Author Topic: ผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย...จากหลวงพ่อวัดปากน้ำ  (Read 24263 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

* ประวัติสังเขป
ของ

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
หลวงพ่อวัดปากน้ำ

ชาติภูมิ
หลวงพ่อวัดปากน้ำ  "องค์ปฐมบรมครูแห่งวิชชาธรรมกาย" ในยุคปัจจุบัน  
เดิมชื่อ สด นามสกุล มีแก้วน้อย ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๒๗  ตรงกับวันแรม ๖ ค่ำ
เดือน ๑๑ ปีวอก  ฉศก จุลศักราช ๑๒๔๖ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช
ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
เป็นบุตรคนที่สองของนายเงินและนางสุดใจ  มีแก้วน้อย  
มีพี่น้องร่วมมารดาบิดา ๕ คน

การศึกษาเมื่อเยาว์วัย
ท่านเรียนหนังสือกับพระภิกษุน้าชายของท่าน ณ วัดสองพี่น้อง เมื่อพระภิกษุน้าชายลาสิกขาบทแล้ว
ท่านก็ได้มาศึกษาอักษรสมัย ณ วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม
ปรากฏว่าท่านเรียนได้ดีสมสมัย คือตั้งใจเรียนจริงๆ  ไม่ยอมอยู่หลังใคร


การอาชีพ
เมื่อเสร็จการศึกษาแล้ว ออกจากวัดช่วยมารดาบิดาประกอบอาชีพเกี่ยวกับการค้าขาย
โดยซื้อข้าวบรรทุกเรือล่องมาขายให้แก่โรงสีในกรุงเทพฯ บ้าง ที่นครชัยศรีบ้าง
เมื่อสิ้นบุญบิดาแล้ว ได้รับหน้าที่ประกอบอาชีพสืบต่อมา
เป็นคนรักงานและทำอะไรทำจริง ทั้งขยันขันแข็ง อาชีพการค้าจึงเจริญโดยลำดับ
จนปรากฏในยุคนั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง

เมื่ออายุ ๑๙ ปี ระหว่างที่ทำการค้าอยู่นั้น  
ความคิดอันประกอบด้วยความเบื่อหน่ายเกิดแก่ท่าน   โดยเกิดธรรมสังเวชขึ้นในใจว่า
 
"การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลำบาก บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้น
ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา
เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา
บุรพชนต้นสกุลก็ทำมาอย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ ก็คงทำอยู่อย่างนี้  
ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายไปหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน
เราจะมัวแสวงหาทรัพย์อยู่ทำไม ตายแล้วเอาไปไม่ได้ บวชดีกว่า"

  
เมื่อได้โอกาสท่านได้จุดธูปเทียนบูชาพระ  อธิษฐานว่า  
"ขออย่าได้ตายเสียก่อนเลย   ขอให้ได้บวชก่อน  
เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา   ขอบวชไปจนตลอดชีวิต"
 

ท่านบอกว่าเริ่มอธิษฐานมาตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี  
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อตกลงใจบวชไม่สึกแล้ว
จิตคิดเป็นห่วงมารดาเกิดขึ้น จึงขะมักเขม้นทำงานสะสมทรัพย์
เพื่อให้มารดาเลี้ยงชีพไปจนตลอดชีวิต


อุปสมบท
เดือนกรกฎาคม ๒๔๔๙ ต้นเดือน ๘ ขณะมีอายุย่างเข้า ๒๒ ปี  
ท่านได้อุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี  มีฉายาว่า จนฺทสโร

พระอาจารย์ดี วัดประตูศาล อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์
และพระอาจารย์โหน่ง อินทสุวณโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์    
คู่สวดทั้งสองรูปอยู่วัดเดียวกัน คือ วัดสองพี่น้อง

เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านเริ่มปฏิบัติ "สมถวิปัสสนา" กับองค์อนุสาวนาจารย์นับแต่วันบวช  
เมื่อบวชแล้วพอรุ่งขึ้นอีกวัน หลวงพ่อก็เริ่มลงมือปฏิบัติพระกรรมฐานต่อกับ "พระอาจารย์เนียม" วัดน้อย อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี   ได้จำพรรษาอยู่วัดสองพี่น้อง ๑ พรรษา
หลังจากออกพรรษาที่วัดสองพี่น้องแล้ว หลวงพ่อก็ได้เข้าพำนักประจำอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
เพื่อแสวงหาความรู้ให้แตกฉานกว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติ

สิบปีผ่านไป...นับแต่หลวงพ่อเริ่มบวช  
ท่านมีความรู้ภาษาบาลีแตกฉาน พอที่จะอ่านมหาสติปัฏฐานสูตรในคัมภีร์บาลีได้สมความตั้งใจแล้ว  
ท่านจึงวางธุระการศึกษาฝ่ายภาษาบาลีลง และใช้เวลากับวิปัสสนาธุระ เพื่อการเจริญพระกรรมฐานโดยเต็มที่


บรรลุธรรมกาย
ย่างเข้าพรรษาที่ ๑๒ ของท่าน ประมาณปี พ.ศ.๒๔๖๐  
เมื่อหลวงพ่อได้กำหนดใจที่จะปฏิบัติสมถวิปัสสนาอย่างเต็มที่แล้ว
ท่านได้กราบลาเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม ธมฺมสโร) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ
ไปจำพรรษาที่ ๑๒ ณ วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง ริมคลองบางกอกน้อย นนทบุรี อันเป็นสถานที่สงบวิเวก

ท่านได้อยู่ประจำ ณ พระอุโบสถวัดโบสถ์ บางคูเวียง
และปฏิบัติธรรมตลอดเวลาที่อำนวย จากเช้าตลอดค่ำคืน
ครั้นย่างกึ่งพรรษา ท่านก็ได้ตรึกนึกถึงความตั้งใจครั้งแรกเมื่อได้ขอบวชจนตลอดชีวิต
เวลาก็ล่วงมาถึง ๑๔ ปี บวชเป็นพรรษาที่ ๑๒ แล้ว
ท่านยังไม่บรรลุ ยังไม่เห็นธรรม ดังที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาท่านได้ทรงตรัสรู้และทรงเห็นเลย

ท่านจึงเริ่มกำหนดใจว่า จะเจริญพระกรรมฐานโดยสุดกำลังในครั้งนี้
แม้จะตายระหว่างปฏิบัติพระกรรมฐานก็จะยอม
ด้วยมีค่ามากกว่าตายก่อนบวช หรือไม่ได้ปฏิบัติภาวนาเลย


ท่านตั้งใจเด็ดขาดแล้ว
ก็เข้าสู่พระอุโบสถวัดโบสถ์ บางคูเวียง แต่เย็นวันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐
ตั้งสัจจาธิษฐานมั่นคง มอบกายถวายชีวิตเพื่อพระรัตนตรัยอันประเสริฐสุดว่า
 
เมื่อนั่งลงแล้ว หากมิได้บรรลุธรรม ดังที่พระพุทธองค์ทรงเห็นทรงตรัสรู้แล้ว
ก็จะไม่ขอลุกขึ้นจากที่อีกจนตลอดชีวิต


เมื่อใจท่านตั้งมั่นแล้ว ก็เริ่มปรารภความเพียร
และกราบทูลอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ทรงโปรดประทานธรรมที่พระองค์ทรงเห็น ทรงตรัสรู้ แม้เพียงส่วนน้อยที่สุด
ซึ่งแม้นหากการบรรลุธรรมนั้นแล้วจะเป็นโทษแก่พระศาสนา ก็ขออย่าได้ทรงประทานเถิด
ท่านจะรับเป็นทนายแก้ต่างพระศาสนาต่อไปจนตลอดชีวิต


เมื่อได้อธิษฐานใจยอมสละชีวิตเป็นพุทธบูชาแล้ว
ท่านก็ขัดสมาธิเข้าที่นั่งเจริญภาวนาพระกรรมฐาน
เวลาผ่านไปจนดึก ใจของท่านหยุดสงบนิ่ง  "ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้" เข้ามารวมหยุดที่จุดเดียวกัน
ณ ศูนย์กลางกายได้ส่วนพอดีแล้ว
ท่านได้เห็น ดวงปฐมมรรค หรือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  
อันเป็นดวงกลมโตใสบริสุทธิ์  ขนาดฟองไข่แดงของไก่  ที่ศูนย์กลางกาย  
ดวงยิ่งใสสว่างมากขึ้น และใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ สุกใสสว่างยิ่งนัก
ได้เห็นดังนั้นแล้ว ท่านจำต้องตรึกว่า สมควรจะทำอย่างไรต่อไปอีก


ขณะนั้น ท่านได้มาถึงจุดแห่งการเริ่มค้นพบ "พระสัทธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"  
และ ทางสายเอกสายเดียวสู่มรรคผลนิพพานแล้ว

    
ในระหว่างที่ได้หยุดใจนิ่ง พิจารณาดวงปฐมมรรคนั้น
ท่านได้ตรึกนึกถึง มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา
ที่ศูนย์กลางกลมใสสว่างนั้น ปรากฏมีจุดเล็กเรืองแสงสว่างไสวยิ่งกว่า
ท่านจึงได้เลือกดำเนินตามทางสายกลาง และทุ่มความรู้สึกทั้งหมดเข้าไว้ในจุดศูนย์กลางดวงทันที
จุดนั้นก็ขยายขึ้นมาแทนที่ดวงเดิมซึ่งหายไป
ท่านจึงได้รวมความเห็น จำ คิด รู้ ดิ่งเข้าไปในกลางของกลางต่อไปอีก
โดยอาการฉะนี้ ท่านก็ได้เห็นดวงเก่าหายไป มีดวงสุกใสยิ่งขึ้นผุดจากศูนย์กลางกายนั้นขึ้นมาแทนที่
ประดุจฟองอากาศผุดจากน้ำขึ้นมาแทนที่กัน โดยต่อเนื่องไม่ขาดสาย และยิ่งใสสว่างขึ้น


โดยการ "หยุดในหยุด" และ "เข้ากลางของกลาง" นี้
ท่านก็ได้เห็นดวงต่างๆ และกายผุดขึ้นมาโดยต่อเนื่องกัน
คือ เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
และจึงเห็นกายมนุษย์ละเอียด เมื่อท่านได้ทุ่มความรู้สึกเข้าไปในกลางของกลางต่อไปอีก
ก็เห็นดวงทั้ง ๖ และ กายของกายที่ละเอียดยิ่งขึ้น ปรากฏขึ้นมาเป็นลำดับในเบื้องต้นนั้น ทั้ง ๑๘ กาย ได้แก่
กายในภพสามนี้ ๘ กาย คือ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม และกายอรูปพรหมละเอียด และกายที่พ้นภพสาม หรือ "กายโลกุตตระ" ๑๐ กาย คือ กายธรรม กายธรรมละเอียด กายพระโสดา กายพระโสดาละเอียด กายพระสกทาคา กายพระสกทาคาละเอียด กายพระอนาคา กายพระอนาคาละเอียด กายพระอรหัต และ กายพระอรหัตละเอียด


"กายธรรม" หรือ "ธรรมกาย" และกายโลกุตตระอื่นดังกล่าว ที่ปรากฏขึ้นที่ศูนย์กลางกายของท่านนั้น
เป็นองค์ "พระปฏิมา เกตุดอกบัวตูม" ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าอัญมณีใดๆ งดงามหาที่ติมิได้
"กายโลกุตตระ" ล้วนเป็นกายที่ละเอียดยิ่งนัก และ พ้นจากอาณัติแห่งพระไตรลักษณ์
....เป็นวิสังขารแห่งความสุขที่แท้จริง


ธรรมะของจริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซึ่งหลวงพ่อได้ค้นพบ ได้รู้ ได้เห็น และเป็น...ในคืนวันเพ็ญสำคัญนี้ ลึกซึ้งถึงปานนี้
เกินวิสัยของบุคคลจะคาดคิดคะเน แม้ใครยังตรึกนึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง


หลวงพ่อได้สอนไว้ในภายหลังว่า
"ที่จะเข้าถึงต้องทำให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิดนั้น หยุดเป็นจุดเดียวกัน
แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วไม่เกิด ตรองดูเถิด ท่านทั้งหลาย
นี้เป็นจริง หัวต่อมีเป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนดังนี้ก็ไม่มี ไม่เป็นเด็ดขาด"


การค้นพบ ได้รู้ ได้เห็น ได้เป็นพระสัทธรรมของท่านในคืนวันเพ็ญนั้น
เป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องแท้จริง ให้หลวงพ่อปฏิบัติแสวงหาที่สุดแห่งธรรม
ท่านตรึกใจดิ่งลึกลงไปที่ศูนย์กลางกายธรรมที่สุดละเอียดอยู่ตลอดเวลา นับแต่นั้นเป็นต้นมา
โดยมิได้มีการถอยกลับและหยุดยั้งอีกเลย ท่านยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นทุกที


เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
กลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า
ครั้งนั้นเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสสทัตตมหาเถระ) วัดพระเชตุพนฯ พระอาจารย์องค์หนึ่งของท่าน
ยังดำรงสมณศักดิ์เป็นท่านเจ้าคุณพระศากยยุตติวงศ์ เจ้าคณะอำเภอภาษีเจริญ
เล็งเห็นความเป็นผู้นำของหลวงพ่อ ซึ่งครั้งนั้นเป็นพระฐานานุกรมที่  พระสมุห์สด จนฺทสโร
เจ้าประคุณได้มอบหมายท่าน ให้จำต้องยอมรับตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
ซึ่งเป็นพระอารามหลวงเก่าแก่แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
และในขณะนั้นชำรุดทรุดโทรมมาก เป็นกึ่งวัดร้าง มีพระประจำวัดอยู่เพียงสิบสามรูป

ในปี พ.ศ.๒๔๖๔ ตรงกับ ร.ศ.๑๔๐ เป็นปีที่ ๑๒ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า
พระครูสมุห์สด จนฺทสโร ก็ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูสมณธรรมสมาทาน
ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
ด้วยความเป็นผู้นำอย่างเยี่ยมยอด และความอดทนอย่างยิ่งยวด
หลวงพ่อก็ได้ทำนุบำรุงวัดปากน้ำภาษีเจริญขึ้นใหม่ จนเป็นอารามหลวงที่สำคัญและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
มีพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ที่อยู่ในความอุปการะของท่านที่วัดในระยะนั้น
จำนวนเป็นร้อย เป็นพัน มีทั้งพระสงฆ์จากต่างประเทศ เช่นจากประเทศอังกฤษ มาบวชเรียนกับหลวงพ่อ
สมจริงแล้วดังปณิธานของท่านที่ตั้งใจไว้ว่า
"บรรพชิตที่ยังไม่มาขอให้มา ที่มาอยู่แล้ว ขอให้เป็นสุข"


ลุสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน
ในปี พ.ศ.๒๔๙๐ อันเป็นปีที่ ๒ แห่งรัชกาล ท่านได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๒ ได้รับพระราชทานตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระภาวนาโกศลเถร
และอีกสองปีภายหลัง ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเสมอพระราชาคณะเปรียญ
ถึงปี พ.ศ.๒๔๙๘ ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระมงคลราชมุนี
ในปีฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ.๒๕๐๐ ตรงกับ ร.ศ.๑๗๖ เป็นปีที่ ๑๒ แห่งรัชกาลปัจจุบัน
ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ
มีพระราชทินนามว่า พระมงคลเทพมุนี นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


ธรรมปฏิบัติวิชชาธรรมกาย
"วิชชาธรรมกาย" ที่หลวงพ่อได้บรรลุ รู้ เห็น และเป็นนั้น ลึกซึ้ง คมกล้า
ทรงคุณค่า และ หิตานุหิตประโยชน์ใหญ่หลวงที่สุด  
วิชชาธรรมกายนี้ดำรงอยู่ครั้งพุทธกาล และสืบทอดกันมาอีกระยะหนึ่ง
แต่ก็ว่างเว้นไป มิได้มีผู้สอนวิชชานี้อีก นับเป็นระยะเวลายาวนาน
จวบจนถึงสมัยที่หลวงพ่อได้บรรลุ และนำมาเผยแผ่สอนใหม่
ให้มีผู้เข้าถึง รู้ เห็น และเป็น สืบพระพุทธศาสนากันต่อๆไปอีกอย่างถูกต้องโดยสัมมาทิฏฐิ  
ตรงตามความเป็นจริง และสัมฤทธิ์ผลโดยกว้างขวาง


ทั้งนี้ผู้ปฏิบัติจน "เห็นธรรม" นั้น ย่อมจักต้องเห็นพระพุทธเจ้า
ด้วยว่า ธรรมกาย นั้นคือ พระพุทธเจ้า
ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้า คือ ธรรมกาย...ย่อมเห็นธรรม


ตรงตามพระพุทธพจน์ว่า
"โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ
ดูกรวักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต
ผู้ใดเห็นเราตถาคต ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม"


และดังพระพุทธพจน์ว่า
"ตถาคตสฺส วาเสฏฺฐ เอตํ ธมฺมกาโยติ วจนํ
ดูกรวาเสฏฐะ ธรรมกายนี้เป็นชื่อของตถาคต"


"วิชชาธรรมกาย" จึงเป็นหัวใจของการสอน และปฏิปทาที่หลวงพ่ออุทิศให้แก่พระพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง
ดังจะเห็นได้ในวัตรปฏิบัติของท่านปรากฏเป็นจริยา

ท่านจะดูแลกำกับ "การเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง"
ที่กระทำโดยต่อเนื่องนั้นอย่างใกล้ชิดมาก
โดยอำนาจแห่งพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ประกอบกับเหตุปัจจัย
"ธรรม" ย่อมปราบ "อธรรม" ลงเสียได้

