ผู้เขียน หัวข้อ: อยากทราบขั้นตอนการบวชสามเณรฤดูร้อนค่ะ  (อ่าน 11279 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ saowaluk

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 2
  • จิตพิสัย 0
พอดีว่าน้องชายอยากจะบวชเรียนสามเณรที่วัดหลวงพ่อสดแห่งนี้ช่วงปิดเทอมจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างค่ะ แล้วถ้าอยากจะบวชต่อไปเรื่อยๆจะต้องทำเตรียมตัวอย่างไรค่ะ ขอบพระคุณมากๆค่ะสำหรับคำตอบ

ออฟไลน์ ใฝ่กุศล

  • Heroes aren't born,they're built
  • หัวหน้าตึก
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 27
  • จิตพิสัย 0
  • เพศ: ชาย
Re: อยากทราบขั้นตอนการบวชสามเณรฤดูร้อนค่ะ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2008, 09:25:37 PM »
สำหรับโครงการบรรพชาสามฌณรภาคฤดูร้อนดูได้ที่ http://www.dhammakaya.org/wat/wat_retreat_novice.php ซึ่งปกติจะรับสมัครเดือนมีนาคม และเริ่มกิจกรรมในเดือนเมษายน

ส่วนกรณีที่ต้องการบรรพชาสามเณร ให้ดูข้อมูลเบื้องต้นที่ http://www.dhammakaya.org/wat/wat_rules2.php ถ้าเป็นไปได้อยากให้ผู้ปกครองและน้องเยาวชน ลองมาติดต่อกับคณะพระพี่เลี้ยงสามเณรที่วัดดู
หากไม่สะดวกที่จะเดินทางมา ให้แจ้งความประสงค์มาที่ info@dhammakaya.org พร้อมข้อมูลคร่าวๆ และเบอร์โทรศัพท์ สำหรับพระพี่เลี้ยงติดต่อกลับ
หรือโทรศัพท์มาที่ 0-3225-3632 กดต่อ 220/191 เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของวัด แล้วให้แจ้งความประสงค์ และฝากเบอร์ติดต่อกลับให้พระพี่เลี้ยงสามเณรด้วย

ออฟไลน์ Jodaejrr

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 30
  • จิตพิสัย 0
Re: อยากทราบขั้นตอนการบวชสามเณรฤดูร้อนค่ะ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2008, 11:46:27 PM »
โครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน เริ่มประมาณ เมย. นะครับ รับสมัครประมาณเดือน มีค. 2552 นะครับ ปีหนึ่งมีบวชประมาณ 150-200 รูป นะครับ ดีมากๆเลยนะครับ   ที่คุณ saowaluk จะนำพาน้องชายมาบวชนะครับ การบวชเณรมีอานิสงส์มากมายนะครับ ทำให้ผู้บวชได้ศึกษาธรรมะอย่างเต็มที่ เพราะอยู่ในเพศบรรพชิต เป็นเพศที่ปลอดโปร่ง ไม่มีภาระ ทำให้สามเณรมีโอกาสได้ฟังธรรมะ เรื่องกฏแห่งกรรม, ฝึกกรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4, ได้เรียนรู้วิถีชีวิตพระ และให้เด็กรู้โทษภัยของการหลงติดใน อบายมุข เช่นโทษการดื่นเหล้า/เล่นพนัน จะทำให้เด็กกลัวโทษดังกล่าว ไม่ให้หลงไปตามกระแสโลก และได้ทำคุณความดีชั้นสูง อย่างเต็มที่ ถือว่าได้มาเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัยครับ ซึ่งผู้บวชจะมีอานิสงส์เป็นทายาทของพระพุทธศาสนาถึง 32 กัปป์ (คือมีโอกาสเกิดบำเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนาในระยะเวลานาน ถึง 32 กัปป์) และ
พ่อแม่ผู้ให้ลูกบวช ได้อานิสงส์ถึง กึ่งหนึ่ง หรือ ครึ่งหนึ่ง คือ 16 กัปป์ คือผลบุญจะช่วยให้ไม่ไป อบายภูมิ ถึง 16 กัปป์ ถ้าญาติ่น้องผู้ร่วมอนุโมทนา ก็ได้อานิสงส์ลดหลั่นกันลงไป ขอเรียนเชิญเลยนะครับ  มาสมัครได้ตอนเดือน มีค. 2552   

