พระอิฐพระปูนหรอ เซ็กส์นี่แหละ อร่อยเอร็ด

ก็นั่นไง เพราะคุณยังไม่เข้าใจพุทธเลยว่า เป้าหมายของพุทธคือ พัฒนาจิต ให้พ้นไปจากความเบื่อหน่าย จากกิเลส มันจะยกสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนหลุดพ้น ... แต่ของคุณ ยังไปไม่ถึงไหนเลย ยังติดแต่เรื่อง เบื่อๆ อยากๆ แบบที่คนต่างศาสนา เขาคิดกัน ... ระบบแนวคิด ปรัชญาพื้นฐานของคุณ ยังขั้นอนุบาลมากเลย คุณไม่เข้าใจอะไรเท่าไหร่เลย

คนอยู่ตึกเสียดฟ้า เขาพูดถึงเรื่องลมฟ้าอากาศกันแล้ว นี่คุณยังพูดอยู่แต่เรื่องบล็อกปูถนนอยู่เลย ชีวิตจจิตใจคุณ ยังไปไม่ถึงไหนเลย ขณะที่พวกยอดตึก เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำมั้ง ว่าอะไรคือบล็อกปูถนน อะไรคือฟุตบาท มันหมดเกลี้ยงไปจากใจเขาแล้ว

คุณเอาใจที่ยังมีกิเลส ไปคิดแบบวิปัสสนาเบื้องสูง ผลคือ วิปปัลลาส ครับ 

ถ้ายังคิดเรื่อง เบื่อๆ อยากๆ นี่ แล้วไปพูดวิปัสสนา ได้ยังไงกันหนอ เรื่องนิพพิทาญาณยังไม่เข้าใจเลย ระดับวิปัสสนาสูงๆ เขาพ้นไปจากเรื่องนิพพิทาญาณแล้วนะ จิตเขายกระดับไปไกลระดับ วิราคะ วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน แล้ว เขาเอาโคตรภูญาณ ยึดหน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว นี่คุณยังกลับมาวนๆเวียนอยู่กับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เลย โคตรจะพื้นๆ  ... เนี้ยแหละหนา "วิปัสสนึก" ก็ผิดหลักวิชชาเช่นนี้แล

ยินดีที่ได้เสวนา ผมไม่ได้อิงวิชาการมากนัก และขอเสวนาแบบตรงไปตรงมา กันเองๆ อย่าได้ถือสานะครับ ... สาธุ


« Last Edit: March 13, 2019, 05:22:47 AM by ต้นไม้เมตตา »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 576
  • จิตพิสัย 28
คุณต้นไม้เมตตาตอบได้ดีมากนะครับ สาธุครับ สำหรับผมเรื่องกฏไตรลักษณ์ของพระพุทธเจ้านั้นคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันตรงกับความจริงของธรรมชาติฝ่ายสังขารธรรมที่เป็นจริงอยู่แล้วครับ มันไม่ได้ทำให้การดำเนินชีวิตมีความผิดพลาดเลยแต่มันทำให้เรารู้จักเป้าหมายสูงสุดที่เหนือสังขารธรรมจริงคือนิพพานอันไม่ตกอยู่ใต้กฏไตรลักษณ์  แต่การดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดบนโลกคนนั้นเพราะเราไม่รู้จักการตั้งเป้าหมายดำเนินชีวิตหลายอย่างหลายระดับให้สอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในโลกคนครับ  ผมขอแนะนำว่าคุณต้องรู้จักหลักธรรมของพระพุทธเจ้าหลายอย่างให้มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็พอแล้ว คุณต้องรู้จักใช้อิทธิบาท4และอินทรีย์5และสัปปุริสธรรม และปราวภสูตร เป็นต้นมาใช้ดำเนินชีวิตด้วย แล้วจะรู้ว่าตอนไหนควรใช้หลักธรรมใดครับในชีวิต