การกำจัดทุกข์ภัยไข้เจ็บ ของชนผู้สมาทานศีลอยู่ในธรรม...ย่อมจะพออยู่ในวิสัย


การเจริญวิชชาธรรมกายนั้น
จึงเป็นกิจเพื่อการปราบทุกข์เข็ญ และยังสันติสุขให้งอกงามไพบูลย์จริง
การประชุมกระแสจิตที่บริสุทธิ์อันแรงกล้า ด้วยการเจริญภาวนาวิชชาธรรมกายชั้นสูง
จึงกระทำเพื่อช่วยผดุงชาติ ศาสน์ กษัตริย์
และทวยราษฎร์ในทศพิธราชธรรมอันบริสุทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


การเจริญวิชชานี้ ดำเนินไปต่อเนื่องเป็นที่น่าอัศจรรย์
แม้ในภาวะมหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระเบิดตกลงมาลูกแล้วลูกเล่า เพื่อทำลายจุดยุทธศาสตร์
เช่น สะพานพุทธ บริเวณใกล้เคียงวัดปากน้ำ
แต่ "หลวงพ่อ" และ "คณะศิษย์ผู้เจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง" มิได้ปลีกออกจากวัดเพื่อหลบภัยนั้นเลย
ท่านกลับยิ่งเด็ดเดี่ยวกวดขันบัญชาการเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง
ที่ห้องภาวนาที่ท่านเรียกใช้คำง่ายๆว่า โรงงาน นั้น...ให้เร็วและแรงขึ้น

และประเทศชาติก็ผ่านพ้นมหาภัยสงครามนั้นมาได้ด้วยดี


หลวงพ่อของปวงชน
การสั่งสอน และ สืบบวรพระพุทธศาสนาของหลวงพ่อนั้น  
ท่านอุทิศให้หมดด้วยทั้งกาย วาจา ใจ
เราย่อมสัมผัสได้ถึงความใสบริสุทธิ์ของกระแสธรรมเทศนา และปฏิปทาของท่าน  
เป็นกระแสแห่งความสงบ สุข ร่มเย็น อบอุ่น ทรงพลังลึกซึ้ง
หยั่งเข้าถึงใจจากองค์พระสมณะ ผู้พึงกราบสักการบูชา


หลวงพ่อจะให้ความอุปการะแก่ผู้สมควรได้รับเสมอ ซึ่งท่านได้สอนถึงการอุปการะนี้ว่า
"เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า เมื่อกาย วาจา ใจ บริสุทธิ์แล้ว
ย่อมมีสิทธิใช้มรดกของพระพุทธเจ้าได้ และใช้ได้จนตลอดชาติ
ถ้าไม่บริสุทธิ์แล้ว แม้จะเอาไปใช้ก็ไม่ถาวรเท่าไร"
 
 

ความใจดี มีเมตตากรุณา อันเป็นธรรมค้ำจุนโลก ดังที่ท่านเจริญโดยตลอดเวลา
ซึ่งเห็น และ สัมผัสโดยง่ายนั้น เป็นอัธยาศัยหนึ่งที่คนทั้งหลายบูชาท่านนัก


มรณภาพ
หลวงพ่อถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ.๒๕๐๒ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ ตึกมงคลจันทสร
เมื่อท่านมีอายุย่าง ๗๕ โดยปี รวมพรรษาได้ ๕๓ พรรษา
กาลนั้นเปรียบเสมือนการพักชั่วครู่ของอมตบุรพาจารย์
และย่อมเป็นเครื่องมือเตือนจิตสะกิดใจแก่คนทั้งหลาย ผู้วันหนึ่งกาลกิริยาจะมาถึง
มิให้ประมาท และให้ขวนขวายทำหน้าที่ต่อตนเอง และผู้อื่นในอริยมรรค
คำสอนของหลวงพ่อ จะยังคงดำรงอยู่ประกาศสัจจธรรมฝ่ายบุญฝ่ายสัมมาทิฐิ โดยส่วนเดียวสืบไป



* ที่มา http://www.dhammakaya.org/บุพพาจารย์/พระมงคลเทพมุนี-(สด-จนฺทสโร)



** โอวาทของ พระมงคลเทพมุนี

ผู้เทศน์เกิดวันศุกร์ ปีวอก บวชมา ๕๐ พรรษา ค้นคว้าธรรมะเรื่อยมา
การออกธุดงค์ ใจเป็นมรรคผล สงบ สมาธิ เป็นทาง
รู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นปัญญา (ไม่ใช่ธรรม)

ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพุทธรัตนะ ผู้เทศน์รู้จักเกือบ ๕๐ ปี (ตำราไม่มี) โดยการค้นคว้าทางปฏิบัติ
ดีที่สุด คือ พระพุทธเจ้า


ผู้เทศน์มารู้ตัวเมื่อบวชแล้ว ว่า
ต้นธาตุ (คือ พระพุทธเจ้าองค์แรก ขณะนี้อยู่บนพระนิพพาน) ใช้ให้จุติมาเกิดเพื่อปราบมาร
(ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย)

ถ้ามารไม่แพ้ ผู้เทศน์ยอมตายอยู่วัดปากน้ำ

มารปล่อยสายมาปกครองมนุษย์ มนุษย์ตกเป็นบ่าวเป็นทาสของโลภะ โทสะ โมหะ
ผลคือ ความเสียหาย มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เช่นสงครามที่แล้วมา
เกิดจากโลภะ คือ ความโลภ เป็นเหตุให้คนเจ็บ คนตาย

ลูกชายหญิงมีความหลง โมหะ ว่าตัวเก่งแล้ว พ่อแม่ว่าไม่ได้ มีโทสะ โมโหโต้เถียง ไม่กลัวเกรง

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะนาย โลภะ โทสะ โมหะ เขาปกครอง เขาสั่งให้ทำเช่นนั้น
เอาบ้านเมืองมาล่อ เอาความเจ็บความตายมาให้ ปราบมารเหล่านี้ลงเสียได้ มนุษย์จะได้อยู่เย็นเป็นสุข
เจ้าตัวมารเหมือนผีเที่ยวสิง บังคับให้เป็นไปตามคำสั่งของเขา

เราต้องเข้าวิชชาธรรมกายจึงรู้ เห็นหมด เพราะธาตุธรรมไม่เหมือนกัน

วัดปากน้ำช่วยเหลือแก้คนป่วยไข้ ให้หายไม่ต้องกินยา
มารมันยอมให้ คนไข้ก็หาย แต่มันไม่ยอมแพ้ มันแพ้หลอก ๆ (ตามวิสัยของมาร)

มนุษย์ชายหญิง เป็นพระก็มาก เป็นมารก็มาก

เป็นธรรมกาย ดูเป็น รักษาตัวได้ เราจับสายธรรมะเสีย เขาก็ไม่รบกัน
เก็บสมบัติให้หมด เก็บอาวุธให้หมดตามจุด เขาก็ไม่รบกัน
( จับ หรือ เก็บ ในที่นี้หมายความว่า เก็บในทางปฏิบัติธรรมะ)

กวดขันอย่าง นี้ ๒๕ ปีแล้ว
แยกพระ แยกมาร ไม่ให้ปนกัน ไม่ให้กระทบกัน ต่างฝ่ายต่างเป็นสุข (เหมือนรัฐกันกระทบในมนุษย์โลก)

จะให้สัญญา ไม่รังแกกัน ถ้าไม่ยอมก็เก็บฤทธิ์เสีย ที่ไม่ตกลงกัน เพราะเขาประลองฤทธิ์กัน

ผู้เทศน์ปล่อยชีวิต (ยอมตายถวายชีวิตเเด่พระพุทธเจ้า) ถึง ๒ คราว
จึงได้พบ “ธรรมกาย” (พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของ)

ชายหญิงผู้ปฏิบัติธรรมะ ถึง "ธรรมกาย"โคตรภู เท่ากับได้บวชข้างใน
เป็นหญิงบวชข้างใน เป็นชายบวชทั้งข้างในข้างนอก เป็น ๒ ชั้น
 
ความอยากเป็นเหตุให้เกิด เกิดเป็นผล

หยาบดับได้ ดับเป็นชั้นๆ ดับตั้งแต่กายมนุษย์หยาบจนถึงธรรมกาย
ความเกิดเป็นของจริง ละได้ก็เห็นดับ
ดับนั้นเป็นนิโรธ นิโรธมีขึ้นได้เพราะ ศีล สมาธิ ปัญญา
ดับหยาบไปหาละเอียดเป็นชั้นๆ เข้าไป จนเป็นพระโสดา
ตาดีก็เห็น ญาณดีก็รู้ มีบาลีรับรอง

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย “ธรรมกาย” นั่นแหละเป็นผู้รักษาความสงบ



** คัดลอกจาก หนังสือรวมพระธรรมเทศนา เล่มที่ ๑
โดย พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

จัดพิมพ์โดย คณะกรรมการบริหาร โครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน
วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑
จำนวน ๓,๐๐๐ ฉบับ
« Last Edit: March 13, 2011, 11:32:17 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118
« Last Edit: November 11, 2010, 06:15:21 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118


* ประวัติสังเขป
ของ
พระครูวินัยธร (ชั้ว โอภาโส)
วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร


พระครูวินัยธร (ชั้ว โอภาโส) หรือที่ศิษยานุศิษย์เรียกท่านว่า “พระครูชั้ว”
เป็นพระเถระที่นับได้ว่า เป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิดอย่างยิ่งของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ
เเละได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูง ในการเป็นพระเถระผู้งามพร้อมด้วยศีลาจารวัตร
เเละทรงไว้ซึ่งพระวินัยอย่างเคร่งครัด

ท่านมีนามเดิมว่า ชั้ว จุฬจัมบก มีถิ่นกำเนิดที่ จ.สุพรรณบุรี บ้านดียวกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ
และยังเป็นญาติ (ลูกพี่ลูกน้อง) กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกด้วย

ท่านได้รับการบรรพชาอุปสมบท ที่วัดสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
ต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลแห่งหนึ่งในเขตอำเภอสองพี่น้อง

ครั้นหลวงพ่อสด จนฺทสโร ได้มาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เดินทางไปยังอำเภอสองพี่น้อง และได้มีโอกาสพบกับท่านพระครูชั้ว

ในครั้งนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้กล่าวกับพระครูชั้ว ว่า
“เวลานี้ ผมได้พบของจริงแล้ว”
นั่นคือ หลวงพ่อได้บรรลุถึง “ธรรมกาย” เข้าถึงของจริงในพระพุทธศาสนาแล้วนั่นเอง


พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ชักชวนพระครูชั้ว ให้ย้ายมาอยู่วัดปากน้ำกับท่าน
ซึ่งพระครูชั้วก็ยินดี และได้ย้ายมาอยู่ที่วัดปากน้ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อเข้ามาอยู่ในวัดปากน้ำแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาให้อยู่ร่วมกุฏิเดียวกับท่าน
โดยพระครูชั้วได้มีโอกาสฝึกเจริญภาวนากับหลวงพ่อทุกวัน
เมื่อหลวงพ่อได้เจริญภาวนาวิชชาธรรมกายชั้นสูง ได้พบได้เห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์
ก็จะนำมาเล่าให้พระครูชั้วฟังเสมอ ซึ่งท่านก็สามารถจดจำได้อย่างละเอียด

รวมทั้งคำพูดที่หลวงพ่อสอนแก่พระภิกษุ สามเณร และแม่ชี
ใน “โรงงานทำวิชชา” ขณะกำลังเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง
เช่น เรื่องต้นธาตุต้นธรรม ทั้ง ๓ ภาค คือ ภาคขาว ภาคกลาง ภาคดำ
และการปกครองธาตุธรรมของสัตว์โลกในที่สุดละเอียด
ท่านก็สามารถจดจำได้ จึงนับว่า ท่านเป็นผู้มีความทรงจำเป็นเลิศหาผู้เสมอได้ยากผู้หนึ่ง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒
หลวงพ่อวัดปากน้ำ เเละคณะศิษยานุศิษย์ผู้เจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง อาทิเช่น
พระครูวินัยธร (ชั้ว โอภาโส)  
หลวงพ่อเล็ก (ธีระ ธมฺมธโร)  
พระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม)
อุบาสิกาปุก มุ้ยประเสริฐ  
อุบาสิกาถนอม อาสไวย์  
อุบาสิกาญาณี ศิริโวหาร  
คุณตรีธา เนียมขำ เป็นต้น

ได้เจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง ที่ห้องภาวนา ที่เรียกกันว่า "โรงงาน"  ให้เร็วเเละเเรงขึ้น
ด้วยอำนาจแห่ง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ
ประเทศชาติ..ก็ผ่านพ้นมหาภัยสงครามนั้นมาได้ด้วยดี


นอกจากนี้ท่านยังได้ชื่อว่า เป็นผู้เคร่งครัดทางด้านพระวินัยเป็นอย่างยิ่ง
จนได้รับการแต่งตั้งจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ให้เป็น “พระครูวินัยธร”

ท่านถึงเเก่มรณภาพ ในปีพ.ศ.๒๕๑๑ เมื่ออายุได้ ๘๓ ปี




* ข้อมูลจาก หนังสือชีวประวัติ ผลงาน รวมพระธรรมเทศนา ๖๓ กัณฑ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ
เนื่องในโอกาสฉลองชนมายุ ๑๐๐ ปี
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศ กรุงเทพ
พิมพ์ครั้งที่๒  พ.ศ.๒๕๒๘  จำนวน ๑,๕๐๐ เล่ม






** โอวาทของ หลวงปู่ชั้ว โอภาโส

เมื่อพบเห็นพระพุทธเจ้าหมดเเล้ว
จะเข้าไปถวายนมัสการท่านได้ เเละจะทูลถามท่านได้
ติดขัดเรื่องอะไร ทูลถามท่านจะบอกหมด

เเต่ว่า...ถ้าจะทูลถามพระพุทธเจ้า ต้องนิ่งให้สนิทนะ
ถ้านิ่งไม่สนิทหละ ไม่ได้ยินเสียงท่าน
จะเห็นเเต่พระโอษฐ์ท่านงาบๆอยู่เท่านั้น...เพราะเรานิ่งไม่พอ
ถ้าเรานิ่งพอหละ พระสุรเสียงดังก้องอย่างฟ้าเชียว ไพเราะ

การที่จะดูอย่างนี้ละ ต้องดูเฉพาะตัวนะ เเละอย่าไปดูให้ใคร
เมื่อได้ธรรมกายเเล้ว จะเเก้โรคภัยไข้เจ็บได้ทุกอย่าง.......
.....................................................................



ในนิพพานอย่างที่พวกมีธรรมกายไปพบไปเห็นมานั้น ล้วนแต่สมบัติวิเศษเป็นแก้วทั้งนั้น
กายพระพุทธเจ้าเองก็ใสเป็นแก้ว แล้วสิ่งอื่น ๆ ก็ล้วนแก้ววิเศษทั้งนั้น เช่น
แก้วจุลจักรพรรดิ แก้วมหาจักรพรรดิ แก้วบรมจักรพรรดิ
ที่มนุษย์ผู้มีบุญวาสนาได้มาใช้กันนั้น ก็ต้องส่งมาจากนิพพาน,

หรือแก้วทิพยจุลจักรพรรดิ แก้วทิพยมหาจักรพรรดิ แก้วทิพยบรมจักรพรรดิ
ที่พวกเทวดา พรหม ที่มีบุญวาสนายิ่งใหญ่ใช้กัน ก็ล้วนแต่ส่งมาจากนิพพานทั้งนั้น,

ยังแก้วพุทธจุลจักรพรรดิ แก้วพุทธมหาจักรพรรดิ แก้วพุทธบรมจักรพรรดิ
ที่ใช้กันอยู่ในนิพพานนั้น แต่ละอย่าง ๆ มีมากมายนับอสงไขยไม่ถ้วน
ล้วนแต่เป็นแก้วกายสิทธิ์วิเศษทั้งนั้น.............................................
........................................................................................

แล้วในนิพพานนั้นเป็นที่สุโขมโหฬาร จนไม่มีส่วนเปรียบ
ยังพวกจักรพรรดิที่คอยดูแลปฏิบัติพระพุทธเจ้าอยู่ในนิพพานนั้น ก็ล้วนแต่กายใสเป็นแก้วทั้งนั้น
และไม่ใช่แต่จะดูแลในนิพพานเท่านั้น ถึงแม้ในภพสามเรานี้
พวกจักรพรรดิและพระพุทธเจ้าก็ต้องคอยดูแลส่งเสียอยู่ ไม่ขาดเหมือนกัน
ที่ส่งความบริบูรณ์มาหล่อเลี้ยงหมู่สัตว์ของพระพุทธเจ้าในนิพพานนั้น ยิ่งกว่าบิดามารดาที่มีต่อบุตร
ธรรมดาบิดามารดานั้นถึงบุตรจะชั่วร้าย ไม่รู้จักบุญคุณอย่างไร ก็ยังรักอยู่เสมอ

แต่พระพุทธเจ้าทรงคุณยิ่งกว่านั้น ความกรุณาต่อสัตว์ไม่เลือกหน้า
ถึงสาวกในพระศาสนาจะชั่วช้าไม่รู้จักพระคุณ เหมือนอย่างพระเทวทัตก็ดี ก็ยังกรุณาอยู่เสมอ
ฉะนั้น พระคุณพระพุทธเจ้าจึงมีมากสุดจะพรรณนา
ที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์เก่า ๆ ว่า
เปรียบเหมือนบุรุษที่มีฤทธิ์เนรมิตศีรษะได้พันศีรษะ ๆ ละร้อยปาก มีปากละร้อยลิ้น
แล้วจะพรรณนาคุณพระพุทธเจ้าอยู่จนตลอดกัลป์ ก็ยังไม่สิ้นสุดพระคุณของพระพุทธเจ้า...
...