ออฟไลน์ Jodaejrr

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 30
  • จิตพิสัย 0
Re: อยากทราบขั้นตอนการบวชสามเณรฤดูร้อนค่ะ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2008, 11:48:09 PM »
มีอานิสงส์บวชเณรมาฝาก ช่วยให้แม่พ้นนรก (แม้แม่ไม่เต็มใจให้ลูกชายบวช)

...บวชนี้ย่อมมีผลานิสงส์อย่างมากมาย องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสเทนาอานิสงส์แห่งการ
บรรพชาอุปสมบทไว้โดยอเนกประการว่า ทาสสฺส อานนฺท ดูกรอานนท์ บุคคลใดมีศรัทธาบรรพชา
ทาสกรรมกรให้เป็นสามเณร หรือสามเณร มีอานิสงส์ ๔ กัล์ป บวชเป็นภิกษุหรือภิกษุณี มีอานิสงส์
๘ กัล์ป และถ้าอุปสมบทจะได้รับอานิสงส์ ๑๖ กัล์ป หากอุปสมบทได้อานิสงส์ ๓๒ กัล์ป ถ้า
อุปสมบทตนเองในพระพุทธศาสนา ด้วยศรัทธาเลื่อมใสจะได้อานิสงส์ถึง ๖๔ กัล์ป บุคคลใดได้
บรรพชาบุตรตนก็ดี บุตรของผู้อื่นก็ดี ก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิแล้วพระองค์ตรัสอีกว่าดูกรอานนท์ดังจะ
เห็นได้จากหญิงผู้หนึ่ง เขามีบุตรอยู่คนเดียว บุตรชายเขาขอไปบวชมารดาก็ไม่ให้บวชบุตรชายจึงหนีไปบวช อยู่มาวันหนึ่งมารดาของสามเณรนั้นออกจากบ้านไปแต่เช้า เพื่อจักแสวงหาฟืน มารดาสามเณรครั้นหาฟืนได้พอสมควรแล้วก็กลับบ้าน พอมาถึงระหว่างทางได้พักอยู่โคนต้นไม้ใหญ่ แล้วลงนอนพักผ่อนก็หลับไป ได้นิมิตรฝันไปว่ามีพระยายมราชมาถามว่า ดูกรผู้หญิง เธอได้กระทำบุญหรือว่าไม่ได้กระทำเลย มารดาของสามเณรนั้นตอบว่าข้าแต่เจ้า ดิฉันไม่ได้กระทำบุญอย่างไรเลย พระยายมราชทราบแล้ว ก็จับเอาผู้หญิงนั้นไปใส่นรกทันที ได้และเห็นไฟนรกลุกโพรงก็ถามพระยายมราชว่า อันไฟแดงนั้นเป็นอย่างไร พระยายมราชว่า อันไฟแดงนั้นเป็นไฟนรก ผู้หญิงจึงบอกว่าเหมือนกับผ้าจีวรของลูกชายของข้าพเจ้าอันได้บวชเป็นสามเณรนั้นแล พระยายมราชจึงกล่าวว่าดูกรผู้หญิง ลูกชายของเธอยังได้บวชหรือนางก็ตอบว่าลูกชายยังได้บวชเป็นสามเณรอยู่พระยายมราชได้ยินคำของนางดังนั้นแล้ว จึงนำนางมาคืนไว้เดิมเสีย เหตุอันนี้ก็เพราะบุญของลูกชายตนได้บวชเป็นสามเณร ในพุทธศาสนาไปกั้นไว้ในนรกได้ ครั้นนางตื่นขึ้นมาก็ตกใจกลัวรีบกลับบ้าน ตั้งแต่นั้นนางก็เลื่อมใสในพุทธศาสนา เฝ้าปฏิบัติสามเณรลูกชายของตน มิได้ขาดจนนางได้ตายไปตามอายุขัยก็ไปบังเกิดในสวรรค์ดั้งนี้ เป็นต้น

ออฟไลน์ Jodaejrr

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 30
  • จิตพิสัย 0
Re: อยากทราบขั้นตอนการบวชสามเณรฤดูร้อนค่ะ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2008, 11:51:21 PM »
มีเรื่อง สามเณรเกี่ยว มาฝากครับผม
โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก


สามเณรเกี่ยวหรือสัจกิจ มีประวัติค่อนข้างพิสดาร คือมารดาท่านถึงแก่กรรม ในขณะที่มีครรภ์แก่ สัปเหร่อเผาศพมารดาท่าน ขณะเอาขอเกี่ยวศพพลิกไปมา เพื่อให้ไฟไหม้ทั่วถึง เด็กน้อยในครรภ์ยังไม่ตาย กระเด็นออกมาจากกองฟอน

ถ้าเป็นคนอื่นคงวิ่งหนีป่าราบ แต่เป็นสัปเหร่อ อุ้มเด็กน้อยขึ้นมา มีเลือดไหลเต็มหน้า เพราะขอไปเกี่ยวหางตัวเด็ก สัปเหร่อรู้ว่าเด็กน้อยยังมีชีวิตอยู่ จึงนำกลับไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ตั้งชื่อตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า สังกิจ (แปลว่าเกี่ยว) ดังกล่าวแล้ว

เณรน้อยมีบุญแต่ปางก่อนหากมี “กรรม” (บางอย่าง) บังเล็กน้อย จึงเกิดมาเป็นกำพร้า แต่ตอนนี้ก็มีบุญช่วยหนุนให้ได้ผู้อุปการะดุจพ่อแม่ที่แท้จริง ถึงจะยากจน แต่ก็ได้รับการเลี้ยงดู ทะนุถนอมมาด้วยความรักยิ่ง

เมื่ออายุได้ 7 ขวบ เด็กน้อยได้ทราบเรื่องราวของตัวเองโดยบังเอิญ สลดใจในชะตากรรมของตัวเอง จึงคิดอยากบวชเป็นศิษย์พระสารีบุตร พระอัครสาวก ซึ่งคุ้นเคยกับครอบครัวดี

พ่อแม่บุญธรรมก็ไม่ขัดข้อง จึงนำไปบวชเป็นศิษย์รับใช้พระเถระ (นัยว่าสมัยพุทธกาล พระเถระที่เมตตาเด็ก นำเด็กมาเลี้ยงให้บวชเรียน มีอยู่สองรูป คือ พระสารีบุตร และพระอานนท์) ว่ากันว่า สามเณรเกี่ยวบรรลุพระอรหัตขณะโกนศีรษะเตรียมบวช คงเพราะบุญแต่ปางก่อนสะสมมานั่นแหลครับ

ขณะนั้น ภิกษุ 30 รูปมาทูลลาพระพุทธองค์ไปปฏิบัติธรรมในป่า พระพุทธองค์ทรงทราบล่วงหน้าว่า พวกเธอจะมีภัย ถูกโจรปล้น และสามเณรเกี่ยวสามารถช่วยได้ จึงรับสั่งให้พวกเธอไปลาพระสารีบุตรก่อนจะเดินทาง พวกเธอก็ไปลาพระเถระตามพุทธบัญชา

พระเถระก็ทราบเช่นเดียวกับพระพุทธองค์ และทราบพุทธประสงค์จะให้สามเณรเกี่ยวไปด้วย จึงบอกพวกเธอให้พาสามเณรไปด้วย พระคุณเจ้าเหล่านั้นไม่อยากพาสามเณรไป กลัวเป็นภาระ พระสารีบุตรกล่าวว่า “พาสามเณรไปเถอะ ถึงคราวคับขันสามเณรจะช่วยได้”