การที่พระพุทธเจ้าภาคขาว ส่งความบริบูรณ์มาหล่อเลี้ยงหมู่สัตว์ หรือพระเณรในศาสนานั้น
ให้สังเกตดูวัดใดวัดหนึ่ง ถ้าพระเณรปฏิบัติเคร่งครัดต่อธรรมวินัย
วัดนั้นต้องบริบูรณ์ด้วยลาภสักการะ ชื่อเสียงโด่งดัง อย่างเช่น วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นต้น

หลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี) ท่านเอาแต่ธรรมวินัยอย่างเดียว อย่างอื่นผิดธรรมวินัยท่านไม่เอา
ส่วนตัวท่านเองสิกขาบท ๒๒๗ ไม่มีขาดตกบกพร่อง แล้วยังไม่ประมาท แสดงอาบัติทุกเช้ามืดเป็นนิตย์
แล้วแนะนำสั่งสอนภิกษุสามเณร ให้ประพฤติปฏิบัติชอบทุกวันไม่มีเว้นเลย
จึงบริบูรณ์ ไม่ขาดแคลน พระเป็นร้อย ๆ สามเณรเป็นร้อย ๆ อุบาสกอุบาสิกาเป็นร้อยก็ไม่อดอยาก

แต่บางครั้งก็มีบกพร่องบ้าง เป็นที่พระเณรต่างวัดไปอาศัยอยู่ นิสัยหยาบติดไปจากวัดเดิม
ประพฤติบกพร่อง เป็นธรรมของฝ่ายดำ ฝ่ายดำเขาส่งชั่วมาขัดขวางได้บ้าง แต่ก็ขัดขวางไม่ได้มากนัก
เพราะพระเณรที่เคร่งครัดก็มีมากเหมือนกัน จึงขัดขวางไม่ถนัด
ถ้าพระเณรทำตามหลวงพ่อสอนทุกองค์แล้ว
อย่าว่าแต่วัดปากน้ำวัดเดียวเลย ถึงวัดอื่นสักกี่สิบวัดก็เลี้ยงได้จริง ๆ



**คัดลอกจาก หนังสือทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามเเนววิชชาธรรมกาย)
โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี) เเละคณะศิษย์

พิมพ์ครั้งที่ ๑   วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒
จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม
« Last Edit: March 28, 2011, 10:38:28 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118


* ประวัติสังเขป
ของ
พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมฺมธโร)
อดีตรองเจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระเเละฝ่ายคันถธุระ



พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมฺมธโร) เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๗
ตรงกับวันแรม ๙ ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด
ณ บ้านคลองหนองตากล้า ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ ของนายจอก และ นางวัน คล้อสุวรรณ
มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๘ คน เดิมท่านชื่อ “เจียก” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ธีระ”

เมื่อเยาว์วัยท่านเรียนหนังสือประชาบาล ที่วัดหนามแดง อ.บางพลี
บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๔ ปี ในวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๐
ที่วัดนางชี ต.ปากคลอง อ.ภาษีเจริญ กรุงเทพ

และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๘  ณ พัทธสีมา วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
โดยมี พระครูบริหารบรมธาตุ (ป่วน เกสโร) วัดนางชี เป็นพระอุปัชฌาย์
และหลวงพ่อสด จนฺทสโร ซึ่งขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็น “พระครูสมณธรรมสมาทาน” เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ได้รับฉายาว่า “ธมฺมธโร”
โดยมีคุณหลวงประดิษฐ์ไพเราะ และ คุณนายโชติ ศิลปะบรรเลง เป็นผู้อุปถัมภ์ในการบวช

เมื่อบวชแล้วท่านได้เรียนนักธรรมบาลี จนสอบได้ นักธรรมเอก และ เปรียญธรรม ๔ ประโยค

ท่านปฏิบัติได้ "ธรรมกาย" ... ตั้งเเต่ยังเป็นสามเณร
การปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานของท่านนั้น กล่าวได้ว่า
ท่านเป็นนักปฏิบัติที่ดีเลิศ เเละเชี่ยวชาญที่สุดรูปหนึ่ง


ท่านได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมาก
โดยหลวงพ่อได้มอบหมายให้ท่านเป็นครูสอนบาลีเเละนักธรรม
ตลอดจนเป็นอาจารย์สอนสมถวิปัสสนากรรมฐาน
เเละต้องช่วยเหลือด้านปกครองภายในวัดอีกด้วย

เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำอาพาธ
ท่านได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อ ให้ป็นผู้มอบ "พระของขวัญ" เเทนหลวงพ่อ

หลังจากที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพ
ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ  
เป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ และฝ่ายคันถธุระ

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ “พระภาวนาโกศลเถร”
ราชทินนามที่ท่านได้รับพระราชทาน เป็นราชทินนามเดิมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
อีกทั้งท่านเป็นที่รักเเละเคารพอย่างสูง จากบรรดาพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา
ทำให้ท่านได้รับสมญาว่า "หลวงพ่อเล็ก"
ซึ่งเมื่อเอ่ยขึ้นเมื่อใด ก็จะเป็นอนุสติถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งนิยมเรียกท่านว่า "หลวงพ่อใหญ่" ด้วย

งานต่างๆที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้วางรากฐานไว้
เป็นงานที่ "หลวงพ่อเล็ก" ได้ดำเนินการต่อไปจนสำเร็จ ทั้งในฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระ

โดยในฝ่ายวิปัสสนาธุระนั้น ......
ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชชาธรรมกายจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ มาเป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้เป็นกำลังสำคัญที่สุดในการเผยแพร่วิชชาธรรมกาย
.....สืบต่อมาหลังจากที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพ


ท่านมีสุขภาพไม่เเข็งเเรงมาเเต่กำเนิด เเละเคยปรารภว่า...
"ฉันอยู่ไม่ได้นาน อย่างมากมีอายุไม่เกิน ๔๕ ปี ก็ตาย"

ต่อมาท่านได้ล้มป่วย ด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและโรคลำไส้
หลังจากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน ท่านก็มรณภาพ
ท่านมรณภาพเมื่อวันพุธที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๑
รวมอายุได้ ๔๔ ปี อยู่ในสมณเพศได้ ๓๑ ปี
ท่านได้ฝากผลงานเเละปฏิปทาอันยิ่งใหญ่
สมศักดิ์ศรีของศิษย์เอกรูปหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ให้ศิษยานุศิษย์รุ่นหลังดำเนินตาม


เเละบัดนี้ งานสืบทอดวิชชาธรรมกาย ของต้นธาตุต้นธรรมที่สุดละเอียดในอายตนนิพพานเป็น
ก็ได้สืบต่อมายัง......พระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม) องค์ปัจจุบัน







โอวาทของ หลวงพ่อเล็ก (ธีระ ธมฺมธโร)

ธรรมกายเป็นกายธรรมะ  อยู่ที่กลางใจเรานี่แหละ  
หากได้พัฒนาให้ถึงจุดละเอียด  จะทำให้จิตใจบริสุทธิ์  
อันจะมีผลสะท้อนให้การปฏิบัติภารกิจประจำวันเป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง...

การเข้าถึงจุดธรรมกาย  ยังเป็นเพียงขั้น "โคตรภูญาณ" เท่านั้น  
อันอยู่กึ่งกลางระหว่าง โลกียะ และ โลกุตระ  
ดังนั้นจึงมีการเข้าถึง และการเสื่อมได้  หากประมาทเพียงแค่นั้น  ย่อมยังอยู่ในวิสัยแห่งโลกียะ  
ต่อเมื่อพัฒนาต่อไปจึงถึงขั้นละเอียด...เป็นโลกุตตระ  
ขีดขั้นแห่งคำว่า  "ธรรมกาย"  จึงมีอยู่หลายระดับ
การปฏิบัติเท่านั้น...ที่จะตอบคำถามได้ดีที่สุด





* ข้อมูลจาก หนังสือชีวประวัติ ผลงาน รวมพระธรรมเทศนา ๖๓ กัณฑ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ
เนื่องในโอกาสฉลองชนมายุ ๑๐๐ ปี
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศ กรุงเทพ
พิมพ์ครั้งที่๒  พ.ศ.๒๕๒๘  จำนวน ๑,๕๐๐ เล่ม
« Last Edit: March 28, 2011, 10:44:57 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์เป็น
  พระราชพรหมเถร
รองเจ้าอาวาส และ พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

 

* ประวัติสังเขป
ของ

พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม)

ประวัติก่อนบวช
พระเดชพระคุณ พระราชพรหมเถร องค์ปัจจุบัน มีนามเดิมว่า วีระ อุตตรนที
และในภาษาญี่ปุ่นว่า คูนิโอ คาวาคิตะ
บิดาท่านเป็นชาวญี่ปุ่นนามว่า เอดะ คาวากิตะ
มารดาท่านเป็นชาวไทยนามว่า นางสน อุตตรนที
 
ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๒
ที่ข้างวัดมอญ ตำบลท่าข้าม อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี
มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ล้วนเป็นชาย ๔ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒


การศึกษาเมื่อเยาว์วัย
ครอบครัวของเด็กชายวีระ อยู่ที่บางขุนเทียนได้ไม่นานนัก ก็ย้ายไปอยู่สี่พระยา  
เมื่อเจริญวัยเข้าเกณฑ์การเรียน บิดามารดาก็ส่งไปเข้าเรียนในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น ของสมาคมญี่ปุ่นในประเทศไทย    เรียนอยู่ได้ ๖ ปี จนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๔ ก็เรียนจบชั้นประถมปีที่ ๖ ของโรงเรียน    
มีความสามารถอ่าน เขียน และพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี ด้วยความขยันหมั่นเพียรมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่มีอุปสรรคใดๆ    

ต่อจากนั้นก็ได้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖  เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๑ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  
และเข้าเรียนต่อเตรียมปริญญาธรรมศาสตร์ รุ่นที่ ๒ จนถึง พ.ศ.๒๔๘๓    
จากนั้นจึงเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรียนในสาขานิติศาสตร์ สอบได้ที่ ๑ ใน พ.ศ.๒๔๘๔  
ขณะเรียนอยู่นั้น ก็ได้ทำงานไปด้วยในสถานทูตญี่ปุ่น    

แต่ชีวิตการศึกษาในมหาวิทยาลัยของคฤหัสถ์วีระ ต้องยุติลงภายหลังจากขึ้นปีการศึกษาที่ ๒  
เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔
อันเป็นการเริ่มสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในภูมิภาคเอเชียบูรพา


การอาชีพ
เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงแล้ว คฤหัสถ์วีระไม่ได้กลับเข้าไปศึกษาต่อ    
แต่ได้ช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย สั่งและส่งสินค้าเข้าและออกจากประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น    
ด้วยความขยันขันแข็ง เอาใจใส่ในหน้าที่ การค้าขายจึงเจริญขึ้นเป็นลำดับ ในระยะเวลาประมาณ ๑๐ ปีนั้น


พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ครั้งที่คฤหัสถ์วีระจะได้พบ "หลวงพ่อวัดปากน้ำ" นั้น เป็นปี พ.ศ.๒๔๙๖ ขณะนั้นอายุได้ ๓๔ ปี    
วันหนึ่งได้ขึ้นรถเมล์สายตลาดพลู นั่งไปเพลินๆ ไม่ได้มีจุดหมาย และได้ปรารภกับตนเองว่า
"ในชีวิตนี้คนเราต้องการอะไรกัน"  

คำตอบคือ
"ความสุข"    
ก็แล้วความสุขนั้น คืออย่างไร จะให้มีจะให้รู้เห็นเป็นได้อย่างไร

 
ปรารภอยู่ดังนั้น รถเมล์ก็วิ่งมาถึงตลาดพลู
ที่นั่นคฤหัสถ์วีระได้ลงเรือจ้างที่แล่นไปตามคลองบางกอกน้อย  
เรือจ้างคิดว่า คฤหัสถ์วีระจะไปรับพระของขวัญของหลวงพ่อ ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
จึงได้พาขึ้นท่าเรือที่เรียกกันว่า ท่าไฟไหม้ ข้างวัดปากน้ำ
เมื่อเรือจอดเทียบท่า คฤหัสถ์วีระก็ขึ้นจากเรือ  
ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่าขึ้นไปทำไม และก็ได้เดินชมวัดอยู่


แล้วคฤหัสถ์วีระก็ได้เห็นพระภิกษุท่านหนึ่ง ดูน่าเลื่อมใส กำลังฉันภัตตาหารเพลอยู่    
ความสง่างาม องอาจ และบุญราศรีของท่าน  ทำให้ต้องคิดว่า
พระภิกษุท่านนั้น คงจะเป็นพระนักปฏิบัติผู้เคร่งครัดอย่างแน่นอน
 

เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ท่านก็นั่งสนทนากับญาติโยมทั้งหลายที่ไปหานั้น  
ด้วยปฏิสันถารอันดี พูดจาฉะฉาน โต้ตอบธรรมะได้ลึกซึ้ง เป็นพิเศษ


หลวงพ่อพระราชพรหมเถร สนใจในเรื่องวิปัสสนากัมมัฏฐานมาตั้งแต่เด็ก  
ฟังธรรมที่วัดหัวลำโพง วัดแก้วแจ่มฟ้า วัดมหาพฤฒาราม    
มีความสนใจในเรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน ว่ามีจริงหรือไม่
จะไปดูด้วยวิธีใด ปรารถนาจะพิสูจน์ในเรื่องนี้
ก็ประจวบเหมาะในครั้งนี้ ได้ถือโอกาสขึ้นไปนั่งคุยกับพระอาจารย์ท่านนั้น
 
จึงได้รู้ว่าท่านคือ "หลวงพ่อวัดปากน้ำ"
ผู้ค้นพบพระสัทธรรมวิชชาธรรมกาย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 

ขณะนั้นท่านมีสมณศักดิ์เป็น พระภาวนาโกศลเถร    
ท่านก็ได้บอกว่า หากสนใจเรื่องนี้ให้มานั่งกัมมัฏฐาน และท่านได้แนะนำหลายอย่างเกี่ยวกับวิธีนั่งภาวนา


เป็นอันว่าคฤหัสถ์วีระในวันนั้น ได้ทราบวิธีปฏิบัติจากท่านโดยละเอียด    
ก่อนจะกราบลาท่านกลับ ท่านบอกว่าให้มาวันพฤหัสบดี    
ด้วยความต้องการจะพิสูจน์ทดลอง คฤหัสถ์วีระก็ได้กลับไปพบท่านใหม่อีก


บรรลุธรรมกาย
คฤหัสถ์วีระได้มาปฏิบัติพระกัมมัฏฐานกับ "หลวงพ่อวัดปากน้ำ" อยู่ ๑๘ วัน ก็ได้เห็นตามที่อยากรู้นั้น    
แต่ในขณะนั้นยังสงสัยอยู่ในใจว่า ที่เห็นนั้นเป็นจริง หรือว่าเป็นมโนภาพ คิดเอาเอง
   
ก็พลันได้ยินหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านว่า
"ถ้าเราไปคิดเอาเอง เรานึกเท่าไหร่มันก็ไม่เห็น
แต่นี่เราเป็นสมาธิ แล้วมันเป็นวิปัสสนา ถ้าเรานั่งมันก็จะเห็นขึ้นมาเอง"
 

หลวงพ่อวัดปากน้ำได้สอนศิษย์คนใหม่ของท่าน ในพระสัทธรรมและแก่นแห่งพระศาสนา  
เมื่อได้เห็นแล้วท่านพระอาจารย์ก็ได้กล่าวกับศิษย์ของท่านว่า
"ที่บรรพบุรุษของเราได้อุตส่าห์เสียสละเลือดเนื้อ ก็เพื่อจะปกป้องพุทธศาสนา ซึ่งมีของจริงอย่างนี้"


คฤหัสถ์วีระเมื่อได้มาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว  
ก็เกิดความเลื่อมใสมากขึ้นตามลำดับ เมื่อใจสบายแล้วจึงได้นึกทบทวนว่า

ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจเรานี้เอง เมื่อใจหยุดก็เกิดความสงบ  
ครั้นสงบแล้วก็เป็นสุข ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า

"นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ    สุขอื่นยิ่งกว่าการหยุดนิ่งไม่มี"


นับแต่นั้นมา  คฤหัสถ์วีระก็ได้ไปนมัสการหาหลวงพ่อวัดปากน้ำโดยสม่ำเสมอ  
บางครั้งก็พำนักค้างแรมที่วัดเพื่อปฏิบัติธรรม
บางวันหลวงพ่อก็เรียกเข้าไปนั่งภาวนากับท่าน และสอนการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอย่างละเอียด    
คฤหัสถ์วีระปฏิบัติจนได้ธรรมกาย ผ่านครบทั้ง ๑๘ กายแล้ว  
หลวงพ่อก็ได้สอน "วิชชาธรรมกายชั้นสูง" ให้ ซึ่งท่านก็ปฏิบัติสามารถได้


อุปสมบท
คฤหัสถ์วีระเมื่อได้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนาเช่นนี้แล้ว  
จึงได้ตัดสินใจสละเพศคฤหัสถ์ เข้าครองผ้ากาสาวพัสตร์  
เข้าบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗  
โดยมีพระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ  
ซึ่งขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นที่พระภาวนาโกศลเถร เป็นองค์ "อุปัชฌาย์"  
และมีท่านพระครูปัญญาภิรัต เป็นพระกรรมวาจาจารย์  
กับท่านพระครูพิพัฒน์ธรรมคณี เป็นพระอนุสาวนาจารย์  
ได้รับฉายาว่า "คณุตฺตโม ภิกฺขุ"


เผยแผ่วิชชาธรรมกาย
เมื่อท่านได้บวชเรียนแล้ว  
ก็ได้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานตามแนววิชชาธรรมกาย กับ "หลวงพ่อวัดปากน้ำ" มาโดยตลอด  
ได้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่พระศาสนาให้เจริญถาวรสืบไป  ทั้งในและนอกประเทศ

ในปี พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูภาวนาภิรม
ในปี พ.ศ.๒๕๑๑ ท่านได้เป็น รองเจ้าอาวาส และ พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ในปี พ.ศ.๒๕๑๕ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนขึ้นเป็น พระภาวนาโกศลเถร

ในปี พ.ศ.๒๕๒๒ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็น พระอุปัชฌาย์

เเละ ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนขึ้นเป็น พระราชพรหมเถร


พระเดชพระคุณพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม)
เป็นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายโดยตรง....จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ


ท่านได้ทำหน้าที่เผยแพร่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มที่  
ทั้งในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่หอสังเวชนียมงคลเทพนิรมิต
ในโครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  
และที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี  
ซึ่งท่านเป็นพระอาจารย์ควบคุมการปฏิบัติพระกรรมฐานอยู่ และดำเนินการอยู่อย่างเข้มแข็ง
 

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมเถร เป็นครูอาจารย์ผู้ประเสริฐของศิษยานุศิษย์
และท่านได้สอนอบรมตักเตือนศิษย์ทั้งหลาย ด้วยความเมตตาโดยตลอด
ท่านสอนหลักธรรมให้ปฏิบัติเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของทุกคน  
ทั้งในระหว่างการเรียนปฏิบัติพระกรรมฐาน และในชีวิตประจำวัน


เผยแผ่พระศาสนาสู่ต่างประเทศ
โดยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมเถร  มีความชำนาญในด้านภาษาต่างประเทศ 
เช่น ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส
จึงทำให้งานเผยแพร่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายได้ดำเนินไปด้วยดี 
พร้อมกับมีการจัดพิมพ์การปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานตามแนววิชชาธรรมกายเป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน
เผยแพร่ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฮอลแลนด์ เยอรมันนี สวีเดน และญี่ปุ่น
ซึ่งได้มีการดำเนินงานสอนพระสัทธรรมวิชชาธรรมกาย
และจัดตั้งวัดไทยขึ้น เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้แพร่หลายสู่ชาวโลกอย่างกว้างขวาง




* ที่มา http://www.dhammakaya.org/บุพพาจารย์/พระราชพรหมเถร-(วีระ-คณุตฺตโม)

    



** โอวาทของ พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม)
เรื่อง
ผู้ปฏิบัติภาวนาที่ได้ถึงธรรมกายเเล้ว
จัดว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมได้ถึงที่สุด (บรรลุ มรรค ผล นิพพาน) แล้วหรือ ?