“ตัวกะเปี๊ยกจะช่วยอะไรได้ ผู้ใหญ่จะช่วยเณรน่ะไม่ว่า” หลายท่านคิดแย้งใจใจ แต่ไม่กล้าขัดพระเถระท่าน จำพาสามเณรไปด้วย

พระคุณเจ้าไปพักอยู่ใกล้หมู่บ้านชายป่าแห่งหนึ่ง ชาวบ้านก็ดูแลด้วยอาหารบิณฑบาตไม่ขาดตกบกพร่อง มีชายทุคตะเข็ญใจคนหนึ่ง เซซังมาขออาศัยอยู่ด้วย ได้กินอาหารอย่างอิ่มหมีพีมัน จึงเปลี่ยนใจขออยู่รับใช้พระดีกว่า พระคุณเจ้าก็ไม่ขัดข้องให้แกอาศัยอยู่ได้

เป็นเด็กวัยร่วงรับใช้พระสักระยะหนึ่ง คิดถึงลูกสาวขึ้นมา จึงลาพระคุณเจ้ากลับไปเยี่ยมลูกสาว บังเอิญต้องเดินผ่านดงซึ่งมีโจรชุกชุม พวกโจรได้บวงสรวงไว้ว่า ใครก็ตามถ้าเดินเข้ามาในป่านี้ จะถูกจับบูชายัญหมด บังเอิญชายทุคตะผ่านมาพอดี ก็เลยถูกจับเตรียมเข้าสู่พิธีบูชายัญ

ชายทุคตะกลัวตาย จึงพูดกับพวกโจรว่า เขาเป็นคนยากไร้ อดๆ อยากๆ อาหารการกินก็ไม่ดี เนื้อและเลือดของเขา คงไม่เป็นที่ปรารถนาของเทพเจ้าดอก สู้พระคุณเจ้าที่วัดชายป่าโน้นไม่ได้ ได้กินแต่อาหารดีๆ อ้วนท้วนสมบูรณ์ เนื้อและเลือดของท่านเหล่านั้นคงอร่อยถูกปากเทพเจ้าของพวกท่านแน่นอน

“ไอ้เบื๊อกนี้พูดเข้าที” หัวหน้าโจรพูด จึงให้แกพาไปวัดดังกล่าว ไปถึง เขาก็ตีระฆังให้สัญญาณ พระสงฆ์ที่กระจายไปนั่งสมาธิภาวนาตามสถานที่ต่างๆ ได้ยินเสียงระฆังนึกว่าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้น จึงพากันมาประชุม เมื่อรู้อะไรเป็นอะไร ต่างก็เสนอตัวไปกับโจร

สามเณรเกี่ยวกล่าวว่า “ผมขอไปดีกว่าครับ พระคุณเจ้าทั้งหลายโปรดอยู่ที่นี่เถอะ”

“เณรเป็นเณรของพระสารีบุตรอัครสาวก ท่านฝากให้พวกเราดูแลเณร ถ้าเณรตามพวกโจรไป แล้วเป็นอะไรไป พวกเราไม่สามารถรับผิดชอบได้ดอก”

“ท่านครับ พวกท่านลืมแล้วหรือ ก่อนพวกท่านจะมา พระอุปัชฌาย์ของผมพูดไว้อย่างไร ท่านพูดว่า ให้พาผมมาด้วย ผมจะสามารถช่วยท่านได้ยามคับขัน ใช่ไหมครับ แสดงว่า พระอุปัชฌาย์ท่านรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และรู้ว่าผมจะช่วยพวกท่านได้ ขอให้ผมไปเถอะครับ” สามเณรอ้อนวอน

พวกพระจึงยอมมอบสามเณรไปกับพวกโจร ขณะทำพิธี หัวหน้าโจรเงื้อดาบฟันสามเณร ดาบบิดงอลงอย่างน่าอัศจรรย์ เขาดัดดาบให้ตรงแล้วแทงใหม่ คราวนี้หมายให้เสียบทะลุขั้วหัวใจเลย ปรากฏว่าดาบงอจนถึงโคน ดุจใบตาลก็มิปาน สร้างความตะลึงพรึงเพริดแก่พวกโจรทั้งหมด หัวหน้าโจรก้มลงกราบสามเณร ขออภัยโทษที่ล่วงเกิน ขอบวชเป็นศิษย์สามเณร ลูกน้องคนอื่นๆ ก็บวชตามด้วย

อาจมีผู้สงสัยว่า สามเณรจะเป็นอุปัชฌาย์บวชคนอื่นได้อย่างไร ? ไม่น่ามีปัญหา อย่าลืมนะครับสามเณรที่ว่านี้เป็นสามเณรอรหันต์ และการบวชก็เป็นการบวชเณรเท่านั้น การบวชเณรนั้นเพียงแต่ผู้บวชให้ “สรณคมน์” (คือให้กล่าววาจาถึงพระรัตนตรัย) การบวชก็สำเร็จทันที ไม่ต้องมีพระคู่สวด ไม่ต้องมีพระอันดับ ก็เป็นองค์เณรได้แล้วครับ

สามเณรเกี่ยวพาศิษย์ “โค่ง” หรือศิษย์หนวดกลับไปเยี่ยมพวกภิกษุที่วัดชายดง เพื่อให้พวกท่านเบาใจว่า สามเณรไม่เป็นอะไร แถมยังกลับใจพวกโจรได้อีกต่างหาก

สามเณรอำลาภิกษุเหล่านั้น พาศิษย์ทั้งหลายไปหาพระอุปัชฌาย์ แล้วไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ตรัสปฏิสันถารกับสามเณรเกี่ยว และสามเณรอดีตโจรเหล่านั้นว่า

“การกลับใจมาถือศีล แม้เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่าอยู่อย่างคนทุศีลตั้งร้อยปี”

ครับ เด็กชายเกี่ยวกำพร้ามารดาบิดามาแต่เกิด ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่บุญธรรม โตมาก็ได้บวชเณร ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะมี “บุญเก่า” สนับสนุน เป็นเงื่อนไขให้ได้บรรลุผลสูงสุดนี้ เรื่องอย่างนี้พูดยาก บางท่านมีมาก บางท่านมีน้อย ไม่เหมือนกัน เพราะเหตุนี้ ท่านจึงบอกว่า “ปุพเพกตปุญญตา = ความมีบุญทำไว้มาก่อน เป็นมงคลสูงสุดอย่างหนึ่ง”

การที่ลูกหลานท่านได้มีโอกาสบวชครั้งนี้ นอกจากได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา หล่อหลอมศีลธรรมจริยธรรมแล้ว เป็นพลเมืองดีของชาติ เป็นศาสนิกที่ดีของพระศาสนาแล้ว ยังเป็นการสร้าง “บุญเก่า” ให้แก่ตนในวันข้างหน้า

ใช่ วันนี้เป็นบุญใหม่ แต่นับแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป จนถึงชาติหน้า ก็จะกลายเป็น “บุญเก่า” อันจะเป็นเหตุปัจจัยให้เราได้รับผลสัมฤทธิ์ในสิ่งที่ดีงามสืบไป

ออฟไลน์ Jodaejrr

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 30
  • จิตพิสัย 0
อานิสงส์การอุปสมบท
 
                องค์สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสว่า การอุปสมบทบรรพชามีอานิสงฆ์พิเศษ ซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาตรัสว่า อานิสงส์อย่างอื่น มีการสร้างวิหารก็ดี การถวายสังฆทานก็ดี ทอดกฐินผ้าป่าก็ดี จัดว่าเป็นอานิสงส์สำคัญ แต่อานิสงส์นั้น บุคคลที่จะพึงได้ต้องโมทนาก่อน แต่ว่าการอุปสมบทบรรพชานี้แปลกกว่านั้น องค์สมเด็จพระทรงธรรมบรมศาสดาสัมมามัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า "สมมติว่าบุตรชายของท่านผู้ใดออกจากครรภ์มารดาวันนั้น บิดามารดาก็จากกัน ลูกกับพ่อแม่ย่อมไม่รู้จักกัน เวลาที่อุปสมบทบรรพชานั้น บิดามารดาไม่ทราบจึงไม่ได้โมทนา  แต่บิดามารดาย่อมได้อานิสงส์นั้นโดยสมบูรณ์ การอุปสมบทบรรพชาจึงจัดว่าเป็นกุศลพิเศษ"