ผู้ปฏิบัติธรรมที่ได้ถึงธรรมกายเเล้ว ตราบใดที่ยังไม่สามารถละสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดให้ติดอยู่กับโลก)
เบื้องต่ำอย่างน้อย ๓ ประการ (คือ สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส) ได้โดยเด็ดขาด
ตราบนั้นก็ยังมิได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน เป็นพระอริยบุคคล
จึงยังมิใช่ผู้ปฏิบัติธรรม ที่ได้(บรรลุ)ถึงที่สุดเเล้ว

พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
ผู้สอนภาวนาตามเเนววิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้า
ได้กล่าวถึงผู้ปฏิบัติธรรมที่ได้ถึงธรรมกาย
เเต่ยังไม่สามารถละสัญโญชน์เบื้องต่ำอย่างน้อย ๓ ประการได้ ดังกล่าวเเล้วว่า
"ยังจัดเป็นเเต่เพียง โคตรภูบุคคล"

ซึ่งท่านอุปมาว่า
เสมือนหนึ่งว่า ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นได้ก้าวขาข้างหนึ่ง ขึ้นไปอยู่บนพระนิพพาน
ส่วนขาอีกข้างหนึ่ง ยังยืนอยู่ในภพสาม

กล่าวคือ หากผู้ปฏิบัติธรรมที่ถึงธรรมกายเเล้วนั้น ก้าวหน้าต่อไป
คือ ปฏิบัติภาวนาต่อไปอีกจนสามารถละสัญโญชน์เบื้องต่ำอย่างน้อย ๓ ประการนั้น ได้โดยเด็ดขาด
ก็ได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน เป็นพระอริยบุคคล ตามภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้

เเต่หากว่าผู้ที่เคยปฏิบัติได้ถึงธรรมกายเเล้ว ได้ประพฤติปฏิบัติตนในลักษณะของการก้าวถอยหลัง
กลับคืนมาสู่โลก (ภพสาม) ด้วยอำนาจของกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุนำ เหตุหนุน
จนธรรมสัญญาขาดจากใจ เเละธรรมกายดับลงเมื่อใด
บุคคลผู้นั้นก็กลับเป็นปุถุชนธรรมดาที่หนาไปด้วยกิเลส เเละมีสิทธิ์ถึงทุคติได้เมื่อนั้น




** ข้อมูลจาก หนังสืออานุภาพธรรมกาย
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศ กรุงเทพ
พิมพ์เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๒๗
« Last Edit: March 13, 2011, 03:59:01 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
(บรรดาศิษยานุศิษย์เรียกท่านด้วยความเคารพรักว่า หลวงป๋า)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี



* ประวัติสังเขป
ของ

พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล)

ชาติภูมิ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชญาณวิสิฐ
ซี่งบรรดาศิษยานุศิษย์เรียกท่านด้วยความเคารพรักว่า "หลวงป๋า"
(สมัยเป็นฆราวาส ลูกศิษย์รู้จักท่านดี ในนามว่า อาจารย์มงคลบุตร)   
เดิมท่านชื่อ เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์
เกิดเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์   
เป็นบุตรคนที่ ๔ ของคุณพ่อทองดี และ คุณแม่บุญนาค พลพัฒนาฤทธิ์   
ท่านมีพี่น้องร่วมมารดาบิดา ๖ คน


ใฝ่การศึกษา
ภายหลังจากที่ท่านสำเร็จการศึกษาระดับมัธยม จากโรงเรียนบุรีรัมย์วิทยาลัย
และเตรียมอุดมศึกษาปีที่ ๒ จากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยแล้ว 
เข้ามาทำงานเป็นพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย อยู่ชั่วระยะเวลา ๒ - ๓ ปี

ในปี พ.ศ.๒๔๙๔ ท่านอาจารย์เสริมชัยได้สมรสกับ คุณอุไรรัตน์ นนทมาศ และมีบุตรีด้วยกัน ๓ คน
(ซึ่งบุตรสาวทั้ง ๓ คน ได้ฝึกปฏิบัติภาวนาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และได้เข้าถึง “ธรรมกาย” ทุกคน)
ครอบครัวของท่านจึงเป็นครอบครัวตัวอย่าง ที่มีความสุข ความเจริญ ทั้งในทางโลกและในทางธรรม

ท่านได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนสำเร็จปริญญาตรีเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘
ทำงานแล้วได้ศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (เกียรตินิยม "ดี") ในปี พ.ศ.๒๕๐๘

ครั้นต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๒ ท่านได้สำเร็จการศึกษาหลักสูตร "ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์"
จาก Institute of Social Research, The University of Michigan, Ann Arbor สหรัฐอเมริกา
และสำเร็จการศึกษาอบรมหลักสูตรการควบคุมระบบงานคอมพิวเตอร์
จัดโดยกองฝึกอบรมสำนักข่าวสารอเมริกัน สำนักงานใหญ่อเมริกา


การอาชีพก่อนบวช
ท่านทำงานเป็นพนักงานต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา 
ประจำอยู่ที่สำนักข่าวสารอเมริกัน แห่งสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงเทพฯ 
ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญฝ่ายการวิจัย (Research Specialist) ซึ่งรับผิดชอบงานใน ๓ แขนง คือ
- งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสำรวจวิจัยประชามติและอุปนิสัยต่อสื่อมวลชน
- หัวหน้างานควบคุมระบบงานเอกสารด้วยคอมพิวเตอร์ขนาดย่อม “แวง โอ ไอ เอส”
- และระบบงานรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของสำนักข่าวสารอเมริกัน

นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายพิเศษในสาขาวิชา “ระเบียบวิธีการวิจัย”
ในสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและหน่วยราชการ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 
โรงเรียนประชาสัมพันธ์ของกรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น และท่านเคยทำหน้าที่เป็นกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการให้กับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มา ๒ สมัย


แสวงหาสัจจธรรม
ภายหลังจากที่ท่านได้ศึกษาธรรม จากตำรับตำราของหลายอาจารย์มาแล้ว
ท่านอาจารย์เสริมชัยได้ตั้งใจฝึกปฏิบัติภาวนาธรรมตามแนววิชชาธรรมกายอย่างจริงจัง ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม พ.ศ.๒๕๑๓ โดยหมั่นกำหนดบริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิต คู่กันไปในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่เสมอเท่าที่โอกาสอำนวย

วันหนึ่งประมาณบ่าย ๑ โมงของวันอาทิตย์ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖
ท่านกำลังนั่งรถโดยสารประจำทาง เพื่อไปจัดรายการอบรมพระกัมมัฏฐานที่วัดธาตุทอง
โดยมี “พระอาจารย์ณัฐนันท์ กุลสิริ” จากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นผู้สอนพระกัมมัฏฐาน
ขณะที่นั่งอยู่ในรถโดยสาร ท่านก็ได้เจริญภาวนาดังเช่นที่เคยปฏิบัติอยู่เสมอ
จนใจท่านเริ่ม “หยุด” และ “ตกศูนย์”  
ท่านก็ได้เห็น “ดวงปฐมมรรค” ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗  รู้สึกโปร่งเบาไปหมด
จนรถแล่นมาถึงวัดธาตุทองแทบจะไม่ทันรู้ตัว


ต่อมาในวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๖
หลังจากที่ท่านรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จแล้ว ก็เดินออกจากบ้านจะไปตัดผม
ขณะที่ท่านกำลังเดินอยู่นั้นก็ได้เจริญภาวนาไปด้วยดังเช่นทุกครั้ง ใจก็เริ่มหยุดที่ศูนย์กลางกาย
และเมื่อกำหนดใจให้ดิ่งเข้า “กลางของกลาง” ไปเรื่อยๆ ท่านก็ได้บรรลุ “ธรรมกาย” ในวันนั้นเอง
เมื่อท่านไปถึงร้านตัดผม ขณะที่กำลังให้ช่างตัดผมอยู่นั้น
ท่านก็ได้เจริญภาวนาต่อไป....จนถึงธรรมกายที่ละเอียดๆต่อไปตามลำดับ


ศิษย์พบอาจารย์
จากนั้นมาอาจารย์เสริมชัย โดยการแนะนำของพระอาจารย์ณัฐนันท์ กุลสิริ 
ได้ฝากตนเข้าเป็นศิษย์ของพระเดชพระคุณ พระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม)
รองเจ้าอาวาส และ พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ  วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ   
ผู้ทำหน้าที่สืบทอดวิชชาธรรมกาย สืบต่อจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ
 

พระเดชพระคุณท่านได้ "ต่อวิชชาธรรมกาย ชั้นกลางและชั้นสูง" ให้กับอาจารย์เสริมชัยเป็นครั้งแรก
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ตรงกับวันขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนอ้าย เวลา ๑๗.๓๐ น.   
ทันทีที่อาจารย์เสริมชัย กราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ของท่าน 
พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระภาวนาโกศลเถร ได้กล่าวแก่อาจารย์เสริมชัยเพียงสั้นๆ  แต่มีความล้ำลึกว่า
"หาตัวมานานแล้ว เพิ่งพบ ดีแล้วที่มา เกือบจะสายไป"
คือท่านเห็นใน "ญาณ" มานานแล้ว แต่เพิ่งจะมาพบตัวจริงในคราวนี้


เผยแผ่วิชชาธรรมกาย
ท่านอาจารย์เสริมชัย ได้ปรารภกับศิษย์ผู้ใกล้ชิดเสมอว่า...

"พระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า คือ ธรรมะสายขาว
มีไว้เพื่อเปิดเผยให้สัตว์โลกได้รู้เเจ้งเห็นจริง ตามรอยบาทพระพุทธองค์
เพื่อช่วยให้ตนเองพ้นทุกข์ต่อไป
เราเกิดมาทำหน้าที่ปฏิบัติ เเละรักษาพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าไว้ด้วย
เเละเผยเเพร่พระสัทธรรมที่ปฏิบัติได้นี้เพื่อช่วยผู้อื่น
ให้เขาช่วยตัวเองได้ต่อไปด้วย เท่าที่เราจะสามารถช่วยเขาได้"


ท่านได้จัดตั้งโครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย  และโครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน ขึ้น   
เพื่อเผยแพร่ธรรมปฏิบัตินี้ทางสื่อมวลชน ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งพิมพ์ต่างๆ 

ในปี พ.ศ.๒๕๒๔  ได้ก่อตั้ง มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย 
และ สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี  เพื่อบริหารโครงการทั้งสองนั้น 
แล้วได้จัดอบรมพระกัมมัฏฐานแด่พระภิกษุสามเณร และสาธุชนทั่วไป ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ จนถึงปัจจุบัน


อุปสมบท
ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙
ณ พัทธสีมา วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้รับฉายาว่า "ชยมงฺคโล"

โดยมีท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา กรุงเทพฯ เป็น พระอุปัชฌาย์    

และมีท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ
(สมัยที่ดำรงสมณศักดิ์เป็น พระพรหมคุณาภรณ์)  เป็น พระกรรมวาจาจารย์    

และเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
(สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็น พระธรรมธีรราชมหามุนี)  เป็น พระอนุสาวนาจารย์


ในระหว่างที่พระอาจารย์เสริมชัย ชยมงฺคโล อยู่จำพรรษาที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
ได้รับการศึกษาอบรมทั้ง “ภาคปริยัติ” และ “ภาคปฏิบัติภาวนาธรรม” เป็นเวลา ๕ พรรษานั้น
ท่านได้บริหารโครงการให้การศึกษาอบรมและเผยแพร่ธรรมปฏิบัติ ทั้ง ๒ โครงการ คือ
-โครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
-โครงการและสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย
ให้เจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ จัดซื้อที่ดินและจัดสร้างเสนาสนะเพิ่มขึ้น
รวมทั้งการก่อสร้างอุโบสถ และจัดให้มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษา
ให้ได้รับการศึกษาอบรมทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติพระสัทธรรมเพิ่มขึ้นตามลำดับ


เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๙ มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย
ได้ยื่นคำขอต่อกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขออนุญาตสร้างวัด
ภายในบริเวณที่ดินของ มูลนิธิ / สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย
ริมถนนสายดำเนินสะดวก – บางแพ อำเภอดำเนินสะดวก  จังหวัดราชบุรี
และได้รับอนุญาตให้สร้างวัดได้ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๐

โดยในวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๐
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา ได้เป็นผู้เจิมแผ่นศิลาฤกษ์
เพื่อประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอุโบสถ

และเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๔
ได้ตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนา ชื่อ "วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม"
เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
ผู้ปฏิบัติและสอนภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔  ถึงธรรมกาย และพระนิพพาน
ตามพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


ซึ่งเป็นเวลาที่ พระอาจารย์เสริมชัย ชยมงฺคโล อุปสมบทได้ ๕ พรรษา อายุได้ ๖๒ ปี
ได้ศึกษาอบรมทั้งภาคปฏิบัติพระสัทธรรม และทั้งภาคปริยัติสัทธรรม
จากสำนักเรียนวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จนสำเร็จ เปรียญธรรม ๓ ประโยค และ นักธรรมเอก
จึงได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี   
เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๔

ท่านจึงได้กราบลาพระเดชพระคุณหลวงพ่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  มารับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม  ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
และต่อจากนั้น ท่านยังได้ศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีต่อ
จนสำเร็จเป็นเปรียญธรรม ๖ ประโยค เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๓๗ (เมื่ออายุ ๖๕ ปี)

วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
จึงได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อสืบบวรพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้า
ที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้ปฏิบัติและสั่งสอนถ่ายทอดไว้
ให้วัฒนาถาวรยิ่งๆขึ้นไป ตราบชั่วกาลนาน


การศึกษาและหน้าที่การงาน
พ.ศ.๒๕๐๘   รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (เกียรตินิยม “ดี” ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.ศ.๒๕๑๒    Certificate in Public Opinion Survey Research, Institute of Social Research, the University of Michigan, Ann Arbor, สหรัฐอเมริกา
พ.ศ.๒๕๓๑   สอบได้นักธรรมเอก
พ.ศ.๒๕๓๔   ได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม / เป็นกรรมการสอบธรรมสนามหลวง / สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค / ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
พ.ศ.๒๕๓๕   สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค
พ.ศ.๒๕๓๖   สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค / ได้รับแต่งตั้งเป็น พระกรรมวาจาจารย์
พ.ศ.๒๕๓๗   สอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค
พ.ศ.๒๕๓๙   ได้รับแต่งตั้งเป็น พระอุปัชฌาย์
พ.ศ.๒๕๔๐   ได้รับอาราธนาเป็น กรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
พ.ศ.๒๕๔๑   ได้รับอาราธนาเป็นวิทยากรบรรยายถวายความรู้พระสังฆาธิการในเขตภาค ๑๕ 
เรื่อง "หลักการบริหารวัด และการจัดทำแผนและโครงการ"
พ.ศ.๒๕๔๑   ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์
เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เปรียญ ฝ่ายวิปัสสนา (สป.วิ)  ที่ พระภาวนาวิสุทธิคุณ
พ.ศ.๒๕๔๗   ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์
เป็นพระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนา (วิ)  ที่ พระราชญาณวิสิฐ
พ.ศ.๒๕๕๐   พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) สาขาการจัดการเชิงพุทธ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พ.ศ.๒๕๕๑   ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) สนญ. วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
พ.ศ.๒๕๕๒   ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) สาขาพระพุทธศาสนา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย


ผลงานทางวิชาการ
พระอาจารย์มหาเสริมชัย ชยมงฺคโล ท่านยังได้แต่งและเรียบเรียงหนังสือต่างๆ
เป็นผลงานทางวิชาการไว้ในพุทธศาสนาอีกมาก เช่น
•   นิพพาน 3 นัย
•   อริยสัจ 4
•   ตอบปัญหาธรรมปฏิบัติ
•   พุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย เล่ม 1 และเล่ม 2
•   หลักสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน
•   ธรรมะคุณภาพเพื่อชีวิต
•   โพธิปักขิยธรรม
•   การบริหารวัด
•   รวมปาฐกถาธรรมเล่ม 1-2-3 ...
•   The Heart of Dhammakaya Meditation
•   ทางมรรคผล นิพพาน

รวมทั้งมีบทความทางพุทธศาสนาที่ลงในนิตยสารธรรมกายตั้งแต่เล่มที่ 1 จนถึงปัจจุบัน   
มีคัสเซ็ทเทปและวิดีโอเทป บันทึกธรรมบรรยาย และคำสอนวิธีปฏิบัติพระกัมมัฏฐานตามแนววิชชาธรรมกาย  ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ





** โอวาทของ หลวงป๋า(เสริมชัย ชยมงฺคโล)
เรื่อง
วิชชาธรรมกาย เป็นทั้งสมถะเเละวิปัสสนากัมมัฏฐาน


เมื่อผู้ปฏิบัติภาวนาได้ถึง "ธรรมกาย" แล้ว 
ย่อมสามารถเจริญภาวนาทั้ง สมถะและวิปัสสนา ให้เกิดอภิญญาและวิชชา 
ให้สามารถพิจารณาเห็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม
ให้เจริญ “วิปัสสนาปัญญา” เห็นแจ้งรู้แจ้งสภาวะของสังขาร อันประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตธรรม) ว่า
มีสามัญญลักษณะที่เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ และ อนตฺตา อย่างไร
อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเจริญโลกุตตรวิปัสสนา ให้เห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ เป็น “โลกุตตรปัญญา” ต่อไป

กล่าวคือ เมื่อผู้ปฏิบัติภาวนาได้ถึงธรรมกายแล้ว

๑. พึงฝึกเจริญฌานสมาบัติให้เป็นวสี แล้วย่อมเกิดอภิญญา
มีทิพพจักษุ ทิพพโสต เป็นต้น ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้

เพราะ การเริ่มเจริญสมถภาวนาโดยการกำหนดบริกรรมนิมิต เป็นดวงแก้วกลมใสนั้น
มีลักษณะเป็นการเพ่งกสิณแสงสว่าง ชื่อว่า “อาโลกกสิณ” อันเป็นกสิณกลาง และมีผลให้เกิดอภิญญาได้ง่าย


๒. สามารถน้อมไปเพื่อ “อตีตังสญาณ” เห็นอัตตภาพของตนและสัตว์อื่นในภพก่อนๆ
น้อมไปเพื่อ “อนาคตังสญาณ” เห็นจุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปตามกรรม
และน้อมไปเพื่อ “ปัจจุปปันนังสญาณ” เห็นสัตว์โลกในทุคคติภูมิ ได้แก่ ภูมิของเปรต สัตว์นรก อสุรกาย
และในสุคติภูมิ ได้แก่ เทวโลก และพรหมโลก ตามที่เป็นจริง ตามพระพุทธดำรัสได้
 
ให้สามารถรู้เห็นสภาวะของสังขาร ได้แก่ เบญจขันธ์ของสัตว์โลกทั้งหลาย
อันปัจจัยปรุงแต่งด้วย ปุญญาภิสังขาร คือความปรุงแต่งด้วยบุญ คือ กุศลกรรม   
อปุญญาภิสังขาร คือความปรุงแต่งด้วยบาป คือ อกุศลกรรม
และ อเนญชาภิสังขาร คือ ความปรุงแต่งที่ไม่หวั่นไหว (ด้วยรูปฌานที่ ๔ ถึงอรูปฌานทั้ง ๔)


ได้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกในสังสารจักร
อันเป็นไปตามกรรม โดยวัฏฏะ ๓ คือ กิเลสวัฏ กัมมวัฏ และ วิปากวัฏ 

และ  ให้สามารถเจริญปัญญารู้แจ้งในสภาวะของสังขารธรรม
คือธรรมชาติที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตธรรม) กล่าวคือ ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งสิ้น
ว่ามีสามัญญลักษณะที่เป็น อนิจฺจํ ทุกขํ และ อนตฺตา อย่างไร ละเอียดและกว้างขวาง

ให้เจริญวิปัสสนาญาณ รวบยอดผ่านถึง "โคตรภูญาณ" ของธรรมกายได้อย่างรวดเร็ว
และเป็นบาทฐานให้เจริญ "โลกุตตรวิปัสสนา"ได้เป็นอย่างดี




** คัดลอกจาก หนังสือหลักสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานเพื่อทำนิพพานให้เเจ้ง
โดย พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖
จัดพิมพ์โดย วัดหลวงพ่อสดธรรมการาม
พิมพ์ครั้งที่ ๑   เมษายน ๒๕๔๑  จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม


« Last Edit: July 04, 2013, 06:13:31 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

* ประวัติสังเขป
ของ

อาจารย์เเม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ
วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร


แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ เป็นศิษย์เอกสำคัญและอาวุโสที่สุดผู้หนึ่ง
ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนทฺสโร)

ท่านมีจริยวัตรอันงดงามและเป็นบุคคลตัวอย่าง
ที่ทุกคนทั้งหลายทั้งปวงเคารพนับถือและเทิดทูนในความดีงาม

แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ เกิดวันจันทร์ เดือน ๖ ปีจอ พ.ศ.๒๔๒๙ ที่ตำบลบางสะแก ธนบุรี
ท่านเป็นคนจริง ทำอะไรทำจริง ตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส
ได้ปฏิบัติธรรมภาวนากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ซึ่งท่านศรัทธาและเคารพเป็นครูของท่าน จนท่านได้ "ดวงธรรม" แล้ว
มีอยู่วันหนึ่งท่านต้องการทำบุญ แต่ยังขาดปัจจัยอยู่
จึงได้เก็บผลไม้ จากสวนของน้าท่านไปขายโดยไม่ได้ขออนุญาต แล้วนำเงินนั้นไปทำบุญ


ความประมาทอันดูเสมือนเล็กน้อย แต่ก็เป็นเหตุ ให้ดวงธรรมของท่านดับไป
ท่านเสียใจมาก เย็นนั้นท่านได้ อธิษฐานใจก่อนนั่งธรรม

" ถ้าหากไม่ได้เห็นดวงธรรมอีก ก็จะไม่ลุกขึ้นจากที่ "

ท่านยิ่งนั่งนานไป ก็เกิดความปวดเมื่อยไปทั่วตัว ยุงก็รุมกัด
ครั้นใจท่านระลึกถึงยามที่แม่ไก่ซึ่งกกไข่อยู่นั้น จะไม่ไปไหนจนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว
ท่านก็ปรารภไว้ในใจว่า จะไม่ยอมละจากความเพียรประดุจกัน

เวลาก็ล่วงไปจนพ้นกลางดึก ท่านจึงได้เห็น "ดวงธรรมสุกใสสว่าง" อีกคำรบหนึ่ง
แต่นั้นมาท่านก็รักษาศีล และปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด
มิได้ประมาทจนต้องสูญเสียดวงธรรมอีกเลย


ต่อมาบิดามารดาของท่านถึงแก่กรรม ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ท่านอายุ ๓๕ ปี
ท่านก็ได้สละบ้านเรือนทรัพย์สมบัติออกบวชเป็นอุบาสิกาอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
ด้วยจิตศรัทธาต่อหลวงพ่อ  และประสงค์ที่จะใช้ชีวิตเพื่อธรรมปฏิบัติตามเเนววิชชาธรรมกายอย่างเต็มที่

ด้วยการรักษาศีล ปฏิบัติรรมโดยเคร่งครัดถูกต้องหมดจด
อีกทั้ง "ปุพเพกตปุญญตา" อันเป็นบุญบารมีที่สะสมมาเเต่อดีต กับวิริยะพากเพียรในปัจจุบันของท่าน
ท่านได้บรรลุ "ธรรมกาย" เเละเป็น "ผู้ทรงวิชชาสูง" ผู้หนึ่ง

ท่านเป็นบุคคลที่หลวงพ่อไว้วางใจยิ่งผู้หนึ่ง
มีความเคารพในธรรมคำสั่งสอนของหลวงพ่อ
เเละมีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง
อันเป็นเหตุให้ได้รับมอบหมายให้เข้าปฏิบัติกิจภาวนาสำหรับ "ผู้เจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง"
ในบริเวณที่สงวนไว้สำหรับผู้มีกระแสจิตอันบริสุทธิ์ปฏิบัติภาวนา ซึ่งหลวงพ่อเรียกว่า "โรงงาน"

โดยท่านเป็นหัวหน้าควบคุมดูแลบรรดาแม่ชีที่ได้ธรรมกายและปฏิบัติหน้าที่ในโรงงาน
และเป็นหัวหน้าเวรในการปฏิบัติกิจภาวนา อีกทั้งเป็นครูผู้สอนวิชชาธรรมกาย


ท่านได้ปฏิบัติกิจภาวนาที่โรงงานนั้นเรื่อยมา ตามบัญชาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อมอบหมายไว้
แม้ภายหลังหลวงพ่อมรณภาพเเล้ว ท่านก็มิได้เว้นกิจนั้น จวบจนมีการก่อสร้างโรงงานขึ้นใหม่
แม่ชีปุกเมื่อถึงระยะนั้นมีอายุ ๘๐ ปีเศษ และชรามากเเล้ว
จึงได้อยู่ปฏิบัติธรรม และสั่งสอนอบรมการปฏิบัติภาวนาตามเเนววิชชาธรรมกาย เฉพาะในบริเวณที่พักของท่าน

อาจารย์เเม่ชีปุกเป็นผู้มีอารมณ์เยือกเย็น แจ่มใส โอบอ้อมอารี นุ่มนวล
เป็นคนไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ท่านมีน้ำใจงาม และมีความเมตตากรุณาสูงส่ง
ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลลูกศิษย์ และผู้มาขอความอนุเคราะห์เเก่ท่านเป็นจำนวนมาก
ใครทำสิ่งใดไม่ถูกต้อง ท่านก็จะเตือนว่า ระวังจะเป็นบาปนะ
ท่านไม่ตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ลบหลู่ หรือยกยอปอปั้นผู้ใด
ด้วยท่านมุ่งจะปฏิบัติธรรมด้วยจิตตั้งมั่น เพื่อถึงความหมดจดแห่งจิตโดยส่วนเดียว
มีทิฏฐิสมบูรณ์ ถึงพร้อมด้วยปัญญา วางตนสมฐานะเเห่งความป็นผู้ใหญ่เเละปูชนียบุคคล
เป็นผู้ให้คำแนะนำสั่งสอนที่ตรง ถูกต้องแท้จริง


คุณธรรมความดีที่ท่านปฏิบัติโดยเสมอต้นเสมอปลายนี้
ทำให้ผู้ใกล้ชิดเเละผู้ที่มีโอกาสรู้จักแม่ชีปุก
เกิดความรู้สึกทั้งอบอุ่น และเยือกเย็นเป็นอัศจรรย์
ด้วยรู้เห็น ความเป็นแม่พิมพ์และแบบแผนที่ดีงามสมบูรณ์หมดจด
มีความเต็มใจที่จะรับคำแนะนำ ปฏิบัติตามคำสอนของท่านอย่างเต็มที่
และปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมท่านผู้เป็นที่รักเคารพนับถือของทุกคนโดยมั่นคง

พระเดชพระคุณพระภาวนาโกศลเถระ (วีระ คณุตฺตโม) ได้กรุณาเล่าถึงแม่ชีปุก ว่า
"คุณโยมปุก มุ้ยประเสริฐ ได้ทำวิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
มาเป็นเวลานานประมาณ ๖๐ กว่าปี
ตั้งแต่อายุ ๓๕
และ ได้ทำวิชชามาโดยตลอด มิได้ละทิ้งจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ก่อนจะถึงแก่กรรมคุณโยมรู้ตัวตลอดเวลา
พอถึงเวลาใกล้อรุณ คุณโยมปุกก็ได้ประนมมือไว้ที่หน้าอก แล้วถึงแก่กรรมด้วยอาการอันสงบ"

อาจารย์แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๗
รวมสิริอายุย่าง ๙๙ ปี อยู่ในเพศผู้ทรงศีล ๖๓ ปี
และได้ฝากประวัติอันดีงาม ที่ทุกคนภาคภูมิใจไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รู้และประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่าง
สมศักดิ์ศรีแห่ง "ผู้ถึงธรรมกาย" และ "ศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ" ทุกประการ




* ข้อมูลจาก หนังสือชีวประวัติ ผลงาน รวมพระธรรมเทศนา ๖๓ กัณฑ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ
เนื่องในโอกาสฉลองชนมายุ ๑๐๐ ปี
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศ กรุงเทพ
พิมพ์ครั้งที่๒  พ.ศ.๒๕๒๘  จำนวน ๑,๕๐๐ เล่ม
« Last Edit: November 11, 2010, 11:58:32 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

* ประวัติสังเขป
ของ

อาจารย์แม่ชีญาณี ศิริโวหาร
อดีตประธานสถาบันแม่ชีไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

แม่ชีญาณี เกิดที่ตำบลโสธร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
เมื่อวันอังคารที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ปีมะโรง
เป็นบุตรคนที่สามของนายจ้อย และนางเจียม ศิริโวหาร
เมื่อเยาว์วัย ท่านได้อยู่ในความอุปการะของ คุณยายบุญมีซึ่งเป็นคหบดีของจังหวัด
และต่อมาคุณยายทิพย์ ผู้บวชเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดปากน้ำ ได้ขอท่านไปอุปการะต่อ

ครั้นท่านอายุได้ ๒๐ ปีแล้ว ก็ได้ขออนุญาตแม่ชีทิพย์ผู้มีอุปการคุณแก่ท่านว่า
มีความประสงค์จะบวชเป็นแม่ชี แม่ชีทิพย์ก็อนุโมทนาในกุศลจิตนั้น
และได้พาท่านไปกราบขออนุญาตกับ "พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ"
หลวงพ่อจึงได้จัดการบวชให้เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗
และได้ให้ชื่อแม่ชีบวชใหม่นี้ว่า “ญาณี” แทนชื่อเดิมว่า “สงวน”


ท่านได้ปฏิบัติตามโอวาทคำแนะนำของผู้ใหญ่ และเคารพในการปกครองเป็นอย่างยิ่ง
อีกทั้งตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยเคร่งครัด และขยันหมั่นเพียรไม่ทอดธุระ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของหลวงพ่อ
ด้วยบุญญาบารมีของท่านในอดีต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง
ช่วยเกื้อกูลให้แม่ชีญาณีได้บรรลุถึง "ธรรมกาย" ไม่นานนักภายหลังจากการบวช
และสามารถ "เจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง" ขึ้นเป็นลำดับไป


ท่านได้รับมอบหมายจาก...พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ให้เป็นผู้สอนวิชชาธรรมกายแก่แม่ชี และผู้สนใจ ปรารถนาจะปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานที่วัดปากน้ำนั้น
ท่านเป็นผู้มีความสามารถในการสอน อีกทั้งมีเสียงกังวาล ไพเราะ พูดชัดเจน
เป็นที่ชื่นชมของสาธุชนทั่วไป ตลอดระยะเวลาประมาณ ๔๐ ปี ที่ท่านสอน

นอกจากนี้แล้ว ท่านยังเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูง ได้รับมอบหมายจาก...หลวงพ่อ
เป็น "หัวหน้าเวรคุมการทำวิชชาธรรมกาย" ที่ภายในโรงงานทำวิชชาของแม่ชี
ช่วยเหลือรักษาทุกข์ทางกายและใจ แก่ผู้มาขอความอนุเคราะห์
ให้หาย หรือผ่อนคลายลง...เป็นบุญกุศลแก่ทุกฝ่าย


แม่ชีญาณีเป็นผู้ที่มีความมานะ พากเพียร สนใจศึกษาพระปริยัติธรรม
ได้เข้าสอบหลักสูตรธรรมศึกษา โดยการศึกษาด้วยตนเอง
ซึ่งในสมัยนั้นทั้งครูผู้สอน และเวลาเพื่อการศึกษาตำราก็หาได้ยาก
ท่านจึงต้องใช้เวลานานถึง ๙ ปี จึงสอบได้ ธรรมศึกษาชั้นเอก อันเป็นชั้นสูงสุดด้านธรรมศึกษา
ซึ่งหากทุกอย่างอำนวยก็อาจสอบได้ภายในเวลา ๓ ปี
ซึ่งความเพียรพยายามไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคของแม่ชีญาณีนี้ เป็นที่พอใจของ "หลวงพ่อ"
และยกท่านเป็นตัวอย่าง ชมให้บรรดาแม่ชีที่เรียนธรรมศึกษารุ่นหลังๆ ฟังเสมอมา


ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่มี "คุณธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่" สมบูรณ์ เช่น
มีพรหมวิหาร ๔ และ เว้นจากอคติ ๔ ประการ พร้อมทั้งเป็นนักปกครองเก่ง มีความสามารถอย่างยิ่ง
ดังจะเห็นได้จากผู้ที่เคยอยู่ในอุปการะดูแลของท่าน เช่น อาจารย์กัลยา สหชาติโกสีย์ เป็นอาทิ
ได้ยกย่อง และ ระลึกถึงคุณความดีของท่านอยู่มิรู้ลืม
ความใกล้ชิด ความเอาใจใส่ ทั้งในด้านความประพฤติ การศึกษา
และการอบรมเพื่อฝึกจิต ที่ท่านให้ต่อผู้อยู่ในความปกครองของท่าน
สามารถเปลี่ยนอุปนิสัยที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น ความเป็นคนเจ้าอารมณ์ หยิ่ง ใจน้อย ท้อถอย
ให้เปลี่ยนเป็นคนมีใจสุขุมเยือกเย็น องอาจ แต่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน
อดทน มีมานะ ทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนได้