                 คำว่า "บรรพชา" หมายความว่า บวชเป็นเณร คำว่า "อุปสมบท" หมายความว่า บวชเป็นพระ

                 ท่านที่บรรพชาในพระพุทธศาสนาเป็นสามเณร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านผู้บรรพชาเอง คือ เณร ถ้าประพฤติปฏิบัติดีก็เป็นการลงทุนซื้อสวรรค์ ถ้าปฏิบัติเลว การบวชพระบวชเณรก็ถือว่าเป็นการซื้อนรก ท่านที่บวชเป็นเณรเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้วประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามระบอบพระธรรมวินัย สำหรับท่านผู้เป็นเณรนั้น ย่อมมีอานิสงส์ถ้าตายจากความเป็นคน ถ้าจิตของตนมีกุศลธรรมดา ไม่สามารถจะทรงจิตเป็นฌาน ท่านผู้นั้นจะเสวยความสุขบนสวรรค์ได้ถึง 30 กัป ถ้าหากว่าทำจิตของตนเกือบเป็นฌาน ได้ฌานสมาบัติ ตายจากความเป็นคนจะเกิดเป็นพรหม มีอายุอยู่ถึง 30 กัปเช่นเดียวกัน

                 อายุเทวดาหรือพรหมย่อมมีกำหนดไม่ถึง 30 กัป ก็หมายความว่า เมื่อหมดอายุแล้วก็จะเกิดเป็นเทวดาใหม่ เกิดเป็นพรหมใหม่อยู่บนนั้นไปจนกว่าจะถึง 30 กัปหรือมิฉะนั้นก็ต้องเข้าพระนิพพานก่อน
บิดามารดาของสามเณร ย่อมได้อานิสงส์คนละ 15 กัป ครึ่งหนึ่งของเณร

                 องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสต่อไปว่า บุคคลผู้มีวาสนาบารมี คือมีศรัทธาแก่กล้า ตั้งใจอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเป็นพระสงส์  แต่ว่าเมื่อบวชแล้วก็ต้องปฏิบัติชอบ ประกอบไปด้วยคุณธรรม คือ มีพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ ท่านที่บวชเป็นพระด้วยตนเอง จะมีอานิสงส์อยู่เป็นเทวดาหรือพรหม 60 กัป บิดามารดาจะได้คนละ 30 กัป นี่เป็นอานิสงส์พิเศษ

                 แต่ทว่าภิกษุสามเณรท่านใดทำผิดบทบัญญัติในพระพุทธศาสนา ก็พึงทราบว่าเมื่อเวลาตายก็มีอเวจีเป็นที่ไปเหมือนกันอานิสงส์ที่พึงได้ใหญ่เพียงใดโทษก็มีเพียงนั้น

                 สำหรับผู้ที่ช่วยในการบวช การอุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา คือบำเพ็ญกุศลร่วมกับเขา ด้วยจตุปัจจัยมากบ้างน้อยบ้าง  ช่วยขวนขวายในกิจการงานในการที่จะอุปสมบทบ้าง อย่างนี้องค์สมเด็จพระบรมศาสดากล่าวว่า ท่านผู้นั้นจะมีอานิสงส์เสวยความสุขอยู่บนสวรรค์ หรือในพรหมโลกคนละ  8  กัป

                 อานิสงส์กุศลบุญบารมี ที่เราจะพึงได้สำหรับท่านผู้เป็นเจ้าภาพ ในฐานะคนที่บวชไม่ได้เป็นบุตรของเรา แต่ว่าเราเป็นผู้จัดการขวนขวายในการอุปสมบทบรรพชาให้  อันนี้องค์สมเด็จพระบรมศาสดากล่าวว่า ท่านผู้จัดการบวชจะได้อานิสงส์ 12 กัป จะมีผลลดหลั่นซึ่งกันและกัน