ด้วยความเป็นผู้นำ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ด้วยกำลังใจและแรงกาย ความจริงจังต่อหน้าที่การงานของท่าน เป็นผู้ทรงคุณงามความดี
เกียรติของท่านจึงปรากฏจนเป็นที่เคารพนับถือ และรู้จักของบุคคลทั่วไป
ตลอดจนแรงสนับสนุนที่แม่ชีญาณีได้รับ
ท่านก็สามารถตั้ง "สถาบันแม่ชีไทย" ขึ้นเป็นผลสำเร็จ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒
และในปีต่อมา ท่านก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานของสถาบันแม่ชีไทยติดต่อกันถึง ๒ สมัย
ซึ่งท่านได้ทุ่มเทกำลังกาย และกำลังใจปฏิบัติงานให้แก่สถาบันนั้นอย่างเต็มความสามารถ
...ตามปณิธานที่ตั้งไว้

ต่อมาสุขภาพของท่านทรุดโทรมลงตามอายุขัย
ท่านได้เข้ารับการรักษา และผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในกลางปี พ.ศ. ๒๕๑๘
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
รับท่านเป็นคนไข้ในพระบรมราชินูปถัมภ์
จากนั้นแม่ชีญาณีได้กลับมาอยู่วัดปากน้ำอีกตามปกติ อาการป่วยนั้น มีแต่ทรงกับทรุด
ต่อมามีโรคเกี่ยวกับ ระบบประสาท จึงได้เข้ารับการรักษาที่ ร.พ.พญาไท


จนถึงวาระสุดท้าย เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ แม่ชีญาณีก็ถึงแก่กรรม
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์
สวดพระอภิธรรมเป็นการส่วนพระองค์ และพระราชทานเพลิงศพแม่ชีญาณี
ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ แก่อาจารย์แม่ชี ญาณีศิริโวหาร
ผู้จากไปแต่กาย และยังคงมีความดีตลอดจนผลงานไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง...ได้ชื่นชมกันโดยทั่วไป




* ข้อมูลจาก หนังสือชีวประวัติ ผลงาน รวมพระธรรมเทศนา ๖๓ กัณฑ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ
เนื่องในโอกาสฉลองชนมายุ ๑๐๐ ปี
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศ กรุงเทพ
พิมพ์ครั้งที่๒  พ.ศ.๒๕๒๘  จำนวน ๑,๕๐๐ เล่ม

« Last Edit: March 06, 2011, 05:00:54 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

* ประวัติสังเขป
ของ

อาจารย์แม่ชี ถนอม อาสไวย์
สำนักวิปัสสนา ใกล้วัดท้องคุ้ง จ.อ่างทอง

คุณยายอาจารย์แม่ชี ถนอม  อาสไวย์ เป็นบุตรีคนที่ ๘ รองสุดท้องของ นายริ้ว และ นางทองคำ บรรยงค์  
ท่านเกิดที่ ต.โพสะ อ.เมือง จ.อ่างทอง เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๑ ปีชวด ตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๔๓
ตั้งแต่เล็กๆท่านเป็นเด็กขี้โรค ร่างกายไม่แข็งแรง บิดามารดาของท่านมีฐานะพอมีอันจะกิน

เมื่อท่านอายุได้ ๑๙ ปี ท่านได้แต่งงานกับ หมื่นศรีสวัสดิ์ (ทบ อาสไวย์) ผู้มีอายุมากกว่าท่าน ๕ ปี
และมีตำแหน่งเป็นแพทย์ประจำของหน่วยเสือพราน
ซึ่งทำหน้าที่อารักขาประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
และจะตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวไปในสถานที่ต่างๆตามแต่พระราชประสงค์

ครั้นบิดาของท่านถึงแก่กรรม คุณยายอาจารย์ก็ได้ย้ายตามสามีของท่าน
ได้เข้าเฝ้าถวายตัวในวังสมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จย่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันที่วังสระประทุม และอยู่ที่บ้านแม่นมทัศน์ ผู้เป็นแม่นมในรัชกาลที่ ๖ ท่านได้อยู่ที่วังสระประทุมนี้
อย่างมีความสุขสบายกับสามี เป็นเวลานาน ๒๕ ปี และได้ให้กำเนิดบุตร ๗ คนด้วยกัน


หมื่นศรีสวัสดิ์เป็นสัตบุรุษผู้ใฝ่ใจในธรรมะ
อีกทั้งมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในคำสอนและปฏิปทาของ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ”  
และได้นำไปปฏิบัติทั้งที่บ้านและในชีวิตประจำวัน
ท่านได้พาคุณยายอาจารย์ไปที่วัดปากน้ำเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๗
เมื่อคุณยายอาจารย์ได้เห็นมีผู้นั่งปฏิบัติพระกัมมัฏฐานกันอยู่เต็มศาลา    
ก็รู้สึกสนใจได้ไต่ถามกับแม่ชีที่ประจำอยู่นั้น และคุณยายอาจารย์ก็ได้รับคำแนะนำว่า

การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนแก่คนทุกชั้น
ไม่หวงห้าม ไม่จำกัดเพศ วัยวุฒิหรือการศึกษาแต่อย่างใด
ขอให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและตั้งใจดีจริง มีความพากเพียรเป็นประการสำคัญ


นับแต่นั้นมาคุณยายอาจารย์ได้หมั่นไปเรียนพระกัมมัฏฐานกับ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ”  
และเมื่อกลับมาที่บ้านก็ฝึกปฏิบัติต่อ

เวลาผ่านไปหลายเดือน วันหนึ่งคุณยายอาจารย์นั่งประจำที่โต๊ะพระ
ใจสงบนิ่งดีแล้ว ท่านก็ได้เห็นทั้งหลับตาว่า ภายในกายของท่านสว่างไสวเป็นทองไปหมด
และที่ในท้องของท่านมี “พระพุทธปฏิมากร” ขาวใส สวยไม่มีที่ติ


เมื่ออกจากพระกัมมัฏฐาน ท่านจึงเล่าให้สามีของท่านฟัง
และเมื่อได้มาที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อก็ได้ให้คุณยายยอาจารย์ไปเรียนกับ “น้าปุก” ของท่าน คือ
“คุณยายอาจารย์แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ” ผู้เป็นครูที่สอนเก่ง และทรงคุณธรรมสูงผู้หนึ่ง
จนท่านได้ทั้ง ๑๘ กาย ท่านได้บรรลุธรรมกายแล้ว
จึง “ต่อวิชชา” กับ “พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ”
ต่อมาหมื่นศรีสวัสดิ์ก็ได้ปฏิบัติธรรม จนบรรลุถึงธรรมกายเช่นกัน
และท่านทั้งสองก็ได้ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อโดยสม่ำเสมอ


หมื่นศรีสวัสดิ์ได้ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๔๘๗
คุณยายอาจารย์ได้ขออนุญาตหลวงพ่อบวชเป็นชี ขณะอายุย่าง ๔๕ ปี
หลวงพ่อได้มอบหมายให้คุณยายอาจารย์อยู่ “เจริญวิชชาชั้นสูง”
ค้นคว้าเหตุผล ประจำที่ “โรงงานเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง”

ซึ่งคุณยายอาจารย์ก็ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยเคร่งครัด

การเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูงภายในโรงงานสมัยนั้น
พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจะนั่ง “คุมวิชชา” มีพระเณรนั่งเข้าที่ข้างหน้าหลวงพ่อ
อีกห้องหนึ่งติดกัน มีฝากั้นมองไม่เห็น แต่ได้ยินเสียงถึงกัน จะมีแม่ชีนั่งประจำอยู่ มีหัวหน้า ๔ คน              
แม่ชีหัวหน้าคนหนึ่งจะคุมวิชชาอยู่กับแม่ชีอื่นอีก ๓ คน


เมื่อหลวงพ่อ “สั่งวิชชา" ต่างคนต่างทำ ใครจะทำได้เร็ว ได้ช้า
..... สุดแต่เรื่อง สุดแต่บารมีของแต่ละคน และความสามารถในการรู้การเห็น


กลุ่มแม่ชีนี้ท่านทำวิชชากันเป็นผลัด ผลัดละ ๔ ชั่วโมง...ไม่มีการหยุดเลย
ทำต่อเนื่องกันไปเรื่อย พร้อมกับมีการรับส่งมอบงานกันด้วย


เพียงไม่นาน .....
คุณยายอาจารย์ก็ได้รับมอบหมายให้เป็น “หัวหน้าแม่ชีผู้หนึ่ง ในการคุมวิชชาภายในโรงงาน”
ยิ่งค้นคว้าเหตุผล ความรู้ในวิชชาธรรมกายของคุณยายอาจารย์ ก็ยิ่งแตกฉานออกไปไม่มีประมาณ
ซึ่งการได้เห็น “ต้นธาตุต้นธรรม”  “นิพพาน”  “นรก สวรรค์”  และ “พระอริยเจ้า”
ตลอดจนเหตุผลอื่นๆที่ท่านได้รู้ได้เห็น...ล้วนเป็นเรื่องลึกซึ้งยิ่งนัก และได้รับการยืนยันจากหลวงพ่อ


คุณยายอาจารย์จึงเป็นที่ยอมรับของผู้ทำวิชชาร่วมสมัยของท่านว่า
“มีวิชชาแข็ง ก้าวหน้า และเก่งที่สุดผู้หนึ่ง” ... ในบรรดาศิษย์เอกของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ


แม้จะเก่งและเด่นเพียงไร คุณยายอาจารย์ก็มิได้ประมาทเลย
ท่านจะทบทวนให้ศิษย์และผู้นับถือฟังเสมอว่า
“อย่าเห็นแก่กิน อย่าเห็นแก่นอน อย่าเห็นแก่นุ่ง อย่าเห็นแก่ห่ม”

อีกทั้งให้ “หยุดในหยุด” เพื่อชำระธาตุธรรมของตนเอง
ให้สะอาดหมดจดทั้งภายในภายนอกอยู่ตลอดเวลา และ “อย่าหวงวิชชา”


ผู้พบเห็นท่าน ย่อมเห็นกับตาตนเองว่า
ท่านมีปฏิปทาเคร่งครัดตามคำสั่งของหลวงพ่อยิ่งนัก ท่านมีอัธยาศัยที่น่าเคารพ
มีความละมุนละไม และความเมตตา กรุณา ตลอดจนความเข้าใจปัญหาและการแก้ไข เช่น
ท่านได้เสนอให้แม่ชีผู้ปฏิบัติธรรมจนได้ธรรมกายแล้วนั้น  มีนิตยภัตปัจจัยใช้สอยบ้างตามความจำเป็น
ซึ่งหลวงพ่อก็เห็นชอบด้วย จนเป็นหลักปฏิบัติกันมาจนบัดนี้


คุณยายอาจารย์เป็นแม่ชีผู้ใหญ่ ที่หลวงพ่อท่านไว้วางใจ
มอบหมายให้ค้นคว้า “เจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง” เป็นวัตรประจำ

 
คุณยายอาจารย์จะอยู่ทำวิชชา ค้นคว้าตามหลวงพ่อสั่งภายในโรงงาน
จาก ๘ โมงเช้า ไปจนร่วมเที่ยง
ช่วงบ่าย ท่านก็จะสอนศิษยานุศิษย์ หรือทำธุระตามบัญชาของหลวงพ่อ
ครั้นค่ำลง ท่านก็เข้าที่ประจำโรงงานอีก
เป็นอยู่ดังนี้รวมเวลา ๑๕ ปี ที่ท่านประจำอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ช่วงสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่


ต่อมาในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๒
ตั้งแต่เช้าวันนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอาพาธหนัก มีอาการหอบอยู่เป็นเวลานานมิได้หยุด
ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายก็ได้มาห้อมล้อมปฏิบัติตามกำลังความสามารถ
ถึงเที่ยงวัน...เจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร)
สมัยทรงสมณศักดิ์เป็น พระธรรมวโรดม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ก็ได้เสด็จมาถึง

คุณยายอาจารย์ ซึ่งกำลังทำวิชชาชั้นสูงอยู่ตามลำพังที่โรงงานจนถึงบัดนั้น ก็ถูกตามตัวมาที่ตึกมงคลจันทสร
คุณยายอาจารย์ท่านได้เข้าที่ และ ตรวจเครื่องรองรับการจะจากภพนี้ไปของหลวงพ่อ
เมื่อได้อัญเชิญ บัลลังก์แก้ว ปราสาทแก้ว และ เครื่องสมพระเกียรติบารมีของหลวงพ่อ
มาพร้อมกันอยู่เต็มธาตุเต็มธรรมแล้ว
....พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็หยุดหอบ


เจ้าประคุณสมเด็จทรงสังเกตเห็นดังนั้น
จึงได้ตรัสถามพระมหาณรงค์ ฐิตฺญาโณ ว่าคุณยายอาจารย์คือใคร และตรัสเรียกให้มาสนทนาด้วย


สักพักหนึ่งหลวงพ่อก็มรณภาพ ซึ่งในขณะนั้นคุณยายอาจารย์กำลังเข้าที่ดูตลอดเวลา
ท่านยิ่งเห็น ก็ยิ่งสำนึกถึงพระบุญญาบารมียิ่งใหญ่เกินคณานับได้ของ
“ต้นธาตุกายมนุษย์” คือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ (สด จนฺทสโร)

ซึ่งกำลังจากโลกนี้ไปพร้อมกับเสียงร้องไห้ซึ่งดังระงมอยู่ในที่นั้น


เมื่อการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปาทานสัตตมวาร และ ปัญญาสมวาร
ครบ ๑๐๐ วัน อุทิศแก่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เสร็จลงแล้ว
คุณยายอาจารย์ก็ได้กราบนมัสการขออนุญาตหลวงพ่อ ไปเผยแผ่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกาย
ที่หลวงพ่อได้ประสิทธิ์ประสาทสอนท่านมา ให้แก่ศิษยานุศิษย์ ณ.ท้องถิ่นที่ท่านเกิด คือ จ.อ่างทอง
ซึ่งสาธุชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันบุกเบิกสร้างสำนักวิปัสสนาขึ้น
และเจริญยั่งยืนมาเป็นเวลากว่าเสี้ยวศตวรรษแล้ว





* ข้อมูลจาก หนังสือชีวประวัติ ผลงาน รวมพระธรรมเทศนา ๖๓ กัณฑ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ
เนื่องในโอกาสฉลองชนมายุ ๑๐๐ ปี
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศ กรุงเทพ
พิมพ์ครั้งที่๒  พ.ศ.๒๕๒๘  จำนวน ๑,๕๐๐ เล่ม

« Last Edit: March 09, 2011, 08:47:51 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

* ประวัติสังเขป
ของ

อาจารย์แม่ชีเธียร ธีระสวัสดิ์
สำนักปฏิบัติธรรม ถนนดาวดึงส์ อำเภอเมือง นครสวรรค์

อาจารย์แม่ชีเธียร ถือกำเนิดในวันพฤหัสบดี เดือน ๓ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๔๘ ที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
บิดาท่านชื่อ ไกร มารดาท่านชื่อ นา
มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คน เป็นหญิง ๒ คน และชาย ๓ คน
โดยอาจารย์แม่ชีเธียร เป็นบุตรคนที่ ๔

บิดามารดามีอาชีพค้าขายอิฐทราย
ชีวิตในวัยเยาว์ของท่านนับว่า มีความสุขและความอบอุ่นด้วยดี
มารดาของท่านสิ้นชีวิตลงเมื่อท่านอายุได้เพียง ๗ ปี
ครั้นอายุได้ ๑๕ ปี บิดาได้พาครอบครัวโยกย้ายมาอาศัยอยู่ที่ จ.ธนบุรี
โดยยังคงยึดอาชีพเดิมคือ ค้าขายอิฐทรายต่อไป

เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี ท่านได้สมรสกับ นายพึง ธีระสวัสดิ์ ซึ่งเป็นพ่อค้าสั่งของจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศ เมื่ออายุ ๓๐ ปี จึงให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคน ชื่อ เกษม ธีระสวัสดิ์
หลังจากคลอดบุตรแล้ว ท่านก็เริ่มสนใจในธรรมะ โดยมาทำบุญฟังเทศน์
และนั่งภาวนากับ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” ณ วัดปากน้ำ  เป็นประจำเท่าที่โอกาสจะอำนวย


เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ อบัติขึ้น
และประเทศไทยต้องเข้าสู่สงครามด้วยภาวะจำยอม มีทหารญี่ปุ่นอยู่เต็มบ้านเมือง
เครื่องบินฝ่ายพันธมิตรก็เข้าโจมตีทิ้งระเบิดทั่วไปอย่างหนัก ทั้งที่ฝั่งกรุงเทพ และ ฝั่งธนบุรี
ในคราวนั้นท่านได้รับความเดือดร้อนจากภัยสงครามเป็นอย่างมาก
แต่ครอบครัวของท่านมิได้โยกย้ายหนีภัยสงครามออกไปต่างจังหวัดเช่นบางครอบครัว

ในครั้งนั้น ท่านจึงอธิษฐานจิตต่อหน้า "พระพุทธปฏิมากร" ว่า......
“ขอให้บ้านและร้านค้า จงรอดพ้นจากภัยระเบิด
ซึ่งถ้ารอดพ้นไปได้แล้ว ท่านจะขอบวชชีและปฏิบัติธรรมถวาย”


ปรากฏว่า บ้านและร้านค้าของท่านอยู่รอดปลอดภัยมาจนสงครามสงบ
ดังนั้นเมื่อทางการประกาศยุติสงครามได้ ๓ วัน
ท่านจึงเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อยู่ ๑ อาทิตย์
แล้วจึงบวชด้วยความยินยอมของสามี
โดย "หลวงพ่อวัดปากน้ำ" ได้เมตตาทำพิธีบวชให้เอง

ในครั้งนั้นถ้าใครถามท่านว่า จะบวชนานเท่าใด                                                          
ท่านจะตอบว่า ยังไม่แน่....สบายใจหรืออยู่ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น                                  
ท่านมิได้มีความตั้งใจอยู่เลยว่าจะบวชจนตลอดชีวิต
เพราะขณะนั้นวัยของท่านก็เพียง ๔๐ ปี
อีกทั้งมีสามีและลูกชายวัย ๑๐ ขวบอีกคนหนึ่ง ที่ต้องห่วงใยและผูกพันอยู่


หลังจากบวชแล้วท่านได้เรียนธรรมปฏิบัติกับ "หลวงพ่อวัดปากน้ำ"
ตามเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านลงสอน

นอกจากนั้นท่านยังได้เรียนกับ “อาจารย์แม่ชี ทองสุข สำแดงปั้น” อีกด้วย

ท่านจึงถือว่า แม่ชีทองสุข สำเดงปั้น เป็นอาจารย์ของท่านอีกผู้หนึ่ง

แต่ในช่วงพรรษาแรก ท่านยังไม่ได้ธรรมกาย
และเป็นบุญของท่าน ที่ยังไม่ได้มีเหตุให้สึกออกไปเสียก่อน
 
จนต่อมาในพรรษาที่ ๒  วันหนึ่งหลวงพ่อสั่งให้แม่ชีทองสุข ออกไปสอนธรรมปฏิบัติตามต่างจังหวัด
และอนุญาตให้เลือกแม่ชีอีกคนไปเป็นเพื่อนด้วย
ซึ่งอาจารย์แม่ชีทองสุขก็ได้เลือกท่าน
เนื่องจากเห็นว่าเหมาะสมที่สุด แม้ว่าท่านจะยังไม่ได้ “ธรรมกาย” ในขณะนั้น

เมื่ออาจารย์แม่ชีทองสุข นำความไปกราบเรียนหลวงพ่อ
หลวงพ่อท่านก็เห็นชอบด้วย และกล่าวว่า
“ไปเถิด แล้วจะได้ธรรมกาย...กลางทางนั่นแหละ”


แล้วก็สมจริงดังคำทำนายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
คือ ท่านได้ "ธรรมกาย" ระหว่างเดินทางไปทำการสอนจริงๆ
และสามารถลงมือสอนธรรมปฏิบัติแก่สาธุชนผู้สนใจได้เลยในทันที


หลังจากที่ได้ “ ธรรมกาย” และได้เรียนธรรมสูงยิ่งขึ้น
ท่านก็ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะช่วยเผยแผ่วิชชาธรรมกายแก่สาธุชนทั่วไป
และไม่คิดจะสึกกลับเข้าสู่เพศคฤหัสถ์อีกเลย

 
ท่านได้เดินทางไปสอนธรรมปฏิบัติกับอาจารย์แม่ชีทองสุข ตามคำสั่งของหลวงพ่อเรื่อยมา
สถานที่ต่างๆที่ท่านไปนั้นมีมากมาย เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ อยุธยา พิษณูโลก สระบุรี นครสวรรค์ ฯลฯ
มีผู้ได้ธรรมะทั้งบรรพชิตและฆราวาสกันในทุกจังหวัดที่ได้ไปสอนนั้น เป็นที่น่าอนุโมทนายิ่งนัก

และที่นครสวรรค์นี้เอง ได้มีผู้มีจิตศรัทธาขอให้ท่านสอนประจำอยู่ที่นี่
โดยสร้างสำนักปฏิบัติธรรมซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย ที่ถนนดาวดึงส์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
เมื่อท่านนำเรื่องไปเรียนปรึกษากับหลวงพ่อ เรื่องจะอยู่ประจำที่นครสวรรค์

หลวงพ่อก็ให้การสนับสนุน โดยบอกว่า…
“อยู่ที่นั่นจะดี...เพราะมีญาติพี่น้องและพวกพ้องในอดีตชาติ อยู่ที่นั่นมาก”


ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงไปอยู่ประจำที่สำนักปฏิบัติธรรม ที่ จ.นครสวรรค์ เรื่อยมา
ทุกๆปีในงานกฐินของวัดปากน้ำ อาจารย์แม่ชีเธียรจะนำศิษยานุศิษย์
ครั้งละ ๓ – ๕ คันรถ มาทอดกฐินเป็นประจำมิได้ขาด ท่านถือเป็นข้อปฏิบัติเรื่อยมา
 
จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๒๑ ซึ่งท่านอายุได้ ๗๒ ปี
ท่านได้ล้มป่วยเป็นโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง จึงได้เข้ามาพักรักษาตัว ณ วัดปากน้ำ
เพราะการเดินทางไปรักษาตัวในโรงพยาบาล กระทำได้สะดวกกว่า
ท่านจึงได้กลับเข้ามาประจำอยู่ที่วัดปากน้ำอีกครั้ง
แต่อย่างไรก็ตาม ท่านก็ยังมีความเมตตาและห่วงใยลูกศิษย์ทางนครสวรรค์
ดังนั้นในระหว่างเข้าพรรษา ท่านจะเดินทางไปประจำอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมที่นครสวรรค์
และนำลูกศิษย์มาทอดกฐินที่วัดปากน้ำทุกปีเช่นเคย


ถึงแม้ท่านจะมีอายุมากและมีโรคภัยเบียดเบียน ท่านก็ไม่เคยย่อท้อ
ยังเมตตาสั่งสอนศิษยานุศิษย์เสมอว่า
“ขอให้ตั้งใจ ทำให้จริงๆจังๆ แล้วจะพบของจริง”


กลางปี พ.ศ.๒๕๒๘ คณะศิษยานุศิษย์ได้สร้างกุฏิภาวนาให้ท่าน
ณ สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ท่านก็ได้ใช้พำนักปฏิบัติธรรม สลับกับวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

จนกระทั่งในเช้าวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๗ เวลาประมาณ ๐๑.๓๐ น.
ท่านก็ได้เข้าที่ละสังขารไปด้วยความสงบ ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
รวมสิริอายุได้ ๘๐ ปี




* ข้อมูลจาก หนังสือชีวประวัติ ผลงาน รวมพระธรรมเทศนา ๖๓ กัณฑ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ
เนื่องในโอกาสฉลองชนมายุ ๑๐๐ ปี
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศ กรุงเทพ
พิมพ์ครั้งที่๒  พ.ศ.๒๕๒๘  จำนวน ๑,๕๐๐ เล่ม 

« Last Edit: March 10, 2011, 05:05:15 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

* ประวัติสังเขป
ของ

คุณครูฉลวย สมบัติสุข


คุณครูฉลวย สมบัติสุข เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด
บิดาชื่อ หงส์ ( ต่อมาภายหลัง หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “โฆษิต” )
มารดาชื่อ เหรียญ
คุณครูฉลวยเป็นบุตรีคนโต ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๙ คน เป็นชาย ๕ หญิง ๔
เกิดเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๖ ณ บ้านที่อยู่ปัจจุบันนี้ ถ.ราชวงศ์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หลังจากที่สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ.๒๔๘๑
ปีถัดมาก็เข้ารับหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือ ที่โรงเรียนเทศบาล ๕ เชียงใหม่

ปีพ.ศ.๒๔๘๓ พระยาอมรฤทธิธำรง ข้าหลวงเชียงใหม่ในสมัยนั้น
ได้นิมนต์พระภิกษุจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ๒ รูป คือ
พระอาจารย์สุมน ซึ่งแตกฉานทาง “คันถธุระ”
และ พระอาจารย์สมจิต ซึ่งเชี่ยวชาญทาง “วิปัสสนาธุระ”

ไปสั่งสอนพระสัทธรรมแก่ชาวเชียงใหม่ ที่วัดอุปคุต ซึ่งตั้งอยูในอำเภอเมืองเชียงใหม่
ปรากฏว่ามีสาธุชนผู้สนใจในธรรมปฏิบัติ ไปรับการฝึกเจริญภาวนาธรรมกันมากมาย
จนล้นออกมานอกพระวิหารวัดอุปคุต แม้กระทั่งกุฏิพระก็มีผู้ไปนั่งปฏิบัติภาวนากันจนเต็ม
.... เป็นปกติเช่นนี้ประจำทุกคืน

เวลานั้น บิดาของคุณครูฉลวยมีโรคประจำตัวเบียดเบียนอยู่ คือ โรคเก๊าท์ หรือ รูมาติซั่ม
เยียวยารักษาแล้วก็ยังไม่หายขาด ท่านข้าหลวงเชียงใหม่จึงได้มาชักชวนว่า
พระอาจารย์สมจิตที่มาสอนพระกัมมัฏฐานอยู่นี้ ท่านสามารถรักษาโรคได้

บิดาท่านจึงได้ไปทดลองฝึกปฏิบัติภาวนาที่วัดอุปคุต
ด้วยหวังว่าโรคเก๊าท์ที่เบียดเบียนท่านอยู่นั้น จะได้รับการรักษาให้หายขาด
เมื่อได้ไปทดลองปฏิบัติก็ปรากฏว่า ท่านได้ “เห็นธรรมะ”
จึงบังเกิดศรัทธาปสาทะในการฝึกภาวนาธรรม และเห็นว่าการปฏิบัติวิชชาธรรมกายนี้ดี
จึงพยายามชักชวนบรรดาสมาชิกในครอบครัวให้ไปลองฝึกกันบ้าง


ราวเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๘๓ ก็มีสมาชิกในครอบครัวไปฝึกกันหลายคน
ตัวคุณครูแลวยเองนั้นเมื่อไปฝึกใหม่ๆ ก็พอจะได้เห็นนิมิตเป็นดวงบ้าง
แต่ก็เป็นไปในลักษณะ เห็นๆหายๆ ไม่มั่นคง
เมื่อเวลาพระอาจารย์ท่านบอกให้ตรึกนึกถึงนิมิตเป็นดวง ไปตามฐานที่ตั้งต่างๆนั้น
ก็พยายามตรึกตามไปจนถึงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ... ดวงนั้นก็หายไป

ต่อมาในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น คุณครูฉลวยได้ลงมาที่กรุงเทพ
เพื่อเข้าไปฝึกเจริญภาวนาธรรมต่อที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
แลได้ “อาจารย์แม่ชี ทองสุข สำแดงปั้น” ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้บวชเป็นชี...เป็นครูผู้สอน
คุณครูฉลวยได้เพียรฝึกปฏิบัติจนได้ถึง “ธรรมกาย”
ได้เห็นธรรมะสมความมุ่งมาดปรารถนาแล้ว ก็อำลาวัดปากน้ำกลับสู่ถิ่นฐานของท่าน
และเจริญภาวนาธรรมตามที่ได้ร่ำเรียนมาต่อไปจนมั่นคงดีแล้ว


จวบจนเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๘๔ ได้โอกาสเข้ามาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อีกครั้ง
คราวนี้ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” ท่านให้คุณครูฉลวยเข้าไปปฏิบัติภาวนาธรรมในพระวิหาร
และได้ “อาจารย์แม่ชี ญาณี ศิริโวหาร” ... เป็นผู้สอน
คุณครูฉลวยได้รับการ “ต่อวิชชา” ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
...จนได้รู้ได้เห็น “วิชชาธรรมกายชั้นสูง” หลายๆอย่าง


ทำให้มีความศรัทธาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก
จึงเขียนจดหมายไปขออนุญาตต่อบิดามารดา เพื่อขออยู่ปฏิบัติภาวนาที่วัดปากน้ำ
และได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อ ให้เข้าเจริญวิชชาใน “โรงงาน”
โดยอยู่กะเดียวกับ “อาจารย์แม่ชี ปุก มุ้ยประเสริฐ”


ประมาณกลางเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๔๘๔
คุณครูฉลวยได้บวชชีอยู่ราว ๔ พรรษา จนถึงปี พ.ศ.๒๔๘๗ จึงสึกจากชี
แต่ยังคงถือเพศพรหมจรรย์ อยู่ปฏิบัติหน้าที่เจริญวิชชาชั้นสูงในโรงงานต่อไป

จนกระทั่งเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๑
ซึ่งเป็นระยะเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อกำลังอาพาธ
ท่านได้รับคำสั่งจากหลวงพ่อให้กลับสู่บ้านเกิดของท่าน
ด้วยอาจเห็นว่าบ้านอยู่ไกล และยังมีภาระทางบ้านผูกพันอยู่ด้วย
เมื่อคุณครูกลับไปเชียงใหม่ได้ไม่นานนัก หลวงพ่อก็มรณภาพในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมา
 
ภายหลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพแล้ว
คุณครูฉลวยก็ได้กลับมาเจริญภาวนาธรรมในโรงงานที่วัดปากน้ำ
เพื่อสนองพระคุณหลวงพ่ออีก ๑ ปี จึงได้กลับสู่เชียงใหม่

รวมเวลาที่เจริญวิชชาชั้นสูงที่วัดปากน้ำ เป็นเวลาทั้งสิ้น ๑๗ ปี


ในสมัยช่วงแรกที่คุณครูได้เจริญวิชชาในโรงงานนั้น เป็นระยะที่ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสงคราม
พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้จัดให้มี “การเข้าเวรทำวิชชา” ๒ ชุด
แบ่งเป็น ๔ ผลัด ผลัดละ ๖ ชั่วโมง

กะแรก เข้าเวรประมาณ ๖ โมงเช้า และออกประมาณเที่ยงวัน
กะที่สองจะเข้ารับเวรต่อ แล้วกะแรกจะกลับมารับเวรผลัดต่อไปในเวลา ๖ โมงเย็น
และจะส่งเวรให้กะที่สอง ในผลัดต่อไปในเวลาเที่ยงคืน
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเช่นนี้ ตลอด ๒๔ ชั่วโมงมิได้ขาด


เมื่อสงครามสงบลง
พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงให้เปลี่ยนแปลง “การเข้าเวร” ในโรงงานเป็น ๓ ชุด ผลัดละ ๔ ชั่วโมง

ส่วนการสอนธรรมะนั้น หลวงพ่อท่านจะกำหนดตัวบุคคลผู้ว่างจากเวรทำวิชชาในโรงงาน...เป็นผู้สอน
ในระหว่างสงครามจะทำการสอนภาวนาที่บ้าน “น้าสาย” ซึ่งอยู่ใกล้ๆพระวิหารนั้น
ในตอนค่ำจะมีผู้สนใจมาฝึกเจริญภาวนาธรรมกันที่นั่นเป็นประจำ
เมื่อสงครามสิ้นสุดลงแล้ว ก็ได้เปลี่ยนนเวลาสอนเป็นช่วงบ่าย ประมาณบ่าย ๒ โมงโดยเปิดสอนที่วิหาร


“โรงงานทำวิชชา” ในสมัยนั้น ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่าง พระอุโบสถ กับ วิหาร ใกล้หอไตร
เป็นเรือนไม้ ๒ ชั้น ภายในระหว่างชั้นบนกับชั้นล่างมีท่อต่อถึงกัน
...สำหรับ “หลวงพ่อ” ใช้ “สั่งวิชชา” ลงมาทางท่อนี้
ซึ่งผู้อยู่เวรก็จะได้ยินโดยทั่วกัน และจะเจริญวิชชาตามคำสั่งนั้นๆ
มีผู้อยู่เวรทำวิชชา...กะละประมาณ ๑๐ คน 
ตัวเรือนโรงงานทำวิชชานี้มีขนาดไม่กว้างใหญ่นัก
ชั้นล่างตั้งเตียงเป็น ๒ แถว ซ้าย - ขวา ข้างละ ๖ เตียง ตรงกลางเว้นเป็นทาง พอให้เดินได้สะดวก


ชั้นล่าง สำหรับฝ่ายแม่ชีและอุบาสิกาให้นั่ง “เจริญวิชชา” พร้อมทั้งเป็นที่พักอาศัยด้วย
จะมีผู้อยู่เวรที่ไม่ได้พักอาศัยในโรงงานบ้างก็เพียงไม่กี่คน


ระหว่างชั้นบนกับชั้นล่าง ไม่มีบันไดเชื่อมต่อกัน
และทางเข้าออกก็แยกกันคนละทาง ชั้นบนมีทางเข้าต่างหาก
ใช้เป็นที่ “เจริญวิชชา” ... สำหรับ “หลวงพ่อ” และพระสงฆ์สามเณรที่อยู่เวรทำวิชชา


ต่อมาภายหลัง ได้มีโรงงานทำวิชชาเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง
เป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้างยาวพอสมควร
ตรงกลางมีฝากั้น แบ่งเป็น ๒ ห้องแยกขาดจากกัน โดยมีประตูเข้าออกคนละทาง

ส่วนหน้า เป็นที่สำหรับแม่ชีและอุบาสิกา


ส่วนหลัง เป็นที่สำหรับหลวงพ่อและพระสงฆ์สามเณร

เวลา “สั่งวิชชา” .... หลวงพ่อท่านจะพูดผ่านฝากั้นห้องนี้
ทั้งสองฝ่ายจึงเพียงแต่ได้ยินเสียงซึ่งกันและกันเท่านั้น


“การทำวิชชา” ระยะนั้นพอจะสรุปได้ว่า ....
เป็นการเจริญภาวนาธรรมโดยอาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้าองค์ต้นๆ
เป็นที่พึ่งในการช่วยขจัดปัดเป่าภัยพิบัติของมวลมนุษย์
อันเกิดแต่สงครามโลกในครั้งนั้น ..... ให้บรรเทาเบาบางลง


ผู้อยู่เวรทำวิชชาในโรงงาน แทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเท่าใดนัก
ตลอดเวลาที่คุณครูอยู่ในวัดปากน้ำ ๑๗ ปี ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ใน “โรงงานทำวิชชา”


โดยเฉพาะพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้น
ในยามที่มีภัยสงครามมาเบียดเบียนประเทศชาติบ้านเมืองของเราเช่นนั้น
หลวงพ่อจะมีเวลาจำวัดน้อยมาก เพราะท่านห่วงใยในสวัสดิภาพของประเทศชาติมากนัก
และท่านจะคอย “สั่งวิชชา” และควบคุมให้ถูกต้องตามประสงค์อยู่ตลอดเวลา...แทบไม่ได้พักผ่อน

 
“วิชชาที่หลวงพ่อสั่ง” ในแต่ละวันนั้น ได้มีการจดบันทึกไว้ในสมุดปกแข็ง รวม ๓ เล่ม
ซึ่งคุณครูฉลวยได้ถวายแด่ท่านเจ้าคุณ “พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม)"
ด้วยได้เห็นว่า “พระอาจารย์วีระ” ท่านมีปฏิปทาอย่างมั่นคงที่จะถือเพศบรรพชิต
และมุ่งมั่นในการเจริญภาวนาธรรมตามรอยของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
ควรที่ท่านจะได้เก็บรักษา “วิชชาของหลวงพ่อ” ที่ได้บันทึกไว้นี้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาสืบไป


จริยาวัตรของหลวงพ่อ...อันเป็นที่ประทับใจของคุณครูก็คือ
หลวงพ่อท่านรู้ใจคน หยั่งรู้ความรู้สึกนึกคิด
ตลอดจนพฤติกรรมของบรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ในความปกครองของท่าน และพูดได้ตรงใจของแต่ละคน

แม้กระทั่งเวลาแสดง “พระธรรมเทศนา” ก็มักปรากฏเสมอว่า
ผู้ที่ได้เข้าฟังธรรมนั้นจะมาเล่าสู่กันฟังว่า หลวงพ่อท่านเทศน์ตรงกับเรื่องตัวเองแท้ๆ
ทำให้ผู้ฟังรู้สึกประหนึ่งว่า หลวงพ่อกำลังเทศน์สั่งสอนบุคคลผู้นั้นโดยเฉพาะเจาะจง

หรือแม้ในยามที่หลวงพ่ออาพาธ
ไม่อาจจะลุกขึ้นสอดส่องดูแลกิจการทั้งปวง ดังเช่นที่เคยปฏิบัติเป็นปกติวิสัยก็ตาม
ถึงกระนั้นหลวงพ่อก็ยังคงทราบความเป็นไปของผู้ใต้ปกครองทั้งหมดได้
โดยรู้ว่าใครไปทำอะไรมา หรือคิดอ่านประการใด โดยมิต้องมีผู้หนึ่งผู้ใดไปเรียนให้ท่านทราบ
ซึ่งหลวงพ่อจะพูดได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ประหนึ่งว่าได้เห็นมากับตาทีเดียว
ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่ทราบโดยทั่วกันในหมู่ศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อ


“พระของขวัญ” ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อสร้างขึ้นนั้น เป็น “ของศักดิ์สิทธิ์”
และไม่ได้มีการปลุกเสกอย่างแบบทั่วไป
หากแต่ใช้วิธี “เจริญวิชชาชั้นสูงที่บริสุทธิ์”
และความศักดิ์สิทธิ์ของพระของขวัญนี้ ก็มีประจักษ์พยานรู้เห็นกันเป็นจำนวนมาก


ส่วน ”การทำวิชชาแก้ไขโรคภัยไข้เจ็บ” ให้แก่ผู้มาขอพึ่งบารมีของพระคุณท่านนั้น
เมื่อเวลาลงฉันภัตตาหารเพล จะมีผู้ที่ออกเวรจาก “การทำวิชชาในโรงงาน”
.... คอยติดตามอยู่ใกล้ๆหลวงพ่อ เพื่อรับมอบหมายจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
ให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลเหล่านั้นตามคำสั่งต่อไป


และหลวงพ่อจะเตือนสติอยู่เสมอว่า ...
“ให้ทำของตัวเองให้ใสสะอาดก่อน
แล้วจึงช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากวิชาของมาร ที่ส่งมาบังคับให้เป็นไปต่างๆ”


ในปี พ.ศ.๒๕๐๓ คุณครูฉลวย สมบัติสุข ได้เดินทางกลับไปอยู่บ้านเกิดที่ จ. เชียงใหม่
และได้เข้าปฏิบัติงานประจำอยู่ที่ธนาคารไทยพัฒนา (ในสมัยนั้น)
และเนื่องจากภาระการงานที่รัดตัวอยู่
คุณครูฉลวยจึงมีเวลาแต่เฉพาะปฏิบัติภาวนาธรรมเองที่บ้านเป็นประจำทุกวัน
และในบางครั้งมีผู้สงสัยข้อปฏิบัติบางประการมาขอความกระจ่างจากท่าน
ก็จะได้รับการชี้แนะจากท่านเป็นรายๆไป




* ข้อมูลจาก หนังสือชีวประวัติ ผลงาน รวมพระธรรมเทศนา ๖๓ กัณฑ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ
เนื่องในโอกาสฉลองชนมายุ ๑๐๐ ปี
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศ กรุงเทพ
พิมพ์ครั้งที่๒  พ.ศ.๒๕๒๘  จำนวน ๑,๕๐๐ เล่ม
« Last Edit: June 12, 2014, 05:15:45 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

* ประวัติสังเขป
ของ

อาจารย์ ตรีธา เนียมขำ
นากยกสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ


อาจารย์ ตรีธา เนียมขำ เป็นบุตรของ นายดวง – นางพุ่ม เนียมขำ
ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ ๓๐ หมู่ที่ ๓ ตำบล บางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
เกิดวันเสาร์ ขึ้น ๑๔ เดือน ๕ ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๙

การศึกษา
- การศึกษาสามัญ มัธยม ๓
- การศึกษาพระปริยัติธรรม ธรรมศึกษาชั้นเอก
- วันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ รับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


สถานภาพ
พ.ศ. ๒๔๘๒ อายุ ๑๓ ปี มาอยู่วัดปากน้ำ ภายใต้บารมีธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
พ.ศ. ๒๔๘๓ อายุ ๑๔ ได้บวชเป็นแม่ชี เพื่อศึกษาพระศึกษาพระปริยัติธรรม
และบำเพ็ญกิจภาวนาตามแนววิชาธรรมกาย จนสามารถรับใช้สนองงานที่ท่านได้มอบหมายไว้
พ.ศ. ๒๔๙๔ อายุ ๒๖ ได้ลาศีลจากแม่ชี แล้วได้อยู่ปฏิบัติธรรมและรับใช้หลวงพ่อตลอดมา


ผลงาน
ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านเจ้าคุณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน
ในการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ ที่หลวงพ่อได้วางไว้
ทั้งในด้านการศึกษา ในด้านการปฏิบัติธรรม
ในด้านการก่อสร้างเสนาสนะ และถาวรวัตถุ ในด้านอาหารบิณฑบาต


อีกทั้งเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ "ควบคุมปฏิบัติธรรมกายในโรงงาน"


- ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานวัดปากน้ำ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ จนถึงปัจจุบัน
และได้หาเจ้าภาพเป็นประธานเอกถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน จนถึง พ.ศ. ๒๙๑๖

- เป็นนายกสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ม.ส.จ. เมื่อปี ๒๕๒๐ ถึงปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๒

- ก่อสร้างหอเจริญวิปัสสนา

- ก่อสร้างพระผงธรรมขันธ์ และบรรจุพระผงธรรมขันธ์
และพระรุ่น ๕ จำนวน ๒ ล้านองค์ ณ หอเจริญวิปัสสนา


- สอนภาวนาในวันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ณ หอเจริญวิปัสสนา


- ไถ่ชีวิตโคกระบือ และนำไปมอบให้กรมปศุสัตว์ เพื่อแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้
เพื่อยกระดับความเป็นอยุ่ของเกษตรกรผู้ยากไร้ให้ดีขึ้น
ตามโครงการธนาคารโคกระบือตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงบัดนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นปีที่ ๒๘ รวม ๑๐๑ ครั้ง
ได้ไถ่ชีวิตโคกระบือไปแล้ว ๒๘,๘๕๕ ตัว เป็นเงิน ๓๐๗ บาทเศษ

- หล่อพระพุทธรูป และ รูปเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ถวายไปยังวัดและองค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
เป็นพระพุทธรูป ๑,๐๐๒ องค์ พระอัครสาวก ๓๔ คู่ พระอรหันตสาวก ๗ องค์
เจ้าแม่กวนอิมนั่งขนาด ๖๙ นิ้ว ๑ องค์
รูปเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำขนาดเท่าองค์จริง ๑๙๖ องค์


- สร้างพระของขวัญรุ่น ๖ จำนวน ๓,๓๗๐,๖๖๐ องค์
และได้มอบถวายให้ทางวัดนำออกมามอบเป็นของขวัญ ให้แก่ผู้ที่บริจาคทรัพย์ร่วมสร้างพระไตรปิฎกหินอ่อน
  
- สร้างพระของขวัญรุ่น ๗ จำนวน ๕,๖๔๐,๐๐๐ องค์
และมอบถวายให้ทางวัดปากน้ำนำออกมามอบให้แก่ ผู้ที่บริจาคทรัพย์ร่วมสร้างหอสมุดแห่งพระพุทธศาสนา
ณ พุทธมณฑล
  
- สร้างพระพุทธรูปทองคำสัมฤทธิ์ ปางธรรมกาย
หน้าตักกว้าง ๙ เมตร ๙ เซ็นติเมตร สูง ๑๔ เมตร ๓๙ เซ็นติเมตร
ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพุทธาธิวาส อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
โดยได้มอบหมายให้ นายประยูร – นางเกศินี พณิชยานนท์ เป็นผู้ดำเนินการสร้าง
และมีพระนามว่า “ พระพุทธธรรมกายมงคล ปยุรเกศานนท์สุพพิธาน”
 
  
- สร้างอาคารเรียน ๓ ชั้น ๑๘ ห้อง พร้อมเขื่อนและรั้วยาว ๑๐๐ เมตร
มอบให้โรงเรียนวัดบางบ่อ ตำบลบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑
พร้อมโต๊ะ เก้าอี้นักเรียน ครู และอุปกรณ์การสอน และถมที่ปลูกหญ้าสนามโรงเรียนอีก ๓ ๑/๒ ไร่
รวมเป็นเงิน ๑๐.๘ ล้านบาท
  
- ตั้งโรงทาน สร้างศาสนสมบัติ และสาธารณกุศอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก


* ที่มา http://www.watpaknam.org/

*******************************************



** อาจารย์ตรีธา เล่าเรื่อง “กายสิทธิ์”

บางท่านคงจะเคยได้ยินเรื่อง “คด” ต่างๆมาบ้างแล้ว
ที่เกิดในผลทับทิม มะละกอ ลูกหมาก และผลไม้ต่างๆ จะเกิดขึ้นในสิ่งใดๆก็ได้
จากสิ่งที่อ่อนนิ่ม...ก็กลายเป็นแข็ง
บางทีแข็งขนาดเป็นหินเป็นแก้ว จะขบเคี้ยวทุบตีอย่างไรก็ไม่แตก
บางคนสับมะละกอลงไปก็พบหินอยู่ภายใน นับเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด
เพราะมะละกอมิใช่ไม้ยืนต้น ปลูกไม่นานก็ให้ผลแล้ว ทำไมจึงมีหินอยู่ภานในได้


สิ่งทั้งหมดนี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำ (สด จนฺทสโร) เรียกว่า “กายสิทธิ์”

หลวงพ่อท่านบอกว่า
“กายสิทธิ์ลงที่ไหน ... ที่นั่นก็แปรสภาพ
จากของที่ไม่ถาวร ... ก็กลายเป็นของที่ถาวร
จากของที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ... ก็กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์”


หลวงพ่อท่านมี “กายสิทธิ์” มากมายหลายชนิด
เพราะในขณะที่ปฏิบัติกิจภาวนา ท่านมักจะเรียกกายสิทธิ์ทั้งหลายมารวมที่ท่าน
และยังมีพวกลูกศิษย์นำมาถวายอีกด้วย


หลวงพ่อท่านอธิบายว่า
“กายสิทธิ์” เป็นบริวารสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งมี ๓ ประเภท คือ
บรมจักร (จักรพรรดิอย่างสูง)
มหาจักร (จักรพรรดิอย่างกลาง)
จุลจักร (จักรพรรดิอย่างต่ำ)

บริวารสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ คือ รัตนะ ๗ มี
ช้างแก้ว
ม้าแก้ว
ขุนพลแก้ว
ขุนคลังแก้ว
นางแก้ว
จักรแก้ว
แก้วมณี


กายสิทธิ์นั้น ถ้าตกไปอยู่กับผู้ใด...ก็จะบันดาลให้มีสังหรณ์ทั้งเหตุดีและร้าย
กายสิทธิ์นั้น เจ้าของควรนำติดตัวอยู่ตลอดเวลาให้เนื่องกับกายเนื้อ...เพื่อจะได้สัมพันธ์ทางกาย
เมื่อสัมพันธ์ทางกายแล้ว...ใจก็สัมพันธ์ด้วย เป็นการเปิดอายตนะรับสิ่งที่เป็นมงคล
ช่วยเสริมบารมีของเจ้าของด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ช่วยในการทำสมาธิ


เนื่องจากหลวงพ่อมี “กายสิทธิ์” จำนวนมาก
ท่านจึงแจกกายสิทธิ์ให้ “ผู้ได้วิชชาธรรมกาย” เกือบทุกคน
เพื่อถือขณะปฏิบัติกิจภาวนา เพราะช่วยทุ่นแรงในการปฏิบัติภาวนา


ศิษายานุศิษย์ของหลวงพ่อ เมื่อทราบความศักดิ์สิทธิ์ของกายสิทธิ์
ต่างก็หาไว้เป็นสมบัติเพื่อความเป็นสิริมงคล

หลังจากหลวงพ่อมรณภาพแล้ว
คณะศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงพ่อ และได้วิชชาธรรมกาย จำนวน ๕ คน คือ
- นายประยูร สุนทารา
- คุณนายเชื้อ ปุรณเสวี
- นางละมัย ชูวงศ์วุฒิ
- น.ส.ประยูร นาคบุญเที่ยง
- และข้าพเจ้า น.ส.ตรีธา เนียมขำ


ได้บรรจุ “กายสิทธิ์ ๓ ดวง” แต่ละดวงมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ นิ้ว
ไว้ในรูปเหมือนของหลวงพ่อซึ่งเป็นรูปยืนเต็มองค์ ตรงที่เป็นศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
บรรจุเมื่อ วันพุธ ที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๒
และรูปยืนนี้ได้ประดิษฐานอยุ่หน้าหีบศพของท่าน บนหอสังเวชนีย์มงคลเทพนิรมิต



** คัดลอกบางตอนจาก
หนังสือ ตรีธาเล่าเรื่องหลวงพ่อและวัดปากน้ำ
พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๒๘  จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม
« Last Edit: March 12, 2011, 05:44:49 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118
ขอเรียนเชิญ คุณต้นไม้เมตตา คุณsamatha เเละทุกท่านที่มีข้อมูลเกี่ยวกับ
ประวัติ / ปฏิปทา / คุณธรรม /การเจริญวิชชา ของครูบาอาจารย์ทั้งหลายนี้
ช่วยนำมาเผยเเพร่ให้ศิษย์ทั้งหลายได้รับทราบด้วยนะครับ

อนุโมทนาครับ
« Last Edit: November 11, 2010, 06:20:10 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline samatha

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 210
  • จิตพิสัย 24
  • ความรู้ทางวิชชาธรรมกาย....http://khunsamatha.com/
ขออนุญาต เสริมเรื่องศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอื่นๆ นะครับ


พระฝรั่งที่เคยมาบวชกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ
http://forums.212cafe.com/samatha/board-2/topic-64.html

ภิกษุดุจนักรบ...เรื่องเล่าฝ่ายพระภิกษุในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ
http://forums.212cafe.com/samatha/board-2/topic-31.html

เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำโดยศิษย์ผู้ใกล้ชิด
http://gotoknow.org/blog/dhammakaya-01/215630

แม่ชีอาจารย์ในวัดปากน้ำ (ตอนที่ 1)
http://gotoknow.org/blog/dhammakaya-01/85757

แม่ชีอาจารย์ในวัดปากน้ำ (ตอนที่ 2)
http://gotoknow.org/blog/dhammakaya-01/85760

แม่ชีอาจารย์ในวัดปากน้ำ (ตอนที่ 3)
http://gotoknow.org/blog/dhammakaya-01/85763

แม่ชีอาจารย์ในวัดปากน้ำ (ตอนที่ 4)
http://gotoknow.org/blog/dhammakaya-01/85764

"ประกอบเหตุ....สังเกตผล....สนใจเถิด....ประเสริฐนัก"
"ให้เอาความรู้ออกหน้า...อย่าเอาความเชื่อออกหน้า"

เวบไซต์ความรู้ทางวิชชาธรรมกาย....http://khunsamatha.com/ 
ห้องสนทนาและตารางงานสอนสมาธิ.... http://khunsamatha.fix.gs/index.php

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1083
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
ท่าน mr.surin ช่วยไปโพสต์แบบนี้ที่บอดร์พลังจิตด้วยนะครับ ผมว่ามีคนสนใจมากแน่ๆครับ แต่ตั้งหัวข้อให้น่าสนใจกว่านี้อีกนิดนะครับ เช่นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายสายตรง หรือสายวิชชาของจริง ของแท้ ของดั่งเดิม หรืออะไรก็ว่ากันไป แล้วแต่ท่านครับ   ;D

ผมก็รออยู่ว่าท่านใดจะขยันสแกนจากหนังสือและขยันพิมพ์มาขึ้นเวปซะที อิอิ  ::)
« Last Edit: November 23, 2011, 11:04:57 PM by ต้นไม้เมตตา »