                การที่นำเอาอานิสงส์บรรพชากุลบุตรกุลธิดาในพระพุทธศาสนามาแสดงแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะเห็นว่าในเวลานี้ บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายยังไม่ค่อยจะมีความเข้าใจคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในข้อนี้ อีกประการหนึ่ง การจะบวชลูกหลานเข้าไว้ในพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจะเอาบุญ ถือทำกันตามประเพณีเป็นสำคัญ พอเริ่มการจัดงานก็มีการฆ่าไก่บ้าง ฆ่าปลาบ้าง ฆ่าหมูบ้าง ฆ่าวัวฆ่าควายบ้าง เอาสุราเบียร์เข้ามาเลี้ยงกันบ้าง ถ้าทำกันตามประเพณีแบบนี้ก็จะได้ชื่อว่า ไม่มีอานิสงส์กุศลบุญทานอะไรเลย เพราะมีเจตนาชั่ว คือเริ่มต้นก็ทำบาปก่อนแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า ถ้าจิตเป็นอกุศล กุศลใดๆ ที่ตนคิดว่าจะทำมันก็ไม่ปรากฏ
               ฉะนั้น ในการใด ถ้าเราจะบำเพ็ญกุศลบุญทานให้ปรากฏเป็นผลดี ก็ขอให้การนั้นเป็นการที่บำเพ็ญกุศลจริงๆ จงเว้นกรรมที่เป็นอกุศลเสียให้หมด งดสิ่งที่เป็นความชั่วทุกประการ ตั้งใจไว้เฉพาะบำเพ็ญกุศลบุญทานเท่านั้น

                กุลบุตรที่บวชในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ความผ่องใสของท่านผู้บวชก็มีขึ้น คือ จิตผ่องใสปราศจากอารมณ์ที่เป็นกิเลส ต่อมาปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  คือเจริญสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน จนอารมณ์ชื่นบานเข้าถึงธรรมปีติ คำว่า ธรรมปีติ หมายความว่า ยินดีในการปฏิบัติความดีในด้านพระธรรมวินัยอย่างหนึ่ง ยินดีในการเจริญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา อานิสงส์กุศลบุญบารมีก็เกิดขึ้น

                องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเปรียบเทียบไว้ว่า ผู้ใดอุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนาแล้ว วันหนึ่งทำจิตใจว่างจากกิเลสเพียงวันละชั่วขณะจิตเดียว เวลานอกนั้นจิตก็ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆ แต่พยายามควบคุมกำลังใจไม่พลาดพลั้งจากพระธรรมวินัย ท่านผู้บวชเข้ามาแม้แต่วันเดียว ก็ย่อมมีอานิสงส์ดีกว่าพระที่บวชตั้ง 100 ปี มีศีลบริสุทธิ์ แต่ไม่เคยเจริญสมาธิจิต คือ ทำจิตว่างจากกิเลสวันหนึ่งชั่วขณะจิตเดียว มีรัศมีกายสว่างไสวกว่า
 
 

                รวมความว่า การอุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นปัจจัยเข้าถึงพระนิพพาน และมีอานิสงส์เป็นสามัญผล คือผลที่เสมอกัน คนที่บวชในพระพุทธศาสนาจะลูกผู้ดีหรือยากจนเข็ญใจย่อมมีสิทธิเสมอกันในการทรงสิกขาบท และในการกำหนดจิตปฏิบัติสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

 .... อย่าลืมชวนกุลบุตรมาบวชเณรช่วงเดือน เมย. 2552 นะครับ เป็นการช่วยให้เด็กได้รับการอบรมธรรมะ ให้รู้จักรักบุญกลัวบาป เลิกละอบายมุข เราผู้ที่เป็นทั้งผู้อนุโมทนา หรือ ผู้ร่วมบุญ หรือผู้จัดงานดังกล่าว ย่อมได้อานิสงส์นับประมาณไม่ได้นะครับ